ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 227 ยอดปรมาจารย์โอสถ?
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ… การออกแบบของขวานเล่มนี้ มันถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อการ ‘ลอบกัด’ โดยเฉพาะ!
วินาทีแรกยังเป็นเพียงจี้ห้อยคอเล็กจิ๋วไร้พิษสง ทว่าวินาทีถัดมากลับขยายใหญ่กลายเป็นขวานยักษ์ร้อยเมตรผ่าเวหา…
ภาพการสังหารที่พลิกผันในพริบตาเช่นนั้น… เพียงแค่จินตนาการก็งดงามเกินบรรยาย
จางอวิ๋นระบายยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก
ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตรวจนับของสงครามที่เหลือต่อไปด้วยความเบิกบานใจ
…
ในขณะที่จางอวิ๋นกำลังเพลิดเพลินอยู่กับกองสมบัติ
ณ โถงวิญญาณอันมืดมิดและปกคลุมด้วยไอเย็นยะเยือกแห่งหนึ่งในแดนใต้
แก๊ก!
เสียงวัตถุแตกหักดังก้องสะท้อนท่ามกลางความเงียบงัน
บนแท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์ที่มีป้ายหยกเหลืออยู่เพียงสองชิ้น จู่ๆ ป้ายชิ้นหนึ่งก็เกิดรอยร้าวลามไปทั่วผิวหน้า ก่อนจะระเบิดเสียงดังสนั่น โพละ! กลายเป็นเศษผุยผงร่วงกราวลงสู่พื้น
เงาร่างทมึนที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางโถงวิญญาณพลันลืมตาโพลง จ้องมองเศษซากป้ายหยกนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าเนิ่นนาน
“ไอ้พวกสวะไร้ประโยชน์!”
เสียงสบถเย็นเยียบดังลอดไรฟัน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านก่อนร่างนั้นจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
วูบ——!!
ทันทีที่ขยับกาย ไอมารทมิฬก็พวยพุ่งตลบอบอวลไปทั่วโถงวิญญาณราวกับพายุคลั่ง
เงาร่างนั้นยกมือขึ้น กวักเรียกไอมารเหล่านั้นให้มารวมตัวกันที่กลางฝ่ามือ บีบอัดจนกลายเป็นก้อนพลังงานสีดำทมิฬขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
“จงก่อกำเนิด!”
ฝ่ามือประทับลงพร้อมหยดเลือดโลหิตที่ถูกซัดเข้าไปในก้อนพลังงานมาร
ฉี่ ฉี่…
ก้อนพลังงานสั่นระริกอย่างรุนแรง ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน ก่อนจะค่อยๆ ก่อตัวบิดเบี้ยวจนกลายเป็นรูปร่างมนุษย์
ไม่นานนัก ชายฉกรรจ์เปลือยกายที่มีลวดลายอักขระสีดำพาดผ่านทั่วร่างก็ก้าวออกมาจากความว่างเปล่า
“นายท่าน...”
มันคุกเข่าลงโขกศีรษะเบื้องหน้าเงาร่างนั้นอย่างนอบน้อม
“ไปที่เกาะเจียวหนาน...”
เงาร่างนั้นโยนชุดคลุมสีดำตัวหนึ่งลงไปคลุมร่างสมุนมาร แล้วเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น “ไปสืบมาให้ได้ความ!”
“ขอรับ!”
ชายฉกรรจ์สวมชุดคลุมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเลือนหายวับไปดุจภูตพรายไร้ตัวตน
…
แคว้นอวี้ลู่
ณ ใจกลางเทือกเขาหยกศิลา อันเป็นที่ตั้งของกลุ่มอิทธิพลอันดับหนึ่งแห่งแคว้น… ถ้ำอวี้ซิง
ภายในโถงถ้ำหินงอกหินย้อยแห่งหนึ่ง
“อย่านะเจ้าคะ! นายท่าน!”
“ว้าย! นายท่านนี่ล่ะก็ เกลียดจริงเชียว!!”
“ฮ่าๆๆ จะหนีไปไหนพ้นแม่นางน้อย!”
เสียงหัวร่อต่อกระซิกและเสียงหยอกล้อระริกระรี้ของเหล่าอิสตรีดังระงมไปทั่ว
บรรยากาศในโถงถ้ำคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวโลกีย์ หญิงงามนุ่งน้อยห่มน้อยหลายนางกำลังวิ่งไล่จับกับชายหนุ่มชุดดำผู้ปิดตาข้างหนึ่งด้วยผ้าคาดตา เขากำลังหัวเราะร่าพลางไล่คว้าจับพวกนางอย่างสนุกสนานราวกับแมวหยอกหนู
“พี่ใหญ่! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
ทันใดนั้น เสียงตะโกนต่ำทุ้มแหบพร่าก็ดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศรื่นรมย์จนพังทลาย
ชายหนุ่มชุดดำคาดตาชะงักมือ กระชากผ้าปิดตาออกแล้วเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหงุดหงิด
เห็นเพียงบนเพดานถ้ำ มีร่างหนึ่งห้อยหัวลงมา
จะเรียกว่าคนก็ไม่เชิง ต้องเรียกว่า ‘ครึ่งอสูร’
ร่างกายเป็นมนุษย์กำยำ แต่ที่แผ่นหลังมีปีกค้างคาวขนาดใหญ่ฉีกกางออกมา นัยน์ตาสีแดงฉานวาวโรจน์ ปากกว้างฉีกยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหลมคมเรียงรายดุจใบเลื่อย
“กรี๊ดดด—— ป…ปีศาจ!”
รูปลักษณ์น่าสยดสยองทำเอาเหล่าหญิงงามกรีดร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว
ผัวะ ผัวะ ผัวะ!!
แต่เสียงร้องยังไม่ทันขาดคำ คลื่นพลังไร้รูปสายหนึ่งก็กวาดผ่านร่างของพวกนางไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายอ้อนแอ้นเหล่านั้นระเบิดออกเป็นหมอกเลือดฟุ้งกระจายไปทั่วโถงถ้ำในพริบตา
กลิ่นคาวเลือดเข้ามาแทนที่กลิ่นหอมของแป้งประทินโฉมทันที
“เจ้าสอง มีเรื่องอะไรทำไมต้องหัวร้อนขนาดนั้น?”
ชายหนุ่มชุดดำคาดตา ‘พี่ใหญ่’ ไม่ได้ยี่หระกับฉากสยองตรงหน้าแม้แต่น้อย เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังเสืออย่างเกียจคร้าน ยกแก้วสุราขึ้นมาแกว่งเบาๆ แล้วกระดกเข้าปาก
“นานๆ ทีจะได้มาแดนใต้ ไม่รู้จักหาความสุขใส่ตัวซะบ้าง…”
ยังพูดไม่ทันจบ มนุษย์ค้างคาว ‘เจ้าสอง’ ก็เอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เจ้าสามตายแล้ว!”
“หือ?”
ชายหนุ่มชุดดำชะงักกึก แก้วสุราในมือร่วงหล่นแตกกระจาย เพล้ง!
เขาค่อยๆ หันมาจ้องเขม็งไปที่มนุษย์ค้างคาว แววตาที่เคยขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นอำมหิต “เมื่อกี้… เจ้าว่าไงนะ?”
มนุษย์ค้างคาวกล่าวเสียงเรียบ “ก่อนเจ้าสามจะออกไป เขาฝากป้ายวิญญาณไว้ที่ข้าอันหนึ่ง เมื่อครู่… ป้ายมันแตกละเอียดแล้ว!”
สีหน้าของชายหนุ่มชุดดำมืดครึ้มลงทันตา บรรยากาศรอบกายเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก
“ไป!”
เขาพ่นคำเดียวสั้นๆ แล้วพุ่งทะยานออกจากถ้ำไปดุจลูกธนู
มนุษย์ค้างคาวรีบกางปีกบินติดตามไปติดๆ
มองดูชายหนุ่มชุดดำและมนุษย์ค้างคาวจากไปไกล ภายในถ้ำอีกแห่งหนึ่งของถ้ำอวี้ซิง ผู้อาวุโสศีรษะล้านผู้หนึ่งแสยะยิ้ม นัยน์ตาทอประกายไอมารชั่วร้าย
“ในที่สุดก็ไปสักที… รอเวลานี้มานานแล้ว!”
เขาหยิบหินส่งเสียงออกมา แล้วกรอกเสียงสั่งการลงไป
“ลงมือ!”
สิ้นคำสั่งสั้นๆ ไอมารสีดำทมิฬก็พวยพุ่งขึ้นจากทั่วทุกสารทิศในถ้ำอวี้ซิงราวกับภูเขาไฟปะทุ
“อ๊ากกก!”
“ผู้บำเพ็ญมาร? ผู้ดูแลหลี่! นี่เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญมารงั้นรึ!!”
“ผู้ดูแลอวิ๋น ทำไมถึงลงมือกับข้า… อ๊ากกก!!”
ชั่วพริบตาเดียว เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังระงมไปทั่วหุบเขา ถ้ำอวี้ซิงที่เคยยิ่งใหญ่กลับกลายเป็นนรกบนดินที่ถูกปกคลุมด้วยเงามืดของลัทธิมาร
…
เกาะเชียนไห่ น่านน้ำขอบเขตเกาะชั้นใน
“คุณชาย เราจะเข้าสู่เขตเกาะชั้นในแล้วขอรับ!”
เสียงของผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่ดังขึ้นข้างหูจางอวิ๋นที่กำลังเพลิดเพลินกับการนับสมบัติ
จางอวิ๋นส่งจิตสัมผัสผ่านร่างของอีกฝ่ายเพื่อมองดูสถานการณ์ภายนอก
ภาพที่เห็นคือผู้อาวุโสหกกำลังยืนตระหง่านอยู่บนหลังของฉลามทะเลยักษ์ที่แหวกว่ายอยู่บนผิวน้ำ เบื้องหน้าคือเกาะขนาดมหึมาตั้งตระหง่านเสียดฟ้า
และที่ด้านหลังของเกาะยักษ์นั้น ยังมีเกาะน้อยใหญ่เรียงรายเชื่อมต่อกันเป็นทิวแถวยาวสุดลูกหูลูกตา
จางอวิ๋นสั่งการเสียงเรียบ “เข้าไปเลย ไปที่เกาะที่สี่ก่อน!”
“รับทราบ!”
ผู้อาวุโสหกขานรับ บังคับฉลามยักษ์มุ่งหน้าสู่เกาะที่สิบสองซึ่งเป็นประตูทางเข้าที่ใกล้ที่สุดทันที
สิบสองเกาะชั้นในของเกาะเชียนไห่นั้นเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย การจะเข้าไปสู่ใจกลางต้องเริ่มจากเกาะที่สิบสองแล้วไล่ระดับเข้าไปทีละชั้น
แม้จะเป็นถึงระดับผู้อาวุโส แต่สิทธิ์ของผู้อาวุโสหกก็สามารถเข้าได้ลึกสุดเพียงแค่เกาะที่สี่เท่านั้น
ส่วนสามเกาะแรกอันเป็นเขตหวงห้าม… หากไม่ได้รับเชิญจากระดับแปลงเทพโดยตรง แม้แต่ระดับผู้อาวุโสก็ห้ามย่างกรายเข้าไปเด็ดขาด
เรื่องนี้ผู้อาวุโสหกเคยรายงานเขาแล้ว
จางอวิ๋นเองก็ไม่ได้รีบร้อน ขอแค่ได้เข้าไปใกล้จุดหมายอีกนิดก็พอ
พร้อมกันนั้นเขาก็เริ่มเตรียมการบางอย่างในใจเงียบๆ
“อ้าว ผู้อาวุโสหก? ท่านไปสำรวจแดนลับเซียนไม่ใช่หรือ? ไหงกลับมาไวนัก แล้วท่านผู้อาวุโสใหญ่ล่ะ?”
ขณะที่ผู้อาวุโสหกเดินทางมาถึงน่านน้ำของเกาะที่ห้า ชายหนุ่มผมยาวสีดำขลับในชุดหรูหรา คาดเอวด้วยเข็มขัดหนังงูเหลือม นัยน์ตาดอกท้อสีฟ้าครามดูเจ้าสำราญ ก็พุ่งเข้ามาขวางทางไว้
ผู้อาวุโสหกขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำท่าจะเลี่ยงหนีไม่อยากเสวนาด้วย
“หมอนี่เป็นใคร?” จางอวิ๋นถามขึ้นในจิตใจ
ผู้อาวุโสหกรีบส่งกระแสเสียงตอบกลับ “คุณชาย นี่คืออัจฉริยะนักปรุงยาที่ท่านเจ้าเกาะทุ่มทุนเชิญมา ชื่อ ‘โจวข่าน’ มีพรสวรรค์ด้านการปรุงยาสูงส่งจนน่าตกใจ อายุยังไม่ถึงสามสิบปีก็บรรลุเป็นถึงปรมาจารย์โอสถแล้วขอรับ!”
“อัจฉริยะนักปรุงยา?”
จางอวิ๋นชะงักด้วยความสนใจ เขาใช้วิชาเนตรสวรรค์เพ่งมองผ่านร่างผู้อาวุโสหกทันที——
【โจวข่าน】
ระดับพลัง: จินตานขั้นสูงสุด
กายา (พรสวรรค์): ระดับสวรรค์ กายาจิตวิญญาณโอสถกำเนิด —— ร่างกายอุดมด้วยปราณโอสถโดยธรรมชาติ มีความสามารถในการรักษาอาการบาดเจ็บและปรุงยาสูงล้ำเหนือคนทั่วไป
สถานะ: ยอดปรมาจารย์โอสถ
พรสวรรค์กายา:
ปราณโอสถคุ้มกาย —— ขณะทำการปรุงยา ร่างกายจะสร้างปราณโอสถห่อหุ้มช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการหลอมรวมเม็ดยา
ดูดซับปราณโอสถ —— ขณะปรุงยา ร่างกายจะดูดซับพลังงานส่วนเกินบางส่วนมาเพิ่มระดับบำเพ็ญเพียรให้ตัวเองโดยอัตโนมัติ
เคล็ดวิชาที่ฝึกฝน: เคล็ดจำแนกยาหมื่นลักษณ์, เคล็ดคุมไฟวิญญาณ…
จุดอ่อน: ร่างกายเปราะบางยิ่งกว่ากิ่งไม้แห้ง กลัวการต่อสู้ระยะประชิดอย่างรุนแรง หากโดนศัตรูประชิดตัวได้ ในระดับเดียวกันเขาแพ้ทุกคนแบบไม่ต้องสืบ!
…
“ยอดปรมาจารย์โอสถ?”
จางอวิ๋นถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ
ในทวีปวิถีเซียนแห่งนี้ ระดับของนักปรุงยาจะวัดกันที่ระดับของเม็ดยาที่ปรุงออกมาได้ โดยแบ่งเป็น ต่ำ, กลาง, สูง, สุดยอด (จี๋), และ ศักดิ์สิทธิ์ (เซิ่ง)
เพียงแค่สามารถปรุงยาระดับสูงได้ ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ปรมาจารย์’ แล้ว
แต่คำว่า ‘ยอดปรมาจารย์’ นั้น… ผู้ที่จะครอบครองฉายานี้ได้ ต้องสามารถปรุงเม็ดยาระดับสุดยอดออกมาได้เท่านั้น!
และ ‘โอสถสร้างทารกวิญญาณ’ ที่ล้ำค่า ก็จัดเป็นยาเม็ดระดับสุดยอดชนิดหนึ่ง
เจ้าหนุ่มหน้ามนคนนี้… เป็นถึงยอดปรมาจารย์ที่สามารถปรุงโอสถสร้างทารกวิญญาณได้เชียวหรือ?