ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 203 ฉิงเฟิงหน้าวิหารเซียน
ณ ยอดเขาน้อยแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจุดที่วังเซียน
ตั้งตระหง่านออกไปหลายร้อยลี้
วูบ—!
ห้วงมิติเหนือยอดเขาพลันเกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง
ทันใดนั้น ร่างของหนึ่งคนและหนึ่งเสือก็ปรากฏตัวขึ้นจาก
ความว่างเปล่าราวกับภูตพราย
ไม่ใช่ใครอื่น… จางอวิ๋นและพยัคฆ์วิญญาณ
ลายพาดกลอนคู่ใจ
โฮกกก—!
พยัคฆ์ลายพาดกลอนคำรามลั่นด้วยความตื่นตระหนก
ขนทั่วร่างลุกชัน
“จะแหกปากหาพระแสงอะไร เงียบๆ หน่อย!”
จางอวิ๋นตวาดเสียงเข้ม
พยัคฆ์ลายพาดกลอนชะงักกึก หุบปากทันควัน ก่อน
จะก้มหน้าลงมองมนุษย์ตรงหน้าด้วยความตกใจ “คะ…
คุณชาย??”
เมื่อครู่มันกำลังเดินเตร็ดเตร่อย่างสบายอารมณ์อยู่หน้า
วังเซียน จู่ๆ ก็ถูกขุมพลังงานลึกลับห่อหุ้มร่าง แล้วก็ถูก
กระชากผ่านห้วงมิติมาโผล่ที่นี่ในชั่วพริบตา
พอเห็นใบหน้าของจางอวิ๋น มันก็เข้าใจสถานการณ์ทันที
“คุณชาย… ท่านเป็นคนส่งข้ามาหรือขอรับ?”
“เออ”
จางอวิ๋นตอบรับสั้นๆ สายตาทอดมองออกไปไกลลิบ
ภาพเบื้องหน้าคือวังเซียนขนาดมหึมาที่ลอยเด่นอยู่บน
ท้องฟ้า กำลังพังทลายลงมาอย่างช้าๆ โครงสร้างหินยักษ์
แตกร้าวและร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ก่อให้เกิดฝุ่นควันคละคลุ้ง
ไปทั่วบริเวณ
เขาไม่ได้มีท่าทีแปลกใจแต่อย่างใด ราวกับคาดเดา
จุดจบนี้ไว้อยู่แล้ว
“หมดเกลี้ยงพอดี…”
จางอวิ๋นมองกิ่งไม้แห้งในมือที่ค่อยๆ สลายกลายเป็น
ละอองพลังงานสีเทา แล้วส่ายหน้าเบาๆ
เพื่อจัดการกับบรรพชนสำนักเทียนหลิวเมื่อครู่ เขา
จำต้องผลาญพลังงานเฮือกสุดท้ายของวังเซียนไปจนเกือบ
หมดสิ้น การส่งตัวเขาและเจ้าเสือตัวนี้ออกมา ก็เปรียบเสมือน
การรีดเค้นพลังงานหยดสุดท้ายออกมาใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด
เมื่อไร้ซึ่งพลังงานหล่อเลี้ยง วังเซียนย่อมไม่อาจคงสภาพ
อยู่ได้ ต้องพังทลายลงตามกาลเวลา…
น่าเสียดายก็แต่แผ่นศิลาจารึกที่บันทึกวิธีฝึกฝนพลัง
เหี่ยวเฉาแผ่นนั้น!
เนื่องจากศิลาจารึกเชื่อมต่อกับโครงสร้างหลักของวัง
เซียน เขาจึงไม่สามารถแยกมันออกมาได้ มิเช่นนั้นลำพังแค่
ศิลาแผ่นนั้น ก็มีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าจะประเมินค่า
พลังเหี่ยวเฉาเป็นพลังงานพิเศษที่หาได้ยากยิ่งในโลก
ภายนอก หากมีวิธีฝึกฝนนี้อยู่ในมือ เขาอาจจะสามารถสร้าง
สำนักสาขาที่เน้นฝึกฝนวิถีแห่งความเหี่ยวเฉาขึ้นมาผงาดใน
ยุทธภพได้เลย!
พูดถึงสำนัก… จางอวิ๋นคิดว่าถึงเวลาต้องวางแผนเรื่องนี้
อย่างจริงจังเสียที
ตอนนี้เขารวบรวมผู้คนที่มีฝีมือมาได้ไม่น้อย แถมยังยึด
กลุ่มโจรสลัดหยกศิลามาเป็นลูกสมุนได้ทั้งก๊ก แต่เขายัง
ไม่ได้คิดชื่อขุมกำลังของตัวเองอย่างเป็นทางการเลย
รอให้จบเรื่องวุ่นวายนี้เมื่อไหร่ คงต้องเรียกพวกตัวระดับ
หัวหน้ามาประชุมตั้งชื่อสำนักกันสักหน่อย!
“คุณชาย นี่มันเกิดอะไรขึ้นขอรับ?”
พยัคฆ์ลายพาดกลอนมองภาพวังเซียนถล่มในระยะไกล
ด้วยความตื่นตะลึง อ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปได้ หันมา
มองจางอวิ๋นด้วยสายตาหวาดระแวง
วังเซียนพังพินาศขนาดนั้น… คงไม่ได้เกี่ยวกับฝีมือของ
คุณชายหรอกนะ?
แต่ที่น่าสงสัยกว่าคือ ตั้งแต่มาถึงวังเซียน มันก็ไม่เห็น
เงาของจางอวิ๋นเลย แล้วคุณชายไปโผล่มาจากไหน?
เมื่อเจอสายตาขี้สงสัยของสัตว์เลี้ยง จางอวิ๋นก็คร้าน
จะอธิบายให้มากความ
เขากระโดดขึ้นขี่หลังมันทันที แล้วชี้นิ้วไปทางทิศหนึ่ง
“บินไปทางนั้น!”
พยัคฆ์ลายพาดกลอนแม้จะงุนงง แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง
รีบกางปีกมหึมาบินมุ่งหน้าไปตามทิศทางที่เจ้านายชี้บอกด้วย
ความเร็วสูง
“ติดต่อไม่ได้แฮะ…”
จางอวิ๋นหยิบหินส่งเสียงรุ่นพิเศษออกมาตรวจสอบ พบ
ว่ามันเงียบกริบไร้สัญญาณตอบรับ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
เล็กน้อย
เขาลองส่งกระแสจิตหาพวกสวีหมิงแล้ว แต่
ไม่มีการตอบรับใดๆ กลับมา แสดงว่าพวกนั้นน่าจะอยู่ห่าง
ออกไปเกินระยะห้าพันลี้ หรือไม่ก็หลุดเข้าไปในเขตแดน
ปิดผนึกที่ตัดขาดการสื่อสารจากภายนอก
เคราะห์ดีที่เขายังสัมผัสถึงกลิ่นอายของ ‘อินทรีนภาเขี้ยว
พายุ’ และ ‘เจียวมังกรวารี’ ได้อยู่อย่างชัดเจน
เจียวมังกรวารีสองตัวที่เขาอัญเชิญมา ตัวหนึ่งมีเวลาอยู่
ได้สามวัน อีกตัวอยู่ได้หนึ่งเดือน ส่วนอินทรีนภาเขี้ยวพายุอยู่
ได้หนึ่งปี ตอนนี้เจียวมังกรตัวแรกหมดเวลาหายไปแล้ว แต่ตัว
ที่สองกับอินทรียังอยู่ครบถ้วน
นี่ทำให้เขาเบาใจไปเปราะหนึ่ง
การที่สัตว์อสูรอัญเชิญยังคงอยู่ แสดงว่าพวกสวีหมิง
และคนอื่นๆ น่าจะยังปลอดภัยดี
เพียงแต่ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกนั้นยังปักหลักอยู่ที่หน้า ‘วิหาร
เซียน’ หรือเปล่า
ก่อนหน้านี้ท่านเซียนขูได้บอกเบาะแสสำคัญไว้ว่า ใน
วิหารเซียนมีมารร้ายที่ชื่อ ‘มารเหี่ยวเฉา’ ถูกกักขังอยู่ ซึ่งเจ้า
มารตนนี้สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานเหี่ยวเฉามหาศาลได้
หากรู้วิธีจัดการ
ในเมื่อรู้พิกัดของดีระดับนี้ มีหรือเขาจะพลาด?
แถมตอนที่ถูกส่งตัวไปที่วังเซียน ในห้องลับนั้นยังมีสมบัติอีก
เพียบที่เขายังเก็บกวาดไม่หมด!
“หวังว่าคงยังไม่มีใครชิงตัดหน้าคว้าไปก่อนนะ!”
จางอวิ๋นสูดลมหายใจลึก แววตาเป็นประกายมุ่งมั่น
ตอนนี้แดนลับเซียนเปิดออกอย่างสมบูรณ์แล้ว ใครหน้า
ไหนก็สามารถเข้ามาได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะมีคนแห่กันเข้ามา
แสวงโชคเยอะขนาดไหน
…
ณ หุบเขาขนาดมหึมาแห่งหนึ่งภายในแดนลับเซียน
ใจกลางหุบเขาตั้งตระหง่านด้วยวิหารทองคำอร่าม
ขนาดใหญ่ยักษ์เสียดฟ้า
นั่นคือ ‘วิหารเซียน’
ฟุ่บ!
ทันใดนั้น ที่หน้าประตูวิหารเซียน ร่างสะบักสะบอมร่าง
หนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาด้วยความเร็วสูงราวกับลูกธนูหลุดจาก
คันศร
อั่ก!
คลื่นพลังสีดำทมิฬสายหนึ่งกวาดไล่หลังมาจากภายใน
ประตู กระแทกเข้าใส่แผ่นหลังของร่างนั้นอย่างจัง จนเลือด
สดๆ พ่นออกมาคำโตสาดกระเซ็นกลางอากาศ
แต่ร่างนั้นไม่กล้าหยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว กัดฟันข่ม
ความเจ็บปวด เร่งความเร็วหนีห่างจากวิหารเซียนอย่างไม่คิด
ชีวิต
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น… ‘ฉิงเฟิง’ นายน้อยแห่งป้อมจิต
ปฏิพัทธ์!
“บัดซบเอ๊ย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย!?”
ฉิงเฟิงสบถลั่นด้วยความหัวเสียขณะวิ่งหนีตาย
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ตอนที่วังเซียนปรากฏขึ้น เขาเป็น
คนกลุ่มแรกๆ ที่รู้ตัวและตั้งใจจะมุ่งหน้าไป แต่ไม่รู้ทำไม
พรสวรรค์ ‘แสวงโชคเลี่ยงภัย’ ของเขากลับส่งสัญญาณ
เตือนภัยรุนแรงว่าวังเซียนนั้น… ‘อันตรายถึงตาย!’
แม้วังเซียนจะเย้ายวนใจแค่ไหน แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อ
ในสัญชาตญาณเอาตัวรอดของตัวเองอย่างเคร่งครัด
ประจวบเหมาะกับตอนนั้น เขาและลูกน้องเดินทางมา
ถึงหน้าหุบเขานี้พอดี และ ‘วิหารเซียน’ ตรงหน้านี้ พรสวรรค์
ของเขาก็ขึ้นสถานะแจ้งเตือนว่า… ‘มหาศิริมงคล!’
เจอแบบนี้ก็ลาภปากสิครับ! เขาตัดสินใจพาคนบุกเข้า
วิหารเซียนแบบไม่ลังเล
พอเข้ามา เขากับลูกน้องก็ถูกส่งไปที่โถงใหญ่ และภาพที่
เห็นก็ทำให้ต้องตกตะลึง ข้างในมีคนนอนสลบไสลอยู่
เกลื่อนกลาดราวกับผักปลา
แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ… ข้างๆ คนเหล่านั้น เขาเห็น
สัตว์อสูรของยอดฝีมือลึกลับคนนั้น! ทั้งอินทรีนภาและเจียว
มังกรวารีที่เคยจัดการร่างเงาของเจ้าหอฝูเซียนจน
หมอบกระแต
มิหนำซ้ำ ยังมีสิ่งมีชีวิตเงาดำทมิฬรูปร่างประหลาด ที่แผ่
กลิ่นอายสยองขวัญยิ่งกว่าท่านพ่อของเขาเสียอีก ยืนคุมเชิง
อยู่เงียบๆ
เจอแบบนั้น ใครจะกล้าอยู่ให้โง่? เขาเลยรีบพาลูกน้อง
เผ่นแน่บออกมาทันที
โชคดีที่เจ้าเงาดำนั่นไม่ได้ตามล่าออกมา
หลังจากหนีรอดมาได้ เขาก็พยายามหาทางออก
เพราะสัตว์เลี้ยงของยอดฝีมือคนนั้นอยู่ที่นี่ แสดงว่า
ตัวจริงต้องอยู่ในวิหารนี้แน่ๆ เขาไม่อยากเสี่ยงเจอดีกับ
สัตว์ประหลาดระดับนั้น
แต่ปัญหาคือ… หาทางออกไม่เจอ!
เลยต้องเดินคลำทางมั่วซั่วไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อหนึ่ง
ชั่วโมงก่อน...
เขาบังเอิญเจอทางเดินลับที่ดูเหมือนถูกใครบางคน
ใช้กำลังพังเข้าไป
พอเขากับลูกน้องมุดเข้าไปสำรวจ ก็พบว่าเป็นห้อง
สมบัติลับ! บนพื้นวางเรียงรายไปด้วยกล่องคริสตัลที่บรรจุของ
วิเศษไว้เพียบ! แต่ละชิ้นมีมูลค่าประเมินค่าไม่ได้!
วินาทีนั้นเขาแทบกรีดร้องออกมาด้วยความดีใจ เข้าใจ
แจ่มแจ้งเลยว่าไอ้คำว่า ‘มหาศิริมงคล’ มันหมายถึงขุมทรัพย์นี้
นี่เอง!
หลังจากกวาดสมบัติจนเกลี้ยงกระเป๋า เขาก็เดินหา
ทางออกต่อ พร้อมกับความหวังว่าจะเจอห้องสมบัติแบบนี้อีก
สักห้องสองห้อง
แต่เดินไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ สัญญาณเตือนภัยในหัวก็
กรีดร้องลั่น จาก ‘มหาศิริมงคล’ เปลี่ยนเป็น ‘มหาอัปมงคล’ ใน
เสี้ยววินาที!
เขายังงงไม่ทันหาย พอเลี้ยวตรงหัวมุมทางเดิน ก็จ๊ะเอ๋
เข้ากับกลุ่มคนลึกลับกลุ่มหนึ่งที่กำลังรุมโจมตีกำแพงด้านหนึ่ง
อยู่
ประเด็นสำคัญคือ… ไอ้พวกนี้มันใช้ไอมารสีดำทมิฬ
โจมตีกำแพง!
ผู้บำเพ็ญมาร!
พวกมันหันขวับมามองเขากับลูกน้องทันทีด้วยสายตา
อำมหิต
แค่เจอมารก็ว่าซวยแล้ว ที่หายนะวายปวดยิ่งกว่าคือ…
ในกลุ่มพวกมันมีระดับหยวนอิงรวมอยู่ด้วย! แถมไม่ได้มีแค่
คนเดียว!!
เจอสถานการณ์นรกแตกแบบนี้ จะให้ทำยังไงล่ะ?
หนีสิรออะไร!!
หลังจากนั้น ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ของเขาก็ทยอยล้มตาย
ไปทีละคนเพื่อถ่วงเวลา ส่วนเขารอดมาได้เพราะดวงล้วนๆ
จนกระทั่งหนีมาถึงหน้าประตูทางออก
แต่อนิจจา… ยังมิวายโดนคลื่นพลังมารซัดเข้าเต็มแผ่น
หลัง จนกระอักเลือดพุ่งออกมาอย่างที่เห็น
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!!
ปากก็ด่าทอสาปแช่งไป หันหลังกลับไปมองที่ประตูวิหาร
เซียน ก็เห็นเงาร่างที่มีไอมารพวยพุ่งหลายสาย พุ่งตามออกมา
ติดๆ ด้วยจิตสังหารที่รุนแรง
“ไอ้พวกเวรตะไล! อย่าตามนายน้อยคนนี้มานะโว้ยยย!!”