ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 139 สังหารเมิ่งจง
“นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย!?”
“สวรรค์ช่วย! ทำไมจู่ๆ ถึงมีลาวาปะทุขึ้นมาจากใต้
ท้องทะเลได้?”
“ผู้อาวุโสเก้าสำนักหลิงเซียน! นี่มันเรื่องอะไรกันแน่!?”
……
ธารลาวาเดือดพล่านที่พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกใต้
สมุทรอย่างน่าตื่นตะลึง ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในที่เกิดเหตุ
ถึงกับยืนตะลึงงัน สติสตางค์หลุดลอย บางส่วนต่างพากัน
วิ่งหนีตายจ้าละหวั่นพลางตะโกนถามด้วยความตื่นตระหนก
สุดขีด
จางอวิ๋นไปทำเรื่องฟ้าดินไม่ลงโทษอะไรมาอีก? ถึงได้
ไปปลุกระดมลาวาจากก้นบาดาลให้ระเบิดตูมตาม
วินาศสันตะโรได้ขนาดนี้?
แม้แต่เจ้าสำนักหลิงเซียนผู้สุขุมยังต้องทำหน้าเหวอ
พลังลึกลับแห่งเผ่าอูที่แฝงมากับคลื่นลาวาใต้ทะเลระลอกนี้
รุนแรงเสียจนเขาเองยังสัมผัสได้ถึงอันตรายมหาศาล
หากต้องเข้าไปอยู่กลางวงล้อมนั่น… เขาไม่สงสัยเลยว่า
เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ ร่างกายคงถูกหลอมละลายจนไม่เหลือ
แม้แต่กระดูก
เจ้าเด็กจางอวิ๋นมันลงไปทำอะไรข้างล่างนั่น? ถึงได้
ก่อเรื่องใหญ่โตสะเทือนฟ้าสะเทือนดินขนาดนี้ได้?
เหล่าผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนต่างพากันมุมปากกระตุก
ริกๆ
พวกเขาค้นพบความจริงข้อหนึ่งว่า ช่วงนี้มักจะ
มีเหตุการณ์ระทึกขวัญชวนหัวใจวายเกิดขึ้นรอบตัวจางอวิ๋น
อยู่เสมอ ผู้อาวุโสเก้าคนนี้โดนปีศาจสิงหรืออย่างไร? นับตั้งแต่
ระดับพลังถดถอย เจ้าตัวก็ดูเหมือนจะปลดปล่อยสัญ
ชาตญาณดิบ ทำตัวตามอำเภอใจจนพวกเขาอ่านความ
คิดไม่ออกเลยสักนิด!
การปะทุของลาวานั้นรุนแรงน่าหวาดหวั่น มันแผ่ขยาย
วงกว้างกลืนกินผืนน้ำไปถึงร้อยลี้เต็มๆ ก่อนจะหยุดลุกลาม
เคราะห์ยังดีที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างเป็นพวกหูไวตาไว
เผ่นแน่บกันไปตั้งแต่ไก่โห่ จึงไม่มีใครได้รับลูกหลงจากหายนะ
ครั้งนี้
เพียงแต่เมื่อมองย้อนกลับไปยังผืนทะเลเบื้องหน้าใน
ระยะร้อยลี้ ที่บัดนี้กลายเป็นทะเลเพลิงสีแดงฉานเดือดพล่าน
ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคออย่าง
ยากลำบาก
“ผู้อาวุโสเก้าสำนักหลิงเซียน สรุปแล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน
แน่?”
สายตานับหมื่นคู่จับจ้องไปที่จางอวิ๋นเป็นจุดเดียว
“ข้าไม่รู้!”
จางอวิ๋นยักไหล่ตอบกลับหน้าตาเฉย
ผู้คนต่างพากันมีเส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นที่หน้าผากจน
แทบปริแตก
ไอ้คุณพี่ขอรับ! ท่านเป็นคนลากลาวาพวกนี้ขึ้นมา แล้ว
ท่านมาบอกพวกเราหน้าด้านๆ ว่าไม่รู้เนี่ยนะ?
จางอวิ๋นตีหน้าซื่อตาใสไร้เดียงสาสุดขีด… ก็เขาไม่รู้
รายละเอียดจริงๆ นี่หว่า
ถ้าไม่ได้อู๋ไห่ไห่เตือนสติ ป่านนี้เขาคงหนีออกมาไม่ทัน
จนกลายเป็นไก่ย่างลาวาไปแล้วด้วยซ้ำ
“ตัวประหลาดก็คือตัวประหลาด วันๆ ดีแต่หาเรื่องสร้าง
ปัญหาไม่จบไม่สิ้น!”
ทันใดนั้น เสียงแค่นหัวเราะเยาะเย้ยอันน่ารังเกียจก็ดัง
แทรกขึ้นมาจากด้านข้าง
จางอวิ๋นที่เดิมทีไม่ได้ใส่ใจสายตาใคร สีหน้าพลัน
เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งพันปีทันที
“จางอวิ๋น...”
เจ้าสำนักหลิงเซียนที่ยืนอยู่ข้างๆ สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต
บางอย่างที่พวยพุ่งออกมา สีหน้าเปลี่ยนไปทันที รีบเอ่ยปาก
ห้าม
แต่ทว่า… สายไปเสียแล้ว
ฟุ่บ!
ประกายแสงกระบี่สายหนึ่งพาดผ่านท้องฟ้า รวดเร็วดุจ
สายฟ้าแลบ!
ผู้คนในที่นั้นยังไม่ทันได้ตอบสนอง หรือแม้แต่
จะกะพริบตา ก็เห็นศีรษะของ ‘เมิ่งจง’ ผู้ที่เพิ่งเอ่ยปาก
เหน็บแนมเมื่อครู่ หลุดออกจากบ่าลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้า
เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดดั่งน้ำพุ
แม้แต่ตัวเมิ่งจงเองก็ยังงุนงง เขาคาดไม่ถึงเลยว่าจางอ
วิ๋นจะกล้าลงมือกับเขาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ที่สำคัญคือ… ทำไม
ภาพเบื้องหน้าของเขาถึงได้หมุนติ้วแบบนี้ล่ะ?
เดี๋ยวสิ… นั่นมันร่างกายของข้าไม่ใช่เหรอ?
ทำไมไม่มีหัวล่ะ?
ข้า… ตายแล้วเหรอ?
ไม่!
เป็นไปไม่ได้!!
ดวงตาของศีรษะเมิ่งจงที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
เบิกโพลงแทบถลน ใบหน้ายังคงค้างอยู่ในอารมณ์ที่
เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ทั้งลานเงียบกริบไร้สรรพเสียง ราวกับเวลาถูกหยุดนิ่ง
จากนั้นเสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่มขึ้นราวกับรังแตกรัง!
ทุกคนต่างมองไปที่จางอวิ๋นด้วยความตกตะลึงจนกราม
แทบค้าง
ฆ่าแล้ว?
ถึงกับลงมือบั่นคอผู้อาวุโสสำนักเดียวกันทิ้งดื้อๆ
ต่อหน้าธารกำนัลเลยเนี่ยนะ??
“ผู้อาวุโสเก้า! เจ้าบ้าไปแล้วรึ!?”
ผู้อาวุโสใหญ่และคนอื่นๆ ของสำนักหลิงเซียนได้สติ
กลับมา ต่างพากันตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว
“คนผู้นี้… สมควรตาย!”
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบเย็นชา สายตาคมกริบตวัดมอง
ไปที่เจ้าสำนักหลิงเซียนพลางกล่าวว่า “ท่านเจ้าสำนัก เดิมที
ข้ากะว่าจะสะสางบัญชีเรื่องนี้ทีหลัง ข้าอดทนแล้วอดทนเล่า
แต่ครั้งนี้… ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”
“เฮ้อ…”
เจ้าสำนักหลิงเซียนได้ยินดังนั้นก็จ้องมองเขา นิ่งเงียบ
ไปครู่ใหญ่ก่อนจะส่ายหน้าถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะๆ!”
เรื่องที่สวีหมิงและศิษย์อีกสองคนถูกตระกูลหลินและ
สำนักหนานไห่ลอบโจมตีก่อนหน้านี้ เขาได้รับรายงานอย่าง
ละเอียดจากผู้อาวุโสใหญ่แล้ว
อย่าว่าแต่จางอวิ๋นเลย แม้แต่เขาเองก็ยังอยากจะตบเมิ่ง
จงให้ตายคามือ
สวีหมิงทั้งสามคนถูกเขามองว่าเป็นสมบัติล้ำค่า เป็น
อนาคตของสำนักหลิงเซียนไปแล้ว หากครั้งนี้ถูกฆ่าตาย
ต่อให้เมิ่งจงตายสักหมื่นครั้งก็ชดใช้ไม่พอ!
เขาจึงกวาดสายตาไปรอบๆ แล้วเอ่ยประกาศด้วยน้ำ
เสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง
“ผู้อาวุโสสิบสมคบคิดกับตระกูลหลินและสำนักหนาน
ซาน เปิดเผยข้อมูลของสวีหมิง และในระหว่างงานประลอง
แลกเปลี่ยนสองสำนัก ยังมีเจตนาลอบสังหารศิษย์อาจารย์
ผู้อาวุโสเก้า เรื่องนี้ตัวข้าได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ครั้งนี้
ตระกูลหลินและสำนักหนานไห่ร่วมมือกัน ผู้อาวุโสสิบยัง
ปล่อยให้พวกมันลงมือกับศิษย์สำนักเรา… โทษตายสถาน
เดียว!”
สิ้นคำประกาศิต เหล่าผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนต่างพา
กันอึ้ง
พวกเขาไม่รู้เรื่องตื้นลึกหนาบางอันดำมืดพวกนี้มาก่อน
จึงพากันเงียบกริบ พูดไม่ออก
หากเป็นเช่นนั้น… เมิ่งจงก็สมควรตายจริงๆ!
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ก่อนหน้านี้ที่ยอดฝีมือจำนวนมาก
ของตระกูลหลินและสำนักหนานไห่บุกโจมตี ผู้อาวุโสสำนักห
ลิงเซียนต่างได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า หากไม่ใช่เพราะพวก
มันรีบร้อนจะไปฆ่าสวีหมิงทั้งสามคนจนไม่ได้ทุ่มกำลังจัดการ
พวกเขา ป่านนี้ในกลุ่มผู้อาวุโสคงมีคนตกตายไปบ้างแล้ว
เพียงแต่เมื่อมองไปที่จางอวิ๋น ในใจของพวกเขาก็ยังรู้สึก
หวั่นเกรง หรือจะเรียกว่าหวาดกลัวลึกๆ ก็ได้
วันนี้จางอวิ๋นกล้าฆ่าเมิ่งจงอย่างเปิดเผย… วันหน้าก็
ไม่แน่ว่าจะไม่หันคมกระบี่ใส่พวกเขา!
จางอวิ๋นไม่ได้สนใจสายตาหวาดระแวงของเหล่า
ผู้อาวุโส
หลังจากฟังเรื่องราวจากเถากูหลานก่อนหน้านี้ เขาก็ได้
พิพากษาประหารชีวิตเมิ่งจงไว้ในใจแล้ว ครั้งนี้เขาจะไม่
ให้โอกาสมันรอดไปสร้างปัญหาอีกแม้แต่นิดเดียว!
มือกระชับ ‘กระบี่เมฆาเวหา’ แน่น สายตาของจางอวิ๋น
พลันตวัดมองไปทางทิศของสำนักหนานไห่ แววตาเต็มไปด้วย
จิตสังหารเข้มข้น ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“สำนักหนานไห่… ก็หายไปได้แล้วเหมือนกัน!”
ได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนถึงกับชะงัก
หมายความว่าไง?
จะทำให้สำนักหนานไห่หายไป?
“ผู้อาวุโสเก้า อย่าใจร้อน!”
เถากูหลานอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ ทุกคนเพิ่งจะ
ได้สติ ก็เห็นจางอวิ๋นพาสวีหมิงทั้งสามคนที่ยังสลบไสล
กลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานแหวกอากาศตรงไปยังทิศทางของ
สำนักหนานไห่เรียบร้อยแล้ว
เห็นเขาพุ่งตรงไปสำนักหนานไห่แบบไม่มีเบรก สนาม
ประลองก็เกิดความโกลาหลขึ้นทันที
นี่จะไปบวกกับสำนักหนานไห่จริงๆ เหรอ?
เหล่าผู้อาวุโสสำนักหลิงเซียนต่างตาโตด้วยความ
ตกตะลึง
บุกสำนักหนานไห่?
จางอวิ๋นบ้าไปแล้วแน่ๆ!
แม้ครั้งนี้พวกเขาจะโกรธแค้นที่สำนักหนานไห่ลงมือ
สกปรก แต่สิ่งที่พวกเขาคิดคือรอรวมพลให้ครบ เลี่ยงสำนัก
หนานไห่กลับสำนักไปตั้งหลักก่อนแล้วค่อยวางแผนเอาคืน
แต่นี่เล่นบุกไปฆ่าล้างโคตรถึงถิ่น…
“ท่านเจ้าสำนัก!”
เหล่าผู้อาวุโสอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจ้าสำนักหลิงเซียน
จะไม่ห้ามหน่อยเหรอ? นั่นมันรังศัตรูนะ!
“ตามไปเถอะ!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนเอ่ยเรียบๆ แล้วเหาะตามไปทันทีโดย
ไม่ลังเล
เหล่าผู้อาวุโสถึงกับอ้าปากค้าง
จางอวิ๋นบ้าแล้ว เจ้าสำนักก็บ้าจี้ตามไปกับเขาด้วยเหรอ?
สำนักหนานไห่เป็นถึงขั้วอำนาจใหญ่แห่งแคว้นหนานอ
วิ๋นที่มีตัวตนระดับหยวนอิงถึงสองคนเลยนะ!!
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในที่นั้นต่างส่งเสียงฮือฮา แต่
ในขณะเดียวกันความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความกลัว
พวกเขารีบเหาะตามไปดูอย่างกระชั้นชิด
สำนักหลิงเซียนบุกตบสำนักหนานไห่ถึงหน้าบ้าน
การปะทะกันของสองขั้วอำนาจสูงสุดแห่งแคว้นหนานอวิ๋น นี่
มันเหตุการณ์ใหญ่ในรอบร้อยปีเชียวนะ!
เรื่องสนุกระดับตำนานแบบนี้จะพลาดได้ยังไง?
……
จางอวิ๋นไม่ได้สนใจฝูงชนที่แห่ตามมาข้างหลัง ขณะที่
เหาะเหินเดินอากาศด้วยความเร็วสูง เขาก็หยิบหินส่งเสียงรุ่น
พิเศษขึ้นมาติดต่อกู่หงเหวินและปุโรหิตสาม
“คุณชาย ท่านน่าจะไปกระทบถูกปากผนึกของทะเลพลัง
อูเข้าแล้วขอรับ!”
ได้ยินเสียงของปุโรหิตสามจากปลายสาย จางอวิ๋น
เลิกคิ้วเล็กน้อย “ทะเลพลังอู?”
ที่ติดต่อปุโรหิตสาม ก็เพื่อสอบถามเรื่องการระเบิดของ
ลาวาพลังอูที่ร่องลึกก้นสมุทรนั่นแหละ แล้วก็ได้คำตอบแบบนี้
มา
“นับตั้งแต่เมื่อสองพันกว่าปีก่อนที่ผนึกถูกเปิดออก
บางส่วนด้วยการสละชีวิตของปุโรหิตสอง ผนึกของทะเลพลังอู
ก็ขาดความเสถียร มักจะมีการระเบิดของพลังอูออกมา
เป็นระยะ แต่ปกติแล้วความรุนแรงจะไม่มากขนาดนี้ขอรับ”
ปุโรหิตสามกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ครั้งนี้
ที่เกิดความเคลื่อนไหวรุนแรงสะเทือนฟ้าดินขนาดนี้ น่าจะเป็น
เพราะสิ่งที่อยู่ในอกของคุณชาย…”
เขาไม่ได้พูดต่อจนจบ แต่จางอวิ๋นเข้าใจความหมาย
ทันที
ภูเขาไฟพลังอูนั่นระเบิดออกมาหลังจากที่อู๋ไห่ไห่ลงมือ
ผนึกทะเลพลังอูถูกสร้างขึ้นโดยเซียนอู ในฐานะเซียนอู
กลับชาติมาเกิด กลิ่นอายที่อู๋ไห่ไห่ปล่อยออกมาตอนลงมือ
ย่อมไปกระตุ้นผนึกเข้าอย่างจัง
“แล้วเจ้าอูทมิฬนั่นไปมุดหัวอยู่ที่นั่นเพื่ออะไร?”
“ฟื้นฟูพลังอูขอรับ!”
ปุโรหิตสามอธิบาย “ตอนนี้ในแดนใต้ พื้นที่ที่มีพลังอู
เข้มข้นที่สุด นอกจากเมืองเซียนอูแล้ว ก็คือบริเวณปากผนึก
ทะเลพลังอูนี่แหละขอรับ แม้จะอันตราย แต่ก็เป็นสถานที่ที่ดี
ที่สุดในการฝึกฝนฟื้นฟูพลังของพวกเรา”
“ตัวข้าเอง เพื่อฟื้นฟูพลังอู ก็มักจะไปฝึกฝนที่ปากผนึก
เช่นกัน อนึ่ง ปากผนึกทะเลพลังอูไม่ได้มีแค่จุดเดียว ในทะเล
สีครามลึกยังมีอีกหลายจุด ข้าและพวกต้าอูตนอื่นๆ เคยทำ
สัญญากันไว้ ต่างคนต่างยึดครองปากผนึกคนละแห่งเพื่อ
ฝึกฝน ไม่ว่าเจ้าตัวจะอยู่หรือไม่ ห้ามคนอื่นเข้าใกล้เด็ดขาด”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น
เข้าใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้เจ้าอูทมิฬนั่นถึงได้ย้ำนัก
ย้ำหนาว่าเขาบุกรุกถิ่นของมัน
“คุณชาย เจ้าอูทมิฬตนนั้น…”
“ตายแล้ว!”
จางอวิ๋นตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบ
“……”
ปลายสาย ปุโรหิตสามเงียบกริบ เมื่อครู่ตอนที่การติดต่อ
ถูกตัดไป เขาก็พอจะเดาได้ลางๆ แล้วว่าอูทมิฬคงจะเกิดเรื่อง
ร้าย แต่พอได้ยินยืนยันชัดเจนก็ยังอดขนลุกไม่ได้
ปุโรหิตสามรีบตั้งสติแล้วเอ่ยขึ้น “คุณชาย วันหน้าหาก
ท่านพบเจอพวกต้าอูอีก ทางที่ดีควรจะสยบพวกมันมาเป็น
พวกนะขอรับ พวกต้าอูเหล่านี้ล้วนมีความสามารถพิเศษ
บางอย่าง ที่สามารถช่วยเหลือท่านได้!”
“ดูสถานการณ์ก่อนก็แล้วกัน!”
จางอวิ๋นตอบกลับแล้วเก็บหินส่งเสียงลง
เขาไม่ได้มีความคิดอะไรกับพวกต้าอูพวกนี้หรอก แต่ถ้า
เจอแล้วจับมาใช้งานได้ก็ไม่เลว
เขาส่ายหน้าเบาๆ แล้วก้มมองลงไปเบื้องล่าง
ในเวลานี้ เขาได้บินพ้นเขตทะเลสีคราม มาถึงน่านฟ้า
เหนือ ‘เมืองหลานไห่’ เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเบื้องล่างคือเทือกเขา
ขนาดมหึมาที่ทอดตัวยาวเหยียด
และเทือกเขาแห่งนี้… ก็คือที่ตั้งของสำนักหนานไห่
นั่นเอง