ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 226 เกาะเชียนไห่
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะทอประกายเจิดจ้าเมื่อเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่
“อาจารย์… หรือว่าพวกเรา…”
จางอวิ๋นระบายยิ้มบางเบาที่มุมปาก ทว่าแววตากลับฉายแววมุ่งมั่น
“ไปกันเถอะ ตามอาจารย์ไปทวงความยุติธรรมที่… เกาะเชียนไห่!”
“เจ้าค่ะ!!”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้าหงึกหงักอย่างแรง ความตื่นเต้นดีใจเอ่อล้นจนปิดไม่มิด
จางอวิ๋นปรายตามองเจ้าพยัคฆ์วิญญาณลายพาดกลอนที่กำลังนอนหมอบอย่างเกียจคร้านอยู่ข้างๆ ก่อนจะส่งเท้าไปสะกิดมันเบาๆ
เจ้าเสือสะดุ้งโหยง รีบดีดตัวลุกขึ้นยืนตัวตรงแหน่วทันทีราวกับทหารเจอครูฝึก
จางอวิ๋น อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ และเถากู่หลานที่อุ้มเจ้าหนูอู๋ไห่ไห่ ต่างพากันกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังอันกว้างขวางของมัน
ทว่า… ในจังหวะที่ฉิงเฟิงกำลังจะขยับตัว…
“ลูกพี่ อย่ามัดข้าเลยนะขอรับ! รอบนี้ข้าสาบานว่าจะตั้งใจทำงานเป็นเรดาร์ตรวจจับให้สุดความสามารถ!!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตากดดันจากจางอวิ๋น ฉิงเฟิงก็รีบออกตัวเสนอหน้า ปีนป่ายขึ้นไปหมายจะเกาะบนหัวเสือเพื่อแสดงความกระตือรือร้น
ฮึ่ม!
เจ้าพยัคฆ์วิญญาณสะบัดหัวอย่างแรง เหวี่ยงร่างของฉิงเฟิงร่วงลงไปกองกับพื้นดังตุ้บ! พร้อมกับส่งเสียงคำรามฮึดฮัดในลำคออย่างไม่พอใจ
บังอาจ! เศียรของข้าคือบัลลังก์วีไอพีสำหรับคุณชายเท่านั้น สวะอย่างแกมีสิทธิ์อะไรมาเสนอหน้า?
แต่เมื่อมันฉุกคิดได้ว่า… เจ้าหมอนี่ยังต้องทำหน้าที่เป็น ‘เครื่องตรวจจับสมบัติ’ ให้เจ้านาย…
คิดได้ดังนั้น เจ้าพยัคฆ์วิญญาณจึงกางกรงเล็บตะปบฉิงเฟิงขึ้นมาจากพื้น แล้ววางแหมะลงที่ไหล่หน้าของมันอย่างลวกๆ ก่อนจะทะยานพุ่งตัวบินออกจากถ้ำไปทันที
“ลูกพี่…”
เสียงลมหวีดหวิวกรีดผ่านข้างหู ร่างกายที่ถูกกรงเล็บพยัคฆ์ล็อกไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก ให้ความรู้สึกเหมือนพร้อมจะถูกเหวี่ยงทิ้งลงทะเลได้ทุกเมื่อ ทำเอาฉิงเฟิงหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เขาได้แต่ส่งสายตาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือไปทางจางอวิ๋นอย่างน่าเวทนา
จางอวิ๋นเห็นสภาพทุลักทุเลนั้นแล้วจึงส่ายหน้าเบาๆ พลางสั่งเจ้าพยัคฆ์วิญญาณ
“อย่าจับเขาไว้ท่าพิสดารแบบนั้น มันบังวิสัยทัศน์ ให้เขานั่งดีๆ บนไหล่เจ้า”
เจ้าพยัคฆ์วิญญาณแม้จะขัดใจเล็กน้อย แต่คำสั่งเจ้านายถือเป็นประกาศิต มันจึงยอมคลายกรงเล็บปล่อยฉิงเฟิงให้นั่งดีๆ บนไหล่แต่โดยดี
“ขอบคุณขอรับลูกพี่! ขอบคุณสวรรค์!”
พอนั่งได้มั่นคงบนไหล่เสือ ฉิงเฟิงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ส่งสายตาซาบซึ้งปานจะกราบกรานไปให้จางอวิ๋น
จางอวิ๋นส่งพลังปราณสายหนึ่งเข้าไปในร่างของฉิงเฟิงเพื่อกระตุ้นสัมผัสพิเศษ แล้วกำชับเสียงเข้ม
“หากสัมผัสถึงลางดีหรือร้าย ให้รีบแจ้งข้าทันที ห้ามตกหล่นแม้แต่นิดเดียว!”
“รับทราบขอรับ!”
ฉิงเฟิงรีบผงกศีรษะรับคำ แล้วเริ่มสอดส่องสายตามองไปรอบทิศอย่างขะมักเขม้น ไม่กล้าอู้งานอีกต่อไป
จางอวิ๋นเลิกสนใจเขา แล้วหันไปหยิบม้วนคัมภีร์ที่ซูเตี๋ยเคยมอบให้ กางภาพวาดส่วนหนึ่งออกมา เป็นรูปชายวัยกลางคนหน้าตาเจ้าเล่ห์ แต่งกายคล้ายพ่อค้าชาวแคว้นหนานซิง
“สุ่ยเอ๋อร์ คนผู้นี้ใช่คนที่หลอกลวงเจ้าเมื่อตอนนั้นหรือไม่?”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์ชะงักกึก
ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับใบหน้าในภาพวาด ดวงตาของนางก็ลุกโชนไปด้วยเพลิงแค้น นางเม้มปากแน่นแล้วพยักหน้าให้จางอวิ๋น
“อาจารย์… เป็นมันเจ้าค่ะ! เป็นมันที่หลอกข้า!!”
นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้นที่อัดอั้นมานาน
ทว่า ฝ่ามือหนาที่อบอุ่นพลันวางลงบนไหล่ของนางเบาๆ ส่งผ่านพลังปราณที่อ่อนโยนช่วยปลอบประโลมจิตใจที่กำลังพลุ่งพล่านให้สงบลง
จางอวิ๋นส่งยิ้มที่อบอุ่นและมั่นคงให้นาง
“ไม่ต้องรีบร้อนนะสุ่ยเอ๋อร์ อาจารย์รับปากว่า… อาจารย์จะทำให้มันชดใช้คืนเจ้าอย่างสาสมแน่นอน!”
“เจ้าค่ะ”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้ารับ แววตาแปรเปลี่ยนจากความแค้นเป็นความเชื่อมั่น
จางอวิ๋นไม่รอช้า สะบัดมือเรียก ‘ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่’ ที่ถูกจับขังไว้ออกมาจากหอสมบัติเซียน
ร่างของชายชราปรากฏขึ้นด้วยสีหน้ามึนงง
จางอวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบเย็นชา “ตอนนี้… ได้เวลาที่เจ้าต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์แล้ว!”
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่กวาดตามองไปรอบๆ อย่างสับสน ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “คุณชาย… ตอนนี้พวกเราอยู่ที่…”
“นอกเกาะเจียวหนาน!”
“งั้น… ต้องมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ขอรับ!”
เมื่อได้ทิศทาง จางอวิ๋นก็เหลือบสายตามองลงไปที่เจ้าพยัคฆ์วิญญาณ
โฮก!
เจ้าเสือรู้หน้าที่ทันที มันคำรามก้องสะท้านฟ้า แล้วหันหัวมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ด้วยความเร็วสูงสุด
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่รู้สึกประหม่าจนเหงื่อซึม
การนำทางคนนอกบุกรุกเข้าสู่เกาะเชียนไห่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตน หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูท่านเจ้าเกาะหรือผู้อาวุโสใหญ่ เขาคงมีจุดจบที่น่าอนาถยิ่งกว่าความตาย
แต่ความรู้สึกเจ็บแปลบที่แล่นพล่านขึ้นมาที่หัวใจ เป็นดั่งโซ่ตรวนที่เตือนให้เขารู้ว่า… ชีวิตของเขาตอนนี้ไม่ได้เป็นของตัวเองอีกต่อไปแล้ว
จางอวิ๋นนั่งขัดสมาธิหลับตาลงอย่างสงบนิ่ง
เขาไม่เคยไปเกาะเชียนไห่ จำเป็นต้องมีคนนำทางที่ชำนาญพื้นที่
…
ไม่นานหลังจากที่กลุ่มของจางอวิ๋นจากเกาะเจียวหนานไป
ณ ชายฝั่งริมทะเลที่คลื่นซัดสาด ปูสีดำทมิฬตัวขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลตัวหนึ่งค่อยๆ คลานขึ้นมาจากน้ำอย่างทุลักทุเล
“ไอ้เด็กเวร… วันหน้าข้าจะจับแกบดกระดูกโปรยเถ้าให้สาสม!!”
ดวงตาเล็กจิ๋วคู่หนึ่งจ้องมองแผ่นหลังของพยัคฆ์วิญญาณที่เลือนหายไปในหมู่เมฆ เต็มไปด้วยความเคียดแค้นฝังลึกถึงกระดูกดำ
มันไม่ใช่ปูธรรมดา… แต่คือ ‘กู้ชวน’
ก่อนหน้านี้ในจังหวะที่วิญญาณกำลังจะแตกซ่าน มีเศษเสี้ยววิญญาณส่วนหนึ่งหลุดรอดตกลงในทะเล แล้วบังเอิญไปชนเข้ากับปูดำระดับสร้างรากฐานตัวนี้เข้าพอดี
เขาจึงจำต้องใช้วิชาลับยึดร่างมันมาใช้เป็นพาหนะชั่วคราวเพื่อรักษาชีวิต
เมื่อเห็นกลุ่มของจางอวิ๋นจากไปไกลจนลับสายตาแล้ว เขาจึงคลานต้วมเตี้ยมลากสังขารไปที่หน้าประตูทางเข้าแดนลับเซียน แล้วแอบซ่อนตัวในซอกหินใต้น้ำ รอคอยเวลาอย่างเงียบเชียบ
ผ่านไปหลายชั่วโมง
เมื่อเห็นร่างหนึ่งบินพุ่งออกมาจากประตูแดนลับ ดวงตาเล็กๆ ของปูดำก็เปล่งประกายวาวโรจน์ รีบส่งกระแสเสียงออกไปทันที
“เฒ่าเหลียน!”
“หือ?”
ชายวัยกลางคนในชุดหรูหราที่เพิ่งบินออกมาถึงกับชะงักกลางอากาศ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดที่ปูดำในน้ำ
“ข้าคือ… กู้ชวน!”
“ท่านรองเจ้าหอ?”
ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ประธานเหลียนถึงกับตะลึงงัน ดวงตาเบิกกว้าง
รองเจ้าหอผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขา… ไหงกลายสภาพเป็นปูไปได้? หรือนี่จะเป็นวิชาลับแขนงใหม่ที่ท่านเพิ่งค้นพบ?
กู้ชวนกล่าวเสียงเครียด ร้อนรนดั่งไฟลนก้น “เกิดเรื่องนิดหน่อย… รีบพาข้ากลับหอสำนักงานใหญ่เดี๋ยวนี้!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงจริงจัง ประธานเหลียนไม่กล้าชักช้า รีบเหาะลงไปหิ้วปู… เอ้ย หิ้วท่านรองเจ้าหอกู้ชวนขึ้นมา แล้วเร่งความเร็วเหาะหนีออกจากน่านน้ำเกาะเจียวหนานไปทันที
…
เกาะเชียนไห่
ดินแดนที่ประกอบไปด้วยหมู่เกาะนับพันเรียงรายในทะเลหนานจี๋ดั่งไข่มุก
เมื่อเข้าใกล้เขตอิทธิพลของเกาะเชียนไห่ จางอวิ๋นก็สั่งให้พยัคฆ์วิญญาณบินไต่ระดับสูงขึ้นไปเสียดฟ้า ทะลุชั้นเมฆเพื่ออำพรางตัว
เกาะเชียนไห่มีอาณาเขตกว้างขวางมหาศาล แม้เกาะรอบนอกจะไม่ได้มีการป้องกันแน่นหนา แต่หากบินโทงๆ อยู่กลางอากาศด้วยพาหนะสะดุดตาเช่นนี้ ก็เสี่ยงจะถูกหน่วยลาดตระเวนพบเห็นได้ง่าย
สำหรับขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแดนใต้อย่างเกาะเชียนไห่ จางอวิ๋นไม่คิดประมาท
อย่างน้อย… ก่อนที่จะช่วยคนในเผ่าของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ออกมาได้สำเร็จ เขาไม่อยากให้ความแตกจนเรื่องราวบานปลาย
เป้าหมายหลักครั้งนี้คือการช่วยตัวประกัน ซึ่งเป็นความปรารถนาสูงสุดของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ และเป็นภารกิจที่สองของระบบที่เขาต้องทำให้สำเร็จ
หลังจากเข้าสู่เขตเกาะเชียนไห่ บินลัดเลาะหมู่เมฆมาเกือบหนึ่งวัน ในที่สุดก็เข้าใกล้เขตเกาะชั้นใน
ที่นี่มีการคุ้มกันแน่นหนา ค่ายกลป้องกันภัยครอบคลุมน่านฟ้า แม้จะบินสูงแค่ไหนก็อาจถูกตรวจจับได้
ดังนั้นก่อนจะเข้าไปลึกกว่านี้ กลุ่มของจางอวิ๋นจึงเปลี่ยนแผนจากบินบนฟ้า มาเป็นการเคลื่อนที่ภาคพื้นดิน
จางอวิ๋นพาทุกคนเข้าไปหลบซ่อนใน ‘หอสมบัติเซียน’
จากนั้นจึงสั่งให้ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่แสดงตัว นำหอสมบัติเซียนที่ย่อขนาดลงจนเล็กจิ๋ว ลอบเร้นเข้าไปในเขตเกาะหลักโดยอาศัยสถานะของเจ้าถิ่น
ด้วย ‘เคล็ดสะกดใจ’ ที่ฝังรากลึก จางอวิ๋นไม่กังวลแม้แต่น้อยว่าผู้อาวุโสหกจะกล้าตุกติก
และตัวผู้อาวุโสหกเองก็ไม่มีความคิดที่จะทรยศแม้แต่เสี้ยววินาที
หากเขาเป็นยอดฝีมือระดับแปลงเทพที่วิญญาณสามารถหลบหนีออกจากร่างได้ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เขาเป็นแค่ระดับหยวนอิง หากหัวใจระเบิด วิญญาณเขาก็คงดับสูญไปพร้อมกายเนื้อ
วินาทีที่ถูกฝังเคล็ดสะกดใจ เขาก็รู้ตัวดีแล้วว่า… ชีวิตนี้ไม่ได้อยู่ในกำมือตัวเองอีกต่อไป
ตอนนี้เขาหวังเพียงแค่ทำตัวให้เป็นประโยชน์ที่สุด ให้จางอวิ๋นพอใจ
สู้ตายไปเลยยังดีกว่า แต่อยู่แบบไม่ตายแต่ทรมานนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า
เขาอุตส่าห์บำเพ็ญเพียรมาจนถึงระดับหยวนอิง ยังไม่อยากรีบตาย!
ภายในหอสมบัติเซียน
จางอวิ๋นเฝ้าสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสหกผ่านหน้าจอมิติ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายว่าง่ายปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ก็เบาใจลง เขาแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งมาเริ่มตรวจนับ ‘ของสงคราม’ ที่ได้มาจากรอบนี้
จวนวาสนาเซียน… หอสมบัติเซียน… ตำหนักเซียน…
สมบัติล้ำค่าจากสามแดนสมบัติในตำนาน บัดนี้มากองรวมกันอยู่ในหอสมบัติเซียนของเขาจนแทบจะล้น
แม้จะยังไม่ได้คำนวณมูลค่าอย่างละเอียด แต่กะจากสายตาคร่าวๆ ทรัพย์สินเหล่านี้คงไม่ด้อยไปกว่าคลังสมบัติของหอสมบัติหนานจางเลยทีเดียว
โดยเฉพาะศาสตราวุธระดับวิญญาณที่เคยขาดแคลน ตอนนี้มีกองเป็นภูเขาเลากา รวมๆ แล้วเกือบร้อยชิ้น!
น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่เป็นเพียงระดับต่ำ ระดับกลางและสูงรวมกันมีไม่ถึงสิบชิ้น
ชิ้นที่ล้ำค่าและทรงพลังที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นกระบี่คู่กายของเขาในตอนนี้… ‘กระบี่รัตติกาลคลั่ง’
รองลงมาคือขวานเล่มหนึ่ง เป็นศาสตราวุธวิญญาณระดับสูงที่เขาค้นเจอในกองสมบัติของตำหนักเซียน
ขวานเล่มนี้มีความสามารถพิเศษคล้ายคลึงกับหอสมบัติเซียน คือสามารถย่อและขยายขนาดได้ตามใจนึก
ขยายใหญ่สุดได้กว่าร้อยเมตร พลังทำลายล้างมหาศาล ย่อเล็กสุดได้เท่าจี้ห้อยคอ พกพาสะดวก
ขวานนี้เดิมทีไม่มีชื่อสลักไว้
จางอวิ๋นพิจารณามันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มและตั้งชื่อให้มันตามสไตล์ของเขาว่า…
‘ขวานเทพลอบกัด’