ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 347 ทำลายค่ายกลฝ่าวงล้อม
“หงต๋า?”
จางอวิ๋นครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
เจ้าไก่อ่อนอย่างนักพรตหงต๋า… พลังวิญญาณไม่มีทางแข็งแกร่งถึงเพียงนี้!
ดูท่าในเงามืดของเมืองหยวนม่อ จะยังมียอดฝีมือระดับสูงซ่อนตัวอยู่อีกมังกรซุ่มพยัคฆ์หมอบจริงๆ
ทว่ายอดฝีมือผู้นี้ กลับเลือกที่จะวางตัวเป็นผู้ชมอยู่ขอบสนาม ไม่ยื่นมือเข้าแทรกแซงศึกระห่ำระหว่างเขากับกู่ถัว การกระทำเช่นนี้ก็นับว่าเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนแล้ว!
จางอวิ๋นไม่รอช้า ตัดสินใจเลี่ยงเส้นทางผ่านโรงน้ำชา เร่งโคจรลมปราณพุ่งทะยานตรงไปยังประตูเมืองด้วยความเร็วสูงสุดทันที
...
ณ ชั้นสองของโรงน้ำชาลึกลับ มุมหนึ่งริมหน้าต่างที่เปิดรับลม
“บีบคั้นตาเฒ่ากู่ถัวจนจนตรอกได้ขนาดนี้ เจ้าหนุ่มต่างถิ่นนี่… มีดีไม่เบา!”
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมไหมปักลายถ้วยขาวอันวิจิตร ผมเผ้าหวีเรียบแปล้ไร้ที่ติ ทอดสายตาอันร้อนแรงจ้องมองไปยังทิศทางที่จางอวิ๋นเพิ่งจากไป มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ
“ของสะสมชั้นดีเช่นนี้… ลองเก็บมาดูเล่นหน่อยก็น่าจะไม่เลว!”
สิ้นเสียง ร่างของเขาก็พลันไหววูบ เลือนหายไปจากโรงน้ำชาราวกับฟองอากาศที่แตกสลายไปในสายน้ำ
...
ณ หน้าประตูเมืองหยวนม่อ
จางอวิ๋นมิได้บุ่มบ่ามลงมือกับผู้บำเพ็ญเพียรเมืองกู่โม่ที่ยืนคุมเชิงอยู่บนกำแพงเมือง แต่เขาใช้วิชาล่องหนระดับสูง ย่องเงียบกริบเข้าไปจนถึงตีนกำแพง
มือเรียวยาวหยิบ ‘คทาเซียนอู’ ที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังอูอำพรางออกมา แล้วบรรจงวางแทรกลงไปในช่องว่างระหว่างเส้นสายพลังงานที่ถักทอเป็นกรงขังยักษ์นั้นอย่างแม่นยำ
“หือ?”
ทว่าทันทีที่คทาสัมผัสกับค่ายกล เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรเมืองกู่โม่บนกำแพงเมืองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ หันขวับมามองจุดที่เขาซ่อนตัวอยู่พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“สัมผัสไวชะมัด!”
จางอวิ๋นยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ ในเมื่อถูกเจอตัวแล้วก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนอีกต่อไป เขาดีดตัวพุ่งออกมาจากเงามืดทันที
เมื่อเห็นผู้บุกรุก ผู้คุมบนกำแพงต่างสีหน้าเปลี่ยนไป รีบขยับนิ้วชักเชิดเส้นสายบนร่างเพื่อสั่งการหุ่นเชิดศพโดยรอบให้เข้าโจมตี
แต่มีหรือที่จางอวิ๋นจะเปิดโอกาสให้?
เร็ว! ผนึก!
พู่กันบัญชาการในมือสะบัดวูบไวดุจสายฟ้าฟาด เขียนอักษรทรงพลังสองคำกลางอากาศ พลันเกิดแรงกดดันมหาศาลสะกดข่มร่างคนเหล่านั้นจนขยับไม่ได้
เพียะ! เพียะ! เพียะ!
เขาเคลื่อนไหววูบวาบ ตบเรียงตัวทีละคนจนสลบเหมือดคาที่ ก่อนจะโยนร่างไร้สติเหล่านั้นเข้าไปในหอสมบัติเซียนอย่างรวดเร็ว
เมื่อขาดผู้ควบคุม หุ่นเชิดศพจำนวนมหาศาลที่กำลังถาโถมเข้ามาก็พลันตัวแข็งทื่อ หยุดนิ่งค้างไปในทันที
จางอวิ๋นพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก สายตาจับจ้องไปที่คทาเซียนอูที่กำลังเปล่งแสงเจาะทะลวงโครงสร้างค่ายกล แล้วยืนรอด้วยความใจเย็น
มหาค่ายกลหมื่นหุ่นเชิดนี้ร้ายกาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าค่ายกลตัดฟ้าแยกดินก่อนหน้านี้เลย คาดว่าคงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเจาะรูโหว่ได้สำเร็จ
“หุ่นเชิดพวกนี้คุณภาพไม่เลว…”
ระหว่างรอ จางอวิ๋นถือโอกาสเก็บกวาดหุ่นเชิดศพที่ยืนนิ่งเป็นเป้านิ่งโดยรอบ
ไม่รู้ว่าเมืองกู่โม่ไปสรรหามาจากไหน หุ่นเชิดศพพวกนี้ยามมีชีวิตอยู่ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับแปลงเทพแทบทั้งสิ้น!
ทว่า… ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการเก็บเกี่ยว ร่างกายของเขาก็พลันแข็งค้าง สัญชาตญาณร้องเตือนภัยระดับสูงสุด!
ฟุ่บ!
ร่างของเขาดีดตัวหลบฉากออกจากจุดเดิมด้วยความเร็วแสงโดยแทบไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด
ฉึก!
กริชสีขาวปลอดเล่มหนึ่ง พุ่งแหวกอากาศตกลงมาปักตรงตำแหน่งเงาหัวของเขาเมื่อครู่อย่างแม่นยำ!
“น่าเสียดาย… เกือบจะโดนแล้วเชียว!”
เสียงถอนหายใจที่เจือไปด้วยความเสียดายดังขึ้นข้างหู
จางอวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ไปยังยอดเสาธงสูงตระหง่านข้างประตูเมือง
ชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมหรูหรา ผู้แผ่กลิ่นอายลึกลับ กำลังยืนยิ้มละไมมองลงมาที่เขา
“คิดจะยื่นมือเข้าช่วยกู่ถัวรึ?”
สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณรอบกายอีกฝ่าย จางอวิ๋นรู้ทันทีว่านี่คือคนเดียวกับยอดฝีมือระดับเหลียนซวีในโรงน้ำชาเมื่อครู่
“ความเป็นตายของตาเฒ่ากู่ถัว ข้าหาได้ใส่ใจไม่!”
ชายวัยกลางคนหยิบหนังสือปกหนังงูเหลือมสีขาวเล่มหนึ่งออกมา พลิกเปิดไปยังหน้าหนึ่งอย่างใจเย็น แล้วส่งยิ้มให้จางอวิ๋น
“ตัวข้า… แค่สนใจในตัวเจ้า!”
จางอวิ๋นสีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์
ชายวัยกลางคนยิ้มกล่าวต่อ “อย่าเพิ่งตั้งแง่รังเกียจกันขนาดนั้น ข้าก็แค่จะมาทำการค้ากับเจ้า!”
“การค้า?”
จางอวิ๋นเหลือบตามองกริชสีขาวที่ปักคาพื้น แล้วแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “ลอบกัดกันลับหลังแบบนี้ เรียกว่าการค้าเรอะ?”
“ก็แค่ลองเชิงดูเฉยๆ!”
ชายวัยกลางคนยักไหล่ ยิ้มตอบอย่างไม่ยี่หระ “ถ้าเจ้าอ่อนหัดจนโดนเล่นงานตาย ก็แปลว่าไม่มีค่าพอให้ข้าเสียเวลาทำการค้าด้วย แต่ในเมื่อเจ้าหลบได้… ก็แสดงว่าพอจะมีคุณสมบัติให้ข้าเจรจาด้วยอยู่บ้าง!”
เพล้ง!
จางอวิ๋นสะบัดคลื่นปราณกระบี่ ฟันกริชสีขาวบนพื้นจนขาดสะบั้นเป็นสองท่อน แล้วเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยสายตาอำมหิต
“ข้าไม่สนการค้าบ้าบอของแก! ตอนนี้จะไสหัวไปดีๆ หรือจะให้กริชนี่เป็นเครื่องเซ่นสังเวยศพแก!” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ฮ่าๆๆ…”
ชายวัยกลางคนเห็นปฏิกิริยานั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ช่างอวดดีเสียจริง! แต่เจ้าเคยคิดไหมว่า… พลังที่เจ้าอัญเชิญมา ตอนนี้ถูกใช้ไปกับการตรึงกู่ถัวจนหมดสิ้นแล้ว ตัวเจ้าในตอนนี้ น่าจะเป็นช่วงที่อ่อนแอที่สุดไม่ใช่รึ?”
รอยยิ้มมุมปากของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบ “ในสภาพลูกไก่ในกำมือเช่นนี้ ปากดีไป… อาจต้องจ่ายค่าตอบแทนแพงนะ!”
สิ้นเสียง อากาศรอบด้านพลันลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เกล็ดหิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากความว่างเปล่า
ทันใดนั้น จางอวิ๋นรู้สึกราวกับตกอยู่ในแดนน้ำแข็งนิรันดร์ ลมหนาวพัดกรีดผิวหน้า ทั่วสรรพางค์กายรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกแช่แข็งจนถึงกระดูกดำ
อาณาเขต!
จางอวิ๋นดวงตาหดเกร็ง เลือดนักสู้ในกายพลันเดือดพล่านขึ้นมาทันที
ความร้อนแรงแห่งสายเลือดสูบฉีด ขับไล่ความหนาวเหน็บออกไปในพริบตา
ยิ่งสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอาณาเขตอันแข็งแกร่งของชายวัยกลางคน เลือดในกายเขาก็ยิ่งเดือดดาล กลิ่นอายการต่อสู้ทั่วร่างพุ่งทะยานสูงขึ้นราวกับมังกรผงาด
“โห?”
ปราณโลหิตอันพลุ่งพล่านที่ปะทุออกมา ทำให้ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
เมื่อสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของจางอวิ๋นยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แววตาของเขาก็เริ่มฉายประกายตื่นเต้น “ยังมีลูกไม้ซ่อนอยู่อีกรึ… น่าสนุก!”
“น่าสนุก… น่าสนุกจริงๆ นั่นแหละ!”
จางอวิ๋นแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ดวงตาแดงฉานจ้องมองชายวัยกลางคนราวกับสัตว์ร้ายจ้องเหยื่อ มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ดุจปีศาจ
“กลิ่นอายของแก… ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ!”
กลิ่นอายบนร่างยังคงพุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน แรงกดดันมหาศาลแผ่ขยายออกมารอบทิศ
เมื่อเห็นรอยยิ้มโรคจิตของอีกฝ่าย ชายวัยกลางคนหรี่ตาลงจนเป็นเส้นตรง
มือที่จับหนังสือหนังงูขาวกระชับแน่น พลิกหน้ากระดาษไปยังหน้าที่วาดภาพกริชสีขาวนับไม่ถ้วน เตรียมพร้อมรับมือ
ตูม!
จางอวิ๋นฉีกยิ้มอำมหิตอย่างบ้าคลั่ง ทั่วร่างลุกโชนด้วยแสงสีเลือดเจิดจ้า
หนังสือในมือชายวัยกลางคนเรืองแสงตอบรับ กริชสีขาวเล่มแล้วเล่มเล่าพุ่งออกมาลอยคว้างกลางอากาศ ทำให้อุณหภูมิรอบด้านลดฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็ง
การปะทะครั้งใหญ่กำลังจะระเบิดขึ้นในชั่วพริบตา!
ติ๊ง!
ทันใดนั้น หูของจางอวิ๋นพลันได้ยินเสียงสัญญาณบางอย่างที่แผ่วเบา แววตาที่บ้าคลั่งเมื่อครู่กลับคืนสติสว่างวาบขึ้นมาในเสี้ยววินาที
“เข้ามา!!”
แต่ใบหน้ายังคงแสยะยิ้มอำมหิตเพื่อตบตา เขาตะโกนก้อง ระเบิดปราณโลหิตทั่วร่างพุ่งทะยานกลายเป็นแสงสีเลือด พุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างดุดัน
ชายวัยกลางคนรีบตบฝ่ามือลงบนหนังสือ ลมพายุหนาวเหน็บพัดโหมกระหน่ำ กริชสีขาวนับหมื่นเล่มปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เล็งเป้าสังหารไปที่จางอวิ๋นพร้อมกัน!
แต่ในจังหวะที่กริชกำลังจะถูกยิงออกไป จางอวิ๋นที่แปลงร่างเป็นแสงโลหิตกลับหักเลี้ยวกลางอากาศอย่างกะทันหัน เปลี่ยนทิศทางพุ่งดิ่งไปยังขอบกำแพงเมืองด้านล่างแทน!
“หือ?”
ชายวัยกลางคนชะงักกึก งุนงงกับการกระทำนั้น
โพละ!
ยังไม่ทันจะได้คิดวิเคราะห์ ก็เห็นม่านพลังเส้นสายของมหาค่ายกลหมื่นหุ่นเชิดที่ขอบเมือง… ถูกแรงระเบิดจากคทาเซียนอูทะลวงจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่!
จางอวิ๋นอาศัยจังหวะนั้น พุ่งลอดรูโหว่ออกไปสู่โลกภายนอกทันที!
กริกๆๆ!!
กริชสีขาวจำนวนมากสูญเสียเป้าหมาย ร่วงกราวลงเต็มพื้นราวกับใบไม้ร่วง
“กล้ามาวางมาดตบตาข้าเรอะ!”
ชายวัยกลางคนได้สติ ใบหน้าฉายแววเย็นชาดุจน้ำแข็ง “รนหาที่ตาย!”
ตึง!
เท้ากระทืบพื้นจนเกิดรอยร้าว พุ่งตัวดุจสายฟ้าฟาดไล่ตามออกไปทางรูโหว่นั้นอย่างไม่ลดละ
ในขณะเดียวกัน
บนอาคารที่สูงที่สุดใจกลางเมือง กู่ถัวพลันส่งเสียงอู้อี้ในลำคอด้วยความเจ็บปวด เมื่อค่ายกลที่เชื่อมต่อกับจิตวิญญาณถูกทำลาย เส้นสายพลังงานรอบตัวก็เสียสมดุล เปิดช่องโหว่ให้ปราณกระบี่สังหารฟันจนขาดสะบั้น
ฉึก!
ไหล่ซ้ายถูกแทงทะลุ เลือดสดๆ พุ่งกระฉอกออกจากปาก
“ไสหัวไป!”
ด้วยความโมโหสุดขีด เขาตวัดไม้เท้าลายมังกรฟาดร่างแยกขวงหลงที่อยู่ตรงหน้าจนกระเด็นออกไป
“บ้าเอ๊ย!”
มือกุมไหล่ที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด สายตาเคียดแค้นมองไปยังรอยโหว่ขนาดใหญ่ที่ขอบเมือง กู่ถัวไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
แตกแล้ว!
มหาค่ายกลหมื่นหุ่นเชิด… ถูกทำลายลงแล้ว!!
ภาพความทรงจำของค่ายกลตัดฟ้าแยกดินที่โดนทำลายไปก่อนหน้านี้ซ้อนทับเข้ามา กู่ถัวหน้ามืดทะมึน เส้นเลือดปูดโปน ตะโกนลั่นด้วยโทสะ
“ระดมหุ่นเชิดศพทั้งหมด… ไล่ตามไปทางทิศตะวันตก!! อย่าให้มันรอดไปได้!!”
ผู้บำเพ็ญเพียรเมืองกู่โม่ทั่วเมืองรีบรับคำสั่ง ต่างพากันควบคุมกองทัพหุ่นเชิดศพ เปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไล่ล่าไปทางทิศตะวันตกทันทีดุจฝูงตั๊กแตนมรณะ!
...