สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 191 มุกหยินประลัยกัลปแรกออกศึก
จางห่าวถูกเจตจำนงกระบี่มังกรน้ำแข็งสับออกเป็นสองส่วน
จั่วม่อไม่สามารถสะกดกลั้นอาการบาดเจ็บได้อีกต่อไป กระอักเลือดเป็นฟูฝอยอีก
รอบ!
เจตจำนงกระบี่มังกรน้ำแข็งอันน่าตื่นตกใจกระบี่นี้ ไม่ใช่จั่วม่อร่ายออกมาเอง
โดยตรง แต่เป็นการอาศัยกลุ่มปราณกระบี่นับไม่ถ้วนจากธงสุญตา สร้างค่ายกลกระบี่
เพื่อจำลองเจตจำนงกระบี่มังกรน้ำแข็งขึ้นมาแทน เจตจำนงกระบี่จำลองแม้ไม่บริสุทธิ์
พอ แต่พลานุภาพอันร้ายกาจนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่จั่วม่อจะเข้าถึงได้ด้วยตนเอง ปราณกระบี่ใน
ธงสุญตามาจากเหล่ายอดฝีมือด่านจินตัน อานุภาพพิเศษยิ่ง
จางห่าวที่หมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว เผชิญหน้ากับกระบี่นี้ ไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง
ด้วยซ้ำ
จั่วม่อปาดเช็ดเลือดออกจากปาก ร่างกายอ่อนล้าแทบตาย ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่
แล้วยังฝืนใช้ค่ายกลกระบี่ นับเป็นขีดจำกัดของมันแล้ว
จั่วม่อยิ้มกว้าง ดวงตาทอประกายบ้าคลั่งวูบหนึ่ง
หนิงม่ายแล้วเป็นไร? กล้าสู้กับเกอ เกอจะเชือดเจ้าทิ้ง!
เหลือบมองซากศพบนพื้น จั่วม่อขบคิดครู่หนึ่ง จากนั้นเก็บร่างของจางห่าวเข้าไปใน
แหวน คนผู้นี้ในร่างกายคงมีแต่สินค้าที่ดีงาม น่าเสียดายตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมัวมา
ค้นหาสมบัติ จั่วม่อคิดอย่างเสียใจอยู่บ้าง
ก่อนอื่นมันต้องจัดการดวงอาทิตย์เล็กๆ นี่เสียก่อน
ปราณกระบี่ของจางห่าวกับสายฟั้าแกร่งภูตหยางปะทะกันกลับไม่ระเบิด แต่ผสาน
รวมเข้าเป็นดวงอาทิตย์เล็กๆ อย่างพิสดาร จั่วม่อตะลึงลาน ยากจะเข้าใจได้จริงๆ
อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้มีเวลาพอที่จะครุ่นคิดเรื่องนี้ หากของสิ่งนี้เกิดระเบิดขึ้นมา เกรง
ว่าเกาะแมกไม้รกร้างกว่าครึ่งจะราบเป็นหน้ากลอง
ลูกแสงกลุ่มนี้คล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์ขนาดเล็กมากจริงๆ จั่วม่อรู้สึกได้ชัดเจนถึง
พลังปราณอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงที่อยู่ภายในนั้น
หัวใจน้อยๆ ของมันเต้นกระหน่ำเป็นตีกลองอย่างช่วยไม่ได้ ไม่ใส่ใจเรื่องอื่น รีบถาม
“ผู สมควรทำอย่างไรกับเจ้าสิ่งนี้?”
“หนี!” คำตอบของผูเยาไม่มีถ้อยคำไร้สาระ มันทอดถอนอย่างอับจนปัญญา “ข้า
ในตอนนี้อ่อนแอเกินไป กระทั่งสิ่งของเล็กน้อยนี้ยังไม่สามารถจัดการได้” สุ้มเสียงมันฟัง
ดูสะทกสะท้อนไม่น้อย
กระทั่งผูเยายังไม่อาจรับมือ…
จั่วม่อหัวใจเย็นเฉียบ ปากก็ถากถางตามธรรมเนียม “เจ้าไม่ใช่อสูรฟั้าหรอกหรือ?”
ผูเยายิ้มเย้ย “ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีหนทาง เพียงแต่สิ่งที่เจ้าสามารถใช้งานได้นั้น ไม่มีเลย”
จั่วม่อตะลึงงัน หรือจะต้องรีบหนีจริงๆ?
แต่ในห้วงสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ยังจะหนีไปที่ใด? แม้ว่ามันเชือดจางห่าวทิ้งไป
คนหนึ่ง แต่อีกฝั่ายยังหลงเหลือหนิงม่ายอีกสี่คน มันย่อมไม่มีทางหนีรอด
ไม่ จะต้องมีหนทาง … จะต้องมีหนทาง!
จั่วม่อพร่ำบอกกับตนเอง
ดวงอาทิตย์น้อยที่อยู่ตรงหน้าสั่นไหวเบาๆ แม้แต่ระลอกที่แผ่ออกมาก็น่า
สะพรึงกลัวจับใจ ยิ่งเข้าไปใกล้เท่าใด จั่วม่อยิ่งใจสั่นหวั่นไหวเท่านั้น
ด้านในเป็นพลังปราณอันดุเดือดที่อาจระเบิดได้ทุกเมื่อ!
สิ้นเปลืองพลังปราณกระไรเช่นนี้! จั่วม่อขอเหยียดหยามพฤติกรรมอันฟุั่มเฟือยของ
จางฮ่าว ความคิดเหลวไหลนี้กำลังออกรสออกชาติ ทันใดนั้นราวกับสายฟั้าฟาดลงมา
อย่างฉับพลัน!
พลังปราณ!
ใช่แล้ว ดวงอาทิตย์น้อยนี้…เต็มไปด้วยพลังปราณกับสายฟั้าแกร่ง!
นี่ไม่เท่ากับจิงสือขนาดมหึมาหรอกหรือ? เพียงแต่เป็นจิงสือที่ออกจะอันตรายไปสัก
หน่อย…
มันเปิดตาอย่างกะทันหัน ในใจมีความคิดที่หาญกล้าบ้าบิ่นยิ่ง
ดวงอาทิตย์น้อยคล้ายขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ดูท่ามันเริ่มจะไม่มั่นคงมากขึ้นทุกขณะ
จั่วม่อใจสั่นสะท้าน เวลาไม่ยอมให้โอกาสมันไตร่ตรองอีกต่อไป ความคิดในใจมัน
ตอนนี้เสี่ยงอันตรายยิ่ง แต่อย่างน้อยก็ยังพอเห็นความหวังอยู่บ้าง
วัตถุดิบมากมายไหลผ่านมือจั่วม่ออย่างต่อเนื่องด้วยความรวดเร็วถึงขีดสุด เวลานี้
มันเพียงแค้นที่ไม่มีมืออีกสักสองสามคู่ รีบเร่งก่อตั้งค่ายกลสุดชีวิต
เหล่าสมาชิกกองโจรลมดำสีหน้าทั้งตื่นตะลึง ทั้งกังขา พวกมันหยุดลง ยืนงุนงงอยู่
กับที่
กลิ่นอายของเหล่าต้าหายไปอย่างสิ้นเชิง!
เพียงรู้สึกว่าหลังจากแผ่นดินสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ กลิ่นอายของเหล่าต้าก็เลือน
หายไปอย่างสมบูรณ์
หรือว่าพี่ใหญ่ตายแล้ว?
ความคิดเหลวไหลนี้คล้ายฝูงอสรพิษ ค่อยๆ กัดกินความกล้าหาญที่หลงเหลืออยู่ใน
หัวใจของพวกมันไป
ค่ายกลใหญ่ยังคงอยู่ หากเหล่าต้าเป็นฝั่ายได้ชัย ค่ายกลจะต้องพังทลายอย่าง
แน่นอน แต่นี่กลิ่นอายของเหล่าต้าหายไป ทว่าค่ายกลใหญ่ยังอยู่ยงคงกระพัน…
เมื่อทราบว่าจางห่าวอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ปฏิกิริยาแรกของทุกคนคือรีบรุดไป
ช่วยเหลือ แต่เมื่อรู้ว่าจางห่าวถูกฆ่าตายในการต่อสู้ สิ่งแรกที่พวกมันคิดคือ หนี!
ภายในชั่วพริบตา จั่วม่อก็ก่อตั้งค่ายกลแล้วเสร็จ
ค่ายกลที่มันก่อตั้งคือค่ายกลเพลิงสี่หวน ใช้พระอาทิตย์น้อยแทนที่จิงสือ ความคิดนี้
ใจกล้าบ้าบิ่นอย่างเหลือเชื่อ พระอาทิตย์น้อยแสนจะไม่มั่นคง อาจระเบิดได้ทุกเมื่อ ไม่ว่า
มองจากมุมใด ความคิดนี้ก็เสียสติเกินไป
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะแรงกระตุ้นจากอันตรายหรือไม่ แต่ความคิดจิตใจของจั่วม่อก
ระจ่างชัดเป็นที่สุด
มันกวาดตาตรวจสอบค่ายกลเพลิงสี่หวนอย่างรวดเร็ว ไม่มีจุดผิดพลาด! จั่วม่อ
ระบายลมหายใจยาว ดวงตาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง มือขวายื่นออกไป เริ่มกรีดวาด
กลางอากาศ
หัตถ์พันใบน้อยกระบวนท่าที่สอง ‘ใบไม้ก่อเกิด!’
ในอากาศธาตุอันว่างเปล่า อักขระแสงสีเขียวก่อตัวขึ้น ทันทีที่ก่อตัวก็แตกกระจาย
เศษเสี้ยวแสงสีเขียวที่แตกหักหลอมรวมเข้าไปในค่ายกลเพลิงสี่หวน
เศษเสี้ยวแสงสีเขียวราวกับเมล็ดพันธุ์ งอกเงยอย่างรวดเร็ว เติบโตงอกงามในทันใด
ภายในชั่วพริบตา ค่ายกลเพลิงสี่หวนก็เต็มไปด้วยใบไม้สีเขียวดารดาษ ที่น่าอัศจรรย์
ใจก็คือ ดวงอาทิตย์น้อยที่ไม่มั่นคงก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะกลายเป็นเสถียรมากขึ้น ไม่ได้
ให้ความรู้สึกอันตรายจนหัวใจสั่นสะท้านอีก
จั่วม่อจนถึงตอนนี้ ค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก!
ค่ายกลเพลิงสี่หวนเริ่มขับเคลื่อน
พลังปราณอันรุ่มร้อนจากดวงอาทิตย์น้อยถูกดูดซับโดยใบไม้สีเขียว เปลี่ยนเป็น
กระแสปราณอันมั่นคงไร้ที่สิ้นสุด
จั่วม่อปาดเช็ดเหงื่อจากใบหน้า เวลานี้มันตึงเครียดถึงที่สุด หากผิดพลาดสัก
เล็กน้อย อยู่ใกล้ชิดดวงอาทิตย์น้อยถึงเพียงนี้ เกรงว่ากระทั่งขี้เถ้ายังจะไม่มีเหลือ
แม้แต่ผูเยาที่คอยกวนใจอยู่เสมอ เวลานี้ยังไม่กล้ารบกวนมันแม้แต่น้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่มันใช้หัตถ์พันใบน้อยผสานกับค่ายกล ดูจากผลลัพธ์ตอนนี้ นับว่า
พอมีความสำเร็จอยู่บ้าง!
หลังจากเรียนรู้คล้อยตามความว่างเปล่า จั่วม่อก็เรียนรู้ใบไม้ก่อเกิดเป็นลำดับถัดมา
ในความเห็นของมัน ใบไม้ก่อเกิดเป็นกระบวนท่าที่ไร้ประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง
วัตถุประสงค์เพียงอย่างเดียวคือใช้ปรับกระแสพลังปราณที่สับสนวุ่นวาย
หากมันสามารถปรับกระแสพลังปราณของศัตรู เท่ากับสามารถแก้ปัญหาการโจมตี
ของอีกฝั่ายได้ นี่ไม่ใช่กระบวนท่าไร้เทียมทานหรอกหรือ? ย่อมไม่ใช่! ใบไม้ก่อเกิดเพียง
สามารถใช้ได้กับปราณปฐมแห่งฟั้าดินที่ไม่ได้เป็นของผู้ใดเท่านั้น พลังปราณภายในพระ
อาทิตย์น้อยมาจากจางห่าว แต่จางห่าวตายไปแล้ว ดังนั้นการเชื่อมโยงกับพลังปราณจึง
สลายไป ทำให้มันกลายเป็นพลังปราณที่ไม่มีเจ้าของ หวนกลับคืนสู่ฟั้าดินอีกครา ส่วน
สายฟั้าแกร่งภูตหยางของจั่วม่อไม่ได้ใช้พลังปราณของซิวเจ่อในร่างมัน แต่กำเนิดขึ้นจาก
ปราณปฐมแห่งฟั้าดินที่อยู่ในสภาพแวดล้อม ดังนั้นไม่ขัดกับหลักการของใบไม้ก่อเกิด
ตั้งแต่แรก
จั่วม่อไม่เคยคาดคิด ว่ากระบวนท่าที่ไร้ประโยชน์ที่สุดในสามกระบวนท่าแรกของ
หัตถ์พันใบน้อย กลับเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตของมันเอาไว้!
สังหารศัตรูเข้มแข็ง มีชีวิตรอดหลังจากความทุกข์ยาก ความปิติยินดีในผลสำเร็จ
และความหวาดหวั่นพรั่นพรึง…
อารมณ์อันหลากหลายสับสนปนเป ลิ้มลองรสชาติทั้งหมดในหัวใจ ความรู้สึกนี้ยาก
จะบ่งบอกบรรยายได้
เส้นเปลวไฟสีแดงเจิดจ้าตัดไขว้กลางอากาศ ก่อเกิดกองไฟลุกโชน คลื่นลมอัน
ร้อนแรงม้วนตลบออกมา จั่วม่อพลันสะท้านขึ้นทั้งร่าง ในใจบังเกิดความคิดอันดีงาม
ขึ้นมา
ไหนๆ ก็มีเปลวไฟที่ไม่ต้องเสียจิงสืออยู่ตรงหน้า ไฉนมันไม่ฉวยโอกาสกลั่นเกลาห่วง
เสียงพุทธะต่อเสียเลย? ห่วงเสียงพุทธะใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว หากสามารถกลั่นเกลา
สำเร็จ พลานุภาพของค่ายกลใหญ่ย่อมเพิ่มพูนขึ้นอย่างแน่นอน
มองไปยังดวงจันทร์สีส้มแดงสว่างสดใส ไม่ว่าจะเป็นการสังหารจางห่าวหรือผสาน
รวมหัตถ์พันใบน้อยเข้ากับค่ายกล ล้วนทำให้ความเชื่อมั่นในใจมันเติบโตขึ้นมาก ดังนั้น
ไม่มีการลังเล ยกมือขึ้นโบกคราหนึ่ง ห่วงเสียงพุทธะบินเข้าไปในค่ายกลเพลิงสี่หวน
เปลวไฟสีแดงสดใสราวกับสัตว์ร้ายพิโรธ ลามเลียห่วงทองแดงไม่หยุดยั้ง
จั่วม่อเพ่งมองแวบหนึ่ง แล้วส่ายศีรษะ เปลวไฟที่ได้จากค่ายกลเพลิงสี่หวนนี้ระดับ
ต่ำเกินไป ห่วงเสียงพุทธะระดับไม่ต่ำ ยากที่จะกลั่นเกลา
มันพลันฉุกคิดถึงไฟอีกาทองคำที่มีอยู่ในมือ ต้องตบหน้าผากดังตุบ ถึงกับลืมเลือน
สิ่งที่ดีงามเช่นนี้ มันช่างโง่งมจริง!
ไฟอีกาทองคำเป็นเปลวไฟระดับสี่ชั้นสุดยอด มีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม สามารถผสาน
รวมกับไฟอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย ไฟอีกาทองคำราคาสูงล้ำเทียมฟั้า แต่จั่วม่อรู้วิธีสร้าง
ย่อมไม่ตระหนี่ถี่เหนียวเป็นธรรมดา
มันซัดกล่องประณีตเข้าไปในค่ายกลรวดเดียวเก้ากล่อง
อย่างที่คาดไว้ ไฟอีกาทองคำเก้าดวงลุกไหม้รวมเข้าไปในกองไฟ พลังอำนาจของ
ค่ายกลเพลิงสี่หวนเพิ่มพูนขึ้น เปลวไฟสีทองบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นท่ามกลางไฟสีแดง ห่วง
เสียงพุทธะซึ่งนิ่งงันตลอดมา ในที่สุดค่อยเผยร่องรอยของการถูกกลั่นเกลา
ที่เหลือต้องอาศัยเวลาแล้ว
จั่วม่อเพ่งมองอย่างละเอียดถี่ถ้วนครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหาใด ก็หมุนตัวจาก
มา
มันโยนโอสถปราณหนึ่งกำมือใหญ่เข้าปาก พลังปราณในร่างพลุ่งพล่านขึ้นมา แต่
จั่วม่อยังคงรู้สึกถึงความอ่อนแอภายใต้ความเสียหายรุนแรงของร่างกาย ซึ่งขัดแย้งกับ
ความสมบูรณ์ของพลังปราณ มันไม่ควรใช้พลังโอสถเพื่อสะกดอาการบาดเจ็บเอาไว้ ทว่า
การต่อสู้ยังไม่จบสิ้น มันแม้ทราบดีว่าอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่จะทำอย่างไรได้
เจดีย์น้อยควบคุมค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์อย่างช่ำชองชำนาญยิ่ง แต่จะ
อย่างไรผู้คนที่ติดอยู่ในค่ายกลล้วนมิใช่ชนชั้นธรรมดาสามัญ
จนกระทั่งถึงตอนนี้ ความเสียหายรุนแรงที่สุดที่เจดีย์น้อยสร้างขึ้น คือตอนที่ฉวย
โอกาสจากการปะทะของจั่วม่อกับจางห่าวโจมตีออกไปชุดหนึ่ง นอกจากนั้นยังไม่
บรรลุผลอันใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นหนิงม่ายที่เหลืออีกสี่คน ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
จั่วม่อเชื่อมโยงกับเจดีย์น้อย ดังนั้นมันทราบสถานการณ์ภายในค่ายกลอย่างชัดเจน
มันเล็งเปั้าไปยังโจวหาน ด้วยการชี้นำของเจดีย์น้อย มันสามารถหาตำแหน่งของโจ
วหานได้อย่างง่ายดาย
โจวหานปิดซ่อนตัวเองไว้ภายในเมฆหมอกพิษสีรุ้ง ศรสุญตาน้อยจู่โจมใส่หมอกพิษ
เหมือนสาดโคลนลงทะเล ไม่เกิดผลอันใด
จั่วม่อไม่โง่งมถึงขั้นสัมผัสกับหมอกพิษ หากบังเอิญถูกพิษร้าย อาศัยเม็ดยาแก้พิษ
ระดับสองที่มันมี ไม่ต่างอันใดกับการรนหาที่ตาย
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของจั่วม่อผู้เพิ่งสังหารจางห่าว พลังฝีมือของคนที่ใช้พิษนี้
อ่อนด้อยกว่าจางห่าวมาก
ลอบเข้าประชิดโจวหานอย่างเงียบเชียบ ในมือของจั่วม่อปรากฎมุกหยินประลัย
กัลปเม็ดหนึ่ง
ปกติมันไม่กล้าใช้มุกหยินประลัยกัลป ของสิ่งนี้ทรงพลานุภาพน่าแตกตื่นสะท้านใจ
แต่หากเผยตัวออกไป จะนำมาซึ่งปัญหาร้ายแรงซึ่งเกินกว่าที่มันจะรับมือได้ แต่เวลานี้
มันไม่ต้องหวาดวิตกกับปัญหานี้ เกาะแมกไม้รกร้างทั้งเกาะถูกปิดซ่อนอยู่ในขบวนค่าย
กล ผู้คนที่ด้านนอกไม่อาจมองเห็นเรื่องราวด้านใน ส่วนผู้คนที่อยู่ภายในก็ถูกแยกออก
จากกันด้วยค่ายกลลวงตา
นับเป็นโอกาสอันดีงามที่สุดในการใช้มุกหยินประลัยกัลป
เดิมทีมันตั้งใจจะใช้มุกหยินประลัยกัลปกับจางห่าว แต่จางห่าวกลับตรวจพบว่ามัน
เข้ามาใกล้เสียก่อน ดังนั้นศึกแรกของมุกหยินประลัยกัลปตกเป็นโชควาสนาของโจวหาน
แทน
โจวหานไม่รู้ตัวเลยว่าจั่วม่ออยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้ว หัวใจมันกำลังรุ่มร้อนกระวน
กระวายยิ่ง
ผู้อื่นอาจยังแค่สงสัย แต่มันแทบจะแน่ใจว่าเหล่าต้าตายไปแล้ว ท่ามกลางพื้นที่รก
ร้างกันดาร มันรู้สึกรอบข้างช่างหนาวเหน็บ แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การปกปั้องคุ้มครองของ
หมอกพิษ ก็ไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นแม้แต่น้อย
สิ่งเดียวที่ทำให้มันยังสงบใจได้ คือดวงจันทร์สีส้มแดงอันแปลกประหลาดกลายเป็น
สลัวมัวหม่นลง ค่ายกลใหญ่สมควรไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้นาน
จนกระทั่งถึงตอนนี้ มันยังไม่ได้พบเจอผู้ใดเลย
ทันใดนั้นสีหน้าพลันแปรเปลี่ยน มันมาอีกแล้ว!
ติง ติง ติง!
ลูกธนูเสียงล่องหนทิ่มแทงเข้าไปในหมอกพิษ เช่นเดียวกันกับหลายครั้งก่อนหน้านี้
โจวหานโคจรพลังปราณเล็กน้อย หมอกพิษไหลเวียนอย่างพิสดาร ลูกศรเสียงทั้งสามก็
สลายหายไป
ลูกธนูเสียงของศัตรูแทบจะจู่โจมมาอย่างฉับพลัน อย่างไรก็ตาม หมอกพิษของมัน
นับเป็นดาวข่มอย่างสมบูรณ์ของเวทวิชาที่โจมตีอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้
ติง ติง ติง!
พายุลูกศรเสียงหนาแน่นดุจห่าพิรุณ พลันโหมโจมตีใส่มันโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า!
โจวหานไม่ตื่นตระหนก ดูสงบเยือกเย็นยิ่ง หมอกพิษไหลเวียนรอบกายอย่างแช่มช้า
ลูกศรเสียงที่จู่โจมใส่หมอกพิษราวกับจมลงไปในบึงโคลน ล้วนหายวับไปในพริบตา
รอยยิ้มเยาะเย้ยพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าดำคล้ำของมัน ไร้ประโยชน์น่า!
ทันใดนั้น โจวหานสังเกตเห็นวัตถุเล็กๆ กระทบหมอกพิษของมัน ไม่ใช่ลูกศรเสียง!
สีหน้ามันแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด พลันเข้าใจกระจ่าง พายุลูกศรเสียงระลอกนี้ล้วน
มีไว้เพียงเพื่อปกปิดสิ่งของเล็กๆ ชิ้นนี้!
บัดซบ!
ชั้นนอกสุดของหมอกพิษ ถูกย้อมเป็นสีซีดเหมือนกระดูกขาวในพริบตา
ความเย็นติดตามมาพร้อมกับสีขาวซีด แพร่กระจายด้วยระดับความเร็วอันน่า
ตระหนก โจวหานไม่มีเวลาแม้แต่จะตอบสนอง ความหนาวเย็นกวาดผ่านร่างมันราวกับ
สายลมพัดผ่าน มันถูกแช่แข็งอยู่กับที่ ร่างกายมันแข็งทื่อขาวซีดราวกับรูปปันสีขาวอัน
น่าขนลุก สีหน้าหวาดหวั่นสุดขั้วหัวใจประดับค้างอยู่บนใบหน้า!