สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 188 บุกเข้าค่ายกล
“กองโจรลมดำขาดแคลนซิวเจ่อที่มีพลังโจมตีเข้มแข็ง คิดทำลายรูปแบบค่ายกลเต่า
อมตะของจั่วม่อ ไม่น่าเป็นไปได้” ฟูั่ฟงกล่าวพลางสั่นศีรษะ “กลยุทธ์เต่าในมือของจั่วม่อ
เรียกได้ว่าใช้ออกได้ถึงขีดสุดอย่างแท้จริง เว้นเสียแต่ว่าพวกมันจะมียอดฝีมือด้านการ
โจมตีชุดหนึ่ง มิเช่นนั้นยากจะทำลายกระดองเต่า อาศัยค่ายกลขนาดใหญ่โตถึงเพียงนี้
ชนชั้นหนิงม่ายจะพบว่ายากที่จะทำลายได้ ด้วยการโจมตีซึ่งๆ หน้า”
กุ่ยฟงก้มหน้าครุ่นคิด มันหวนนึกถึงรูปแบบค่ายกลเต่าอมตะของจั่วม่อในงาน
ประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่ ซึ่งเป็นเหตุให้ทุกผู้คนล้วนปวดเศียรเวียนเกล้า
วิธีการทำลายรูปแบบค่ายกลเต่าอมตะ มันนึกหาหนทางที่ดีไม่ออกเลยจริงๆ
เว้นเสียแต่ว่าพวกมันจะชิงจู่โจมก่อนที่จั่วม่อจะก่อตั้งค่ายกล หากปล่อยให้จั่วม่อตั้ง
ค่ายกลเสร็จสมบูรณ์ โอกาสชนะแทบไม่มี
รูปแบบค่ายกลเต่าอมตะสมควรแล้วที่เรียกว่ารูปแบบเต่า มันถูกขนานนามว่าเป็น
สุดยอดการปั้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดภายใต้ด่านจินตัน ไม่ใช่ว่าไม่มีคนคิดลอกเลียน
รูปแบบค่ายกลเต่าอมตะของจั่วม่อ แต่เมื่อพวกมันทดลองดูด้วยตัวเอง กลับพบว่า
รูปแบบค่ายกลเต่าอมตะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างขึ้นมา
หนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุด คือทำอย่างไรจึงจะสามารถก่อตั้งค่ายกลได้อย่างรวดเร็ว
ดูจากสถานการณ์ในยามนี้ เกรงว่ารูปแบบค่ายกลเต่าอมตะของจั่วม่อจะบรรลุถึงอีก
ระดับชั้นหนึ่งแล้ว ประสิทธิภาพในการก่อตั้งค่ายกลกับทักษะการใช้งาน เทียบกับงาน
ประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่ กล่าวได้ว่ารุดหน้าก้าวไกลไปมาก
นอกจากนี้ การประสานใช้งานค่ายกลต้องอาศัยการตัดสินใจในชั่วพริบตา และเพื่อ
ควบคุมค่ายกลที่ซับซ้อน ยังต้องมีพลังจิตสำนึกที่ยิ่งใหญ่และเข้มแข็ง
ภายใต้การศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุกผู้คนพบว่ารูปแบบค่ายกลเต่าอมตะไม่ใช่
เรียบง่ายอย่างที่คิด แม้แต่ขั้นตอนที่จั่วม่อต่อสู้กับเฉาอันยังถูกนำออกมาศึกษาซ้ำๆ
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นี่นับว่าเป็นหนึ่งในการต่อสู้หายากอาศัยอ่อนหยุ่นสยบแข็งกร้าวอย่าง
เลิศพิสดาร การเปลี่ยนแปลงยุทธวิธีอันหลากหลายภายในการต่อสู้ เพียงพอให้ทุกคนที่
ศึกษาการต่อสู้ครั้งนี้ต้องประหลาดใจเป็นที่สุด
“ไม่มีทางใดเลยจริงๆ?” ซิวเจ่อด่านจู้จีอีกคนหนึ่งถาม
ฟูั่ฟงกล่าวอย่างลึกซึ้ง “หากเจ้าต้องเผชิญหน้ากับจั่วม่อ จงอย่าปล่อยให้มันมีโอกาส
ก่อตั้งค่ายกล”
“แต่มันก่อตั้งค่ายกลไว้รอท่าอยู่แล้ว” คนผู้นั้นมองไปยังเกาะแมกไม้รกร้าง
“เช่นนั้นแม้แต่ข้าก็จนปัญญา” ฟูั่ฟงแบสองมือ กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
ซิวเจ่อด่านจู้จีอีกผู้เอ่ยปากอย่างอดรนทนไม่ได้ “ศัตรูมีกันตั้งมากมาย หากพวกมัน
บุกเข้าไปในค่ายกลพร้อมกัน สมควรเอาชัยได้ไม่ยาก”
ในความเห็นของพวกมัน พลังอำนาจของทั้งสองฝั่ายแตกต่างกันมากเกินไป หนึ่งคน
ต่อกรหกสิบเจ็ดคน ในจำนวนนั้นยังมีชนชั้นหนิงม่ายถึงห้าคน ตัวจั่วม่อเองก็เป็นเพียงซิว
เจ่อด่านจู้จี แม้ว่ามันอาศัยค่ายกลเข้าต่อกร แต่หากศัตรูทั้งหกสิบเจ็ดคนบุกเข้าทำลาย
ค่ายกลพร้อมกัน จั่วม่อย่อมไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย
“หากเป็นผู้อื่น ข้าก็คงคิดเช่นนั้น” ฟูั่ฟงอธิบายอย่างอดทน สำหรับซิวเจ่อด่านจู้จีใต้
อำนาจของมันเหล่านี้ มันไม่เคยตระหนี่คำชี้แนะ “แต่เมื่อเป็นจั่วม่อ ข้าจะไม่คิดในแง่ดี
ถึงเพียงนั้น อย่าได้ถูกหลอกลวงไป รูปแบบค่ายกลเต่าอมตะเป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น
สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดของจั่วม่อที่จริงคือกลยุทธ์ มันมีฝีมือมากที่สุดในการนำปัจจัยรอบตัว
มาใช้งาน แล้วเปลี่ยนให้เป็นปัจจัยที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อตัวมันเอง ต่อให้มันไม่มี
ปัจจัยเหล่านี้ มันยังสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์กับตัวเองขึ้นมา นับเป็น
นักยุทธศาสตร์โดยกำเนิดอย่างแท้จริง ในด้านนี้เหวยเสิ้งยังไม่อาจเทียบมันได้”
ลูกน้องทุกคนเผยสีหน้าเข้าใจชัดเจน
ฟูั่ฟงยังกล่าวเสริมว่า “แน่นอน บางทีสำหรับจั่วม่อนี่เป็นวิธีการที่เกิดจากความอับ
จนหนทาง มันจำเป็นต้องใช้วิธีการอื่นเพื่อชดเชยข้อบกพร่องด้านพลังบำเพ็ญเพียรของ
มัน”
หากจั่วม่อได้ยินคำวิจารณ์ของฟูั่ฟง มันต้องปรบมือร้องชมเชยออกมา หากคนผู้หนึ่ง
มีพลังปราณ ใครจะมามัวทำเรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ เพียงแค่สับมารดามันด้วยกระบี่ก็พอ!
เรื่องนี้มันอิจฉาเลื่อมใสศิษย์พี่เหวยเสิ้งตลอดมา
ฟูั่ฟงให้ข้อสรุปว่า “นับตั้งแต่ที่กองโจรลมดำเปิดฉากโจมตีเกาะแมกไม้รกร้าง พวก
มันก็ตกเป็นฝั่ายถูกกระทำในทันที เกาะแมกไม้รกร้างในเมื่อมีความสำคัญต่อสำนักกระบี่
สุญตา แต่ไฉนทางสำนักจึงส่งจั่วม่อมาเพียงลำพังผู้เดียวเล่า? เนื่องเพราะพวกมันเข้าใจ
ชัดเจน สำหรับจั่วม่อผู้สามารถสร้างรูปแบบค่ายกลเต่าอมตะ หากมีเวลามากพอ มัน
สามารถสร้างปราการที่ไม่มีผู้ใดตีแตกขึ้นมาได้ กองโจรลมดำที่กล้าโจมตีเกาะแมกไม้รก
ร้างเนื่องเพราะที่นี่มีเพียงจั่วม่อเพียงผู้เดียว แต่สิ่งที่พวกมันไม่ได้ตระหนักก็คือ จั่วม่อผู้นี้
แม้พลังฝีมือไม่เข้มแข็ง แต่หากใช้มันปกปั้องเกาะแห่งหนึ่ง เพียงมันผู้เดียวก็มากเกิน
พอแล้ว จั่วม่อเติบโตได้งดงามเกินความคาดหมายของข้านัก”
หยุดทอดถอนใจแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวสืบต่อ “จั่วม่อจะต่อสู้เฉพาะใน
สภาพแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ต่อมันเท่านั้น กองโจรลมดำก็เข้มแข็งเกินคาด ใช้กำลัง
สยบกลยุทธ์นับว่าชาญฉลาด บางทีพวกมันก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสได้ชัย นี่เป็นสิ่งที่จะได้
เห็นกันต่อไป”
ถ้อยคำของมันทำให้ลูกสมุนด่านจู้จีทั้งสามสิบคนถึงกับคลั่งไคล้ ทุกผู้คนล้วนเป็นจู้จี
แต่ความแตกต่างนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลเสียจริง
“เช่นนั้นหากผู้มาเป็นยอดฝีมือด่านจินตันเล่า?” บางคนยังไม่มั่นใจ เห็นได้ชัดว่ามัน
ไม่ยินยอมพร้อมใจนักที่ชนชั้นจู้จีผู้หนึ่งจะมีที่ถือดีถึงเพียงนี้
“หากผู้มาเป็นยอดฝีมือด่านจินตัน ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งมันได้ มีเพียงจินตันจึง
สามารถหยุดจินตันได้”
ได้ยินเช่นนี้ ชนชั้นจู้จียังจะมีอะไรให้กล่าวอีกเล่า
จางห่าวในที่สุดก็ตระหนัก อาศัยพวกมันยังไม่สามารถทำลายกระดองเต่าสุดแกร่งนี้
ได้ ต่อให้พวกมันถล่มทั้งเกาะก็ตาม สุดท้ายกองโจรลมดำก็ยังคงเป็นกองโจรกองหนึ่ง
พวกมันไปมาดุจสายลม แต่ไม่มีการโจมตีอันแกร่งกร้าวทรงพลัง ความปรารถนาที่
ยิ่งใหญ่ที่สุดของจางห่าวในตอนนี้ คือให้พวกมันทุกคนถือยุทธภัณฑ์เวทประเภทยันต์
ตลบฟั้าอยู่ในมือ ยกชูขึ้นฟั้า แล้วถล่มลงไปอย่างบ้าคลั่ง!
อย่างไรก็ตาม กองโจรอย่างพวกมันที่เน้นการไปมาคล่องแคล่วว่องไว มักจะดูถูก
เหยียดหยามยุทธภัณฑ์เวทจำพวกยันต์ตลบฟั้า ซึ่งยากจะพกพาติดตัว
สายใยจันทราที่ทอดลงมาจากดวงจันทร์สีส้มสั่นไหววุ่นวาย วงแหวนแสงกระทบกัน
เปล่งเสียงระฆังกังวานไม่มีที่สิ้นสุด ทว่าพวกมันยังอยู่ยงคงกระพัน
จางห่าวทราบดีถึงพลังของกระบี่บินของมัน กระทั่งในหมู่หนิงม่ายทั้งหมด กระบี่
ของมันยังสามารถนับเป็นหนึ่งในยอดฝีมือด่านหนิงม่ายระดับแนวหน้า
การที่สามารถช่วยชีวิตโจวหานจากเงื้อมมือของเหวยเสิ้งได้ นับกระบี่ของจางห่าวมี
ส่วนสำคัญเป็นอันดับแรก เหวยเสิ้งอาจเคยเป็นรองกู่หรงผิง แต่กู่หรงผิงค่อยๆ จาง
หายไปจากสายตาของผู้คน เหวยเสิ้งขึ้นแทนที่กู่หรงผิงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นบุรุษหนุ่ม
ที่เป็นที่คาดหวังที่สุดในอาณาจักรนภาจันทร์ นับตั้งแต่ออกจากการปิดด่านฝึกตนหลัง
งานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่ ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเหวยเสิ้งก็พุ่งทะยานขึ้นดุจ
ติดปีกบิน ผู้คนคาดการณ์ว่ามันอาจค้นพบวิธีบุกฝั่าด่านเจตจำนงกระบี่หัวใจแปลงไป
แล้ว
การต่อสู้อันน่าตื่นตาตื่นใจของมันหลังจากนั้น แทบจะช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของ
ผู้คน นับตั้งแต่ติดตามซินหยานออกศึกในช่วงแรก นำไปสู่การเป็นผู้นำกลุ่มด้วยตนเอง
อย่างรวดเร็ว มันต่อสู้ไปทั่วสี่ทิศแปดทาง ไม่เคยพ่ายแพ้
ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือความแข็งแกร่ง เหวยเสิ้งกลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งใน
ด่านหนิงม่ายอย่างเต็มภาคภูมิ!
จางห่าวแม้ไม่ร้ายกาจเท่าเหวยเสิ้ง แต่หากจัดอันดับหนิงม่ายภายในอาณาจักรนภา
จันทร์ มันจัดเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง แต่ปกติมันมักเก็บเนื้อเก็บตัวตามประสาโจร ดังนั้นไม่
ค่อยมีชื่อเสียงนัก
แต่ค่ายกลเบื้องหน้านี้ กลับบันดาลให้จางห่าวรู้สึกอับจนปัญญาอย่างแท้จริง เป็นที่
คาดคำนวณได้ถึงพลานุภาพของค่ายกล
จางห่าวมีประสบการณ์เผชิญคลื่นลมแรงมากมาย พบอุปสรรคไม่ตื่นตระหนก
ท้ายที่สุดจั่วม่อก็มีเพียงคนเดียว ไม่ว่าค่ายกลจะทรงพลานุภาพเพียงใด ยังจำเป็นต้องมี
คนคอยควบคุม ค่ายกลที่มีคนควบคุมกับไม่มีคนควบคุมเป็นเรื่องราวสองประการที่
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ค่ายกลอาจร้ายกาจน่าอัศจรรย์มากมาย แต่ในท้ายที่สุดยังคง
เป็นพลังอำนาจจากภายนอก หลังจากใช้ชีวิตหลั่งเลือดเลียคมดาบมาเนิ่นนาน มันเข้าใจ
กระจ่าง สิ่งที่สามารถกำหนดผลลัพธ์ที่แท้จริงของการต่อสู้ ท้ายที่สุดยังคงเป็นความ
แข็งแกร่งของทั้งสองฝั่าย
นี่เป็นเหตุผลที่ยอดฝีมือเซียนกระบี่เที่ยงแท้ไม่ชมชอบใช้วิธีการอื่น เนื่องเพราะพวก
มันมีพลังอำนาจมากพอ อีกทั้งพวกมันยังเชื่อมั่นในพลังอำนาจของตนอย่างสุดหัวใจ
จางห่าวอาจไม่นับเป็นเซียนกระบี่ยอดฝีมือ แต่กับความแข็งแกร่งของกลุ่มคนของ
มันเอง มันก็เชื่อมั่นเต็มที่อย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นกัน
มันส่งเสียงผิวปากอย่างกะทันหัน ฝูงชนหยุดมือทันที
“ฆ่า!” จางห่าวไม่สิ้นเปลืองวาจา เข่นฆ่าเข้าสู่ค่ายกลเป็นคนแรก โจวหานตามติด
ด้านหลังอย่างกระชั้นชิด กองโจรลมดำคนอื่นๆ ก็ไม่รีรอลังเล ทั้งหมดโถมเข้าสู่ค่ายกล
อย่างพร้อมเพรียง
ฟูั่ฟงพอเห็นเช่นนั้นพลันทอดถอน “จั่วม่อกลายเป็นฝั่ายรุกแล้ว”
“แต่เป็นฝั่ายรุกไม่ได้หมายความว่ามันจะได้ชัย” บางคนอดแย้งไม่ได้
ฟูั่ฟงแย้มยิ้มพลางผงกศีรษะ “นั่นก็ใช่แล้ว แต่พวกเราจะทราบหลังจากชมดูจนจบ”
ทันทีที่จางห่าวบุกเข้าสู่ค่ายกล มันพบว่าภาพทิวทัศน์เบื้องหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป
ทันใดนั้นมันพบตัวเองอยู่ในดินแดนทุรกันดารอันรกร้างว่างเปล่าแห่งหนึ่ง จันทราสีส้ม
แขวนค้างที่กลางนภา เปล่งแสงอบอุ่นนุ่มนวล
เป็นไปตามคาด อีกฝั่ายมีฝีมืออยู่บ้างจริงๆ!
ในใจมันลอบนับถือเลื่อมใส หากเป็นไปได้มันก็อยากชักชวนจั่วม่อเข้าร่วมกองโจร
ลมดำ แต่มันทราบว่านี่เป็นเพียงความเพ้อฝันใหญ่ ผู้อื่นเป็นศิษย์เอกของสำนักกระบี่สุญ
ตา ยังจะชายตาเหลือบแลกองโจรปล้นชิงด้วยหรือ?
จางห่าวปรับสภาพจิตใจ ปัดความคิดเหลวไหลนี้ทิ้งไป
นี่ไม่ใช่หนแรกที่มันต้องแก้ค่ายกล แต่เป็นครั้งแรกที่เผชิญกับค่ายกลที่ทรงพลานุ
ภาพถึงเพียงนี้ แม้ว่ามันจะไม่มีความเข้าใจในค่ายกล แต่ในใจยังคงเชื่อมั่นอย่างยิ่ง เนื่อง
เพราะระดับพลังบำเพ็ญเพียรของอีกฝั่ายต่ำกว่ามันถึงหนึ่งด่าน
สำหรับซิวเจ่อ หนึ่งด่านนี้หมายถึงความแตกต่างตั้งแต่รากฐานของความแข็งแกร่ง
จางห่าวยังเก็บงำความลับเล็กๆ ที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องหนึ่ง นั่นคือเจตจำนงกระบี่
หัวใจแปลง! เพลงกระบี่เบิกภูผาของมัน ฝึกปรือจนถึงขั้นเจตจำนงกระบี่หัวใจแปลงแล้ว!
มือกระชับดาบบินที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีแดง จางห่าวรุดหน้าไปช้าๆ แสงสีแดงยิ่งสว่าง
เจิดจ้ากว่าเดิม ร่างของมันปกคลุมด้วยม่านแสงสีแดงที่คล้ายมีรูปร่างชั้นหนึ่ง
โจวหานในมือกระชับพัดห้าสีเล่มหนึ่ง ภายในชั่วพริบตา หมอกหลากสีสันปรากฏ
ขึ้น ห้อมล้อมรอบกาย ร่างของมันค่อยๆ เลือนหายไปในหมอสีรุ้งกลุ่มนั้น
เว่ยหยงหน้าซีดเผือด ร่างผอมสูงสั่นสะท้านดั่งต้นไผ่ต้องลม มันกวาดตามองรอบๆ
อย่างประหวั่นพรั่นพรึง ต้องการเสาะหาสหายสักคนสองคน แต่มองไปทางใดก็ไม่พบ
เห็นผู้คน
จั่วม่อดวงตาราบเรียบเยียบเย็น มันเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมเต็มที่ พลังปราณเดือด
พล่านมีชีวิตชีวา แต่จิตใจว่างเปล่า สงบเงียบจนแทบเป็นอำมหิต
เหยื่อเข้าสู่พื้นที่ล่าสัตว์แล้ว!
ร่างของมันค่อยๆ เลือนหายไป
เปั้าหมายล่าสังหารคนแรกของมันคือจางห่าว จับโจรย่อมต้องจับหัวหน้า! ขอเพียง
มันสังหารจางห่าวสำเร็จ คนอื่นๆ ก็เท่ากับงูไร้หัว จากนั้นมันย่อมมีโอกาสจับปลาตอน
น้ำขุ่นมากขึ้น
จางห่าวเป็นซิวเจ่อด่านหนิงม่าย นั่นหมายความว่ามันไม่สามารถปะทะซึ่งหน้าได้
แต่จั่วม่อย่อมมีหนทางของตนเอง
ห่อหุ้มอยู่ในม่านแสงสีแดง จางหาวไม่ล่วงรู้ว่าจั่วม่อมุ่งเปั้ามายังมัน แต่ต่อให้มัน
ทราบ มันก็หาได้หวาดกลัวไม่ กลับจะยิ่งตื่นเต้นดีใจเสียมากกว่า
ทันใดนั้นมันหยุดกึก กระบี่หนักในมือโบกสะบัดคราหนึ่ง
ริ้วแสงสีแดงพวยพุ่งออกจากกระบี่ ปราณกระบี่สีแดงนี้ทั้งกว้างขวางและใหญ่โต
ราวกับม่านแสงหนาหนัก กางกั้นอยู่เบื้องหน้ามัน
ติง ติง ติง!
ปรากฏปราณกระบี่หลายสายจู่โจมใส่ม่านแสงสีแดงอย่างไม่มีวี่แววล่วงหน้า
จากนั้นกระเด็นลิ่วไปคนละทิศละทาง
จางห่าวมุมปากจุดรอยยิ้มเย้ยหยัน ฝีเท้าไม่ได้เชื่องช้าลง มุ่งตรงไปยังจันทราสีส้มที่
กลางเวหา ธงสุญตาเป็นยุทธภัณฑ์เวทที่ดี พลานุภาพร้ายกาจยิ่ง แต่น่าเสียดายที่พลัง
บำเพ็ญเพียรของจั่วม่ออ่อนด้อยเกินไป ไม่สามารถปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของธง
ออกมาได้ ปราณกระบี่ระดับนี้อาจสามารถสังหารจู้จี แต่ไม่เพียงพอจะทำร้ายชนชั้นหนิง
ม่ายอย่างมัน
ทว่าจางห่าวไม่ทราบว่าการโจมตีนี้เกิดจากการควบคุม หรือเป็นการจู่โจมของค่าย
กลเอง
มันมุ่งหน้าตรงไปยังดวงจันทร์กระจ่างฟั้า ฝีเท้าของมันคล้ายก้าวเดินอย่างเชื่องช้า
แต่นี่หมายความว่ามันไม่ได้หลงเข้าไปในภาพลวงตา จางห่าวผนึกพลังปราณลงสู่สองเท้า
แต่ละย่างก้าวหนักหน่วงประหนึ่งค้อนยักษ์ ทิ้งหลุมลึกใหญ่โตไว้เบื้องหลัง เรียงรายเป็น
ทางยาวตรงแน่ว ไม่ว่าภาพลวงตาใดล้วนถูกทำลายสิ้น มันอาศัยข้อได้เปรียบที่พลัง
บำเพ็ญเพียรของจั่วม่อไม่ลึกล้ำเท่ามัน วิธีนี้อาจทื่อด้านโง่งม แต่ได้ผลดียิ่ง
ไม่ว่าค่ายกลใดล้วนมีหัวใจค่ายกล หัวใจค่ายกลเป็นศูนย์กลางของการควบคุม หาก
มันสามารถทำลายหัวใจค่ายกล ขบวนค่ายกลอันร้ายกาจสุดยอดนี้ จะพังพินาศลง
ในทันที
ทีละก้าวๆ จางห่าวย่ำเท้าอย่างมั่นคง มุ่งตรงไปยังดวงจันทร์ ปราณกระบี่ที่จู่โจมเข้า
มาตลอดทาง ถูกปิดกั้นไว้ได้อย่างสมบูรณ์
มันยังใช้พลังปราณผนึกสองหู เพื่อปิดกั้นสรรพเสียงที่รบกวนจิตใจ ทุ่มเทสมาธิ
จิตใจทั้งมวลไปกับการก้าวเท้าตรงไปข้างหน้าเท่านั้น คลื่นเสียงที่จู่โจมเข้ามา ถูกมัน
ทำลายสิ้นด้วยการโบกกระบี่หนักในมือไม่กี่ครา
ยิ่งรุดหน้าไปมากเท่าใด มันก็ยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นเท่านั้น
ค่ายกลอาจร้ายกาจ แต่ระดับพลังของทั้งสองฝั่ายแตกต่างกันมากเกินไป ไม่ว่าอันใด
ล้วนไร้ประโยชน์!
มันพลิกกลับเป็นฝั่ายรุกอีกครั้ง!
———————
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย – สรุปสิ่งที่ปรากฏในเรื่องเกี่ยวกับฟูั่ฟง
1. มีเปั้าหมายสูงสุดที่การตามหาคนๆ หนึ่ง
2. เพื่อการนี้จึงได้รวบรวมคนมากลุ่มหนึ่ง โดยใช้ผลประโยชน์เข้าล่อ ซึ่งฉางเหิงกับกุ่ยฟง
ก็ถูกเคล็ดวิชาล่อมาด้วย
3. มีปฏิกิริยาต่อเนตรเปลวเทียนที่หลินเชียนวานให้ซู่ใช้ตรวจสอบจั่วม่อในการประลอง
ด้วย