สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 192 ห่วงเสียงพุทธะ
โจวหานแตกสลายลงในสายลม ทิ้งไว้เพียงยุทธภัณฑ์เวทไม่กี่ชิ้น พัดร้อยพิษกับ
หมอกพิษถูกมุกหยินประลัยกัลปแช่แข็งกลายเป็นเศษน้ำแข็ง ตามด้วยผุกร่อนไปอย่าง
รวดเร็ว จั่วม่อไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย พัดที่มีพิษร้ายไม่มีผู้ใดชมชอบ มิหนำซ้ำ
ยุทธภัณฑ์เวทไม่กี่ชิ้นที่เหลืออยู่ ดูจากสภาพความแวววาวแล้ว ล้วนเป็นสิ่งที่ดีมาก
น่าเสียดายที่ไม่มีเวลามาชื่นชมพวกมันทีละชิ้น ดังนั้นจั่วม่อโยนทั้งหมดลงไปใน
แหวน
จั่วม่ออดทอดถอนไม่ได้ สิ่งที่ชวนทอดถอนไม่ใช่พลังของมุกหยินประลัยกัลป ไม่น่า
แปลกใจเลยที่ท่านเจ้าสำนักกับเหล่าอาจารย์ลุงชอบเอ่ยประโยค ‘พวกเราเป็นเซียน
กระบี่ สิ่งที่เราต้องการ เราจะช่วงชิงมาด้วยกระบี่ของเรา!’ จนติดปาก
การต่อสู้เป็นหนึ่งในวิธีที่เร็วที่สุดในการสะสมความมั่งคั่ง!
มันเพิ่งจะสังหารหนิงม่ายไปสองคน แต่ยุทธภัณฑ์เวทกับจิงสือที่ได้รับ ก็มากพอจะ
ทำให้มันรู้สึกว่ากระเปั๋าเงินของมันโปั่งพอง
ด้วยการหนุนเสริมจากมุกหยินประลัยกัลปอันทรงพลัง รวมกับแรงกระตุ้นจากผล
กำไรมหาศาล จั่วม่อดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงฉาน
จั่วม่อเหลือบมองกองโจรคนอื่นๆ สายตาของมันราวกับกำลังมองดูฝูงลูกแกะที่อวบ
อ้วนน่าอร่อยยิ่ง!
โอ้ จิงสือมากมาย!
ในเวลานี้เอง ห่วงเสียงพุทธะพลันเปล่งเสียงกังวาน แสงสีทองเจิดจ้าฉายส่อง
ออกมาในค่ายกล ตรงขึ้นสู่ท้องฟั้า
จั่วม่อในดวงตาทอแววปิติยินดี ห่วงเสียงพุทธะผ่านการกลั่นเกลาเสร็จสมบูรณ์!
ห่วงเสียงพุทธะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีทอง ไม่คล้ายห่วงทองแดงอีกต่อไป แต่เป็น
ห่วงทองคำ บางครั้งคราวเห็นสายฟั้าวาบผ่านห่วงทองคำ หรือว่าห่วงเสียงพุทธะดูดซับ
สายฟั้าแกร่งในพระอาทิตย์น้อยเข้ามาด้วย? จั่วม่อพอคิดได้ก็ยิ่งเบิกบานใจกว่าเดิม
แต่ละครั้งที่สายฟั้าวาบขึ้น ห่วงเสียงพุทธะจะเปล่งเสียงระฆังออกมา บัดเดี๋ยวต่ำบัด
เดี๋ยวสูง ลึกล้ำทรงพลังและเคร่งขรึมสง่างาม!
ถึงตอนนี้สภาพแวดล้อมภายในค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์พลันแปรเปลี่ยนไป
ดวงอาทิตย์สว่างจ้าแขวนค้างกลางนภาแทนที่ดวงจันทร์ แสงสีทองอันอบอุ่นทอทาบ
สาดส่องทั่วทั้งพื้นที่ เส้นใยจันทราเบาบางที่ห้อยระลงมาถูกย้อมด้วยสีทอง วงแหวนแสง
บนเส้นใยสีทองเปลี่ยนจากสีเงินกระจ่างของจันทรา ไปเป็นสีทองผ่องอำไพ
ความสงบเยือกเย็นเหมือนสายน้ำในกาลก่อนถูกกวาดออกไป ภายใต้ค่ายกลใหญ่
ในตอนนี้ ราวกับยืนอยู่ภายใต้ดวงตะวันอันร้อนแรง ส่องแสงทำลายความชั่วร้ายพินาศ
สิ้น!
กองโจรลมดำที่เหลือสัมผัสได้ว่าบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ก่อน
หน้านี้พวกมันคล้ายอยู่ในดินแดนรกร้างกันดาร ลี้ลับมืดมนและน่าขนพองสยองเกล้า แต่
บัดนี้พวกมันกลับยืนอยู่ใต้ดวงอาทิตย์แผดเผา พวกมันจู่ๆ ย้ายจากแดนร้างหนาวเหน็บ
มาเป็นทะเลทรายร้อนแรง คลื่นเสียงพุทธะยังก้องกังวานซ้ำเติมมาเป็นระลอก ผู้ที่จิตใจ
อ่อนแอสักหน่อย อาจสูญเสียขวัญกำลังใจได้อย่างง่ายดาย
กองโจรลมดำไม่ว่าผู้ใดล้วนโหดร้ายอำมหิต มีชีวิตหลั่งเลือดเลียคมดาบเป็นกิจวัตร
ไม่มีผู้ใดจิตใจอ่อนแอ แต่ยังคงรู้สึกว่าคลื่นแรงกดดันที่ซัดเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า
ยากจะทนทานรับไหวอยู่บ้าง!
ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ก่อนหน้านี้ ทำให้ผู้คนหวาดระแวงการลอบโจมตี
อย่างกะทันหัน แต่ค่ายกลในยามนี้บีบบังคับให้พวกมันต้องโคจรพลังปราณต่อต้าน
สำเนียงพุทธะอยู่ตลอดเวลา ในเวลานี้ค่ายกลใหญ่ก้าวร้าวรุนแรง ทรงพลังกว่าเดิมมาก!
ไม่น่าแปลกใจที่จั่วม่อจะสุขสำราญใจยิ่ง นี่ราวกับว่าเพียงแค่หลับตาเอนกายลง ก็มี
คนส่งหมอนเข้ามาถึงศีรษะ!
ด้วยมุกหยินประลัยกัลป ควบคู่กับค่ายกลรูปโฉมใหม่ที่แปรสภาพไปอย่างสมบูรณ์
คิดจัดการกับกลุ่มโจรชั่วร้ายเหล่านี้ โอกาสได้ชัยเพิ่มสูงขึ้นมาก
จั่วม่อเปลี่ยนความคิดทันที เดิมมันแค่ตั้งใจจะสร้างความเสียหายให้มากที่สุด แต่
เวลานี้มันตัดสินใจจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดหลุดรอดออกไปได้ แต่ละคนเท่ากับจิงสือมากมาย!
คนร้ายเหล่านี้ล้วนมือชุ่มโชกไปด้วยเลือด เกอจะปลดปล่อยพวกเจ้าออกจากความ
มัวเมาในโลกีย์เอง! จั่วม่อคิดอย่างเที่ยงธรรม
ในเวลานี้จั่วม่อราวกับนักล่ามากประสบการณ์ ไม่รีบร้อนรวบดึงตาข่าย จิตสำนึก
ของมันเชื่อมโยงกับเจดีย์น้อย ค่อยๆ สำรวจการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในค่ายกลโฉมใหม่
การเปลี่ยนแปลงของห่วงเสียงพุทธะรุนแรงมากเกินไป จนกระทั่งมันจำเป็นต้องทำความ
เข้าใจเสียก่อน
กองโจรลมดำภายในค่ายกลเริ่มตื่นตระหนก กลิ่นอายของเหล่าต้าหายไปโดย
สมบูรณ์ สถานะไม่แน่ชัด นับตั้งแต่บุกเข้าสู่ค่ายกล พวกมันก็กลายเป็นเช่นฝูงแมลงวันไร้
หัว ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี
ค่ายกลรูปโฉมใหม่ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้แก่พวกมัน สุ้มเสียงสังหารแทรกซึมอยู่ในทุก
หนทุกแห่ง ต้องพึ่งพาพลังปราณเข้าต่อต้าน อัตราการสิ้นเปลืองพลังปราณทวีคูณขึ้นทุก
ขณะ พวกมันไม่ใช่เณรน้อยเพิ่งออกท่องยุทธจักร สิ่งที่พวกมันหวาดกลัวมากที่สุด คือ
สถานการณ์ที่ต้องสิ้นเปลืองพลังปราณตลอดเวลาเช่นนี้เอง
ในการต่อสู้ พลังปราณคือสิ่งที่พึ่งพาได้มากที่สุดสำหรับซิวเจ่อ ซิวเจ่อที่มี
ประสบการณ์ จะควบคุมการเผาผลาญพลังปราณของพวกมันอย่างรอบคอบ
เจดีย์น้อยสมแล้วที่เป็นยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการ
เปลี่ยนแปลงใหม่ในห่วงเสียงพุทธะ ไหลผ่านจิตใจจั่วม่อดุจสายน้ำไม่ขาดตอน จั่วม่อชม
เชยออกไปตามสัญชาตญาณ ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีอารมณ์เบิกบานใจส่งผ่านมาจากเจดีย์
น้อย
จั่วม่อทีแรกชะงักงัน จากนั้นเปลี่ยนเป็นตะลึงลาน
เจดีย์น้อยใช่มีอารมณ์ความรู้สึกและความคิดของตัวเองหรือไม่?
กระบวนการก่อกำเนิดของเจดีย์น้อยลี้ลับพิสดารเป็นอย่างยิ่ง จนถึงตอนนี้ จั่วม่อยัง
คิดว่ามีจุดที่ไม่น่าเชื่อมากมายเหลือเกิน แต่ในสายตามัน เจดีย์น้อยเป็นเพียงยุทธภัณฑ์
เวทชิ้นหนึ่ง เจ้าสิ่งนี้ถือกำเนิดจากจิตสำนึกของมัน เชื่อมต่อกับจิตใจของมัน ปกติเจดีย์
น้อยก็มักจะเผยบุคลิกภาพเยี่ยงมนุษย์ แต่จั่วม่อคิดว่านั่นเป็นเพียงสติปัญญาขั้นพื้นฐาน
เท่านั้น มันไม่เคยคิดเลยว่าเจดีย์น้อยจะมีความคิดจิตใจของตัวเองจริงๆ
เมื่อยุทธภัณฑ์เวทพัฒนาสติสัมปชัญญะของตนเองขึ้นมา มันจะถูกเรียกว่าหยั่งรู้
ปราณ
ความคิดที่ส่งผ่านมาจากเจดีย์น้อยทำให้จั่วม่อตระหนักในทันที เจ้าเจดีย์น้อยนี้
บรรลุถึงขั้นหยั่งรู้ปราณ!
สวรรค์! นี่เป็นไปได้อย่างไร?
ยุทธภัณฑ์เวทที่สามารถบรรลุขั้นหยั่งรู้ปราณมักเป็นยุทธภัณฑ์เวทชั้นสุดยอดที่
ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยไม่มีข้อยกเว้น จั่วม่อรู้สึกว่ามันโชคดีเป็นอย่างยิ่ง มันมียุทธภัณฑ์เชื่อม
วิญญาณ และตกลงไปในกองจิงสือ
ยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณที่บรรลุระดับหยั่งรู้ปราณ!
โอ้!
โชควาสนาที่มาเยือนอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้จั่วม่อสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นยินดี
ดวงตาที่มองไปยังเจดีย์น้อยเป็นประกายวาววาม ราวกับว่ามันปรารถนาจะกลืนกินเจดีย์
น้อยลงท้องไป! เจดีย์น้อยกระถดถอยไปทันทีอย่างขี้ขลาดตาขาว ร่างกายทั้งห้าชั้นสั่น
เทาเป็นระลอก
“มา มา มา ลูกที่ดี มาให้บิดาชมดูเจ้าสักเล็กน้อย” จั่วม่อน้ำลายไหลย้อย กวักมือ
เรียกเจดีย์น้อย สีหน้าท่าทีน่าอนาถอย่างบอกไม่ถูก
เจดีย์น้อยสามารถถือว่าเป็นบุตรชายของมันครึ่งหนึ่ง การหยั่งรู้ปราณของเจดีย์น้อย
เกิดจากจิตสำนึกของจั่วม่อเอง
เจดีย์น้อยขดตัวเป็นก้อนกลม สั่นระริกไม่หยุด
จั่วม่อเพ่งพิศอย่างละเอียดอยู่ครู่ใหญ่ แต่ไม่พบเห็นสิ่งใดเพิ่มเติม ได้แต่ต้องปล่อย
เจดีย์น้อยเป็นอิสระอย่างอับจนปัญญา
มันครุ่นคิดว่าจำต้องหาเวลาย้อนทบทวนกระบวนการหลอมสร้างเจดีย์น้อยเสีย
หน่อย พลางนึกฝันถึงภาพตนเองรายล้อมไปด้วยแสงสว่าง ขบวนยุทธภัณฑ์เชื่อม
วิญญาณที่มีญาณหยั่งรู้ทอดยาวอยู่เบื้องหลังไม่รู้จบ โอ้ น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!
มันจะปล้นชิงจากเหล่ากองโจรทั่วสารทิศ ผู้ใดอาจหาญต่อต้าน เหล่ายุทธภัณฑ์
เชื่อมวิญญาณทั้งหมดจะทุบลงบนศีรษะพวกมันพร้อมกัน!
กำลังนึกภาพตัวเองกวาดพิชิตทั่วปฐพีโดยไร้ผู้ต้าน ทันใดนั้นบางสิ่งบางอย่าง
กระทบเอวของมัน พอก้มมอง เห็นเป็นเจดีย์น้อย จั่วม่อค่อยได้สติ ปาดเช็ดน้ำลายที่ไหล
ย้อยตรงมุมปาก
เจดีย์น้อยสะกิดเตือนมันว่ากลุ่มโจรต้องการจะหลบหนี
หลบหนี? คิดหนีจากเงื้อมมือเกอไหนเลยง่ายดายดั่งใจนึก!
จั่วม่อหัวร่อเยาะหยันอย่างเย็นชา ก่อนหน้านี้มันยังคงระมัดระวังอยู่บ้าง แต่เวลานี้
กลุ่มโจรที่หลงเหลือไม่ต่างอันใดกับปลาบนเขียง รอคอยถูกเชือดเฉือนแต่ถ่ายเดียว
ห่วงเสียงพุทธะก่อนหน้านี้ก็ยกระดับขึ้นเป็นระดับสี่แล้ว การกลั่นเกลาเมื่อสักครู่
ไม่ได้เพิ่มระดับของมันอีก แต่เพิ่มพูนพลังอำนาจขึ้นมาอีกหลายขั้น ประกอบด้วยไฟ
คลื่นเสียง และสายฟั้า สามคุณลักษณะ ไฟเป็นไฟอีกาทองคำซึ่งสามารถจัดอยู่ในสิบ
อันดับแรกของไฟระดับสี่ทั้งมวล สายฟั้าเป็นสายฟั้าแกร่งภูตหยางระดับสี่ สิ่งที่น่าเสียใจ
มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือค่ายกลพุทธะที่สลักอยู่บนห่วง เป็นเพียงค่ายกลระดับสาม
เท่านั้น มิเช่นนั้น ห่วงเสียงพุทธะนี้ จะกลายเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ชั้นสุดยอดที่หาได้
ยากยิ่งอย่างแน่นอน!
แต่ถึงกระนั้น ห่วงเสียงพุทธะในเวลานี้ ย่อมสามารถถือได้ว่าเป็นยุทธภัณฑ์เวท
ระดับสี่ชั้นยอดได้อย่างเกินพอ
หลังจากยุทธภัณฑ์เวทเข้าสู่ระดับสี่ เนื่องจากมีการเพิ่มพลังขึ้นอย่างมาก
จำเป็นต้องแบ่งออกเป็นหลายระดับชั้น ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ ที่ดีที่สุดคือชั้นสุดยอด
พวกมันเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ที่เลิศล้ำที่สุด รองลงมาคือชั้นยอด ชั้นกลาง และชั้นต่ำ
ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณที่มีญานหยั่งรู้เฉกเช่นเจดีย์น้อย นับว่า
อยู่เหนือชั้นสุดยอดขึ้นไปอีก
ห่วงเสียงพุทธะ ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ชั้นยอด เสริมด้วยเจดีย์น้อย ยุทธภัณฑ์เชื่อม
วิญญาณที่มีญาณหยั่งรู้ มุกหยินประลัยกัลปที่สามารถสังหารหนิงม่ายได้ในพริบตา
รวมถึงยันต์ทหารระดับสามซึ่งจั่วม่อยังไม่เคยใช้งานอีกหนึ่งใบ
ความเชื่อมั่นในใจจั่วม่อพุ่งทะยานขึ้นไปถึงชั้นฟั้า มันค้นพบว่าในมือมันถือครอง
กระบวนท่าสังหารไว้มากมายจริงๆ!
โอกาสอันดีงามถึงเพียงนี้ จั่วม่อยังจะปล่อยให้กองโจรลมดำหลุดรอดไปได้อีกหรือ?
เจดีย์น้อยทะยานขึ้นสู่ท้องฟั้า ควบคุมค่ายกลใหญ่อีกครั้ง แสงและเงาของค่ายกล
ใหญ่เปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ ห่วงเสียงพุทธะสั่นสะเทือนเบาๆ เป็นจุดศูนย์กลาง คลื่น
เสียงแผ่กระจายออกไปประดุจระลอกน้ำถาโถม
ภายในค่ายกล กองโจรลมดำรู้สึกว่าทิวทัศน์เปลี่ยนไปอีกครั้ง แรงกดดันที่ทีแรก
ค่อนข้างเลื่อนลอย ทันใดนั้นก็รุนแรงขึ้น สุ้มเสียงแฝงมนตราไม่มีที่สิ้นสุดกังวานอยู่ใน
โสตประสาท ความรู้สึกมึนชาอันแรงกล้าทำให้พวกมันหยุดเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัว ราว
กับว่ามีเสียงกระซิบซ้ำๆ ในใจของพวกมัน “หลับเสียเถิด…นอนหลับพักผ่อนสักครู่…”
เปลือกตาของพวกมันหนักอึ้งอย่างประหลาด ความหวาดระแวงในใจเลือนหายไป
หัวใจของพวกมันค่อยๆ สงบลง อาการง่วงงุนรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
กองโจรลมดำไม่ใช่โจรธรรมดา พวกมันผ่านการเข่นฆ่าเดิมพันชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน
ทุกคนผลักดันความกลัวออกไปจากใจ รีบเร่งเร้าโคจรพลังปราณเร็วรี่ เพื่อต้านทานเสียง
มนตราอันสะท้านขวัญวิญญาณนี้
ในที่สุดพวกมันพลันเข้าใจกระจ่าง ยิ่งลากถ่วงออกไปนานเท่าใด พวกมันก็ยิ่ง
เสียเปรียบมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งหมดระดมปลดปล่อยท่าไม้ตายสุดยอดออกมาแทบจะพร้อมเพรียงกัน!
ปราณกระบี่กับลำแสงยุทธภัณฑ์เวทมากมายทะยานขึ้นสู่ท้องฟั้า จู่โจมใส่ดวง
อาทิตย์อันโชติช่วงที่กลางนภาอย่างหักโหม!
การตอบโต้ก่อนตายของกองโจรลมดำสะท้านขวัญวิญญาณจั่วม่อถึงที่สุด ความถือดี
ในหัวใจมันสลายวับไป หัวใจน้อยๆ เต้นระรัวแทบกระดอนออกมาจากอก หาก
เปั้าหมายของการโจมตีครั้งสุดท้ายนี้เป็นตัวมัน เกรงว่าร่างกายมันแม้แต่เศษฝุั่นธุลีก็คง
ไม่มีเหลือ
เคล้ง!
ห่วงเสียงพุทธะทันใดนั้นสะท้านขึ้นเฮือกหนึ่ง!
แสงสีทองแตกระเบิด คลื่นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวดุจสายฟั้าฟาด สุ้มเสียงลึกล้ำเคร่ง
ขรึมเปลี่ยนเป็นเสียงตวาดด้วยพิโรธขององค์พระโพธิสัตว์ ทั้งดุร้ายและเกรี้ยวกราด!
เหล่ากองโจรลมดำภายในค่ายกลรู้สึกร่างสั่นระริก พลังปราณแตกซ่าน หลุดออกจาก
การควบคุมโดยสิ้นเชิง ทุกผู้คนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง เมื่อพวกมันเงยหน้าขึ้น
มอง ใบหน้าก็ซีดขาวราวกระดาษ เห็นสายฟั้าแกร่งขนาดเท่ากำมือมากมายเหลือคณา
นับม้วนพันลงมาตามเส้นใยสีทอง
ค่ายกลใหญ่ขับเคลื่อนพลังอำนาจสูงสุดอย่างเต็มรูปแบบ พลังสภาวะเกรี้ยวกราด
ลึกล้ำแพร่กระจายอย่างดุดัน ตระเตรียมบดขยี้ด้วยเรี่ยวแรงพลังทั้งหมด ไม่สามารถ
หยุดยั้งได้อีก
จั่วม่ออ้าปากค้าง ร้ายกาจ ร้ายกาจยิ่ง! การโจมตีตอบโต้ของห่วงเสียงพุทธะระลอก
นี้ ไม่ได้ด้อยกว่าพลังของสำเนียงพิฆาตระฆังจันทราในการประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่
แม้แต่น้อย!
คลื่นเสียงสำเนียงพุทธะดุจฟั้าพิโรธ สายฟั้าแกร่งกระหน่ำฟาดลงมาประหนึ่งห่า
พิรุณ!
เหล่ากองโจรลมดำขวัญวิญญาณกระเจิดกระเจิง สายฟั้าแกร่งขนาดเท่ากำมือไม่ได้
แกร่งกร้าวเท่ากับครั้งที่จั่วม่อใช้โจมตีจางห่าว แต่จะอย่างไรพวกมันยังคงเป็นสายฟั้า
แกร่งภูตหยางที่แท้จริง! คลื่นเสียงพุทธะสยบฟั้าดินไม่ได้หายไป พลังปราณของพวกมัน
แตกซ่านกระจัดกระจายใช้การไม่ได้ คนคล้ายตัวเปล่าเปลือย สายฟั้าแกร่งเข่นฆ่าลงมา
อย่างหฤโหด!
ระหว่างนั้น เสียงกรีดร้องระคนสบถสาปแช่งดังก้องไม่ขาดหู
โอ้ เสียหายหนักมาก! ภายใต้การโจมตีหนึ่งระลอก กองโจรลมดำที่ยังยืนหยัดอยู่ได้
มีไม่ถึงสามสิบคน กองโจรลมดำหลายคนล้มลงในกองเลือด เปล่งเสียงกรีดร้องครวญ
คราง เหล่าโจรลมดำที่ยังยืนอยู่ได้ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ดวงตาหวาดหวั่นขวัญ
ผวา
ร้ายกาจไร้เทียมทาน!
จั่วม่อทอดถอนอย่างตื่นตะลึง จากนั้นเจ็บปวดใจยิ่ง ห่วงเสียงพุทธะเห็นได้ชัดว่า
แสงสีทองและสายฟั้าแกร่งที่อยู่รอบๆ มืดมัวสลัวลงกว่าเดิมมาก มันรีบเรียกห่วงเสียง
พุทธะกลับมา หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกครั้ง ห่วงเสียงพุทธะอาจถูกทำลาย หรือแม้ว่า
จะไม่ถูกทำลาย ระดับก็ย่อมลดลงอย่างแน่นอน
ยากนักที่จะเสาะหายุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ไว้ในครอบครองสักชิ้น จั่วม่อจะทนให้มัน
ถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น กองโจรลมดำที่ยังเหลือล้วนสูญเสียขวัญกำลังใจไปหมดสิ้นแล้ว ไม่
จำเป็นต้องพึ่งพาห่วงเสียงพุทธะจัดการกับพวกมันอีก
แค่จั่วม่อกับเจดีย์น้อยก็สามารถรับมือได้สบาย!
การเก็บเกี่ยวผลกำไรกำลังจะเปิดฉากขึ้น มันหันสายตาอันร้อนแรงมองกลับไปยัง
ค่ายกล ถูมืออย่างตื่นเต้น เจดีย์น้อยที่เชื่อมโยงกับจิตใจมันก็กระตือรือร้น เต็มไปด้วย
ความตื่นเต้นหิวกระหายเช่นเดียวกัน
ในเวลานี้เอง ผูเยาปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
“รอประเดี๋ยว”