ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 217 ศิษย์คนที่ห้า
จางอวิ๋นกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบเกาะ ก่อน
จะหยุดสายตาลงที่หญิงสาวข้างกาย พลางเอ่ยถามด้วยน้ำ
เสียงเรียบเฉยว่า “อายุเท่าไหร่?”
“หือ?”
หญิงสาวในชุดคลุมขาวชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตากลมโต
ฉายแววงุนงง
จางอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย ย้ำเสียงหนักแน่น “ข้าถามว่า
เจ้าอายุเท่าไหร่”
“เอ่อ…”
นางไม่เข้าใจเจตนาของชายหนุ่มผู้นี้แม้แต่น้อย เหตุใด
จู่ๆ จึงมาซักไซ้เรื่องอายุสตรีกัน? นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อน
จะตอบกลับไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้ “เก้าสิบเจ้าค่ะ”
“เก้าสิบ?”
จางอวิ๋นทำตาโต สีหน้าฉายแววตกใจอย่างปิดไม่มิด
“แก่ขนาดนี้เชียว?”
“……”
มุมปากของหญิงสาวชุดขาวกระตุกยิก เส้นเลือดข้าง
ขมับเต้นตุบๆ
ไอ้หมอนี่พูดจาภาษาคนเป็นไหม? เก้าสิบปีนี่มันแก่
ตรงไหนมิทราบ? สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงอย่าง
พวกเรา นี่มันกำลังอยู่ในวัยขบเผาะดุจดรุณีแรกแย้มเลยนะยะ
!
อีกอย่าง ความจริงแล้วคุณหนูอย่างข้าก็ไม่ได้อายุเก้า
สิบสักหน่อย แค่บอกตัวเลขสุ่มๆ ไปอย่างนั้นเอง
ก็แหม… ใครใช้ให้จู่ๆ ก็มาถามอายุผู้หญิงกันล่ะ? เกิด
เจ้าหมอนี่คิดมิดีมิร้ายขึ้นมาจะทำยังไง บอกอายุเยอะๆ ไว้
ก่อนแหละปลอดภัยที่สุด!
“ตัดสินคนจากภายนอกไม่ได้จริงๆ แฮะ!”
จางอวิ๋นส่ายหัวเบาๆ พึมพำกับตัวเองโดยไม่สนใจ
สายตาอาฆาตจากคนข้างๆ “อายุตั้งเก้าสิบปีเพิ่งจะถึงระดับ
หยวนอิง รากฐานการบำเพ็ญเพียรช้าไปหน่อย แต่ก็ยังพอถู
ไถเอามาขัดเกลาได้…”
หญิงสาวชุดขาวได้ยินประโยคนั้นถึงกับต้องลอบกรอก
ตามองบน
เก้าสิบปีระดับหยวนอิง เจ้ากล้าบอกว่าช้า? นี่มันระดับ
อัจฉริยะหาตัวจับยากแล้วย่ะ!
แน่นอนว่าตัวจริงของข้าน่ะ คือยอดอัจฉริยะในรอบร้อย
ปี อายุไม่ถึงสามสิบปีก็ทะลวงแตะระดับหยวนอิงได้แล้ว! หาก
เจ้ารู้ความจริงคงต้องตกตะลึงจนกรามค้างแน่!
ทว่าจางอวิ๋นหารับรู้ความคิดในใจของอีกฝ่ายไม่ และ
เขาก็ไม่ได้สงสัยในตัวเลขอายุที่นางบอกแม้แต่น้อย เหตุผล
หลักคือ เนตรเซียน ของเขามองไม่เห็นค่าสถานะเจาะจงของ
นาง
แม้จะโคจรเคล็ดวิชา เนตรเซียน เพื่อตรวจสอบ แต่เขาก็
สามารถมองเห็นได้เพียงระดับพลัง กายา พรสวรรค์ และ
จุดอ่อนคร่าวๆ เท่านั้น ส่วนข้อมูลจำเพาะอย่างอายุขัย จำ
เป็นต้องมีระดับพลังต่ำกว่าเขาอย่างน้อยหนึ่งขอบเขตใหญ่ถึง
จะมองเห็นรายละเอียดทั้งหมด
ดูเหมือนว่าระบบ เนตรสวรรค์ จะตั้งค่าเริ่มต้นไว้ว่า หาก
เขาจะรับลูกศิษย์ อีกฝ่ายควรจะมีระดับพลังต่ำกว่าเขาสักหนึ่ง
ขอบเขตใหญ่ จึงจะแสดงข้อมูลลูกศิษย์ให้เห็นครบถ้วน
สมบูรณ์
จางอวิ๋นส่ายหัวสลัดความคิด ก่อนจะถามต่อด้วยน้ำ
เสียงจริงจัง “ชื่อแซ่อะไร?”
“ผู้อาวุโส เรียกข้าว่า อวี่เว่ย ก็ได้เจ้าค่ะ…”
“ตกลง อวี่เว่ย ที่บ้านมีสมาชิกกี่คน? มีความแค้นฝังลึก
กับใครบ้างไหม?”
“หา?”
อวี่เว่ยทำหน้าเอ๋อรับประทาน ปากอ้าตาค้าง
ผู้อาวุโสท่านนี้กำลังตรวจสอบประวัติสัมมะโนครัวข้า
หรืออย่างไร?
จะตรงไปตรงมาเกินไปไหมพ่อคุณ!
“เอ่อ ผู้อาวุโส ข้าไม่ได้มีความแค้นลึกล้ำกับใคร… ส่วน
เรื่องสมาชิกในครอบครัว เอ่อ… เรื่องนี้พูดยากเจ้าค่ะ”
“พูดยาก?”
จางอวิ๋นหันขวับมามองนาง สายตาคมกริบราวกับ
จะมองทะลุจิตใจ
อวี่เว่ยเม้มปากแน่น ก่อนตอบเสียงอ้อมแอ้ม “ผู้อาวุโส
คือคนในครอบครัวข้าค่อนข้างเยอะน่ะเจ้าค่ะ!”
“เยอะ?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ในใจประเมินสถานการณ์
ทันที ดูท่าเบื้องหลังของแม่นางคนนี้คงจะมีตระกูลใหญ่
หนุนหลังอยู่ไม่น้อย…
เขาไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องครอบครัวต่อ แต่กลับ
เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมจริงจังอย่างกะทันหัน บรรยากาศ
รอบกายพลันเปลี่ยนไป “ตอนนี้ข้ามีคำถามที่สำคัญที่สุดจะ
ถามเจ้า!”
“เอ่อ… เชิญผู้อาวุโสถามมาได้เลยเจ้าค่ะ”
อวี่เว่ยเห็นท่าทีจริงจังขึงขังก็พลอยเกร็งตัวตามไปด้วย
หัวใจเต้นระรัวลุ้นว่าคำถามนั้นคืออะไร
จางอวิ๋นจ้องตานางเขม็ง “มีอาจารย์หรือยัง?”
“หา… หือ?”
อวี่เว่ยสตั๊นไปสามวิ
มีอาจารย์หรือยัง?
นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดระดับคอขาดบาดตายเรอะ?
แม้งุนงงสับสนแต่นางก็ตอบกลับไปตามความจริง
“ผู้อาวุโส ข้าเคยเรียนวิชากับผู้อาวุโสท่านหนึ่งอยู่ช่วงหนึ่ง
แบบนี้นับไหมเจ้าคะ?”
“ทำพิธีกราบไหว้ยกน้ำชาเป็นอาจารย์หรือยัง?”
“ยังเจ้าค่ะ”
“งั้นก็ไม่นับ”
จางอวิ๋นสรุปความทันที “แสดงว่าเจ้ายังไม่มีอาจารย์
สินะ?”
“เอ่อ…”
อวี่เว่ยลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
“ดีมาก!”
จางอวิ๋นพยักหน้าอย่างพึงพอใจ พร้อมฉีกยิ้มที่ดู ‘เปี่ยม
เมตตา’ (ในสายตาเขา) ออกมาทันที “เจ้าสมัครใจจะกราบข้า
เป็นอาจารย์หรือไม่?”
“หา… ห๊า??”
อวี่เว่ยอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงจนแทบจะยัดไข่ไก่
เข้าไปได้ทั้งฟอง
หมายความว่าไง ผู้อาวุโสคนนี้อยากรับข้าเป็นศิษย์งั้นรึ?
พอนึกย้อนกลับไปถึงคำถามแปลกประหลาดก่อนหน้านี้
นางก็ถึงบางอ้อทันที
ที่แท้ก็ถามซักประวัติเพื่อจะรับศิษย์นี่เอง…
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็อดไม่ได้ที่จะพิจารณาจางอวิ๋น
อย่างจริงจังอีกครั้ง
จางอวิ๋นผู้นี้ไม่ได้ปิดบังกลิ่นอายพลัง…
ระดับจินตานขั้นสูงสุด
แต่ทว่าความรู้สึกกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้น
แตกต่างจากระดับจินตานทั่วไปอย่างสิ้นเชิง มันลึกล้ำราวกับ
มหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง ผลงานการต่อสู้สังหารโหดตลอดทาง
ที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดี
เขาซ่อนระดับพลังที่แท้จริงเอาไว้!
ความคิดนี้ผุดขึ้นในสมองของนางทันที
นางไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้วจางอวิ๋นมีพลังระดับไหนกัน
แน่ แต่ที่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งคือ เขาต้องเป็นสัตว์ประหลาดระดับ
พระกาฬที่เร้นกายในคราบมนุษย์
ลำพังแค่การจับสัตว์อสูรระดับหยวนอิงมาขี่เล่นเป็น
พาหนะได้ นี่ขนาดระดับแปลงเทพบางคนยังทำไม่ได้เลย
ด้วยซ้ำ!
แต่เรื่องกราบอาจารย์นี่สิ…
“ทำไม? หรือเจ้าคิดว่าตัวข้าผู้นี้ไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็น
อาจารย์ของเจ้ารึ?”
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบเย็น พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอาย
ทางวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวออกมาเพียงเสี้ยววินาที
ครืน!
“ระ… ระดับแปลงเทพขั้นสูงสุด!!”
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายกดดันมหาศาลนั้น ร่างของอวี่เว่ย
ถึงกับสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่
นั่นไง! ผู้อาวุโสท่านนี้ซ่อนเขี้ยวเล็บระดับพลังที่แท้จริงไว้
จริงๆ ด้วย!
“ตัวข้ามิได้รับศิษย์พร่ำเพรื่อ โอกาสทองลอยมาอยู่
ตรงหน้า ถ้าพลาดไปแล้ว ก็ไม่มีทางให้เข้าแล้วนะ!”
จางอวิ๋นเอ่ยกดดันซ้ำ “ถามครั้งสุดท้าย เจ้าสมัครใจ
จะกราบข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?”
อวี่เว่ยเงียบไปครู่หนึ่ง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเหมือนฉุกคิดอะไรได้ จึงกัดฟันตอบรับเสียงดังฟังชัด
“ท่านอาจารย์ โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วย!”
พูดจบ นางก็ทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะให้จางอวิ๋นทันที
โดยไม่ลังเล
จางอวิ๋นมองนางด้วยสายตาลึกล้ำแล้วเอ่ยเตือน “คิดให้
ดีนะ เมื่อกราบเข้าสำนักข้าแล้ว เจ้าจะไม่สามารถทรยศหรือ
ย้ายไปสำนักอื่นได้ตลอดกาล!”
อวี่เว่ยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น แววตาฉายความมุ่งมั่น นาง
พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ศิษย์ทราบแล้วเจ้าค่ะ!”
“ดี!”
จางอวิ๋นสะบัดมือเบาๆ ส่งพลังปราณนุ่มนวลประคอง
นางให้ลุกขึ้น พร้อมรอยยิ้มมุมปาก “นับจากนี้ไป เจ้าคือ
ลูกศิษย์คนที่ห้าของข้า จางอวิ๋น!”
“คนที่ห้า?”
อวี่เว่ยชะงักไปเล็กน้อย
จางอวิ๋นกล่าวเสริม “เหนือเจ้าขึ้นไป ยังมีศิษย์พี่ชาย
สามคน และศิษย์พี่หญิงอีกหนึ่งคน!”
อวี่เว่ยยกมือลูบจมูกแก้เก้อ
ที่แท้พอเข้าสำนักปุ๊บ ข้าก็กลายเป็นน้องเล็กศิษย์คนที่
ห้าเลยสินะ
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ
เดิมทีเขาคิดจะสั่งสอนแม่สาวคนนี้สักหน่อยเพื่อทดสอบ
จิตใจก่อนรับเข้าสำนัก แต่เห็นแก่ความน่ารักและว่าง่าย ก็เลย
หยวนๆ ให้ข้ามขั้นตอนไป
ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบเอ่ยขึ้น “อวี่เว่ย รอ
อาจารย์อยู่ตรงนี้ประเดี๋ยวเดียว!”
ฟึ่บ!
อวี่เว่ยยังไม่ทันตั้งตัว ก็เห็นร่างของจางอวิ๋นพุ่งทะยาน
ออกไปนอกถ้ำดุจลูกธนูหลุดจากแหล่ง
เบื้องนอกนั้น เหล่ามารอสูรระดับหยวนอิงกว่าหลายสิบ
ตัวที่มารวมตัวกัน รวมถึงเจ้างูดำตัวนั้น ยังมิทันได้ตั้งตัว ก็ถูก
ห่อหุ้มด้วยพลังอูสีน้ำเงินเข้มมหาศาลในพริบตา
“ไห่อู——คลื่นคลั่งกลืนกิน!”
สิ้นเสียงตวาดก้องของจางอวิ๋น ฝ่ามือของเขากำแน่น
เข้าหากัน
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ร่างกายอันแข็งแกร่งของ
มารอสูรนับสิบตัวระเบิดออกพร้อมกัน กลายเป็นจุณจน
ไม่เหลือซาก ละอองเลือดปลิวว่อนหายไปในอากาศ!
อวี่เว่ยที่มองดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกจนตัว
เย็นเฉียบ
ท่านอาจารย์แข็งแกร่งมาก! แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ!
บางที… เขาอาจจะทำสิ่งนั้นได้จริงๆ ก็ได้…
เมื่อความคิดแล่นไปถึงเรื่องบางอย่าง นางก็เผลอกัดฟัน
แน่น แววตามีประกายความหวังวาบผ่าน
…
ณ มุมมืดมุมหนึ่งของเกาะเจียวหนาน
“หือ?”
ชายหนุ่มผมยาวสวมหน้ากากลายครามครึ่งหน้า ในชุด
คลุมยาวสีขาวอมเขียว ลืมตาขึ้นช้าๆ
“ระดับแปลงเทพ?”
สายตาภายใต้หน้ากากมองทะลุระยะทางไกลลิบ เห็น
จางอวิ๋นที่เพิ่งพุ่งออกจากถ้ำ ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่
ไม่นานก็ขมวดคิ้วแน่น “ไม่สิ… กลิ่นอายแค่ระดับจินตานขั้นสูง
สุด… แต่พลังโจมตีนั่น……”
มารอสูรระดับหยวนอิงหลายสิบตัว ถูกบดขยี้ดับดิ้นใน
วินาทีเดียว!
โดยปกติแล้ว แม้แต่ระดับแปลงเทพทั่วไปยังต้อง
ออกแรงบ้างกว่าจะทำลายล้างได้ขนาดนี้ แต่ระดับจินตานคน
นี้……
“ซ่อนระดับพลังงั้นรึ?”
ในหัวของชายหนุ่มหน้ากากครุ่นคิดไล่เรียงรายชื่อยอด
ฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรในแดนใต้ แต่ค้นหาเท่าไหร่ก็ไม่พบใครที่
ตรงกับลักษณะนี้ ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย แผ่จิตสังหาร
ออกมาจางๆ “หรือจะมาจากแดนอื่น…”
“หึๆ บางที… มันอาจจะกลายเป็นเครื่องสังเวยชั้นยอด
ก็ได้นะ!”
เขายกยิ้มอำมหิตที่มุมปาก ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ เป็น
สัญญาณ
ไกลออกไป
จางอวิ๋นที่เพิ่งสังหารมารอสูรและยืนอยู่หน้าปากถ้ำ
“หือ?”
สัญชาตญาณนักฆ่าร้องเตือนภัยระดับสูงสุด ทันใดนั้น
เขาสัมผัสได้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามา สายตากวาดมอง
ไปทางด้านข้างทันที
ตูม! ตูม!
พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ลำแสงพลังมารอัน
น่าสะพรึงกลัวสองสาย พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าขนาบข้างซ้าย
ขวาของเขาในระยะประชิดไม่ถึงร้อยเมตร!
“แบ๊ะ——!!”
“โฮก——!!”
ร่างมหึมาสองร่างที่ปกคลุมด้วยไอมารหนาทึบก้าวเดิน
ออกมาจากลำแสงนั้น แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ราวกับ
ภูเขาถล่ม
ทางซ้ายคือมารอสูรหัวแกะร่างมนุษย์ กรงเล็บเหล็กสีดำ
ทมิฬแวววาวสะท้อนแสงอำมหิต
ทางขวาคือมารอสูรหัวเสือร่างงู ลำตัวเต็มไปด้วย
ลวดลายอักขระแปลกตา บนหัวมีนอแหลมยาวคล้ายแรดชี้ฟ้า
ทันทีที่มารอสูรทั้งสองปรากฏตัว ดวงตาสีแดงฉานดุจ
โลหิตก็ล็อคเป้ามาที่เขา ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วที่ตา
มองไม่ทัน!
“มารอสูรระดับแปลงเทพ!”
รูม่านตาของจางอวิ๋นหดเกร็งวูบ เท้าของเขาตบลงบน
พื้นเบาๆ ใช้ ย่างก้าวชิงหยวน ร่างกายพลิ้วไหวหลบฉาก
ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วดุจภูตพราย
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวแทบจะพร้อมกับตอนที่เขา
หลบพ้น พื้นที่ที่เขาเคยยืนอยู่เมื่อเสี้ยววินาทีก่อน บัดนี้
กลายเป็นหลุมลึกขนาดมหึมา ฝุ่นควันตลบอบอวล!
“แบ๊ะ!”
“โฮก!”
เมื่อการโจมตีพลาดเป้า มารอสูรทั้งสองก็คำรามก้อง
ด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาสีเลือดจับจ้องมาที่เขาอีกครั้ง
พร้อมพุ่งชนเข้ามาบดขยี้อย่างบ้าคลั่ง
จางอวิ๋นกระชับ กระบี่รัตติกาลคลั่ง ในมือแน่น วาดมือ
ฟัน คลื่นปราณกระบี่ สองสายพุ่งแหวกอากาศออกไปทางซ้าย
และขวาเพื่อสกัดการบุกของมารอสูรทั้งสอง
ปัง! ปัง!
แต่เพียงแค่การปะทะครั้งแรก คลื่นปราณกระบี่ที่
แหลมคมก็ถูกร่างอันแข็งแกร่งดุจเหล็กไหลของพวกมันชนจน
แตกกระจายอย่างง่ายดาย!
“รัตติกาลมาเยือน!”
เมื่อเห็นมารอสูรทั้งสองพุ่งเข้ามาในระยะประชิดหมาย
จะขย้ำหัว กระบี่รัตติกาลคลั่ง ในมือของจางอวิ๋นก็สั่นสะท้าน
ระเบิดพลังความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดออกมา กลืนกินร่างของ
เขาและมารอสูรทั้งสองหายเข้าไปในความมืดมิดอนธการ
ทันที……