ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 214 ผลวายุเทพ
ณ ชายฝั่งเกาะเจียวหนาน บริเวณหน้าประตูทางเข้า
แดนลับเซียน
“ออกมาแล้ว! ข้ารอดแล้ว!”
“น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก! ข้างในนั้นกลายเป็นนรกไปแล้ว
ยอดฝีมือระดับแปลงเทพต่างเปิดฉากห้ำหั่นกันอย่างบ้าคลั่ง!!”
“ข้าเห็นกับตาว่าจอมยุทธ์ระดับหยวนอิงจากแคว้นหยวน
หลิวคนหนึ่ง เพียงแค่โดนคลื่นพลังกระแทก ร่างกายก็ระเบิด
เป็นจุณ แม้แต่แก่นวิญญาณหยวนอิงก็ยังแตกซ่าน!”
“แดนลับเซียนในยามนี้ มิใช่ที่ที่มนุษย์จะเหยียบย่าง
เข้าไปได้อีกแล้ว!”
……
กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรหลายสิบคนพุ่งทะยานออกมาจาก
ประตูมิติด้วยสภาพทุลักทุเล เมื่อเท้าสัมผัสผืนทรายของเกาะ
เจียวหนาน พวกเขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลาง
เหลียวมองกลับไปที่ประตูมิติด้วยแววตาหวาดผวา
ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘เทพเซียนรบกัน ปลาซิวปลาสร้อยย่อม
เดือดร้อน’
พวกเขาที่เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตาน ได้
ตระหนักรู้ถึงความหมายของประโยคนี้อย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก
เมื่อครู่นี้ ไม่ทราบว่ามีการค้นพบสมบัติล้ำค่าหรือ
เกิดเหตุวิปลาสอันใดขึ้น เหล่าตัวตนระดับแปลงเทพ
จำนวนมากต่างเปิดฉากต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านบน
ซากปรักหักพังของตำหนักเซียน
ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากที่หลบหนีไม่ทัน ต่างถูกคลื่น
พลังจากการปะทะกันของระดับแปลงเทพกวาดล้างจนตกตาย
อย่างอนาถ
พวกเขาเหล่านี้โชคดีที่รอดพ้นจากหายนะระลอกแรก
มาได้ จึงตะเกียกตะกายหนีตายสุดชีวิต จนกระทั่งพบ
ทางออกและรอดชีวิตมาได้
“รีบไปเร็ว!”
เหล่าจินตานหลายสิบคนมิกล้าโอ้เอ้รั้งรอ
ใครจะล่วงรู้ว่าพวกระดับแปลงเทพเหล่านั้นจะต่อสู้กัน
จนทะลุออกมาด้านนอกเมื่อไหร่ การรีบถอยห่างออกไปให้ไกล
ที่สุดย่อมเป็นหนทางรอดที่ดีที่สุด!
ทว่า… ในขณะที่พวกเขากำลังเหินกระบี่ทะยานขึ้นสู่ท้อง
นภาเหนือเกาะเจียวหนาน
ตูม!
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวขุมหนึ่งก็พลันกดทับลง
มาจากฟากฟ้า จินตานบางคนที่ตั้งตัวไม่ทันถึงกับเสีย
การทรงตัว ร่วงหล่นจากกลางอากาศสูงหลายสิบเมตร
กระแทกพื้นหาดทรายเสียงดังสนั่นจนโลหิตอาบ
“เกิดเหตุอันใดขึ้น?”
“เกาะเจียวหนานมีค่ายกลห้ามบินตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อน... นั่นมันตัวอะไร?”
……
ท่ามกลางความตื่นตระหนกและสับสน มีคนตาไว
สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงชี้มือสั่นระริกไปยังแนวป่าบนภูเขา
เบื้องหน้า
ภาพที่ปรากฏแก่สายตา คือร่างเงาทะมึนที่รายล้อมด้วย
กลุ่มควันสีดำทมิฬ ค่อยๆ ปรากฏกายขึ้นทีละร่าง ทีละร่าง
“ไอมาร! พวกผู้บำเพ็ญมาร!!”
“เหตุใดพวกมารนอกรีตถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
“บัดซบ! จำนวนมากขนาดนี้… หนีเร็ว!!”
……
เมื่อเห็นกองทัพผู้บำเพ็ญมารปรากฏตัวขึ้นเต็มขุนเขา
เหล่าจินตานต่างหน้าถอดสี รีบหันหลังกลับหมายจะหนีตาย
ไปตามแนวชายฝั่ง
แต่ทว่า…
“โฮก!” “โฮก!” “โฮก!”……
เสียงคำรามต่ำในลำคอที่ฟังดูมิใช่มนุษย์ ดังกระหึ่มขึ้น
จากรอบทิศทาง
บนพื้นทรายรอบกาย แสงแห่งไอมารพวยพุ่งขึ้นมาดั่ง
เสาหลักเมือง พร้อมกับร่างของผู้บำเพ็ญมารที่ผุดขึ้นมาจาก
ใต้ผืนดินทีละคน ปิดล้อมทางหนีทีไล่ไว้จนหมดสิ้น
“นะ… นี่มันสถานการณ์บ้าบออะไรกัน?”
“ทำไมถึงมีพวกมารซุ่มซ่อนอยู่เยอะขนาดนี้??”
“เจ้าพวกเดรัจฉานต่ำช้า! พวกแกเสียสติไปแล้วรึ?
ถึงกล้าโผล่หัวออกมาอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้!!”
……
เมื่อตระหนักว่าถูกปิดล้อม เหล่าจินตานหน้าซีดเผือด
ตะโกนด่าทอเพื่อข่มความกลัว
แต่เหล่าผู้บำเพ็ญมารหาได้นำพาต่อคำผรุสวาทไม่
เพียงชั่วพริบตา พวกมันก็พุ่งกระโจนเข้าใส่เหยื่ออย่าง
พร้อมเพรียง
เหล่าจินตานไม่ยอมนั่งรอความตาย ต่างปลดปล่อย
กระบี่บินและระเบิดพลังระดับจินตานออกมาต้านทาน
สุดกำลัง
เคร้ง! เคร้ง! ฉึก!
ทว่าเมื่อเผชิญกับการโจมตีสวนกลับ ผู้บำเพ็ญมาร
เหล่านี้กลับไม่คิดจะหลบหลีกแม้แต่น้อย
ผู้บำเพ็ญมารคนหน้าสุดถูกกระบี่บินแทงทะลุร่างจน
พรุนเป็นรังผึ้ง แต่กลับไม่ส่งเสียงร้องโศกเศร้าออกมาแม้แต่
แอะเดียว มันยังคงใช้ร่างกายรับคมกระบี่แล้วพุ่งดาหน้า
เข้ามาตะปบเหยื่อต่อไป
ผู้บำเพ็ญมารคนอื่นๆ ก็เช่นกัน ราวกับเครื่องจักรสังหาร
ที่ไม่รู้จักความเจ็บปวด ไม่เกรงกลัวความตาย
“หนี! หนีกลับเข้าไปในแดนลับเซียน!!”
เมื่อเห็นท่าไม่ดี เหล่าจินตานรีบหันหลังกลับ หมายจะพุ่ง
ย้อนเข้าสู่ประตูมิติทางเข้าแดนลับเพื่อหาทางรอด
แต่แล้วพวกเขาก็ต้องสิ้นหวัง…
เมื่อพบว่าเบื้องหลังของตน ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้ถูก
กำแพงพายุหมุนสีดำปิดกั้นทางเข้าไว้อย่างแน่นหนา
“ไม่!”
“อย่าเข้ามานะ!!”
“อ๊ากกกก——!!”
……
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนระคนเสียงฉีกกระชาก
เนื้อ เหล่าจินตานหลายสิบคนกลายเป็นศพเกลื่อนหาดทราย
ในเวลาไม่กี่อึดใจ
เหล่าผู้บำเพ็ญมารลากซากศพออกไปและ
ทำความสะอาดสนามรบอย่างเงียบเชียบ
เพียงครู่เดียว กลิ่นคาวเลือดก็จางหาย ผู้บำเพ็ญมาร
ทั้งหมดเร้นกายหายไป ชายหาดกลับคืนสู่ความเงียบสงบดั่ง
เดิม
ราวกับว่า ณ ที่แห่งนี้ ไม่เคยมีโศกนาฏกรรมใดเกิดขึ้น
มาก่อน
……
ภายในแดนลับเซียน กลางเวหา
“สัมผัสได้แล้ว! ลูกพี่! ข้าสัมผัสได้แล้ว!!”
เสียงตะโกนลั่นของฉิงเฟิงดังขึ้น ร่างของเขาถูกเชือกมัด
ห้อยตองแต่งอยู่บริเวณหน้าปากขนาดมหึมาของ ‘พยัคฆ์วิญ
ญาณลายพาดกลอน’
บนหลังพยัคฆ์ จางอวิ๋นที่กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาปรับ
ลมปราณค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เถากู่หลานที่กำลังหยอกล้อเล่นกับอู๋ไห่ไห่อยู่ด้านข้าง ก็
หันมามองด้วยความสนใจ
เห็นเพียงฉิงเฟิงพยายามชี้มือไปที่ทิศทางหนึ่งเบื้องหน้า
อย่างทุลักทุเล
“โชค! ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งโชคลาภทางนั้น!!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะปรายตามองพยัคฆ์วิญ
ญาณลายพาดกลอน
โฮก!
เจ้าลายพาดกลอนรู้หน้าที่ รีบอ้าปากคำรามลั่นใส่หน้า
ฉิงเฟิง
“จ๊ากกก!”
ฉิงเฟิงสะดุ้งโหยงสุดตัว รู้สึกเสียววาบที่ก้นกบเมื่อสัมผัส
โดนเขี้ยวเสืออันแหลมคม ราวกับวินาทีถัดไปศีรษะจะถูกขย้ำ
จนขาดสะบั้น
เจ้าลายพาดกลอนลอบกลอกตามองบนอย่างนึกรำคาญ
เสืออย่างข้าเป็นถึงราชาพยัคฆ์ จะไปกัดคนมั่วซั่วเหมือน
พวกเสือกระจอกในป่าได้เยี่ยงไร?
นายท่านก็นะ… จะกลั่นแกล้งเจ้ามนุษย์ผู้นี้ทั้งที เหตุใด
ต้องเอามาห้อยไว้หน้าปากข้าด้วย?
ยังนับว่าโชคดีที่เจ้าหมอนี่ไม่ตกใจจนปล่อยลมตด
ใส่หน้าข้า!
แม้จะบ่นในใจแต่ร่างกายมิกล้าชักช้า ร่างมหึมาของ
พยัคฆ์วิญญาณพุ่งทะยานไปยังทิศทางที่ฉิงเฟิงชี้ทันที
เถากู่หลานเห็นภาพนี้ ก็อดมองสลับระหว่างฉิงเฟิงกับ
จางอวิ๋นไม่ได้
หลังจากออกมาเมื่อครู่ นางก็พบความจริงอันน่า
ตกตะลึงว่า นายน้อยป้อมจิตปฏิพัทธ์ ผู้เป็นอัจฉริยะอันดับ
หนึ่งในรุ่นเยาว์ของแคว้นฝูเซียนผู้นี้ ได้กลายสภาพเป็น
ผู้ติดตามรับใช้ของจางอวิ๋นไปเสียแล้ว
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เพราะฉิงเฟิงนั่งนิ่งอยู่บนหลัง
เสือไม่ขยับ ดูเหมือนจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ไม่ออก จางอวิ๋นเลย
จับหมอนั่นมัดห้อยไว้หน้าปากเสือ พร้อมให้เหตุผลสุด
พิลึกพิลั่นว่า ‘แรงกดดันแห่งความตายจะช่วยกระตุ้น
ศักยภาพพรสวรรค์ได้ดียิ่งขึ้น’
ผลปรากฏว่าเพิ่งห้อยไปได้แค่หนึ่งก้านธูป ฉิงเฟิงก็
แหกปากร้องบอกตำแหน่งสมบัติได้แล้วจริงๆ
“ดูเหมือนพรสวรรค์ของเจ้า จะต้องมีเงื่อนไขกระตุ้นที่
รุนแรงจริงๆ สินะ!”
จางอวิ๋นมองดูฉิงเฟิงที่ห้อยตองแต่งพลางเอ่ยเสียงเรียบ
“ลูกพี่… นี่มันแค่เรื่องบังเอิญ! พรสวรรค์ข้ามันต้องเจอ
สถานการณ์เฉพาะหน้าจริงๆ ถึงจะทำงาน... ท่านเมตตา
ปล่อยข้าขึ้นไปเถอะนะครับ!”
ฉิงเฟิงหน้าเบี้ยว น้ำตาคลอเบ้า ร้องขอความเมตตา
อย่างน่าเวทนา
การต้องห้อยหัวหันหลังให้ปากเสือ ทำให้เขารู้สึกเหมือน
มีหนามแหลมทิ่มแทงแผ่นหลังตลอดเวลา หวาดระแวงว่า
เผลอเพียงวูบเดียว หัวของเขาจะเข้าไปอยู่ในกระเพาะเสือ
แทน
“ห้อยต่อไปอีกหน่อย ข้าจะขอดูก่อนว่า ‘โชค’ ที่เจ้า
สัมผัสได้มันคือของจริงหรือไม่!”
จางอวิ๋นกล่าวตัดบทไร้เยื่อใย
ที่จับเจ้านี่ห้อยหัว มิใช่รสนิยมวิปริตส่วนตัวของเขา แต่
เป็นเพราะก่อนหน้านี้ไอ้หมอนี่นั่งสบายใจเฉิบอยู่บนหลังเสือ
แล้วแอบอู้งีบหลับ
เป็นถึง ‘เข็มทิศมีชีวิต’ แท้ๆ แต่กลับเกียจคร้านไม่ตั้งใจ
ทำงาน ดันมาอู้งานต่อหน้าต่อตา แบบนี้มันหยามเกียรติกัน
ชัดๆ!
และก็เป็นไปตามคาด พอกระตุ้นด้วยความกลัว
ประสิทธิภาพก็บังเกิดทันที!
ไม่นานนัก พยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนก็เหินบินมา
ถึงเหนือพื้นที่เป้าหมาย
เบื้องล่างเป็นป่าทึบที่มีทะเลสาบกว้างใหญ่ซ่อนตัวอยู่
เพียงกวาดสายตาแวบเดียว จางอวิ๋นก็ล็อกเป้าไปที่ริม
ผนังหินผาสูงชันข้างทะเลสาบ ตรงนั้นมีผลไม้สีสันสดใสลูก
หนึ่งกำลังเปล่งประกายเจิดจ้า
【ผลวายุเทพ (เสินเฟิงกั๋ว)】
ระดับ: สมุนไพรวิญญาณระดับสุดยอด
แนะนำ: สมุนไพรล้ำค่าที่ดูดซับพลังงานธาตุลมจาก
ธรรมชาติจนก่อตัว ภายในอัดแน่นด้วยแก่นแท้แห่งวายุ
บริสุทธิ์ สามารถช่วยกลั่นกรองพลังปราณและยกระดับ
รากฐานของผู้บำเพ็ญเพียรธาตุลมได้อย่างมหาศาล หากผู้ที่
ไม่ได้ฝึกธาตุลมกินเข้าไป จะทำให้ร่างกายมีชั้นปราณแห่งวายุ
ห่อหุ้ม ส่งผลให้ความเร็วในการเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นดุจสายลม
จนกว่าพลังปราณจะหมดไป
สถานะปัจจุบัน: กำลังจะสุกงอม (00:00:05)
……
ข้อมูลที่ปรากฏในครรลองสายตาทำให้จางอวิ๋นเลิกคิ้ว
สูง
สมุนไพรวิญญาณระดับสุดยอดมิใช่ของที่จะพบเห็นได้
ทั่วไป ที่สำคัญคือเจ้าผลไม้วิเศษตรงหน้านี้ อีกเพียงห้าวินาที
ก็จะสุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยว
เขาอดเหลือบมองฉิงเฟิงด้วยความทึ่งไม่ได้
พรสวรรค์ ‘แสวงโชคเลี่ยงภัย’ ของเจ้าหมอนี่ ดูเหมือน
จะไม่ได้มีไว้แค่ใช้หลบหนี แต่ยังมีความสามารถในการ ‘ค้นหา
สมบัติ’ ที่แม่นยำราวจับวาง!
ฟุ่บ!
ทว่า… ในจังหวะที่จางอวิ๋นกำลังรอเวลา 5 วินาทีให้นับ
ถอยหลังจนจบเพื่อลงมือ
จู่ๆ เงาร่างสายหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากพุ่มไม้ข้าง
ทะเลสาบด้วยความเร็วสูง คว้าหมับเข้าที่ผลวายุเทพที่เพิ่ง
สุกงอมพอดิบพอดี แล้วดีดตัวพุ่งหนีออกไปไกลราวกับลูกธนู
ที่หลุดจากแหล่ง
ฟิ้ว!
ในเสี้ยววินาทีเดียวกัน จากอีกฟากฝั่งของทะเลสาบ
ลูกศรดอกหนึ่งที่แฝงด้วยคลื่นพลังรุนแรงก็แหวกอากาศพุ่ง
สวนขึ้นมา หมายสังหารผู้ช่วงชิง!
……