ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 228 ศิษย์คนที่หก
แถมยังมีพรสวรรค์ ‘ดูดซับปราณโอสถ’ นั่นอีก... ยามปรุงโอสถ ร่างกายจะดูดกลืนพลังงานส่วนหนึ่งกลับมาหล่อเลี้ยงตนเองโดยอัตโนมัติ…
นี่มัน…
ยิ่งปรุงยา ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมิใช่หรือ!?
จางอวิ๋นส่งกระแสเสียงถามด้วยความสนใจ “เจ้าบอกว่าคนผู้นี้คือปรมาจารย์โอสถกระนั้นรึ?”
“ขอรับคุณชาย!”
ผู้อาวุโสหกแห่งเกาะเชียนไห่ตอบกลับทันควัน “โจวข่านผู้นี้เคยปรุงโอสถระดับสูงออกมาได้หลายเม็ด ถึงขนาดท่านเจ้าเกาะต้องไปเชิญตัวมาด้วยตนเองเลยขอรับ”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย
ดูท่าเจ้าหมอนี่จะเป็นประเภท ‘คมในฝัก’ สินะ แต่ก็นับว่าฉลาดเฉลียวที่รู้จักซ่อนประกาย
“เรียนคุณชาย เจ้าโจวข่านผู้นี้ไม่นิยมการบำเพ็ญเพียร จิตใจจดจ่ออยู่แต่กับการปรุงยา อีกทั้งยังเป็นคนรักตัวกลัวตายขึ้นสมอง อยากได้สมุนไพรวิญญาณแต่ไม่กล้าเอาตัวไปเสี่ยงอันตรายหาเอง ต้องคอยไหว้วานผู้อื่นตลอดขอรับ”
เมื่อเห็นว่าจางอวิ๋นดูจะให้ความสนใจในตัวโจวข่านเป็นพิเศษ ผู้อาวุโสหกจึงรีบรายงานต่อเพื่อเอาความดีความชอบ “ทุกครั้งที่พวกข้าเหล่าผู้อาวุโสกลับมาจากการทำภารกิจภายนอก หากโชคร้ายเจอเจ้านี่ดักทางได้ ก็จะถูกตามตื๊อขอแบ่งปันสมุนไพรไม่หยุดหย่อน ที่น่าโมโหที่สุดคือ… มันหน้าด้านไม่เคยควักหินวิญญาณจ่ายเลยสักก้อน!”
ราวกับจะเป็นเครื่องยืนยันคำพูดนั้น
โจวข่านใช้ดวงตาเจ้าเล่ห์คู่นั้นจ้องมองผู้อาวุโสหกด้วยความหวังเปี่ยมล้น “ท่านผู้อาวุโสหก ข้าใคร่รู้นักว่าการไปเยือนแดนลับเซียนครานี้ ท่านได้สมุนไพรล้ำค่าติดไม้ติดมือกลับมาบ้างหรือไม่?”
ผู้อาวุโสหกส่งกระแสเสียงรายงาน “คุณชาย เห็นไหมล่ะขอรับ?”
จางอวิ๋นยักไหล่เบาๆ
มีกายาพิเศษที่ ‘ยิ่งปรุงยายิ่งเก่ง’ เช่นนี้ หากเป็นข้า ก็คงยอมหน้าด้านหน้าทนขอสมุนไพรชาวบ้านเหมือนกันนั่นแหละ
คิดได้ดังนั้น จางอวิ๋นจึงสั่งการผ่านกระแสจิต “ชวนมันคุย แล้วล่อมันไปที่ปลอดคน เอาแบบป่าทึบหรือที่เปลี่ยวๆ หน่อย!”
“ที่ปลอดคน?”
ผู้อาวุโสหกชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจเจตนาแอบแฝงของจางอวิ๋น
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงปั้นหน้าหันไปเอ่ยกับโจวข่าน “ปรมาจารย์โจว เที่ยวนี้ข้าได้ของดีมาจริงๆ นั่นแหละ แต่ที่นี่คนพลุกพล่าน เราไปคุยรายละเอียดกันที่อื่นจะดีกว่า!”
ดวงตาของโจวข่านทอประกายวาววับ พยักหน้ารัวเร็วราวกับไก่จิกข้าวสาร “ได้เลยๆๆ!!”
ผู้อาวุโสหกจึงเดินนำอีกฝ่ายมุ่งหน้าไปยังป่าเล็กๆ ที่ไร้ผู้คนบนเกาะที่ห้าทันที
โจวข่านเห็นท่าทีลับๆ ล่อๆ เช่นนั้นก็เริ่มเกิดความระแวง “ผู้อาวุโสหก จะเจรจากันเหตุใดต้องมาที่เปลี่ยวร้างผู้คนขนาดนี้ด้วยเล่า?”
“ปรมาจารย์โจวท่านไม่รู้อะไร จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ข้าแอบซ่อนสมุนไพรล้ำค่าบางส่วนไว้แถวนี้…”
ผู้อาวุโสหกเตรียมข้ออ้างไว้เสร็จสรรพ จึงอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อีกอย่าง พูดตามตรงนะ ข้ามีเรื่องอยากไหว้วานให้ท่านช่วยปรุงยาให้สักเม็ด!”
โจวข่านเลิกคิ้วสูง “ยาอะไร?”
ผู้อาวุโสหกตอบเสียงเรียบ “โอสถถอนพิษระดับสูง สมุนไพรและส่วนผสมข้าเตรียมไว้พร้อมสรรพ ซ่อนอยู่ที่นี่แหละ!”
“โอสถถอนพิษระดับสูงรึ?”
โจวข่านพยักหน้าเบาๆ ความหวาดระแวงมลายหายไปสิ้น “เช่นนั้นผู้อาวุโสหก นำทางต่อเลย!”
ผู้อาวุโสหกพยักหน้ารับ แล้วเดินนำลึกเข้าไปในป่า
โจวข่านเองก็ไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย
ที่นี่คือเกาะหลักของเกาะเชียนไห่ เขาไม่เชื่อน้ำหน้าว่าผู้อาวุโสหกจะกล้าลงมือทำอะไรเขาในถิ่นนี้
เพราะเขามีท่านเจ้าเกาะคอยหนุนหลังคุ้มกะลาหัวอยู่ ใครหน้าไหนกล้าแตะต้องเขา รับรองว่าไม่มีจุดจบที่ดีแน่!
อีกประการหนึ่ง ตอนนี้เขากำลังต้องการสมุนไพรวิญญาณชั้นดีอย่างเร่งด่วนที่สุด
ระดับพลังของเขาใกล้จะควบแน่นสู่ระดับหยวนอิงได้แล้ว ขอเพียงปรุงโอสถระดับสูงได้อีกไม่กี่ชนิด พลังงานที่สะท้อนกลับมาก็น่าจะเพียงพอให้เขาทะลวงคอขวดได้สำเร็จ ดังนั้นเขาจึงส่งคนไปเฝ้าจับตาดูที่ท่าเรือนอกเกาะหลักตั้งแต่เช้าตรู่
ทันทีที่ผู้อาวุโสหกเหยียบย่างกลับมา เขาได้รับข่าวปุ๊บก็รีบมาดักรอที่เกาะที่ห้าได้อย่างแม่นยำราวจับวาง
“ตรงนี้แหละ!”
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสหกก็หยุดฝีเท้าและเอ่ยขึ้น
เบื้องหน้าคือลานโล่งใต้ร่มไม้ใหญ่ บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง
โจวข่านกวาดสายตามองไปรอบๆ ทันที “ผู้อาวุโสหก ไหนล่ะของที่ว่า?”
“อยู่นี่ไง!”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากความว่างเปล่า
โจวข่านสะดุ้งโหยงสุดตัว ทันใดนั้นพลันเห็นเงาร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งค่อยๆ ปรากฏกายขึ้นมาจาก ‘เงา’ ของผู้อาวุโสหก!
“แย่แล้ว!”
สัญชาตญาณร้องเตือนภัยถึงขีดสุด โจวข่านหันหลังขวับเตรียมโกยแน่บ
หมับ!
แต่มือข้างหนึ่งที่แข็งแกร่งราวก้ามปูเหล็กกลับคว้าไหล่เขาไว้ได้เสียก่อน
ในวินาทีนั้น โจวข่านรู้สึกราวกับคมเคียวของยมทูตพาดจ่ออยู่บนลำคอ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอย่างควบคุมไม่ได้
“ยอดปรมาจารย์โจว เจอกันปุ๊บก็จะรีบไปเลยรึ เสียมารยาทจริงนะ!”
น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจของจางอวิ๋นดังก้องที่ข้างหู โจวข่านหันขวับกลับมาด้วยใบหน้าซีดเผือด “จะ…เจ้า เจ้าดูออกได้เยี่ยงไร!?”
เรื่องที่เขาเป็นถึง ‘ยอดปรมาจารย์โอสถ’ เขาไม่เคยแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้มาก่อน
แม้ความสามารถในการปรุงยาจะสูงส่งเป็นเรื่องมงคล แต่หากพลังฝีมือในการต่อสู้ไม่สูงตามความสามารถในการปรุงยา… นั่นอาจนำมาซึ่งหายนะ
ในทวีปวิถีเซียน สถานะนักปรุงยาอาจได้รับสิทธิพิเศษและการยอมรับนนับถือมากมาย แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกยอดฝีมือจับไปเป็นทาสรับใช้
จอมยุทธ์บางคนไม่อยากเสียหินวิญญาณจำนวนมหาศาล แต่อยากได้ยาดีๆ มาบำรุงตน ก็มักจะใช้วิธีลักพาตัวนักปรุงยาเก่งๆ ไปกักขัง
จะจับมาขังไว้ปรุงยาให้ตนเองใช้ฟรีๆ เยี่ยงทาส หรือจะยอมควักเนื้อจ่ายหนักเพื่อจ้างวาน... ใครๆ ก็รู้ว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน
ดังนั้นเขาจึงระมัดระวังตัวแจ ไม่กล้าเปิดเผยความสามารถที่แท้จริง
คำว่า ‘ปรมาจารย์โอสถ’ กับ ‘ยอดปรมาจารย์โอสถ’ แม้จะต่างกันแค่คำเดียว แต่ความห่างชั้นนั้นราวฟ้ากับเหว
โอสถระดับต่ำ กลาง สูง กับ ‘โอสถระดับสุดยอด’ … อันหนึ่งแค่บอกระดับ แต่อีกอันบ่งบอกถึงคุณภาพที่แท้จริง นี่คือเส้นแบ่งที่ชัดเจนของวงการโอสถ
โอสถระดับสูง ต่อให้สรรพคุณดีเพียงใด อย่างมากก็ใช้ได้ผลดีกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำกว่าหยวนอิง
แต่โอสถระดับสุดยอดนั้นต่างออกไป แม้แต่ระดับแปลงเทพ, ระดับเหลียนซวี หรือกระทั่งระดับเหอถี่ก็ยังต้องการและแสวงหา
ในบรรดานักปรุงยานับหมื่นคน อาจมีปรมาจารย์ที่ปรุงโอสถระดับสูงได้หลายคน แต่ยากนักที่จะกำเนิด ‘ยอดปรมาจารย์’ ผู้สามารถปรุงโอสถระดับสุดยอดได้สักคน
และเพราะความหายากระดับสมบัติล้ำค่านี้นี่แหละ นักปรุงยาเยี่ยงเขาจึงตกเป็นเป้าหมายของพวกโลภมากได้ง่ายที่สุด
เฉกเช่นสถานการณ์ตอนนี้…
“จะ…เจ้าเป็นใคร!?”
โจวข่านมองชายหนุ่มชุดขาวผู้หล่อเหลาราวเทพเซียนจำแลง ที่กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาประดุจมองสมบัติล้ำค่า ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
จางอวิ๋นชี้นิ้วไปที่ผู้อาวุโสหกแห่งเกาะเชียนไห่ “เจ้านายของมันไง!”
“เจ้านาย?”
โจวข่านอ้าปากค้าง ตะลึงงันไปชั่วขณะ
ผู้อาวุโสหกได้ยินดังนั้นก็รู้หน้าที่ รีบทิ้งตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะให้จางอวิ๋นอย่างนอบน้อมที่สุด “ทาสเฒ่าคารวะนายท่าน!”
จางอวิ๋นปรายตามองผู้อาวุโสหกด้วยความพึงพอใจ
เจ้านี่งานดีจริงๆ รู้จังหวะจะโคน!
ส่วนโจวข่านนั้นช็อกตาตั้งไปเรียบร้อยแล้ว
ผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่… ยอดฝีมือระดับหยวนอิงขั้นสูง ถึงกับยอมลดตัวลงเป็นทาสรับใช้ชายหนุ่มผู้นี้เนี่ยนะ??
เดี๋ยวนะ ถ้าเช่นนั้นชะตากรรมของตัวเขาเล่า…
“สนใจมาเป็นลูกศิษย์ข้าหรือไม่?”
จู่ๆ จางอวิ๋นก็เอ่ยถามขึ้นมาดื้อๆ
“หา?”
โจวข่านสตั๊นไป เหมือนสมองหยุดทำงานชั่วขณะ
“ลูกศิษย์?”
ผู้อาวุโสหกเองก็งงเป็นไก่ตาแตกเช่นกัน
ในความคิดของเขา จางอวิ๋นนน่าจะต้องการจับตัวโจวข่านไปเป็นทาสปรุงยาเสียมากกว่า แต่ไฉนกลายเป็น… รับศิษย์ไปได้?
“จะ…เจ้าอยากรับข้าเป็นศิษย์?”
โจวข่านไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง และไม่เข้าใจเหตุผลด้วย “ทำไมกันล่ะ?”
จางอวิ๋นตีหน้าเคร่งขรึม แสร้งทำเป็นจริงใจสุดฤทธิ์ “ข้าเป็นคนไม่ถือสาเรื่องพิธีรีตองในการรับศิษย์ ข้าแค่ถูกใจในตัวเจ้า ก็เลยอยากรับเจ้าเป็นศิษย์ ง่ายๆ แค่นั้นแหละ!”
ถูกใจ?
เมื่อได้ยินคำนี้ โจวข่านพลันมองสำรวจใบหน้าขาวเนียนหล่อเหลาราวหยกสลักของจางอวิ๋น ก่อนจะเผลอยกมือขึ้นปิดก้นตนเองโดยสัญชาตญาณ สีหน้าฉายแววหวาดผวา
จางอวิ๋นเห็นท่าทางนั้นถึงกับหนังตากระตุก พลางตวาดเสียงเข้ม “เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว! ข้าแค่ถูกใจพรสวรรค์ของเจ้าต่างหาก”
เขากระตุกยิ้มมุมปาก เอ่ยข้อเสนอที่มิอาจปฏิเสธได้
“หากเจ้ามาเป็นศิษย์ข้า เรื่องอื่นข้ามิกล้ารับปาก แต่เรื่องสมุนไพรวิญญาณสำหรับปรุงยา… ข้ามีให้เจ้าผลาญได้ไม่อั้น!”
“ไม่อั้น!?”
ทันทีที่ได้ยินคำนี้ ดวงตาของโจวข่านก็ลุกวาวโรจน์ราวกับเห็นทองคำ “พูดจริงนะ?”
ข้างฝ่ายผู้อาวุโสหกหน้าถอดสี รีบเอ่ยท้วง “คุณชาย…”
กำลังจะอ้าปากเตือนสติ แต่จางอวิ๋นยกมือห้าม แล้วหันไปฉีกยิ้มให้โจวข่าน “ข้าไม่เคยโกหกลูกศิษย์!”
ตุบ!
“ท่านอาจารย์ โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วย!”
โจวข่านทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นยอดปรมาจารย์ทั้งหมดสิ้น คุกเข่าลงโขกหัวเสียงดังสนั่นทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว