ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 150 สวีหมิงเข้าสู่ระดับจินตาน และข่าวจากพยัคฆ์ลาย
- Home
- ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า
- บทที่ 150 สวีหมิงเข้าสู่ระดับจินตาน และข่าวจากพยัคฆ์ลาย
วิญญาณ
หมับ!
ฝ่ามือของจางอวิ๋นยื่นออกไปรับหมัดอันดุดันของสวีหมิง
เอาไว้ได้อย่างนิ่มนวลราวกับจับปุยนุ่น
เขาบิดข้อมือเพียงเล็กน้อย ส่งแรงกระแทกกลับไปผลัก
ร่างของสวีหมิงให้เซถอยหลัง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หมัดเบาหวิวแค่นี้… เจ้ากำลังดูถูกอาจารย์อยู่รึไง?”
สวีหมิงสีหน้าเคร่งขรึมลง แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง
ถึงขีดสุด ไม่คิดจะออมแรงอีกต่อไป
“ย้าก!!”
โฮก——!!
เสียงคำรามมังกรดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น
ไปทั่วเมืองเซียนอู!
เงามายามังกรทองตัวมหึมาที่ส่องแสงเจิดจรัส พุ่ง
ทะยานขึ้นมาจากด้านหลังของสวีหมิงราวกับเทพมังกรจุติ
ชั่วพริบตา บารมีแห่งเผ่าพันธุ์มังกรอันเกรียงไกรก็ม้วน
ตลบไปทั่ว กดดันให้อากาศในรัศมีร้อยเมตรหนักอึ้งราวกับถูก
เททับด้วยตะกั่วร้อนระอุ
จางอวิ๋นเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ภายใต้แรงกดดันมังกรนี้ เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าทั้งพลังอู
และ ‘ปราณคืนกำไร’ ในกายถูกกดทับลงเล็กน้อย
สายตาจับจ้องมังกรทองด้านหลังสวีหมิงด้วยความทึ่ง
แม้จะสัมผัสได้ว่าเป็นพลังงานที่ก่อตัวขึ้น แต่หากดูด้วย
ตาเปล่าแทบจะแยกไม่ออกเลยว่าเป็นของจริงหรือของปลอม
บรรยากาศที่สวีหมิงแผ่ออกมาในตอนนี้… ราวกับว่าเขา
ไม่ใช่คน แต่คือมังกรทองจำแลงกายมาเดินดิน!
นี่คืออานุภาพของ ‘รากวิญญาณมังกรทองโลหิต
กลายพันธุ์’ ที่ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์งั้นรึ?
“ท่านอาจารย์… หมัดต่อไปศิษย์จะทุ่มสุดตัวแล้ว ท่าน
ระวังตัวด้วย!”
สวีหมิงกดเสียงต่ำ ร่างกายสั่นสะท้าน มังกรทอง
ด้านหลังพุ่งลงมาพันรอบแขนขวาของเขาในทันที ผสานรวม
เป็นหนึ่งเดียว!
ฟุ่บ!
ร่างทั้งร่างกลายเป็นประกายแสงสีทอง พุ่งทะลวง
อากาศพร้อมกับแขนขวาที่มังกรทองคำรามกึกก้อง ชกออก
ไปสุดแรงเกิดหมายจะทะลวงฟ้า!
จางอวิ๋นเห็นดังนั้น ใบหน้าก็ฉายแววชื่นชมปนจริงจังขึ้น
มาเล็กน้อย ปราณคืนกำไรสีทองจาง ๆ ไหลเวียนมารวมกันที่
ฝ่ามือ แล้วตบสวนออกไปรับการโจมตีนั้น
ตูม——!!
หมัดปะทะฝ่ามือ!
คลื่นกระแทกจากการระเบิดของพลังงานกวาดกระจาย
จากกลางลานบ้านออกไปเป็นระลอกคลื่นยักษ์!
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนเกาะกำแพงดูอยู่หน้าเปลี่ยนสี รีบโคจร
พลังวารีสร้างม่านป้องกันขึ้นมาทันที
เพล้ง!
ทว่าเมื่อเจอกับคลื่นกระแทกอันบ้าคลั่ง ม่านพลังวารี
ของนางกลับแตกกระจายเปราะบางดั่งเศษแก้ว ร่างบางถูกซัด
กระเด็นปลิวออกไปไกลหลายสิบเมตร
“อึก!”
เลือดสด ๆ ไหลซึมที่มุมปาก นางเงยหน้ามองสองคนใน
ลานบ้านด้วยความตื่นตะลึงและหวาดผวา
สองคนนี้มันปีศาจชัด ๆ!
แค่คลื่นกระแทกจากการปะทะกัน… ยังรุนแรงขนาดนี้!
ภายในลานบ้าน
จางอวิ๋นส่งแรงจากฝ่ามือกระแทกสวีหมิงให้ถอยร่นไป
เขาสะบัดมือที่รู้สึกชาหนึบเล็กน้อยพลางพยักหน้า
“ไม่เลว! พลังหมัดระดับนี้ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับ
จินตานขั้นสูงสุดทั่วไป ก็อาจจะรับไว้ไม่ไหว!”
สวีหมิงปักหลักทรงตัวให้มั่นหลังจากเซถอยหลังไปหลาย
ก้าว ได้ยินคำชมแล้วเงยหน้ามองจางอวิ๋นที่ยังคงยืนนิ่งสงบ
ไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว ก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้
แม้จะรู้อยู่แล้วว่ายังห่างชั้นกับท่านอาจารย์ราวฟ้ากับ
เหว แต่ไม่คิดว่าจะห่างกันขนาดนี้
หมัดเต็มกำลังของเขาที่มั่นใจนักหนา… แม้แต่จะทำให้
ท่านอาจารย์สะเทือนสักนิดก็ยังทำไม่ได้
จางอวิ๋นมองปราดเดียวก็รู้ว่าศิษย์คิดอะไรอยู่ จึงยิ้มบาง
ๆ แล้วเอ่ยสอน
“มีความทะเยอทะยานเป็นเรื่องดี แต่ถ้าจะเอาตัวเอง
มาเปรียบกับอาจารย์… เจ้าคิดผิดแล้ว!”
สวีหมิงทำหน้างง
“เพราะอาจารย์…”
จางอวิ๋นยิ้มกริ่ม แววตาเป็นประกายลึกลับ “เป็น
สัตว์ประหลาด!”
“…”
สวีหมิงอ้าปากค้าง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยในใจเงียบ
ๆ
ก็จริง… อาจารย์มันสัตว์ประหลาดชัด ๆ
ระดับจินตานที่ไหนจะไล่ตบระดับหยวนอิงร่วงได้ง่าย ๆ
เหมือนตบแมลงวัน? ถามหน่อยว่าในโลกนี้มีใครทำได้บ้าง?
“แต่ตอนนี้เจ้าเองก็เป็น ‘สัตว์ประหลาดตัวน้อย’ แล้ว
พยายามเข้านะ!”
จางอวิ๋นยิ้มให้กำลังใจ
สวีหมิงสูดหายใจลึก แววตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
อีกครั้ง
ตอนนี้ตระกูลหลินล่มสลาย ความแค้นชำระสะสางแล้ว
ปณิธานสูงสุดของเขาตอนนี้คือการไม่ทำให้พ่อแม่และท่าน
อาจารย์ผิดหวัง เขาจะแข็งแกร่งขึ้น และก้าวไปสู่จุดสูงสุดของ
วิถีผู้บำเพ็ญเพียร!
เห็นแววตาที่แน่วแน่ของศิษย์ จางอวิ๋นก็ยิ้มอย่างพอใจ
“อา..จาน!”
ตอนนั้นเอง เสียงเรียกอู้อี้ของอู๋ไห่ไห่ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
จางอวิ๋นชะงัก หันไปบอกสวีหมิงและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่
ไม่ไกล “หมิงเอ๋อร์ เจ้าปรับพื้นฐานพลังในตอนนี้ให้มั่นคงก่อน
ส่วนสุ่ยเอ๋อร์ เจ้าก็กลับไปฝึกพลังอูต่อเถอะ”
สวีหมิงและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้ารับคำ
จางอวิ๋นจึงดีดตัวออกจากพื้นที่ในคทาทันที
…
“อาจาน ม… แม่เรียก!”
พอออกมาก็เห็นอู๋ไห่ไห่กำลังเอาหน้าถูไถไปกับอกของ
เถากู่หลานอย่างมีความสุข พอเห็นเขาออกมาก็ฉีกยิ้มแฉ่งรีบ
ฟ้องทันที
จางอวิ๋นหันไปมองเถากู่หลานด้วยความสงสัย
เถากู่หลานส่ายหน้า ชี้ไปที่พยัคฆ์ลายวิญญาณใต้ร่าง
“ผู้อาวุโสเก้า เจ้าเสือนี่ต่างหากที่เรียกท่าน!”
จางอวิ๋นมองพยัคฆ์ลายวิญญาณ ฝ่ายหลังตัวสั่น
เล็กน้อยรีบส่งกระแสวิญญาณมาหา
“เอ่อ… นายท่าน มีเรื่องหนึ่งที่เสืออย่างข้าคิดไปคิดมา
แล้ว รู้สึกว่าควรบอกท่าไว้ดีกว่า…”
“เรื่องอะไร?”
“เสืออย่างข้าเคยออกจากเทือกเขาเสวียนโซ่วไปครั้งหนึ่ง
เมื่อไม่นานมานี้ ตอนขากลับเมื่อไม่กี่วันก่อน บังเอิญไปเจอ
สถานที่แห่งหนึ่งที่น่าจะมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่!”
“สมบัติ?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว “สมบัติแบบไหน?”
“เสืออย่างข้าก็ไม่รู้…”
พยัคฆ์ลายวิญญาณส่ายหัว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่เผ่าพันธุ์ข้ามีสัมผัสไวต่อกลิ่นอายสมบัติเป็นพิเศษ
ตอนนั้นสถานที่แห่งนั้นมีกลิ่นอายสมบัติเข้มข้นมาก ยั่วยวน
จนแทบบ้า ข้างในต้องมีของดีแน่ ๆ!”
จางอวิ๋นลูบคาง เขาเคยใช้เนตรสวรรค์ตรวจสอบข้อมูล
แล้ว รู้ว่าเจ้าลายพาดกลอนนี่มีความสามารถพิเศษด้าน
การดมกลิ่นสมบัติ
“น่าจะเป็นทางเข้าแดนลับแห่งหนึ่ง…”
พยัคฆ์ลายวิญญาณพูดต่อ “แต่ตอนนั้นเสืออย่างข้า
ไม่กล้าเข้าไปใกล้”
“ทำไม?”
“เพราะมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งรวมตัวกันอยู่ที่นั่น!”
พยัคฆ์ลายวิญญาณกดเสียงต่ำอย่างหวาดระแวง “ข้า
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายระดับ ‘หยวนอิง’ อย่างน้อยสามคน!
ส่วนที่เหลืออีกหลายสิบคน ส่วนใหญ่ก็ระดับจินตาน...
แถมแดนลับนั่นเหมือนจะมีข้อจำกัดบางอย่าง พวกมนุษย์นั่น
ถือจานค่ายกลกันคนละอันตอนเข้าไป…”
“หยวนอิงสามคน? จินตานอีกหลายสิบ?”
จางอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น
แคว้นหนานโช่วที่พวกเขาอยู่นี้ มีระดับความแข็งแกร่ง
โดยรวมพอ ๆ กับแคว้นหนานอวิ๋น ขุมกำลังที่แกร่งที่สุดคือ
‘หอหนานโช่ว’ ซึ่งมีระดับพลังพอ ๆ กับสำนักหนานไห่ คือ
มีระดับหยวนอิงแค่สองคน
ขนาดขุมกำลังอันดับหนึ่งยังเป็นแบบนี้ ขุมกำลังอื่นใน
แคว้นหนานโช่วยิ่งไม่ต้องพูดถึง
หยวนอิงสาม จินตานอีกหลายสิบ... แคว้นหนานโช่ว
ไม่น่าจะมีขุมกำลังไหนจัดทัพยิ่งใหญ่แบบนี้ได้ คนพวกนี้
มาจากไหน?
เขาเริ่มสงสัย
เขาไม่คิดว่าพยัคฆ์ลายวิญญาณจะโกหก เพราะไม่
มีเหตุผลต้องทำแบบนั้น
เดาว่า ‘ค่าตอบแทนแลกชีวิต’ ที่เจ้าเสือนี่เคยพูดถึง
ก่อนหน้านี้ ก็คงเป็นไอ้เรื่องนี้แหละ พอเห็นว่าหนีไม่รอด เลย
เอามาบอกเพื่อเอาใจเจ้านายใหม่
จางอวิ๋นถามต่อ “คนพวกนั้นแต่งกายยังไง?”
พยัคฆ์ลายวิญญาณตอบทันที “คลุมชุดดำทั้งตัว ปิดบัง
ใบหน้ามิดชิด!”
“ไกลจากนี่ไหม?”
“ด้วยความเร็วของข้า บินไปไม่เกินสามชั่วยามก็ถึง!”
ได้ยินแบบนั้น จางอวิ๋นไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “งั้น
ไปดูกันหน่อย!”
“จัดไป!”
พยัคฆ์ลายวิญญาณหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทันที
เนื่องจากคุยกันผ่านกระแสวิญญาณ เถากู่หลานที่
ไม่ได้ยินบทสนทนาจึงงุนงงเมื่อจู่ ๆ เสือก็เลี้ยว “ผู้อาวุโสเก้า นี่
คือ…?”
จางอวิ๋นตอบ “เจ้าเสือน้อยนี่บอกตำแหน่งน่าสนใจ
ที่หนึ่ง ข้าเลยอยากไปดูหน่อย ระยะทางประมาณสามชั่วยา
ม…”
เถากู่หลานพยักหน้าเข้าใจ ไม่ได้คัดค้าน
แค่สามชั่วยาม ไปกลับบวกเวลาพักก็ไม่เกินหกเจ็ดชั่ว
ยาม ไม่กระทบกับการเดินทางไปแคว้นหนานซิงเท่าไหร่
…
ระหว่างเดินทาง จางอวิ๋นนึกอะไรขึ้นได้ จึงกลับเข้าไปใน
พื้นที่ในคทาอีกครั้ง ไปหาสวีหมิงที่ลานบ้าน
“หมิงเอ๋อร์ เมื่อกี้มัวแต่เช็คพลังเจ้า จนลืมให้เจ้านี่ไปเลย
… นี่คือของขวัญที่อาจารย์เตรียมไว้ให้ฉลองการเลื่อนระดับ
ลองดูสิ!”
พูดจบก็หยิบกล่องไม้แกะสลักทรงยาวออกมา
สวีหมิงรับมาด้วยความสงสัย พอเปิดฝากล่องออก...
วิ้ง!
กลิ่นอายของศาสตราอันเข้มข้นและคมกริบก็พุ่งเข้าจมูก
“นี่คือ…”
เมื่อเห็นกระบี่ยาวพร้อมฝักลวดลายวิจิตรที่นอนสงบนิ่ง
อยู่ในกล่อง สวีหมิงก็เบิกตากว้าง มือสั่นระริก “ศาสตราวิญ
ญาณ!?”
“ชอบไหม?”
จางอวิ๋นยิ้มถาม
สวีหมิงอ้าปากค้าง “ท่านอาจารย์ นี่มันล้ำค่าเกินไป…”
“เจ้าทะลวงสู่ระดับจินตานแล้ว ศาสตราธรรมดาไม่อาจ
สำแดงพลังของเจ้าได้เต็มที่!”
จางอวิ๋นขัดขึ้นเสียงเข้ม “เจ้าในตอนนี้ จำเป็นต้องมี
ศาสตราวิญญาณคู่กาย!”
ได้ยินดังนั้น สวีหมิงก็ไม่ปฏิเสธอีก รับไว้ด้วยความ
ซาบซึ้ง
“กระบี่นี้มีนามว่า ‘ผิงเซียว’ เป็นศาสตราวิญญาณระดับ
กลาง อาจารย์เพิ่งได้มาจากคลังสมบัติของอาณาจักรโบราณ
แห่งหนึ่ง…”
จางอวิ๋นเริ่มแนะนำข้อมูลของกระบี่เล่มนี้
สวีหมิงยิ่งฟังยิ่งตกใจ
แค่ศาสตราวิญญาณระดับต่ำเขาก็ว่าล้ำค่าหาที่เปรียบ
ไม่ได้แล้ว นี่ถึงกับเป็นระดับกลาง!! มูลค่าของมันแทบจะ
ประเมินไม่ได้ในแคว้นรอบนอกเช่นนี้
จางอวิ๋นเอ่ยกระตุ้น “ยืนบื้อทำไม? รีบลองดูสิ!”
สวีหมิงได้สติ รีบหยดเลือดทำสัญญากับกระบี่ผิงเซียว
แล้วชักกระบี่ออกมาร่ายรำเพลงกระบี่ทันที
ชวิ้ง! ฟุ่บ!
คมกระบี่วาดผ่านอากาศ ทิ้งร่องรอยพลังอูสีเงิน
ยวบยาบไว้เป็นทางยาว ตัดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว
จางอวิ๋นมองแล้วพยักหน้าพอใจ
มีกระบี่เล่มนี้ พลังโจมตีของสวีหมิงจะเพิ่มขึ้นอีกอย่าง
น้อยสามส่วน!
ตอนนี้แม้สวีหมิงจะเพิ่งเข้าสู่ระดับจินตานขั้นต้น แต่พลัง
ต่อสู้จริงก็เพียงพอจะฟัดกับพวกระดับจินตานขั้นสูงสุดรุ่นเก๋า
ได้สบาย ๆ
กระบี่ผิงเซียวเล่มนี้ได้มาจากคลังสมบัติอาณาจักรเซียน
ไห่อู เดิมทีจางอวิ๋นกะว่าจะใช้เอง แล้วยกกระบี่เมฆาเวหาให้
สวีหมิง แต่คิดไปคิดมา ให้กระบี่เล่มนี้ไปเลยดีกว่า
กระบี่เมฆาเวหาแม้จะมีวิญญาณมังกรน้อยที่เข้ากับราก
วิญญาณและกายาของสวีหมิง แต่ยังไงก็ไม่ใช่จิตวิญญาณ
ดั้งเดิมของอาวุธ
อีกอย่างเขาใช้กระบี่เมฆาเวหาจนชินมือแล้ว เปลี่ยนมา
ใช้กระบี่ผิงเซียวอาจจะไม่เข้ามือเท่าไหร่
“หมิงเอ๋อร์ อาจารย์ยังมีของขวัญอีกอย่างจะให้เจ้า!”
เห็นสวีหมิงลองกระบี่เสร็จด้วยความปลื้มปริ่ม จางอวิ๋นก็
เอ่ยขึ้น
“ยังมีอีก!?”
สวีหมิงตะลึง
“แต่ของขวัญชิ้นนี้พิเศษหน่อย…”
จางอวิ๋นยิ้มอย่างมีเลศนัย มองขึ้นไปบนฟ้า “อีกยี่สิบกว่า
วัน… มันถึงจะ ‘จุติ’ ลงมาที่ตัวเจ้า!”
“อีกยี่สิบกว่าวัน… จุติ?”
สวีหมิงงงเป็นไก่ตาแตก
แต่จางอวิ๋นไม่ได้อธิบายเพิ่ม เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่รู้
เหมือนกันว่าแปลงเพาะปลูกพรสวรรค์นั่น อีกยี่สิบกว่าวัน
จะออกดอกออกผลมาเป็นพรสวรรค์เทพแบบไหน...
…
หลังจากออกจากลานบ้านสวีหมิง จางอวิ๋นก็แวะไปดูอวี๋
สุ่ยเอ๋อร์ที่สถาบันเซียนอู
ดูเหมือนจะได้รับแรงกระตุ้นจากการเลื่อนระดับของสวี
หมิง อวี๋สุ่ยเอ๋อร์กำลังฝึกเคล็ดวิชาจิตวิญญาณของเผ่าอูอย่าง
บ้าคลั่ง เป็นวิชาที่ใช้พลังอูมาทุบตีขัดเกลาวิญญาณซึ่ง
เจ็บปวดทรมานยิ่งนัก
ตอนนี้อวี๋สุ่ยเอ๋อร์สามารถควบแน่นและควบคุมพลังอูได้
อย่างเชี่ยวชาญแล้ว สิ่งที่ขาดในการสืบทอดโลหิตมรดกของ
มหาปุโรหิตระดับแปลงเทพ ก็คือความแข็งแกร่งของวิญญาณ
ที่มากพอ
ทว่า… จางอวิ๋นเห็นอวี๋สุ่ยเอ๋อร์เอาแต่ใช้พลังอูฝึก
ไม่ยอมใช้ทรัพยากรตัวช่วยเลย
“สุ่ยเอ๋อร์ ทรัพยากรที่อาจารย์ให้ไป อย่าขี้งกไม่ยอมใช้!”
จางอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะดุเสียงเข้ม “ตอนนี้เจ้ามัวแต่
ประหยัด ทำให้เสียเวลาในการเพิ่มพลัง ก็เท่ากับทำให้
เผ่าพันธุ์ของเจ้าตกอยู่ในอันตรายเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เข้าใจ
ไหม!?”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป นางกัดฟันแน่น
แล้วหยิบผลึกอุ่นวิญญาณและทรัพยากรอื่น ๆ ออกมาด้วยมือ
ที่สั่นเทา
ทรัพยากรที่จางอวิ๋นให้มานั้นล้ำค่าเกินไป นางรู้สึกว่าถ้า
ใช้นางจะเสียของ… แต่นางก็เข้าใจเจตนาของอาจารย์
จางอวิ๋นย้ำเสียงหนัก “อาจารย์จะบอกอีกครั้ง ทรัพยากร
ไม่ต้องกลัวเปลือง ในเมื่อเป็นศิษย์ข้า เรื่องอื่นอาจารย์
ไม่รับประกัน แต่เรื่องทรัพยากร… พวกเจ้าไม่ต้องกังวล! ใช้ให้
เต็มที่!”
ได้ยินคำยืนยันหนักแน่น อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ก็พยักหน้าแรง ๆ
น้ำตาคลอเบ้า
จางอวิ๋นมองแล้วส่ายหัวยิ้ม ๆ
แม้จะอยู่ด้วยกันมาสักพัก แต่ยัยหนูนี่ยังมีความเกรงใจ
อยู่เยอะ ให้ของไปก็ไม่กล้าใช้… เชื่อเขาเลย!
ไม่ได้รบกวนอวี๋สุ่ยเอ๋อร์นาน จางอวิ๋นแวะเข้าไปดูในโลก
ปรมาจารย์เซียน
เหลือบมองอู๋เสี่ยวพั่งที่หอรวมปราณ กลิ่นอายเข้าใกล้
ระดับสร้างรากฐานขั้นเจ็ดเต็มที คาดว่าอีกไม่กี่วันก็น่าจะ
ทะลวงระดับได้
เทียบกับสวีหมิงและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ ความเร็วในการบ่มเพาะ
ของอู๋เสี่ยวพั่งถือว่าช้ากว่าพอสมควร
แต่ก็ช่วยไม่ได้ อู๋เสี่ยวพั่งเริ่มต้นช้ากว่าเพื่อน และ
รากฐานยังไม่แน่นเท่าพี่ ๆ
หลังจากฝึกฝนในพื้นที่ในคทาได้พักใหญ่ เสียงเรียกของ
อู๋ไห่ไห่ก็ดังขึ้นข้างหู
“อา…จาน”
จางอวิ๋นจึงลืมตาตื่นขึ้นมาสู่โลกภายนอก
“ถึงแล้ว!”
สถานที่ที่พยัคฆ์ลายวิญญาณบอก... อยู่ตรงหน้านี้เอง!