ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 100: กระบี่เดียวสะท้านโลกา
นี่มันสเต็ปการต่อสู้บ้าบออะไรกัน?
แหกปากตะโกนลั่น เรียกเงามายาออกมา แล้วก็ซัดเปรี้ยงเดียวส่งคู่ต่อสู้บินว่อนเนี่ยนะ?
อย่าว่าแต่ผู้ชมในสนามที่งงเป็นไก่ตาแตก แม้แต่เหล่าผู้นำขุมกำลังบนแท่นสูงยังมึนตึ้บไปตามๆ กัน
แต่ละคนหันขวับไปมองเจ้าสำนักหลิงเซียน สายตาราวกับจะถามว่า ‘ศิษย์สำนักท่านนี่มันตัวอะไรกันครับเนี่ย?’
เจ้าสำนักหลิงเซียนเองก็มึนไม่แพ้กัน
ท่านั้นข้าก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ! เอาจริงๆ ข้าก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าอ้วนอู๋เสี่ยวพั่งนี่มากนักหรอก!
เขาอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมอง จางอวิ๋น บนที่นั่งรับรองแขกพิเศษ
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตา จางอวิ๋นก็ยักไหล่ ทำหน้าใสซื่อประมาณว่า ‘ข้าก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันนะ’
เจ้าสำนักหลิงเซียนกรอกตามองบนทันที ‘ลูกศิษย์เอ็งแท้ๆ เอ็งจะไม่รู้ได้ยังไงวะ?’
แต่เขาก็ขี้เกียจจะซักไซ้ ได้แต่มองอู๋เสี่ยวพั่งเบื้องล่างแล้วพยักหน้าเงียบๆ ด้วยความพึงพอใจ
สำนักเรามีศิษย์ที่น่าปั้นเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้วสินะ
สวีหมิง… อู๋เสี่ยวพั่ง…
พอนึกขึ้นได้ว่าทั้งสองคนนี้ล้วนสังกัด ยอดเขาลำดับเก้า ของจางอวิ๋น เจ้าสำนักหลิงเซียนก็เริ่มขบคิดเรื่องการเพิ่มงบประมาณทรัพยากรให้ยอดเขานี้อย่างจริงจัง
จางอวิ๋นไม่รู้ความคิดของเจ้าสำนัก ไม่อย่างนั้นคงยกนิ้วโป้งให้รัวๆ
ใช่แล้ว! เทงบมาที่ยอดเขาลำดับเก้าเยอะๆ นั่นแหละถูกต้องที่สุด!
เรื่องทรัพยากรเนี่ย จางอวิ๋นไม่เคยเกี่ยงว่ามันจะเยอะเกินไปหรอกนะ
เวลานี้สายตาของเขาจับจ้องไปที่อู๋เสี่ยวพั่งเบื้องล่าง เมื่อครู่ตอนเห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของเจ้าอ้วน เขาก็เดาได้ทันทีว่าไอ้แสบนี่คิดจะทำอะไร
เงามายาราชันย์
หลังจากงานแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์สองสำนัก จางอวิ๋นก็ให้เน้นฝึกท่านี้เป็นพิเศษ แม้ตอนนี้จะยังปล่อยออกมาได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนสวีหมิงไม่ได้ แต่ก็สามารถเรียกใช้ได้ดั่งใจแล้ว เพียงแต่ระยะเวลาคงสภาพนั้นสั้นกุด
แต่สำหรับการประลองบนเวทีแบบนี้ ขอแค่ระเบิดพลังตูมเดียวก็เกินพอ!
ที่อู๋เสี่ยวพั่งแกล้งทำเป็นหอบแฮกๆ เมื่อกี้ ก็เพื่อหลอกให้สำนักหนานไห่รีบส่งคนขึ้นมา จะได้ระเบิดพลังเก็บไปอีกสักศพ แล้วผลก็คือ…
มองดูอู๋เสี่ยวพั่งที่แกล้งทำเป็นหมดสภาพนอนแผ่หราอยู่บนเวที จางอวิ๋นก็หลุดขำพลางส่ายหน้า
“ศิษย์พี่ ข้าล้มไปสามคนแล้วนะ!”
บนเวที อู๋เสี่ยวพั่งที่นอนแผ่หลาตะโกนเสียงดังฟังชัด “ตอนนี้ข้าเหนื่อยแล้ว เปลี่ยนตัวได้!”
สวีหมิงเห็นแล้วก็นึกขำ รู้ดีว่าศิษย์น้องคนนี้พยายามทำตามสัญญาที่คุยโม้ไว้กับเขา เลยกัดฟันเก็บศิษย์สำนักหนานไห่เพิ่มไปอีกคน
สวีหมิงกระโดดวูบเดียวขึ้นไปบนเวที หิ้วปีกอู๋เสี่ยวพั่งลงมาส่งให้ศิษย์สำนักหลิงเซียนอีกสองคนช่วยรับช่วงต่อ แล้วตัวเองก็ยืนปักหลักอยู่บนเวทีแทน
เหล่าศิษย์สำนักหนานไห่ตั้งสติได้ พอเห็นสวีหมิงยืนตระหง่านอยู่บนเวที หน้าตาของพวกเขาก็ดำทะมึนราวกับก้นหม้อ
นี่มันเล่นส่งระดับ ‘ตัวพ่อ’ ขึ้นมาตบเด็กเลยเหรอวะ?
“หึ!”
ตัวแทนศิษย์สำนักหนานไห่แค่นเสียงเย็น กระโจนขึ้นสู่สังเวียนทันที
โดนเจ้าอ้วนตบศิษย์ระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดร่วงไปถึงสามคน ขืนเขาไม่ออกโรงตอนนี้มีหวังเสียหน้าแย่ ถ้ายังไม่รีบคว้าชัยชนะกลับมาสักตา ขวัญกำลังใจของสำนักหนานไห่คงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี!
“ลุยเลย!”
“จัดการไอ้หนุ่มมังกรทองนั่นซะ!!”
……
พอเห็นตัวแทนศิษย์สำนักหนานไห่ขึ้นเวที กองเชียร์เจ้าถิ่นที่เงียบกริบไปเพราะความโหดของอู๋เสี่ยวพั่ง ก็เริ่มกลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง
ศิษย์ที่เก่งที่สุดของสำนักหนานไห่ออกโรงเองแบบนี้ ต้องจัดการเจ้าสวีหมิงได้แน่!
บนลานประลอง
“ศิษย์น้องข้าโชว์ฟอร์มไว้ซะขนาดนั้น ข้าที่เป็นศิษย์พี่ จะให้น้อยหน้าได้ยังไงกัน!”
สวีหมิงมองตัวแทนศิษย์สำนักหนานไห่พลางเอ่ยเรียบๆ
โฮก——!!
วินาทีถัดมา เสียงคำรามกึกก้อง เงามายามังกรทอง คำรามลั่นพุ่งทะยานออกมา
สวีหมิงชูกระบี่ยาวขึ้นเหนือหัวแล้วกล่าวต่อ “ท่านี้ตั้งแต่ฝึกสำเร็จมา ข้ายังไม่มีโอกาสได้ใช้เลย วันนี้ ขอเอาเจ้ามาลองของหน่อยก็แล้วกัน!”
สิ้นเสียง นัยน์ตาของเขาก็เปลี่ยนเป็น ‘เนตรมังกรทอง’ ฉับพลัน ปราณมังกรทองทั่วร่างระเบิดออก ผสานเข้ากับเงามายามังกรทอง แล้วหมุนวนรอบกระบี่ยาวที่ชูขึ้นฟ้า
สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังปราณอันบ้าคลั่ง ตัวแทนศิษย์สำนักหนานไห่สีหน้าเปลี่ยนสีทันที
จะให้สวีหมิงออกท่านั้นไม่ได้เด็ดขาด!
นี่คือความคิดเดียวในหัวเขาตอนนี้
ไม่รอช้า เขาคว้าหอกยาวกวาดออกไปเบื้องหน้า หมายจะทำลายจังหวะการรวบรวมพลังของสวีหมิงให้แตกซ่าน แต่ทว่า…
“กระบี่ของข้า ไม่จำเป็นต้องรวบรวมพลัง!”
สวีหมิงคลี่ยิ้มมุมปาก ขยับกระบี่ในมือ
“แย่แล้ว!”
ตัวแทนศิษย์สำนักหนานไห่หน้าถอดสี รีบดีดตัวถอยหลังหวังทิ้งระยะห่าง แต่ทว่า…
“มังกรทอง… คํารามสะบั้น!”
คมกระบี่ของสวีหมิง ฟาดฟันออกไปในพริบตา
ปราณมังกรทองมหาศาลทะลักล้นไปตามคมดาบ ก่อตัวเป็นคลื่นดาบรูปมังกรทองที่พันเกลียวกันพุ่งกวาดล้างทั่วทั้งเวที
ตัวแทนศิษย์สำนักหนานไห่ไร้ทางหนีทีไล่ ทำได้เพียงหมุนหอกสร้างเกลียวคลื่นปราณขึ้นมาป้องกันสุดชีวิต
แต่ต่อหน้าคลื่นดาบมังกรนี้ เกราะปราณของเขาก็เปราะบางยิ่งกว่ากระดาษ เพียงแค่ปะทะกันวูบเดียว…
ตูม!
ทุกอย่างถูกกวาดเรียบด้วยคลื่นดาบอันทรงพลัง
คลื่นดาบกระแทกหอกจนหักสะบั้น ฉีกกระชากเสื้อผ้าของตัวแทนศิษย์สำนักหนานไห่จนขาดวิ่น ส่งร่างของเขาปลิวละลิ่วตกเวทีไปราวกับว่าวสายป่านขาด
ในสายตาของผู้ชม เห็นเพียงแสงกระบี่วูบเดียวที่กวาดผ่านเวที แล้วจากนั้น…
ตัวแทนศิษย์สำนักหนานไห่ก็ลอยเป็นเส้นโค้งสวยงาม ตกลงกระแทกพื้นดินห่างออกไปกว่าสิบเมตร สลบเหมือดคาที่!
เงียบกริบ
สนามประลองอันกว้างใหญ่ตกอยู่ในความเงียบชนิดที่ว่าเข็มตกยังได้ยิน!
ผู้ชม, ผู้อาวุโสบนที่นั่งรับรอง, ผู้นำขุมกำลังบนแท่นสูง…
ทุกคนต่างแข็งค้างราวกับถูกสาป!
กระบี่เดียว!
แค่กระบี่เดียว ก็สยบตัวแทนศิษย์สำนักหนานไห่ที่เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในงานประลองครั้งนี้ได้แล้ว?
เฮ ——!!
หลังจากความเงียบงันชั่วอึดใจ เสียงฮือฮาดังสนั่นหวั่นไหวก็ระเบิดขึ้นราวกับภูเขาไฟปะทุ
แรงสั่นสะเทือนจากเสียงเชียร์ทำเอาเจ้าวาฬยักษ์กับงูทะเลที่แบกสนามอยู่ด้านล่างถึงกับสะดุ้ง ร่างกายสั่นไหวเล็กน้อย ดวงตาฉายแววหงุดหงิดแบบมนุษย์ มองขึ้นมายังสนามประลองด้านบน
พวกมนุษย์นี่มันเป็นบ้าอะไรกัน? จู่ๆ ก็แหกปากเสียงดังทำไม?
ไม่รู้หรือไงว่าทำสัตว์ตกใจ มันอาจจะช็อกตายได้นะเว้ย?
ไม่มีใครสนใจวาฬยักษ์กับงูทะเลขี้บ่นด้านล่าง
ความตกตะลึง, ไม่เชื่อสายตา, เหลือจะเชื่อ… สายตานับไม่ถ้วนที่เต็มไปด้วยอารมณ์เหล่านี้จับจ้องไปที่สวีหมิงบนเวทีเป็นจุดเดียว
เดิมทีทุกคนนึกว่าอู๋เสี่ยวพั่งเมื่อครู่ก็ ‘เทพ’ มากแล้ว แต่ตอนนี้เพิ่งได้ตระหนักว่า สวีหมิงต่างหากคือ ‘ปีศาจ’ ของจริง!
ผู้ฝึกตนระดับจินตานหลายคนในสนามตัวสั่นเทา วินาทีที่คลื่นดาบเมื่อครู่ปรากฏขึ้น แม้แต่พวกเขายังสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามมหาศาล
พวกเขาไม่สงสัยเลยว่า หากต้องเผชิญหน้ากับกระบี่นั้น ถ้าไม่ถูกซัดกระเด็นก็ต้องบาดเจ็บสาหัสแน่นอน!
กระบี่ของสวีหมิง มีอานุภาพคุกคามถึงระดับพวกเขาได้แล้ว!
ต้องไม่ลืมนะว่า นี่มันแค่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้น 8 เองนะโว้ย!
ที่นั่งรับรองแขกพิเศษ
“เจ้าเด็กนี่ต้องตาย!!”
คนตระกูลหลินเริ่มหวาดกลัวจับใจ
ตอนนี้แค่ระดับสร้างรากฐานขั้น 8 ยังมีปัญญาคุกคามระดับจินตานได้ขนาดนี้ ขืนปล่อยให้สวีหมิงเติบโตจนถึงระดับจินตาน โลกนี้คงไม่มีที่ยืนให้พวกมันแล้ว!
พวกเขาตัดสินใจเด็ดขาด ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ต้องกำจัดมันทิ้งหลังจบงานประลองนี้ให้ได้
ตอนนั้นที่ปล่อยให้สวีหมิงหนีไป พวกเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แค่คนพิการคนหนึ่งจะไปทำอะไรได้?
แต่ใครจะไปคิดว่าเวลาผ่านไปแค่สองปี สวีหมิงจะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง แถมยังพุ่งทะยานเร็วขนาดนี้ จากวันที่ได้รับข่าวจนถึงตอนนี้ ผ่านไปแค่สองเดือนเองนะ
คนพิการคนหนึ่งเติบโตมาถึงจุดนี้ได้ยังไง?
คนตระกูลหลินไม่อยากจะเชื่อจริงๆ
ทันใดนั้น เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ สายตาของพวกเขาก็พร้อมใจกันมองขึ้นไปด้านบนที่นั่งรับรองพิเศษ
เมื่อสบตากับพวกเขา จางอวิ๋นก็มองกลับมาด้วยสายตาเรียบเฉยราวกับมองศพเดินได้
ฆ่า!
ไอ้ผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียนนี่ก็ต้องฆ่าทิ้งซะ!!
คนตระกูลหลินกำหมัดแน่น
จางอวิ๋นเห็นท่าทางนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ไม่สนใจพวกตระกูลหลินอีก หันกลับไปมองสวีหมิงบนเวที
ใบหน้าของเขาอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้ม
เขารู้จักท่านี้ของสวีหมิงดี มันคือ วิชาระดับวิญญาณ ที่เขาแลกมาจาก ‘หอคัมภีร์หมื่นภพ’ หลังจากที่ ‘โลกปรมาจารย์เซียน’ อัปเกรดเป็นเลเวล 3 เห็นว่าเหมาะกับสวีหมิงเลยโยนให้ไปฝึก แต่เขาไม่คิดเลยว่าสวีหมิงจะฝึกท่านี้จนสำเร็จได้เร็วขนาดนี้
อานุภาพของกระบี่เมื่อกี้ แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกหวั่นใจนิดๆ!
เจ้าศิษย์คนนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ!
บนแท่นสูง
เหล่าผู้นำขุมกำลังเริ่มตัวสั่นแล้ว
ถ้าเมื่อกี้แค่ตกใจ ตอนนี้คือเริ่มหวาดกลัว!
สวีหมิงอายุเท่าไหร่เชียว?
ดันมีพลังต่อสู้ที่คุกคามระดับจินตานได้แล้ว ขืนให้เวลาฝึกฝนอีกสักไม่กี่ปี ไม่ไร้เทียมทานทั่วแคว้นหนานอวิ๋นเลยรึไง?
เมื่อมองไปที่เจ้าสำนักหลิงเซียน เหล่าผู้นำขุมกำลังก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงกล้าเก็บสวีหมิงไว้ ทั้งที่โดนตระกูลหลินหมายหัว พรสวรรค์ระดับนี้ ต่อให้โดนสำนักหนานไห่ออกหมายจับ ก็ต้องกัดฟันเก็บไว้ปั้นต่อให้ได้!
เพราะเมื่อไหร่ที่มันโตขึ้น ทั้งสำนักก็จะพลอยได้ดีขึ้นสวรรค์ยกแผง!
เจ้าสำนักหนานซานขบกรามแน่น จ้องมองสวีหมิงเบื้องล่างด้วยจิตสังหารอันพลุ่งพล่าน
ฆ่าความหวังของสำนักเรา แล้วยังมาโชว์เทพขนาดนี้อีก
ต้องฆ่า!
ถ้าสวีหมิงไม่ตาย สำนักหนานซานคงไม่มีวันได้นอนตาหลับ!
เจ้าสำนักหลิงเซียนไม่ได้สนใจสายตาของคนรอบข้าง ตอนนี้เขาอดใจไม่ไหวต้องส่งกระแสเสียงไปถามจางอวิ๋น “ไอ้หนู ท่ากระบี่ของลูกศิษย์เจ้านั่นไปเอามาจากไหน?”
ตอนนี้เขาอยากรู้จริงๆ!
การที่จางอวิ๋นผงาดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เขาเดาว่าต้องไปเจอวาสนาปาฏิหาริย์อะไรมาแน่ๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยถามเพราะเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อาวุโสในสำนัก แต่ตอนนี้มันอดไม่ได้แล้วจริงๆ
ท่ากระบี่ที่สวีหมิงแสดงออกมา ด้วยสายตาของเขาดูออกทันทีว่าเป็นวิชาระดับวิญญาณแน่นอน แถมยังเป็นระดับท็อปของวิชาระดับวิญญาณด้วย ถ้าให้ระดับจินตานในสำนักฝึกฝนได้ พลังต่อสู้คงยกระดับขึ้นอีกขั้น!
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านี้คนทั่วไปฝึกไม่ได้หรอกขอรับ มันเหมาะกับสวีหมิงคนเดียว!”
จางอวิ๋นตอบกลับไป
ได้ยินดังนั้นเจ้าสำนักหลิงเซียนก็ผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็พอดูออกว่าท่ากระบี่นั้นต้องใช้ควบคู่กับปราณมังกรทองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“ไอ้หนู ถ้ามีวิชาคล้ายๆ กันอย่าเก็บไว้คนเดียว เอามาขายให้สำนักได้ ข้าทุ่มไม่อั้น!”
“โธ่ ท่านเจ้าสำนัก พูดอะไรอย่างนั้น? ถ้ามีวิชาดีๆ ข้าจะกล้าคิดเงินท่านได้ยังไง?”
จางอวิ๋นแกล้งตีหน้าเคร่งขรึมแสดงความภักดี ก่อนจะทำเสียงอ่อนลงอย่างจนใจ “แต่ตอนนี้ข้าไม่มีวิชาแบบนั้นจริงๆ ท่าของสวีหมิงนั่น ข้าก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนไปไม่น้อยกว่าจะได้มา!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนกลอกตามองบน แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
จางอวิ๋นลอบถอนหายใจพลางยักไหล่
วิชาน่ะมี แต่เขาไม่กล้าเอาออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก ใครจะรู้ว่าเจ้าสำนักจะเกิดตาแดงด้วยความอิจฉาหรือเปล่า?
ขืนตาแดงขึ้นมา ดีไม่ดีจะจับเขาปล้นเอาดื้อๆ!
แต่เรื่องมอบวิชาให้สำนัก เขาก็มีแผนอยู่บ้าง
ยังไงซะ สำนักหลิงเซียนก็เปรียบเสมือนบ้านของเขาในทวีปวิถีเซียน เขาก็อยากให้สำนักแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน!
แต่เรื่องนี้ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม!
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ จู่ๆ จางอวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง สีหน้าพลันเปลี่ยนไป เขาหันขวับไปมองทางด้านข้างทันที…