ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 151 ร่องรอยสำนักหนานเฟิงม่อ
ณ ป่าทึบอันเงียบสงัดที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอก
สีขาวโพลนหนาทึบ
หมอกหนาจนมองแทบไม่เห็นทาง หากเป็นคนธรรมดา
คงหลงทิศไปนานแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจบดบังสายตาอัน
เฉียบคมของจางอวิ๋นได้
เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ แต่
ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ จึงหันไปถามพยัคฆ์ลายวิญญาณด้วย
ความสงสัย
“ทางเข้าแดนลับที่เจ้าว่า… อยู่ตรงไหน?”
“ตรงนั้น…”
อุ้งเท้าเสือหนาหนักชี้ไปยังพื้นที่ใจกลางป่า ซึ่งมีเพียงต้น
ไม้ใบหนาครึ้มขึ้นล้อมรอบอยู่สิบกว่าต้น ดูธรรมดา
สามัญยิ่งนัก
จางอวิ๋นใช้จิตสัมผัสระดับแปลงเทพตรวจสอบอย่าง
ละเอียด แต่กลับไม่พบร่องรอยพลังงานใด ๆ แม้แต่น้อย
“เจ้าแน่ใจนะ?”
“เสืออย่างข้ามั่นใจมาก! แต่…”
พยัคฆ์ลายวิญญาณเริ่มสับสน แววตาลอกแลก มัน
จำได้แม่นว่าทางเข้าแดนลับอยู่ตรงนั้นชัด ๆ แต่ทำไมตอนนี้
ถึงกลายเป็นแค่ดงต้นไม้โง่ ๆ ไปได้?
จางอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น
พยัคฆ์ลายวิญญาณไม่มีเหตุผลที่จะมาล้อเล่นกับเขา
แถมโดนฝัง ‘เคล็ดประทับจิต’ ไว้ในหัว มันไม่กล้าตุกติก
เอาชีวิตมาทิ้งแน่
เขาลองโคจร ‘เคล็ดวิชาเนตรสวรรค์’ ตรวจสอบดู
อีกครั้ง
วิ้ง!
【ค่ายกลผนึกมาร】
【ข้อมูล: ค่ายกลปิดกั้นขั้นสูงที่สร้างขึ้นจาก ‘เคล็ดวิชา
ศักดิ์สิทธิ์ผนึกมาร’ อย่างน้อยสามบท เมื่อกางออกจะทำการ
ปิดผนึกพื้นที่และมิติบริเวณนั้นอย่างสมบูรณ์ ตัดขาดจากโลก
ภายนอก】
【วิธีทำลาย: ใช้วิชา ‘บทแก้ผนึกมาร’ หรือ ควบคุมค่าย
กลเพื่อสั่งการ】
…
พอสแกนดู ก็มีข้อมูลเด้งขึ้นมาซ้อนทับต้นไม้สิบกว่าต้น
นั่นจริง ๆ
แต่สิ่งที่ทำให้รูม่านตาของจางอวิ๋นหดเกร็งคือ…
เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ผนึกมาร!
วิชานี้อีกแล้ว!
เขาเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ตั้งแต่เฟิงหยวน, หลินฉิน
ไปจนถึงมู่เหวินเซวียน... ผู้บำเพ็ญมารของ ‘สำนักหนานเฟิ
งม่อ’ ทุกคนล้วนฝึกฝนวิชานี้เป็นพื้นฐาน
หรือว่าที่นี่… คือสถานที่ลับที่สำนักหนานเฟิงม่อทิ้ง
เอาไว้?
จางอวิ๋นหรี่ตาลง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว
ถ้าเป็นอย่างนั้น สามหยวนอิงและหลายสิบจินตานที่
พยัคฆ์ลายวิญญาณเห็น ก็น่าจะเป็นกองกำลังผู้บำเพ็ญมาร
ของสำนักหนานเฟิงม่อ
ทางเข้าแดนลับ…
หรือว่าจะเป็นทางเข้าสู่ ‘ฐานบัญชาการหลัก’ ของสำนัก
หนานเฟิงม่อ?
จางอวิ๋นสีหน้าเคร่งขรึมลง แต่ไม่นานก็ส่ายหน้า
ปฏิเสธความคิดนั้น
ถ้าเป็นฐานบัญชาการหลักจริง ไม่น่าจะใช้ค่ายกล
ปิดผนึกทางเข้าตายตัวไว้แบบนี้ มันดูเหมือน ‘คุก’ หรือ
‘คลังเก็บของ’ มากกว่า
จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้ เขาหันไปถามพยัคฆ์ลายวิญญาณ
เสียงเข้ม “เจ้าแน่ใจนะว่าตอนนั้นสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสมบัติ
ล้ำค่า?”
“ข้าแน่ใจ!”
พยัคฆ์ลายวิญญาณยืนยันหนักแน่น อุ้งเท้าตบลงบนพื้น
“ตอนนั้นทางเข้าแดนลับเปิดอยู่ตรงนี้ กลิ่นอายที่แผ่ออกมา
หอมหวนยั่วยวนไม่แพ้กลิ่นเมื่อกี้เลย…”
พูดพลางชำเลืองมองคทาเซียนอูในมืออู๋ไห่ไห่
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว
เขารู้ว่าเจ้าเสือหมายถึงกลิ่นอาย ‘เลือดมังกร’ ที่สวีหมิง
ระเบิดออกมาตอนทะลวงระดับ
เรื่องนี้ทำให้เขาแปลกใจ มังกรคือราชันย์แห่งสัตว์อสูร
เลือดของมันย่อมมีแรงดึงดูดมหาศาลต่อสัตว์อสูรทั่วไป ให้
ยอมตายเพื่อแย่งชิง
แล้วของสิ่งใดกัน… ที่ทำให้พยัคฆ์ลายวิญญาณรู้สึกว่า
มีค่าเทียบเท่าเลือดมังกร?
หรือว่าแดนลับแห่งนี้ จะเป็นคลังสมบัติลับของสำนัก
หนานเฟิงม่อ?
จางอวิ๋นตาลุกวาวด้วยความสนใจ
แต่คิดไปคิดมาก็ส่ายหน้าอีก
ถ้าเป็นคลังสมบัติ ไม่น่าจะให้คนจำนวนมากขนาดนั้น
เข้าไปเดินเพ่นพ่าน
คิดได้ดังนั้น เขาจึงถามต่อ “เมื่อกี้เจ้าบอกว่าคนพวกนั้น
ถือจานค่ายกลเข้าไปทุกคน?”
“ใช่!”
พยัคฆ์ลายวิญญาณพยักหน้ารัว ๆ “มนุษย์พวกนั้นถือ
จานค่ายกลสีดำไว้ในมือทุกคน ข้ารู้สึกเหมือนเอาไว้ป้องกัน
ข้อจำกัดอะไรบางอย่างข้างใน!”
จางอวิ๋นถาม “แล้วคนพวกนั้นเข้าไปหมดเลยรึเปล่า?”
“ไม่…”
พยัคฆ์ลายวิญญาณนึกย้อนแล้วส่ายหน้า “ความจริง
ตอนนั้นข้าก็กะจะแอบตามเข้าไปเหมือนกัน แต่พอพวกระดับ
จินตานเข้าไปแล้ว ไอ้สามคนระดับหยวนอิงดันไม่รีบเข้า แต่
เริ่มเดินตรวจตราโดยรอบ ข้ากลัวโดนจับได้แล้วโดนรุมยำ ก็
เลยชิ่งหนีมาก่อน!”
หยุดคิดนิดหนึ่ง มันก็เสริมขึ้นมาอีกประโยค “อ้อ วันนี้
ความจริงข้าชวนราชาหมาป่าเงินกับอินทรีนภาเขี้ยวพายุ
มาที่นี่ด้วย กะว่าจะมารวมหัวกันบุกเข้าไป แต่ดันเกิดเรื่อง
ซะก่อน...”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว
มิน่าล่ะ… พอสวีหมิงระเบิดนิมิตมังกรทองปุ๊บ สัตว์อสูร
ระดับหยวนอิงสามตัวถึงโผล่มาไวขนาดนั้น ที่แท้ก็นัดกันจะ
มาปล้นที่นี่อยู่แล้ว แต่ดันมาเจอของดีกว่ากลางทาง
เขามองไปยังตำแหน่งค่ายกลผนึกมารตรงหน้า
หรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า “ไห่ไห่ ขอยืมคทาค่ายกล
ให้อาจารย์หน่อย”
“อียา!”
อู๋ไห่ไห่ร้องตอบเสียงใส รับรู้ความต้องการของอาจารย์
ทันที มือน้อย ๆ ล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบคทาเซียนอูอีกเล่ม
ออกมาส่งให้
นี่คือ ‘คทาค่ายกล’ หนึ่งในสามคทาที่มี ทักษะประจำตัว
เพียงหนึ่งเดียวคือ… ควบคุมค่ายกล!
บทแก้ผนึกมารคืออะไรจางอวิ๋นไม่รู้ และไม่สนจะรู้… แต่
ด้วยคทาเล่มนี้ เขาสามารถควบคุมค่ายกลได้ทุกชนิดในใต้
หล้า!
เขาเดินอาด ๆ ไปที่กลางป่า วางคทาเซียนอูลงท่ามกลาง
กลุ่มต้นไม้อย่างมั่นใจ
พยัคฆ์ลายวิญญาณมองดูด้วยความงุนงง
แม้จะมั่นใจว่าตำแหน่งนั้นคือทางเข้า แต่ตอนนี้มอง
ยังไงก็ไม่มีร่องรอยอะไรเลย
จางอวิ๋นเอาไม้เท้าไปปักไว้ตรงนั้นทำไม? หรือไม้เท้านั่น
จะเสกทางเข้าให้โผล่ออกมาได้?
วิ้ง!
ในขณะที่มันกำลังสงสัย คทาก็เปล่งแสงเรืองรองออกมา
สว่างวาบจนแสบตา
“อ่านข้อมูลเสร็จสิ้น!”
ไม่ถึงสองลมหายใจ จางอวิ๋นก็ได้รับข้อมูลโครงสร้าง
ทั้งหมดจากคทา เขาถ่ายเทพลังอูลงไปกระตุ้นทันที
โครงสร้างค่ายกลที่ซับซ้อนปรากฏขึ้นในสมองอย่าง
ชัดเจน
ใช้ได้จริง ๆ ด้วย!
จางอวิ๋นยกยิ้มมุมปาก ตวัดคทาขึ้นชี้ฟ้า “จงเปิด!”
สิ้นเสียงคำสั่ง พลังอูระลอกหนึ่งก็แผ่กระจายออกไปดั่ง
ระลอกน้ำ
…แต่รอบข้างกลับยังคงเงียบสงบ ไร้การเคลื่อนไหว
พยัคฆ์ลายวิญญาณทำหน้าเอ๋อ
จางอวิ๋นทำอะไรของเขา?
มายืนทำท่าเท่ ๆ ใส่ต้นไม้เนี่ยนะ?
ครืน ครืน ครืน!!
ทันใดนั้นเอง! พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ต้นไม้สิบกว่า
ต้นที่ล้อมรอบอยู่ ก็เหมือนมีขางอกออกมา พวกมันเคลื่อนตัว
แยกออกจากกันอย่างพร้อมเพรียง เผยให้เห็นพื้นที่ว่าง
ตรงกลาง
ทันทีที่ต้นไม้ย้ายออกไป…
บนพื้นดินว่างเปล่าก็มีลวดลายค่ายกลสีดำทมิฬปรากฏ
ขึ้น พร้อมเสียง วิ้งๆ ของพลังงาน ตรงกลางมีโซ่สีดำทมิฬสาม
เส้นล็อคไขว้กันอยู่อย่างแน่นหนา
จางอวิ๋นตวัดคทาอีกครั้ง
กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก!!
โซ่สีดำทั้งสามเส้นปลดล็อคดีดตัวออกพร้อมกันทันที!
ค่ายกลทั้งหมดเปิดออกราวกับประตูวงกลมขนาดยักษ์ที่
เลื่อนแยกไปสองข้าง เผยให้เห็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่ที่ดำมืด
แสงสว่างบางอย่างพวยพุ่งขึ้นมาจากด้านใน ลอยขึ้น
มาเหนือพื้นดิน กลายเป็นทางเข้าแดนลับลักษณะเหมือนวังวน
มิติที่หมุนวนช้า ๆ
“นี่มัน…”
พยัคฆ์ลายวิญญาณอ้าปากค้าง ตาถลนแทบหลุดจาก
เบ้า
แบบนี้ก็ได้เหรอ!?
แค่วางไม้เท้าลงไป แล้วพูดว่า ‘จงเปิด’… ทางเข้าก็โผล่
ออกมาเลยเนี่ยนะ?
จางอวิ๋นเห็นแล้วก็อดชื่นชมในใจไม่ได้ “สมกับเป็น
ศาสตราเซียน!”
มีคทาเซียนอูสายค่ายกลเล่มนี้ ค่ายกลใด ๆ ในโลกหล้า
ก็เปราะบางเหมือนกระดาษเปล่า
เขาอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองอู๋ไห่ไห่ในอ้อมกอดเถากู่
หลาน
สร้างของวิเศษระดับนี้ขึ้นมาได้… ชาติก่อนเจ้าตัวเล็กนี่
ต้องเทพขนาดไหนกันนะ!
ไม่รู้ว่าถ้ารวบรวมคทาครบเจ็ดเล่ม ประกอบเป็น
ศาสตราเซียนที่สมบูรณ์แบบ จะมีอานุภาพสะท้านฟ้าขนาด
ไหน?
จางอวิ๋นชักอยากเห็นซะแล้ว
พยัคฆ์ลายวิญญาณได้สติ ตะโกนบอก “ทางเข้านี้แหละ!
ข้าจำกลิ่นนั้นได้แม่น!!”
“เข้าไปดูซะ!”
จางอวิ๋นสั่งเสียงเรียบ
“ขะ… ข้าเข้า?”
พยัคฆ์ลายวิญญาณชี้ตัวเองด้วยความลังเล
“หรือจะให้ข้าเชิญ?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว จ้องมองด้วยสายตากดดัน
พยัคฆ์ลายวิญญาณมุมปากกระตุก นึกถึงระเบิดเวลาใน
หัวแล้วไม่กล้าปฏิเสธ ได้แต่ก้มหน้าคอตก เดินนำเข้าไปใน
แดนลับเป็นตัวแรกอย่างจำยอม
จางอวิ๋นยังไม่รีบตาม รอสักพักจนแน่ใจว่าสัญญาณชีพ
ของเจ้าเสือยังอยู่ดี ไม่โดนกับดักฆ่าตายคาที่ ถึงได้พาเถากู่
หลานและพวกที่เหลือตามเข้าไป
…
วูบ!
แต่พอผ่านวังวนเข้ามา สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่คลังสมบัติ
ระยิบระยับอย่างที่คิด แต่เป็นลานกว้างใต้ดินขนาดมหึมาที่
มืดมิดและชื้นแฉะ
เบื้องหน้ามองไปไม่เห็นจุดสิ้นสุด มีแต่ความมืดมิดไร้
ก้นบึ้งที่กลืนกินแสงสว่าง
จางอวิ๋นรู้สึกเหมือนถูกจับปิดตา มองอะไรแทบไม่เห็น
แม้จะเพ่งสายตาแล้วก็ตาม
“พลังงานพิเศษ?”
สัมผัสได้ว่าในความมืดนี้มีคลื่นพลังงานบางอย่าง
แฝงอยู่ หนาแน่นและเย็นเยียบ
จางอวิ๋นลองโคจรเคล็ดวิชาเนตรสวรรค์——
【ม่านฟ้าเงาทมิฬ】
【ข้อมูล: พรสวรรค์เฉพาะตัวของสัตว์อสูรธาตุมืด อัด
แน่นไปด้วยพลังงานเงา บดบังประสาทสัมผัสทั้งห้าของ
ผู้บุกรุก】
【วิธีแก้: หาตัวต้นตอที่ปล่อยม่านฟ้านี้แล้วโจมตีให้
บาดเจ็บ ม่านเงาจะสลายไป】
…
ข้อมูลชุดหนึ่งเด้งขึ้นมา
“สัตว์อสูรธาตุมืด?”
จางอวิ๋นสายตาคมกริบ
ที่นี่ซ่อนสัตว์อสูรธาตุมืดที่สำนักหนานเฟิงม่อเลี้ยงไว้
รึเปล่า?
เขานึกถึง ‘อสูรมารเงา’ ที่เจ้าสำนักหลิงเซียนเคยเล่าให้
ฟัง ว่ากันว่าเป็นสัตว์เลี้ยงคู่กายของเงาปีศาจ
แม้จะถูกเรียกว่าสัตว์มาร แต่จริง ๆ แล้วมันก็คือสัตว์
อสูรธาตุมืดที่หาได้ยากยิ่งในยุทธภพ
หรือว่าที่นี่… จะเป็นรังของอสูรมารเงา?
คิดได้ดังนั้น จางอวิ๋นก็แผ่จิตสัมผัสออกไปเต็มกำลัง
สายตาถูกปิดกั้น จิตสัมผัสเองก็ถูกความมืดนี้บั่นทอน
ประสิทธิภาพไปมาก สแกนได้แค่ระยะร้อยเมตรจาง ๆ รอบตัว
แต่ยังพอสัมผัสได้ถึงเถากู่หลาน, อู๋ไห่ไห่ และอินทรีขาว
ที่อยู่ใกล้ ๆ รวมถึง…
พยัคฆ์ลายวิญญาณที่กำลังขดตัวสั่นงันงกอยู่มุมกำแพง
ตัวหดเหลือเท่าลูกแมว
เห็นสภาพขี้ขลาดตาขาวของมันแล้ว จางอวิ๋นถึงกับ
กลอกตามองบน
ระดับหยวนอิงภาษาอะไร ปอดแหกชะมัด!
เขาเอ่ยถามเรียบ ๆ “ไหนล่ะสมบัติที่เจ้าว่า?”
“ใคร!?”
พยัคฆ์ลายวิญญาณสะดุ้งโหยง ขนลุกตั้งชัน แต่พอ
ตั้งสติได้ก็รีบตอบเสียงสั่น “นะ… นายน้อย ท่านเข้ามาแล้ว
เหรอ?”
“ที่นี่มีสมบัติที่เจ้าโม้ไว้จริงดิ?”
จางอวิ๋นถามเสียงเข้ม กดดันให้อีกฝ่ายตอบความจริง
ชักสงสัยแล้วว่าโดนไอ้เสือนี่ต้มรึเปล่า
“มีสิ! ข้าสัมผัสได้… มันอยู่ลึกเข้าไปข้างใน…”
ในจิตสัมผัสของจางอวิ๋น พยัคฆ์ลายวิญญาณยกอุ้งเท้า
ชี้ไปทางทิศหนึ่งในความมืด
จางอวิ๋นหรี่ตามองทิศทางนั้น
“อียาาาา!!”
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ เสียงร้องที่เปี่ยมไปด้วย
ความตื่นเต้นดีใจของอู๋ไห่ไห่ก็ดังขึ้นข้างหู
“ไห่ไห่!”
เถากู่หลานตกใจ
ลานกว้างใต้ดินนี้เงียบสงัด เสียงร้องของอู๋ไห่ไห่จึงดัง
กังวานสะท้อนไปทั่ว
นางรีบจะตะครุบปากเจ้าตัวเล็กกลัวจะเรียกศัตรู
ฟุ่บ!
แต่ทว่าอู๋ไห่ไห่กลับดิ้นหลุดจากอ้อมแขนของนางราวกับ
ปลาไหล แล้วพุ่งตัววิ่งจู๊ดหายเข้าไปในความมืดส่วนลึกของ
ลานกว้างอย่างรวดเร็วปานวอก!
“ไห่ไห่!!”
เถากู่หลานหน้าถอดสี จะวิ่งตามแต่ความเร็วของ
เจ้าตัวเล็กไวจนตามไม่ทัน
“กู่หลาน รออยู่นี่!”
จางอวิ๋นสั่งเสียงเฉียบขาด แล้วพุ่งทะยานตามไปทันที
ความจริงถ้าจะจับ เขาก็คว้าตัวอู๋ไห่ไห่ทันสบาย ๆ แต่
เขาเลือกที่จะไม่ทำ แต่เลือกที่จะตามไปดู
ในฐานะเซียนอูกลับชาติมาเกิด การที่อู๋ไห่ไห่ตื่นเต้น
ขนาดนี้ แสดงว่าต้องเจอ ‘ของดี’ แน่ ๆ และทิศทางที่วิ่งไป… ก็
ตรงกับทิศที่พยัคฆ์ลายวิญญาณชี้พอดี!
…
ในขณะที่กลุ่มของจางอวิ๋นตามอู๋ไห่ไห่ลึกเข้าไปในลาน
กว้างใต้ดิน
ณ เหนือป่าหมอกหนาทึบด้านบน
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
กลุ่มคนชุดดำหลายสิบคนบินร่อนลงมาจากท้องฟ้า
“รอบสุดท้ายแล้ว… ส่งของรอบนี้เสร็จ พวกเราก็จะได้
ไปแคว้นหนานซิงกันสักที!”
หนึ่งในสามคนชุดดำที่เป็นผู้นำกลุ่มถอนหายใจอย่าง
โล่งอก
อีกสองคนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยิ้มมุมปากอย่างผ่อนคลาย
แต่ทว่า…
พอพวกเขาบินมาถึงกลางป่า เห็นทางเข้าแดนลับ
เบื้องล่าง รอยยิ้มก็แข็งค้างอยู่บนใบหน้า
เกิดอะไรขึ้น? ทำไมทางเข้าถึงเปิดอยู่!?
“หรือว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนตอนออกไป… เราลืมปิด?”
สามคนชุดดำหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ก็รีบส่ายหัว
ปฏิเสธความคิดนั้น
วันนั้นพวกเขาเป็นคนร่ายคาถาปิดผนึกเองกับมือ
ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนจะจากไปอย่างดี
แต่ตอนนี้ทางเข้าเปิดอ้าซ่า หรือว่า…
มีผู้บุกรุก?
เป็นไปไม่ได้!
สามคนชุดดำส่ายหัวปฏิเสธความคิดนั้นทันควัน
ค่ายกลผนึกมาร หากไม่มี ‘เคล็ดวิชาปลดผนึกมาร’ ที่คู่
กัน ก็ไม่มีทางที่คนนอกจะเปิดได้เด็ดขาด ต่อให้เป็นระดับ
หยวนอิงก็เถอะ!
แล้วทำไมมันถึงเปิดอยู่?
สามคนชุดดำสีหน้าเคร่งเครียด บรรยากาศกดดัน
แผ่ซ่าน
สองคนในนั้นเอ่ยขึ้นเสียงขรึม “อูเฉิง เจ้าเฝ้าปากทางไว้
พวกข้าจะลงไปดู!”
พูดจบก็พุ่งตัวหายวูบเข้าไปในทางเข้าแดนลับทันที
ทิ้งให้ผู้บำเพ็ญมารระดับหยวนอิงนาม ‘อูเฉิง’ และ
ลูกสมุนระดับจินตานอีกหลายสิบคน ยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่
ปากทางด้วยความสับสนอลหม่าน