สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 187 หนึ่งชั่วยาม
ท่ามกลางสายลมหวีดหวิว บรรยากาศเหนือเกาะแมกไม้รกร้างทวีความรุนแรงขึ้น
เป็นลำดับ
กองโจรลมดำปลดปล่อยเจตนาสังหารออกมาโดยไม่ออมรั้ง จั่วม่อได้แต่ทอดถอนใน
ใจ สังหารห้าคนในรวดเดียว ไม่เพียงไม่ทำให้พวกมันหวาดกลัว กลับสะกิดความดุร้าย
ของพวกมันขึ้นมาแทน
ในไม่ช้ามันก็โยนความคิดเหล่านี้ไว้เบื้องหลัง เนื่องเพราะฝั่ายตรงข้ามเปิดฉากรุกคืบ
มาข้างหน้า
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการต่อสู้ที่ตามมา จะยิ่งโหดร้ายรุนแรงมากขึ้นอย่างเทียบกันไม่
ติด
จั่วม่อในใจรู้สึกกดดันเป็นทวีคูณ ไม่คิดออมรั้งสิ่งใดไว้อีก สองมือผนึกมุทราส่ง
ลำแสงออกมาไม่ขาดสาย
ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์!
จันทราสว่างไสวผุดขึ้นกลางนภา เส้นใยแสงจันทร์มากมายเหลือคณาทอดลงมา ปก
คลุมไปทั่วทั้งเกาะแมกไม้รกร้าง บนเส้นใยเบาบางเหล่านี้ เห็นวงแหวนแสงใหญ่น้อย
ห้อยระย้าดุจพวงระฆังลม
เพียงแต่รอบๆ ดวงจันทร์กระจ่างฟั้า ย้อมด้วยชั้นแสงสีส้มปนแดงจางๆ เปล่ง
ประกายแสงสีแดงส้มอ่อนละมุน ไม่ได้เย็นฉ่ำชัดเจนเหมือนสายน้ำเฉกเช่นกาลก่อน แต่
คล้ายไหลลื่นดุจแพรไหม
จั่วม่อทอดถอนใจ อีกเพียงนิดเดียวห่วงเสียงพุทธะก็จะกลั่นเกลาแล้วเสร็จ ห่วง
เสียงพุทธะที่ผ่านการกลั่นเกลาอย่างสมบูรณ์ พลังอำนาจจะพุ่งทะยานขึ้นมหาศาล น่า
เสียดายที่ยังขาดอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าเพียงเล็กน้อยนี้เอง กลับทำให้พลังของห่วง
เสียงพุทธะลดลงไปถึงหนึ่งขั้น
แต่สถานการณ์คับขันตรงหน้าไม่ได้ปล่อยให้มันมีเวลากลั่นเกลาอีก ฝั่ายศัตรูยังคง
หลงเหลืออีกหกสิบกว่าคนเฝั้ารออยู่ด้านข้าง
ซิวเจ่อมากกว่าหกสิบคน อีกทั้งห้าคนในนั้นยังอยู่ในด่านหนิงม่าย แรงกดดันที่มัน
ได้รับ ยากหาใดเปรียบเทียบได้
มีเพียงมหาค่ายกลเจตจำนงกระบี่เท่านั้นที่สามารถยกขึ้นเทียบกับสถานการณ์
ตรงหน้านี้ได้ ค่ายกลขบวนใหญ่นั้นเป็นห้าจินตันร่วมมือกันสร้าง เป็นธรรมดาที่โดดเด่น
น่าเกรงขาม แต่จะอย่างไร ต่อให้มันอยู่ภายในค่ายกลเจตจำนงกระบี่ ก็ไม่จำเป็นต้อง
ห่วงกังวลเกี่ยวกับชีวิตของมัน
ว่ากันในด้านของพลังสภาวะ กลุ่มโจรเบื้องหน้าไม่ได้น่าเกรงขามเท่าค่ายกล
เจตจำนงกระบี่ แค่คนเหล่านี้ยามลงมือฆ่ามันย่อมไม่กะพริบตา พวกมันต้องการชีวิต
น้อยๆ ของจั่วม่อจริงๆ!
“ข้าจะทำอย่างไรดี?” จั่วม่อถามผูเยา
“ฆ่า!” คำตอบของผูเยาเรียบง่ายรวบรัด นัยน์ตาสีเลือดสาดประกายวาววาม
ในชั่วขณะนี้เองจั่วม่อค่อยรู้สึกว่าเจ้าผู้นี้คล้ายมีท่วงท่าสภาวะดุจดั่งอสูรฟั้าผู้หนึ่ง
จริงๆ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประโยคนั้นเต็มไปด้วยความฮึกหาญทะยานฟั้า แต่ไม่ได้มี
ประโยชน์เลยสักนิด
“ฆ่าอย่างไรเล่า?” จั่วม่อก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างงี่เง่า ที่จะถามผูเยาด้วยประโยคโง่งม
เช่นนี้ แต่ยังอดถามไม่ได้จริงๆ
มันใช่ตึงเครียดจนประสาทเสียหรือไม่?
จริงดังคาด ผูเยามองมันราวกับมองคนปัญญาอ่อน “ย่อมต้องฆ่าทีละคน”
ที่จริงมันอยากถามต่อ “ทำอย่างไรจะฆ่าพวกมันทีละคนได้เล่า?” แต่ต้องยั้งใจ
เอาไว้ มันไม่ชมชอบสายตาที่ผูเยามองมันจริงๆ
ผูเยาทำท่าคล้ายขบคิดแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า “หากเจ้าสามารถฆ่าพวกมัน
ทั้งหมดภายในหนึ่งชั่วยาม ข้าจะสอนวิชาหัตถ์พันใบน้อยให้แก่เจ้าอีกสักเล็กน้อย”
หนึ่งชั่วยาม…ฆ่าพวกมันทั้งหมด…
คราวนี้ กลับเป็นจั่วม่อหันไปมองผูเยาดุจมองคนปัญญาอ่อนแทน “เจ้าคิดว่าข้า
ปัญญาอ่อนหรือไร? หนึ่งชั่วยาม เจ้าคิดว่าข้าเก็บเกี่ยวต้นข้าวปราณหรือ? พวกมัน
เป็น…”
ผูเยาขัดจังหวะ “แค่บอกว่าทำหรือไม่ทำ?” สุ้มเสียงเกียจคร้านเฉื่อยชา บนใบหน้า
ไม่มีเจตนาสังหารปรากฏอยู่แม้แต่น้อย
“ทำ!” ขณะที่กล่าวคำนี้ จั่วม่อรู้สึกว่าตัวมันช่างปัญญาอ่อนจริงๆ!
หนึ่งชั่วยาม กับการฆ่าฝูงโจรมากมายถึงเพียงนี้…
หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด…
หกสิบเจ็ดคน! ห้าหนิงม่าย หกสิบสองจู้จี กับตัวมัน…จู้จี…หัวเดียวกระเทียมลีบ…
ประเสริฐ! เมื่อผูเยาทำเช่นนี้ ความตึงเครียดเสี้ยวสุดท้ายในใจจั่วม่อก็หายวับไป
น่าแปลก จั่วม่อรู้สึกคาดหวังอยู่บ้าง ตื่นเต้นอยู่บ้าง ราวกับว่ามันตั้งตารอการต่อสู้ที่
จะเกิดขึ้นอย่างแทบอดใจไว้ไม่ได้ ร่างกายร้อนรุ่ม พลังปราณพลุ่งพล่าน มีชีวิตชีวายิ่ง
บางทีอาจเป็นเพราะว่ามันอยู่กับเจ้าวิปริตผูเยาเป็นเวลานานเกินไป จึงกลายเป็นนิสัยบิด
เบี้ยวเล็กน้อย…
ขบวนค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ครอบคลุมทั่วทั้งเกาะแมกไม้รกร้าง ร่างของ
จั่วม่อพอเข้าไปในค่ายกล ก็กระพริบวาบ หายลับไปจากสายตา
โจวหานดวงตาเย็นเยียบ เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและเจตนาสังหาร อย่างไรก็
ตาม มันระงับยับยั้งเอาไว้ รอคอยฟังคำสั่งของเหล่าต้า กองโจรลมดำที่สามารถ
อาละวาดไปทั่วได้นานถึงเพียงนี้ เป็นเพราะยุทธวิธีที่ยอดเยี่ยมของพวกมัน การระวัง
ปั้องกันไว้ก่อนจึงสำคัญที่สุด มันแม้จะรั้งตำแหน่งลำดับที่สอง และแม้ว่าในใจจะอัดแน่น
ไปด้วยความเคียดแค้นอันลึกล้ำ มันก็ยังคงสะกดกลั้นเอาไว้…
จางห่าวนัยน์ตาหรี่แคบเป็นเส้นตรง สาดประกายสีเลือดอันโหดร้ายไร้ปราณี
ในเวลานี้ จางห่าวโยนความคิดอื่นๆ ทิ้งไปเบื้องหลัง ไม่ว่าจะห่วงกังวลสักเพียงใด
แต่เมื่อตัดสินใจที่จะต่อสู้ ก็มีเพียงความคิดเดียวที่หลงเหลืออยู่ในหัวของมัน…ฆ่าให้
เรียบ!
“ฆ่า!” เสียงคำรามต่ำลึกดุจเสียงสัตว์ร้าย ระเบิดออกจากลำคอของมัน
“ฆ่า ฆ่า ฆ่า!” ทุกผู้คนดวงตาแดงฉาน มีเพียงเจตนาสังหารที่บริสุทธิ์ถึงขีดสุด
หกสิบเจ็ดคนแยกย้ายออกเป็นหลายขบวน ราวกับกระแสน้ำสายย่อยๆ มุ่งหน้าจาก
ทุกทิศทุกทาง เข้ารายล้อมเกาะแมกไม้รกร้างที่ปกคลุมด้วยค่ายกล
เพียงแค่หกสิบเจ็ดคนเท่านั้น กลับก่อให้เกิดพลังสภาวะปั่าเถื่อนดุดันลุกโชนขึ้นไป
ถึงชั้นฟั้า สะท้านจิตใจผู้คนนัก!
ฟูั่ฟงผู้นั่งบนภูชมดูพยัคฆ์กัดกัน พอเห็นฉากนี้ก็ตากระจ่างวาบ อดชมเชยไม่ได้
“เดิมทีข้าคิดว่ากองโจรลมดำมีเพียงชื่อเสียงเกินเลย แต่ดูจากยามนี้ พวกมันยังร้ายกาจ
กว่าคำเล่าลือเสียอีก! ถึงกับสามารถสร้างพลังสภาวะเช่นนี้ กระทั่งสำนักกระบี่สุญตาที่
เพิ่งมีอำนาจขึ้นมา ยังยากจะกระทำได้”
ซิวเจ่อผู้หนึ่งในกลุ่มจู้จีอดถามไม่ได้ “แต่คราวที่แล้วที่กองโจรลมดำเผชิญกับสำนัก
กระบี่สุญตา พวกมันเป็นฝั่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ” คนผู้นี้ติดตามฟูั่ฟงมาระยะหนึ่ง ทราบว่า
ฟูั่ฟงไม่เคยไม่พอใจกับความเห็นที่แตกต่าง ดังนั้นมันกล้ากล่าววาจา
ฟูั่ฟงแย้มยิ้มพลางสั่นศีรษะ “นั่นไม่เหมือนกัน ความแข็งแกร่งของสำนักกระบี่สุญ
ตาอยู่ที่บรรดายอดฝีมือ ส่วนกองโจรลมดำมีจุดเด่นที่ความสามารถในการต่อสู้ร่วมกัน
ของพวกมัน พลังของหมู่คณะไม่อาจทดแทนยอดฝีมือ และยอดฝีมือก็ไม่อาจทดแทนหมู่
คณะ ในการต่อสู้เล็กๆ ยอดฝีมือผู้เดียวสามารถพิชิตไปโดยไร้ผู้ต้าน แต่หากเป็นหลาย
พันหลายหมื่นคนต่อสู้โรมรัน ยอดฝีมือไม่กี่คนจะนับเป็นอะไรได้?”
“ไหนเลยจะมีการต่อสู้เป็นพันเป็นหมื่นคนเช่นนั้นเล่า?” ซิวเจ่อผู้นั้นโต้แย้ง
“เวลานี้ไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะไม่มี” ฟูั่ฟงตอบอย่างมีความหมาย
หกสิบเจ็ดซิวเจ่อจู่โจมโดยพร้อมเพรียง กอรปเป็นพลังอำนาจสะท้านฟั้าสะเทือน
ดิน!
ประกายแสงพาดผ่านท้องนภา เหล่ากระบี่บินและยุทธภัณฑ์เวทเริงระบำไปรอบๆ
กลยุทธ์ของจางห่าวเรียบง่ายยิ่ง เพียงใช้ทื่อด้านสยบสารพันเปลี่ยนแปลง ใช้
เรี่ยวแรงกำลังอันปั่าเถื่อนทำลายค่ายกลมารดามันตรงๆ! ประสานงานกันโจมตีอย่าง
หนักหน่วง ซึ่งแต่เดิมนี่เป็นข้อห้ามของพวกมัน ทว่าสถานการณ์เร่งด่วนเป็นพิเศษ ใน
เมื่ออีกฝั่ายมีเพียงจั่วม่อเท่านั้นที่สามารถต่อสู้ ไม่ว่าจั่วม่อจะร้ายกาจสักเพียงไหน แต่
เมื่อต้องต้านรับการจู่โจมของหกสิบเจ็ดซิวเจ่อพร้อมกัน ย่อมต้องมีเวลาที่มันจะพลาด
บนเกาะเต็มไปด้วยค่ายกล หากติดอยู่ในนั้น เท่ากับให้โอกาสจั่วม่อ แทนที่จะเป็น
เช่นนั้น มิสู้ใช้กำลังปั่าเถื่อนทำลายค่ายกลจากรากฐานเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ เมื่อสูญเสีย
ปราการอันยิ่งใหญ่ จั่วม่อก็ไม่ต่างอันใดกับลูกแกะน้อยรอถูกเชือด
จั่วม่อเวลานี้รู้สึกย่ำแย่มาก
บัดซบ!
คนบ้ากลุ่มนี้ไม่ว่ามีอะไรล้วนทุ่มลงมาใส่ศีรษะมัน!
หกสิบเจ็ดซิวเจ่อโหมโจมตีลงมาอย่างบ้าคลั่งพร้อมกัน ไม่มีออมรั้งพลังปราณแม้แต่
น้อย ดูราวกับว่าพวกมันจะยอมหยุดมือก็ต่อเมื่อเกาะแมกไม้รกร้างราบคาบเป็นหน้า
กลองแล้วเท่านั้น
และผู้คนกลุ่มนี้ยังเฉลียวฉลาดยิ่ง พวกมันระดมยิงถล่มเกาะแมกไม้รกร้างจาก
ระยะไกล ไม่ยอมเฉียดใกล้เข้ามาแม้แต่น้อย
เห็นห่ากระบี่บินและเวทวิชาถล่มลงมาอย่างกับห่าพิรุณ กลับกระตุ้นความดื้อรั้นดุ
ร้ายของจั่วม่อขึ้นมา มาเถอะ! เกอจะรอชมดูว่าพวกเจ้ามีพลังปราณมากมายสักเท่าใด!
จั่วม่อสะบัดมือ ธงสุญตาปักลงบนพื้นอย่างหนักหน่วง ปราณกระบี่ที่ห้อมล้อมรอบ
กาย พลันกระจัดกระจายเข้าสู่ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์อย่างเงียบเชียบ
จั่วม่อดีดพุ่งขึ้นจากพื้นดิน เริ่มโลดแล่นไปทั่วเกาะแมกไม้รกร้าง มันเหมือนนักผจญ
เพลิง คอยลาดตระเวณไปทั่วค่ายกลใหญ่
ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ที่มันก่อตั้งไว้บนเกาะ มีขนาดใหญ่โตมโหฬารอย่าง
ที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงขั้นสองร้อยสิบหกค่ายกลย่อย รวมกับก่อนหน้านี้ที่มันซ่อมแซมอุด
ช่องโหว่อย่างต่อเนื่อง แม้จะคิดว่าไม่มีทางถูกทำลายจริงๆ แต่กองโจรลมดำถล่มลงมา
อย่างกะทันหันเกินไป ซ้ำยังดุดันเกินไป อาจจำเป็นต้องมีการหนุนเสริมบ้าง
มันทราบดี ตราบเท่าที่มันสามารถยืนหยัดผ่านการโจมตีระลอกนี้ไปได้ สถานการณ์
บุกจู่โจมนี้จะพลิกกลับตาลปัตรทันที
หกสิบเจ็ดซิวเจ่อ ไม่ใช่ทุกคนที่มีพลังโจมตีแกร่งกร้าว ยกตัวอย่างเช่นโจวหาน พัด
ร้อยพิษในมือของมันสามารถปลดปล่อยพิษร้ายสารพัดชนิดออกมา แต่ในการสู้รบที่ต้อง
อาศัยพลังโจมตีอันรุนแรงเช่นนี้ แทบไม่อาจมีบทบาทใดๆ
ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มาจากซิวเจ่อที่มีพื้นฐานแกร่งกร้าวอย่างเช่นจางห่าว
กระบี่บินของจางห่าวพิเศษเฉพาะเป็นอย่างยิ่ง ใบกระบี่กว้างเป็นพิเศษ คล้ายพลั่ว
คล้ายขวาน เดินในแนวทางสุดแกร่งกร้าว ใบกระบี่ห่อหุ้มด้วยแสงสีแดงชั้นหนึ่ง โจมตีแต่
ละครั้งประดุจขวานหนักผ่าภูผา อานุภาพหนักหน่วงร่วมสามหมื่นจิน!
ในหมู่คนทั้งหมด จั่วม่อรู้สึกว่าจางห่าวเป็นตัวอันตรายยิ่งกว่าผู้ใด แต่ละครั้งที่มัน
กระหน่ำโจมตีลงมา ดุจเหยียบย่ำลงไปในหัวใจจั่วม่อด้วย
เส้นใยจันทราของค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ ถูกแรงสั่นสะเทือนจากการ
โจมตีเขย่าจนยุ่งเหยิงวุ่นวาย วงแหวนแสงน้อยใหญ่กระทบกันเกรียวกราว เสียงระฆัง
ติงๆ ตงๆ ระเบิดออกมาไม่ขาดสาย
ผ่านการกลั่นเกลามาเป็นเวลานาน ห่วงเสียงพุทธะเพิ่มคุณสมบัติก้าวร้าวดุร้ายของ
ไฟเข้ามาด้วย กาลก่อนเสียงระฆังกระจ่างชัด ไร้รูปลักษณ์ แต่บัดนี้สุ้มเสียงแกร่งกร้าวลึก
ล้ำ แม้แต่เสียงก้องสะท้อนยังคล้ายจะแฝงพลังเปลวไฟอันร้อนแรงขุมหนึ่ง
จั่วม่อค่อยสงบใจลง หลังจากไม่กี่ครั้งแรกที่ตื่นตระหนกอยู่บ้าง มันพบว่าค่ายกลวง
แหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ยังไม่สะเทือน มันในที่สุดค่อยนึกขึ้นได้ ในการประลองชุมนุม
วิจารณ์กระบี่ ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์เจ็ดสิบสองค่ายกลย่อยเคยทนผ่านการ
ทดสอบที่รุนแรงมาแล้ว ในคราวนั้น จำนวนยอดฝีมือด่านหนิงม่ายที่อยู่ในค่ายกลยัง
มากมายกว่าตอนนี้เสียอีก
หากอีกฝั่ายหมายพึ่งพาการโจมตีอย่างทื่อด้าน ทำลายค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียง
จันทร์สองร้อยสิบหกค่ายกลย่อย นั่นเป็นเพียงความเพ้อฝันใหญ่โตแล้ว
มันทราบว่าอีกฝั่ายจะล่วงรู้เรื่องนี้ในไม่ช้า
ถึงตอนนั้นการต่อสู้ที่แท้จริงจะเปิดฉากขึ้น!
จั่วม่อแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟั้า มองลอดผ่านกลุ่มเส้นไหมแสงจันทร์ มัน
สามารถมองเห็นความคลั่งแค้นชิงชังบนใบหน้าศัตรูของมันได้อย่างชัดเจน
จั่วม่อละสายตากลับลงมา ดวงตาเย็นเยียบอยู่บ้าง
มันเริ่มหยิบฉวยแผ่นจานค่ายกลออกมาจากแหวน ซัดแผ่นจานค่ายกลไปที่นั่นที่นี่ไม่
ขาดสาย ก่อตั้งค่ายกลอันหลากหลายขึ้นมา ภายใต้ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ช่วย
ปกปิด มันลอบโปรยแผ่นจานค่ายกลมากมายนับไม่ถ้วน
ในเวลานี้จั่วม่อไม่คิดหวงแหนสิ่งใดไว้ แผ่นจานค่ายกลในแหวนปลิวออกจากมือของ
มันไม่หยุดยั้ง ราวกับพวกมันไม่ได้ใช้เงินสร้างขึ้นมา
มันต้องการเปลี่ยนเกาะแมกไม้รกร้างเป็นพื้นที่ล่าสัตว์ พื้นที่ล่าสัตว์ซึ่งเต็มไปด้วยกับ
ดัก!
กงซุนชากับพวกไปหลบซ่อนอยู่ในถ้ำทะเลสาบหินหนืด นี่เป็นสถานที่ที่ปลอดภัย
ที่สุดในเกาะแมกไม้รกร้าง ถ้ำหินหนืดอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดิน จั่วม่อยังก่อตั้งค่ายกลนับไม่
ถ้วนไว้รอบๆ นี่เป็นพื้นที่สำคัญที่สุดในพื้นที่สำคัญทั้งมวล
ดังนั้นสุ้มเสียงที่พวกมันได้ยินจากภายนอกเลอะเลือนไม่ชัดเจนอยู่บ้าง ทุกคนในถ้ำ
ล้วนมีสีหน้าวิตกกังวล
ฉุนอวี๋เฉิงทอดถอน “น่าเสียดายที่เราไม่มีปัญญาช่วยเหลือได้!”
ประโยคนี้ทำให้หลายคนอดกำมือแน่นไม่ได้ พวกมันทั้งหมดแม้เป็นซิวเจ่อ
สายการผลิต แต่จะอย่างไรยังเยาว์วัย มิหนำซ้ำนี่เป็นช่วงอายุที่ยังหาญกล้าบ้าบิ่น
มิหนำซ้ำพวกมันทราบดี หากโจรกลุ่มนี้ทำลายค่ายกลใหญ่สำเร็จ ชะตากรรมที่รอคอย
พวกมันอยู่จะเป็นอย่างไร
ที่กองโจรต้องการเป็นผู้คนที่สามารถต่อสู้ได้ ซิวเจ่อสายการผลิตที่ไม่มีพลังต่อสู้
อย่างพวกมัน ล้วนถูกฆ่าโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
กงซุนชาเป็นผู้เดียวในคนทั้งหมดที่ยังรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ มันนอนอยู่บน
พื้น กล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญว่า “ไม่ต้องกังวลไป คิดทำลายค่ายกลใหญ่ของศิษย์พี่จั่ว
ไหนเลยง่ายดายดั่งใจนึก มิหนำซ้ำข้าคิดว่าศิษย์พี่จั่วพลังฝีมือร้ายกาจกว่าแต่ก่อนมาก
พวกเจ้าลืมจระเข้หนามครามกันแล้วหรือไร?”
ประโยคนี้พอกล่าวออกมา ทั้งหมดมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที!
พวกมันหวนนึกถึงการปะทะอันปั่าเถื่อนรุนแรงหลายสิบครั้งระหว่างศิษย์พี่จั่วกับ
จระเข้หนามครามตัวนั้น ความเชื่อมั่นลุกโชน หัวใจที่สั่นไหวค่อยมั่นคงขึ้นมา!
ท่ามกลางท้องฟั้า การระดมโจมตีเริ่มซาลง
จั่วม่อแหวนหน้ามอง จากนั้นก้มกลับลงมาก่อตั้งค่ายกลต่อ
ทันใดนั้นความคิดเหลวไหลชนิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ
หนึ่งชั่วยาม…เหลือเวลาไม่มากแล้ว!