ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 121 หัวหน้ากู่... ท่านสบายดีไหม?
ภายในแดนลับ ณ หุบเขาเร้นลับแห่งหนึ่ง
“ทาสของข้าเอ๋ย… จงมอบร่างกายของเจ้ามาให้ข้าด้วยความเต็มใจเสียเถิด!!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนยืนสงบนิ่ง ปรายตามองเงาทมิฬใต้เท้าตนเองที่กำลังส่งเสียงคำราม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ยามก้าวเท้าเข้ามา ข้าก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง… ที่แท้ก็ใช้วิธีสกปรกซ่อนตัวอยู่ในเงานี่เอง”
เขากวาดสายตามองร่างวิญญาณที่มีรูปลักษณ์เหมือนตนเองราวกับเงาสะท้อนในกระจก แล้วกล่าวต่อ “ประตูเหล็กที่ทางเข้านั่น… คงเป็นสื่อกลางที่เจ้าใช้ปล่อยร่างแยกวิญญาณพวกนี้ออกมาสินะ?”
ร่างวิญญาณได้ยินวาจาอันเยือกเย็นนั้นก็ถึงกับชะงัก
เท้าของเหยื่อถูกเงายึดตรึงไว้ ตกอยู่ในสภาพลูกแกะรอวันเชือดแท้ๆ ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ มนุษย์ผู้นี้สมควรต้องหวาดกลัวจนหัวหดมิใช่หรือ?
“สามหาว! ทาสชั้นต่ำ… จงมอบร่างกายของเจ้ามาซะ!!”
ร่างวิญญาณคร้านจะต่อปากต่อคำ อ้าปากกว้างจนฉีกถึงใบหู หมายจะงับศีรษะเจ้าสำนักหลิงเซียนให้จมเขี้ยว
เพียะ!
ทว่ายังไม่ทันที่คมเขี้ยวจะสัมผัสผิวเนื้อ ฝ่ามือหนึ่งก็ตบสวนกลับมาฉาดใหญ่ จนร่างวิญญาณหน้าหันเห็นดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า จากนั้นลำคอของมันก็ถูกกรงเล็บอันทรงพลังบีบขยี้เอาไว้แน่น!
“จะ… เจ้าสัมผัสร่างวิญญาณของข้าได้เยี่ยงไร!?”
ร่างวิญญาณเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง จ้องมองมือมนุษย์ที่กำลังบีบคอตนเองอยู่
กายวิญญาณอันไร้รูปของมัน ฝ่ามือเนื้อหนังมังสาไม่ควรจะสัมผัสโดนได้สิ!
เจ้าสำนักหลิงเซียนไม่เสียเวลาตอบคำถาม มุมปากยกยิ้มเหยียดหยาม “ไตร่ตรองดูแล้ว ประตูเหล็กนั่นคงมิใช่แค่เครื่องมือธรรมดา หรือจะกล่าวให้ถูกคือ… ตัวตนหลักของเจ้าคงสิงสถิตอยู่ที่นั่นกระมัง?”
รูม่านตาของร่างวิญญาณหดเกร็งวูบในทันที
“ดูท่าข้าจะเดาถูกสินะ!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนแค่นหัวเราะในลำคอ “ข้าจะรีบไปทักทายร่างต้นของเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ!”
พูดจบ ฝ่ามือแกร่งก็ออกแรงบีบเต็มพิกัด
โพละ!
เสียงระเบิดดังทึบๆ ร่างวิญญาณถูกบีบแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ คามือ!
เจ้าสำนักหลิงเซียนคว้าจับเศษเสี้ยววิญญาณชิ้นหนึ่งไว้ในกำมือ สัมผัสถึงกลิ่นอายที่แฝงอยู่
“ในเมื่อแย่งชิงป้ายคำสั่งไม่ทันชาวบ้าน... เช่นนั้นก็ไปลากคอตัวการที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้มาสังหารทิ้งเสียเลยก็แล้วกัน!”
สิ้นเสียง เจ้าสำนักหลิงเซียนก็พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปตามทิศทางของกลิ่นอายวิญญาณด้วยความรวดเร็วปานพายุ
…
ในขณะเดียวกัน ณ ทุ่งหญ้ารกร้างแห่งหนึ่ง
“ทาสของข้าเอ๋ย จงมอบร่างกายของเจ้ามาซะ!”
บุรุษสวมหน้ากากสีน้ำเงินยืนกอดอก จ้องมองร่างวิญญาณที่ลอยขึ้นมาจากเงาด้วยแววตาเฉยเมย “สัมผัสกลิ่นอายแปลกปลอมได้ตั้งนานแล้ว… ที่แท้ก็ซ่อนอยู่ในเงา แผนการลึกล้ำใช้ได้นี่หว่า!”
ร่างวิญญาณเห็นท่าทีสงบนิ่งราวกับน้ำนิ่งไหลลึกของอีกฝ่าย ก็ชะงักไปชั่วครู่
พอเห็นมันปรากฏตัว มนุษย์ผู้นี้ไม่ควรจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูกหรือไร?
ฉึก!
ยังไม่ทันได้คิดอ่านสิ่งใด ร่างวิญญาณก็ต้องเบิกตาโพลง เมื่อกริชเล่มหนึ่งพุ่งเสียบทะลุร่างอันโปร่งแสงของมัน
มิใช่แค่ทะลุผ่าน... แต่เป็นการ ‘แทงเข้าเนื้อ’ อย่างจัง!
“เป็นไปได้เยี่ยงไร?”
ร่างวิญญาณตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
ด้วยสถานะกายวิญญาณ ศาสตราวุธทางกายภาพทั่วไปย่อมไม่อาจสร้างระคายผิว ทว่า…
ฉึก ฉึก ฉึก!!
ชั่วพริบตาเดียว กริชสังหารอีกนับสิบเล่มก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ระดมแทงร่างวิญญาณของมันจนพรุนราวกับรังผึ้ง!
ร่างวิญญาณเบิกตากว้าง ฉุกคิดถึงความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว ก็ตวาดถามชายสวมหน้ากากน้ำเงินด้วยความไม่อยากเชื่อ
“จิตสังหารก่อรูปลักษณ์! เจ้า… เจ้าบรรลุวิถีแห่งการฆ่าฟันถึงขั้นนี้เชียวรึ!?”
ชายหน้ากากน้ำเงินยิ้มมุมปากภายใต้หน้ากาก โบกมือเบาๆ ราวกับปัดแมลง
กริชจำนวนมากระดมแทงเข้าออกอย่างบ้าคลั่ง เปลี่ยนร่างวิญญาณให้กลายเป็นตะแกรงร่อนแป้ง ก่อนที่ชายหน้ากากน้ำเงินจะยื่นมือไปดีดนิ้วเบาๆ
ปุ้ง!
ร่างวิญญาณสลายกลายเป็นควันจางหายไปในพริบตา
“ดูท่าที่นี่จะมีตัวอะไรน่าสนุกซ่อนอยู่แฮะ!”
ชายหน้ากากน้ำเงินพึมพำอย่างอารมณ์ดี หยิบป้ายคำสั่งออกมาตรวจสอบสถานการณ์
แต่ทันทีที่กวาดสายตาดู เขาก็ถึงกับชะงักกึก
“หนึ่ง สอง สาม… สิบ!”
เมื่อนับจำนวนพิกัดที่รวมตัวกันอยู่ที่จุดเดียวและกำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน ชายหน้ากากน้ำเงินถึงกับตกตะลึง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่าๆๆ… น่าทึ่ง! น่าทึ่งยิ่งนัก! คนเพียงคนเดียวคว้ามรดกระดับแปลงเทพไปถึงสิบชิ้น… ดูท่าจะเป็น ‘แกะตัวอ้วนพี’ ที่ขุนจนได้ที่แล้วสินะ!”
ดวงตาภายใต้หน้ากากสาดประกายอำมหิต
“เห็นทีต้องรีบตามไป ‘เชือด’ เสียหน่อยแล้ว~!”
เขาเลียริมฝีปาก พุ่งทะยานตามพิกัดนั้นไปดั่งเงาภูตพราย
…
ณ เกาะเล็กๆ กลางทะเลสาบในแดนลับ
พรวด!
กู่หงเหวินพ่นโลหิตสดๆ ออกมาคำโต ราดรดใส่ร่างวิญญาณตรงหน้าเต็มๆ!
ร่างวิญญาณส่งเสียง ซู่… ซู่… พร้อมควันสีเขียวลอยคลุ้ง ร่างกายถูกกัดกร่อนด้วยฤทธิ์เดชของโลหิตพิษอย่างรวดเร็ว มันกรีดร้องโหยหวน “อ๊ากกก... เจ้าบังอาจทำลายร่างวิญญาณข้า เจ้าตายแน่!!”
กู่หงเหวินไม่มีอารมณ์จะสนใจเสียงนกเสียงกา รีบหันไปตะโกนสั่งอีกสองคนข้างกาย “ยืนอยู่นิ่งๆ ห้ามขยับ!!”
รองหัวหน้ากลุ่มโจรสลัดหยกศิลาและกู่ฉี่บุตรชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับตัวแข็งทื่อด้วยความตระหนก
พรวด! พรวด!
กู่หงเหวินไม่รอช้า พ่นโลหิตอีกสองคำใหญ่ ใส่เงาใต้เท้าของทั้งสองคนทันที
“อ๊าก!”
“โอ๊ย!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนออกมาจากเงาของทั้งคู่
ทันทีที่ร่างวิญญาณสองตัวถูกบีบให้ออกมา กู่หงเหวินก็พ่นโลหิตซ้ำใส่พวกมันอีกคนละคำ
ร่างวิญญาณทั้งสองถูกโลหิตพิษกัดกร่อนจนสลายไปในพริบตา
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ใบหน้าของกู่หงเหวินก็ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายโงนเงนเซถลาไปพิงต้นมะพร้าวข้างๆ อย่างหมดแรง
“ท่านหัวหน้า!”
“ท่านพ่อ!”
รองหัวหน้าและกู่ฉี่หน้าเปลี่ยนสี รีบพุ่งเข้ามาประคอง
“ไม่เป็นไร! แค่เสียเลือดมากไปหน่อย”
กู่หงเหวินโบกมือปัด หยิบโอสถฟื้นฟูขึ้นมากลืนลงคอ กำลังจะเอ่ยปากสั่งการ ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงความร้อนวูบวาบจากอกเสื้อ จึงล้วงเอาหินส่งเสียงรุ่นพิเศษออกมา
“หัวหน้ากู่?”
เสียงทุ้มที่แฝงแววยียวนดังลอดออกมาจากหินส่งเสียง
“ผู้อาวุโสจางมีธุระอันใด?”
กู่หงเหวินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับพิรุธได้
“ข้าน่ะไม่มีอะไรหรอก แต่หัวหน้ากู่น่ะ… ฟังจากน้ำเสียงแล้วดูเหมือนจะยังปลอดภัยดีอยู่สินะ!”
ปลายสายคือจางอวิ๋น พอได้ยินเสียงตอบกลับก็อดหัวเราะร่าไม่ได้ “ข้านึกว่าหัวหน้ากู่จะเสร็จพวกมันไปแล้วเสียอีก!”
มุมปากกู่หงเหวินกระตุกยิกๆ รู้ทันทีว่าจางอวิ๋นหมายถึงร่างวิญญาณที่โผล่มาจากเงาเมื่อครู่ ดวงตาหรี่ลงด้วยความระแวดระวัง “พูดจาเช่นนี้… แสดงว่าทางผู้อาวุโสจางเองก็เจอร่างวิญญาณเล่นงานเหมือนกันสินะ?”
“ใช่แล้ว… เอิ๊ก~”
จางอวิ๋นเรอเสียงดังอย่างไม่อายฟ้าดิน “เมื่อกี้เพิ่งจับกินไปสองตัว รสชาติโอชาไม่เลวทีเดียว!”
กิน? รสชาติโอชา?
กู่หงเหวินและคนสนิททั้งสองถึงกับงุนงงเป็นไก่ตาแตก
“เอาล่ะ หัวหน้ากู่ ในเมื่อท่านไม่เป็นไร เช่นนั้นข้าวางสายล่ะนะ อย่าลืมช่วยข้าหาคนต่อด้วยล่ะ ถ้าหาไม่เจอ... หัวหน้ากู่ต้องเตรียม ‘มรดกแก่นโลหิตระดับแปลงเทพ’ สองชุดมาชดใช้ค่าผิดสัญญาให้ข้านะเออ!”
น้ำเสียงของจางอวิ๋นเต็มไปด้วยความรื่นรมย์
แก้มกู่หงเหวินกระตุกถี่ๆ ด้วยความเดือดดาล แต่พอนึกอะไรได้ก็รีบตะโกนห้าม “ผู้อาวุโสจาง ช้าก่อน! อย่าเพิ่งวาง!”
พูดจบเขาก็รีบหยิบหินส่งเสียงอีกก้อนออกมา ส่งข้อความกระแสจิตหาลูกน้องในสังกัดทันที
รออยู่เกือบครึ่งนาที… ไร้ซึ่งการตอบกลับใดๆ
สีหน้าของกู่หงเหวินดำทะมึนลงทันตา เขากัดฟันกรอด “ผู้อาวุโสจาง… ลูกน้องที่ข้าส่งไปช่วยท่านหาคน… เกรงว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นแล้ว!”
“หือ?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว แต่ก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
จริงด้วย ในเมื่อร่างวิญญาณเริ่มสุกงอมและปรากฏตัวออกมา ลูกน้องของกู่หงเหวินที่ระดับพลังไม่สูงพอ คงโดนยึดร่างไปเรียบร้อยแล้วเป็นแน่!
“ถ้าอย่างนั้น… เอามาหนึ่งชุด!”
“ผู้อาวุโสจางหมายความว่าเยี่ยงไร?”
จางอวิ๋นกล่าวเสียงใส “ในเมื่อหาคนให้ไม่ได้แล้ว เช่นนั้นอีกสองคนที่ติดค้างข้าอยู่ ข้าลดหย่อนให้ ไม่เอามรดกแก่นโลหิตระดับแปลงเทพสองชุดแล้วก็ได้… เสร็จงานนี้เอามาให้ข้าแค่ชุดเดียว ถือว่าหักลบกลบหนี้กันไป!”
พูดจบเขาก็อดชื่นชมในความใจกว้างดุจมหาสมุทรของตัวเองไม่ได้ ที่อุตส่าห์เห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมโลกขนาดนี้!
แต่กู่หงเหวินกลับไม่ซาบซึ้งแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังโมโหจนหน้าแดงก่ำ “ผู้อาวุโสจาง ท่านอย่าให้มันมากเกินไปนัก!!”
“มากเกินไป?”
น้ำเสียงจางอวิ๋นเปลี่ยนเป็นจริงจัง “หัวหน้ากู่ นี่เป็นข้อตกลงที่เราสัญญาใจกันไว้ก่อนหน้านี้ หาคนไม่เจอ ก็ต้องจ่ายค่าปรับเป็นแก่นโลหิตฯ ตามจำนวน... แน่นอนว่าถ้าหัวหน้ากู่ยินดีจะผิดคำสาบานจนจิตใจแห่งเต๋าพังทลาย ข้าก็ไม่ว่ากระไรหรอกนะ!”
กู่หงเหวินหน้าเครียดจนเส้นเลือดปูดโปน อยากจะส่งคนไปหาต่อ แต่พอมองดูกู่ฉี่กับรองหัวหน้าข้างกาย ก็ต้องล้มเลิกความคิด
คนที่เข้ามาในแดนลับของกลุ่มเขา ตอนนี้เขาฟันธงได้เลยว่าเหลือรอดแค่สามคนนี้เท่านั้น ลูกน้องที่ส่งไปช่วยจางอวิ๋นหาคน และพวกที่ส่งไปหาทางออก ตอนนี้ติดต่อไม่ได้… น่าจะโดนร่างวิญญาณยึดร่างไปหมดสิ้นแล้ว
คิดได้ดังนั้น กู่หงเหวินก็จำใจกัดฟันตอบรับ “ตกลง! มรดกแก่นโลหิตระดับแปลงเทพหนึ่งชุด ข้าจะมอบให้พร้อมกับหินวิญญาณหนึ่งล้านก้อนหลังจบงาน!!”
“หัวหน้ากู่ใจป้ำสมคำร่ำลือ!”
จางอวิ๋นหัวเราะร่า “งั้นเงื่อนไขแรกถือว่าเคลียร์กันแล้ว ส่วนเงื่อนไขที่สองไว้ข้าคิดออกเมื่อไหร่จะแจ้งให้หัวหน้ากู่ทราบ!”
พูดจบก็ตัดสายไปอย่างรวดเร็ว
“ไอ้สารเลว!!”
กู่หงเหวินทนไม่ไหว ซัดหมัดใส่ต้นมะพร้าวข้างหลังจนระเบิดเป็นจุน สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด
ในฐานะหัวหน้ากลุ่มโจรสลัดเจ้าสมุทรแห่งทะเลสีคราม เขาไม่เคยโดนใครข่มขู่รีดไถขนาดนี้มาก่อน!
แต่คำสาบานได้ลั่นวาจาไปแล้ว ผลของการผิดคำสาบานรุนแรงเกินกว่าจะแบกรับไหว!
คิดแล้วก็อดตวัดสายตาคมกริบไปมองกู่ฉี่ที่ยืนหัวหดอยู่ข้างๆ ไม่ได้
กู่ฉี่รีบก้มหน้าหลบสายตาบิดาด้วยความหวาดกลัว
“ไอ้ลูกไม่รักดี!”
กู่หงเหวินด่ากราด แต่ก็ขี้เกียจจะอบรมสั่งสอนในเวลานี้ เขาหยิบป้ายคำสั่งออกมาเพื่อดูสถานการณ์ปัจจุบัน
แต่ทันทีที่เห็นภาพบนป้ายคำสั่ง เขาก็ต้องยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน
กู่ฉี่และรองหัวหน้าเห็นท่าทางผิดปกติก็งุนงง
รองหัวหน้ารีบหยิบป้ายของตัวเองออกมาดูบ้าง พอเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่บนนั้น ก็ถึงกับอ้าปากค้าง ตาถลน “นะ… นี่มัน…”
กู่ฉี่ทำหน้างงหนักกว่าเดิม ทนไม่ไหวต้องชะโงกหน้าเข้าไปดูบ้าง
“สะ… สวรรค์ช่วย!!”
เมื่อเห็นพิกัดสิบจุดรวมตัวกันเป็นก้อนเดียวและกำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน เขาถึงกับอุทานลั่นด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด
ผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียนคนนี้… ตัวคนเดียว…