สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 193 เก็บเกี่ยวเป็นกอบเป็นกำ
เมื่อผูเยาออกมา ปฏิกิริยาแรกของจั่วม่อคือ “ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเลย!”
มันยังคงคิดถึงคำสัญญาที่ผูเยาให้ไว้ หากมันสามารถสังหารคนกลุ่มนี้ทั้งหมดภายใน
หนึ่งชั่วยาม จะสามารถเรียนรู้หัตถ์พันใบน้อยกระบวนท่าต่อไปได้! จั่วม่อตอนนี้ติดอก
ติดใจหัตถ์พันใบน้อยเป็นอย่างยิ่ง หัตถ์พันใบน้อยสามกระบวนท่าที่มันฝึกปรือ แต่ละ
กระบวนท่าล้วนมีบทบาทสำคัญในศึกครั้งนี้ หัตถ์พันใบน้อยไม่ว่ากระบวนท่าใดล้วนเป็น
เวทวิชาที่ดียิ่ง หากไม่ใช่ทรงพลานุภาพ ก็มีจุดประสงค์ใช้งานพิเศษเฉพาะ
ที่สำคัญที่สุด หัตถ์พันใบน้อยใช้พลังจิตสำนึกไม่ใช่พลังปราณ สำหรับจั่วม่อในตอนนี้
เวทวิชาที่ใช้พลังจิตสำนึก สามารถใช้งานได้ดีกว่าเวทวิชาที่ใช้พลังปราณมาก
“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว” ผูเยากล่าวง่ายๆ
ได้ยินเช่นนี้ จั่วม่อบันดาลโทสะทันที “นี่มันวาจาอันใด? เจ้าเปลี่ยนใจแล้ว? เกอเพิ่ง
จะต่อสู้แทบล้มประดาตาย เจ้าก็มาบอกว่าเจ้าเปลี่ยนใจแล้ว?”
ผูเยาไม่โกรธ โบกมือตัดบท “ข้าจะสอนหัตห์พันใบน้อยให้เจ้าหนึ่งกระบวนท่าตาม
สัญญา”
โทสะของจั่วม่อสลายวับ เปลี่ยนเป็นอยากรู้อยากเห็นแทน “เช่นนั้นเจ้าเปลี่ยนใจ
เรื่องอันใด?” หัตถ์พันใบน้อยหนึ่งกระบวนท่าเพียงพอให้มันสงบลงเป็นธรรมดา
“คนเหล่านี้ไม่สมควรถูกฆ่า” ผูเยากล่าวด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก
“ไม่สมควรถูกฆ่า?” จั่วม่อชะงักกึก “แล้วจะเก็บพวกมันไว้ทำอะไร? คนเหล่านี้ฆ่า
คนไม่กะพริบตา เก็บพวกมันไว้จะไม่มีปัญหาตามมาหรือ?”
ไม่ว่าจากมุมมองใด จั่วม่อก็ไม่ใช่คนใจดีมีเมตตา ยิ่งไปกว่านั้น กล่าวถึงความเมตตา
กับโจรร้ายที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาเหล่านี้ นั่นเท่ากับรำคาญในการมีชีวิตสืบต่อ มิสู้ปลด
ทรัพย์ในร่างพวกมันให้เกลี้ยงเกลา จากนั้นเชือดทิ้งเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
“ก่อสร้างบ่อน้ำยมโลกจำเป็นต้องใช้แรงงานมนุษย์” ผูเยาแย้มพราย
“เจ้าไม่กลัวพวกมันแว้งกัด?” จั่วม่อชี้ไปยังประเด็นสำคัญ
“ข้าคืออสูรฟั้า!” ผูเยาเหลือกตา ความหมายโดยนัยก็คือ กับอสูรฟั้าผู้สูงสง่าเยี่ยง
มัน นี่เป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น
จั่วม่อหัวร่อเยาะ กล่าวอย่างไม่ไว้หน้า “อ้อ แล้วเมื่อครู่อสูรฟั้าตนใดบอกให้ข้ารีบ
หนี?”
ผูเยาอ้าปากค้าง ใบหน้าหนาเท่ากำแพงเมืองถึงกับมีสีแดงเล็กน้อย
จั่วม่อก็ไม่กล้ารุกรานมันมากเกินไป เปลี่ยนเป็นชี้ไปยังกองโจรลมดำภายในค่ายกล
ถามว่า “แรงงานมนุษย์คงไม่จำเป็นต้องใช้ยุทธภัณฑ์เวทกระมัง?”
ผูเยาโบกไม้โบกมืออย่างใจกว้าง “ไม่จำเป็น”
จั่วม่อมองไปยังกองโจรด้วยความเห็นอกเห็นใจ ตกอยู่ในมือเจ้าเหรินเยาวิปลาสผู้นี้
เกรงว่าคงประสบชะตากรรมมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตกตาย! สามารถจินตนาการได้ ว่าชีวิต
หลังจากนี้ของพวกมันจะมืดมนถึงเพียงไหน
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจไม่ได้ทำให้จั่วม่อมีเมตตาหรือมือไม้อ่อนแต่
อย่างใด
จั่วม่อและเจดีย์น้อย หนึ่งเปิดเผยหนึ่งซ่อนเร้น อาศัยพลังอันร้ายกาจของค่ายกล
ทุบตีกองโจรลมดำทั้งหมดจนสิ้นสติ จั่วม่อไม่ได้หลงเหลือแม้แต่เสื้อผ้าสักชิ้นไว้ให้พวก
มัน กวาดขึ้นกวาดลง ปอกลอกทุกสิ่งทุกอย่างจนเกลี้ยงเกลา จนเป็นที่พอใจจึงได้โยนชี
เปลือยทั้งกลุ่มไปให้ผูเยา
ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์กับดวงจันทร์บนท้องฟั้าเลือนหายไปจากเกาะแมก
ไม้รกร้าง ไม่มีร่องรอยใดหลงเหลือ นอกจากหลุมขนาดใหญ่เรียงรายต่อกันหลายหลุม ที่
แสดงให้เห็นว่าเคยเกิดการต่อสู้ขึ้นที่นี่
ฟูั่ฟงผู้เฝั้าชมดูในระยะไกลพลันสั่นศีรษะ สุ้มเสียงเต็มไปด้วยร่องรอยของความ
ประหลาดใจ “ดูเหมือนว่ากองโจรลมดำล้วนตายหมดสิ้นแล้ว”
กองโจรลมดำล้วนตายหมดสิ้น!
ทันทีที่ถ้อยคำเหล่านี้กล่าวออกมา คนทั้งหมดตะลึงงัน ไม่นานมานี้พวกมันติดตาม
ไล่ล่ากองโจรลมดำมาโดยตลอด ยิ่งไล่ตามมากเท่าใด พวกมันก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจมากขึ้น
เท่านั้น ความแข็งแกร่งที่กองโจรลมดำแสดงออกมา ทำให้พวกมันขาดความมั่นใจใน
ตนเอง ความเชื่อมั่นเพียงอย่างเดียวที่พวกมันมี คือฝั่ายพวกมันมียอดฝีมืออยู่ด้านข้าง
ฟูั่ฟง กุ่ยฟง และฉางเหิง ล้วนเป็นยอดฝีมือด่านหนิงม่ายที่มีชื่อเสียงกระเดื่องดังใน
อาณาจักรนภาจันทร์
แต่ถึงแม้จะมียอดฝีมือสามคนก็ตาม พวกมันยังคงคิดว่าหากทั้งสองฝั่ายปะทะกัน
จริงๆ ก็ต้องเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากไม่น้อย
ใครจะคิดว่าเพียงชนชั้นจู้จีผู้หนึ่ง อาศัยค่ายกลบนเกาะ ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่ง
ชั่วยาม กลับเข่นฆ่าสังหารกองโจรลมดำอันร้ายกาจจนพินาศสิ้นทั้งกลุ่ม!
ฉางเหิงกับกุ่ยฟงพอเห็นเกาะแมกไม้รกร้างกลับคืนสู่สภาพปกติ พลันเข้าใจในทันที
กุ่ยฟงสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ มันเคยประมือกับจั่วม่อมาก่อน ไม่ว่ามองจากมุมใด
จั่วม่อก็ไม่สมควรเติบโตไปถึงจุดที่สามารถสังหารกองโจรลมดำทั้งกลุ่มได้ด้วยตัวคนเดียว
หากเป็นเหวยเสิ้ง มันอาจรู้สึกว่าเป็นไปได้อยู่บ้าง
ฉางเหิงดูสงบเยือกเย็นกว่ามาก แม้แต่แสงในดวงตาก็มืดมัวลงไม่น้อย มันคล้ายขบ
คิดอะไรบางอย่าง
จั่วม่อไม่ได้ล่วงรู้ว่ามีผู้คนเฝั้าจับตาดูมันอยู่ มันกำลังพึงพอใจกับการตรวจนับสิน
สงครามของมัน เจดีย์น้อยสังเกตการณ์อย่างหิวโหยอยู่ด้านข้าง นกโง่วิ่งออกมาชมดู แต่
นกโง่รักษาท่าทีได้ดีกว่าเจดีย์น้อย นางเชิดคอสูงชัน ก้าวเดินอย่างเย่อหยิ่งด้วยฝีเท้านก
เล็กๆ ของนาง ทำท่าราวกับว่าจิงสือเป็นของสกปรก แต่การชายตามองด้วยหางตาเป็น
ครั้งคราวกลับเปิดเผยจุดมุ่งหมายอันชั่วร้ายของนางออกมา ส่วนเจ้าดำน้อยมุดเข้าไปใน
ภูเขาสมบัติเล็กๆ นี้ ไม่ยอมออกมาอีกเลย
เหล่าศิษย์น้องก็ออกมาจากที่ซ่อน พวกมันรู้สึกราวกับกำลังฝันไป
พวกมันแวบแรกเห็นศิษย์พี่จั่วม่อ ยังไม่ทันจะแสดงความซาบซึ้งยินดี ก็เหลือบไป
เห็นจิงสือกับยุทธภัณฑ์เวทกองโตเท่าภูเขา!
หลังจากนั้น พวกมันก็ยืนแข็งทื่อเป็นก้อนหินไปเลย
จั่วม่อดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า น้ำลายไหลย้อยลงมาจากมุมปาก โดยที่มันไม่คิด
จะปาดเช็ด
สิ่งของที่ดี! นี่ก็สิ่งของที่ดี!
มันหยิบอันหนึ่งขึ้นมาดู จากนั้นหันไปหยิบอีกอัน นัยน์ตาเคลิบเคลิ้มมึนเมา
บางครั้งก็หัวร่อออกมาดุจเสียสติ
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อเป็นคนยึดหลักความเป็นจริงอย่างมาก ตัดสินใจตรวจสอบ
ทรัพย์สินส่วนบุคคลของมันอย่างละเอียดอีกรอบ มันอาจทำกำไรได้กองโตเท่าภูเขา แต่
ก็ใช้จ่ายไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไฟอีกาทองคำหรือมุกหยินประลัยกัลป พวกมันไม่ใช่
สินค้าราคาถูก ไหนจะต้นทุนในการเยียวยารักษาอาการบาดเจ็บของมันอีก รวมทั้ง
ค่าใช้จ่ายในการหล่อเลี้ยงกลั่นเกลาห่วงเสียงพุทธะก็ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย!
มันต้องการแค่อย่างน้อยก็ต้องไม่ขาดทุน
กรอกแกรก กรอกแกรก จั่วม่อเริ่มพลิกผ่านกองสมบัติ มันนึกยินดีที่เคยมี
ประสบการณ์ใช้ไฟหินงอกรับแปรรูปวัตถุดิบมาก่อน จำนวนสินค้าที่ผ่านมือมันมี
มากมาย ช่วยเพาะสร้างสายตาอันแหลมคมให้แก่มันคู่หนึ่ง
ผลกำไรคราวนี้เป็นกอบเป็นกำมาก แค่กระบี่บินก็มีมากกว่าหนึ่งร้อยเล่ม แต่ระดับ
ไม่สูงนัก นับกระบี่หนักของจางห่าวระดับสูงที่สุด เป็นกระบี่บินระดับสี่ ใบกระบี่หนา
เรียบง่ายโบราณ ถืออยู่ในมือรู้สึกหนักหน่วงมาก แกะสลักไว้ด้วยค่ายกล ‘เบิกภูผา’
นอกจากกระบี่บิน ยังมียุทธภัณฑ์เวทมากมายหลากหลายชนิด นับว่าช่วยเปิดหูเปิด
ตาแก่จั่วม่อไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีบางอย่างที่แปลกประหลาดยิ่ง อย่างเช่นตาข่าย
มีตาข่ายแสงสีเขียวผืนหนึ่ง เมื่อซัดออกจากมือจะกลายเป็นลูกแสงสีเขียว หากผู้ใดเฉียด
เข้าใกล้ มันจะเปลี่ยนเป็นตาข่ายผืนมหึมา รวบปิดในบัดดล
เหล่าซิวเจ่อด่านจู้จีมีทรัพย์สินจำกัด ผู้ที่มั่งคั่งร่ำรวยจริงๆ ก็คือหนิงม่ายทั้งห้าคน
โดยเฉพาะจางห่าวที่ถูกผ่าเป็นสองท่อน มั่งคั่งเป็นพิเศษ คนผู้นี้ในมือมีแหวนมิติสองวง
ภายในคือความมั่งคั่งมหาศาลเกินความคาดหมาย คนผู้นี้ยังพิถีพิถันยิ่ง สิ่งที่เก็บสะสมไว้
ล้วนเป็นสิ่งที่ดี
อย่างเช่นวัตถุดิบที่มันสั่งสมไว้ไม่มีชิ้นใดระดับต่ำ ส่วนใหญ่เป็นระดับสาม ทั้งยังมี
วัตถุดิบระดับสี่อยู่บ้าง
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อตื่นเต้นยินดีเป็นที่สุด คือเขี้ยวจิ้งจอกห้าชิ้น เขี้ยวจิ้งจอกทั้งห้าชิ้นนี้
เห็นได้ชัดว่ามาจากปิศาจจิ้งจอกตัวเดียวกัน แต่ละเขี้ยวสีขาวบริสุทธิ์ ปราศจากสิ่ง
สกปรกเจือปน ส่องประกายเงางามดุจกระเบื้องเคลือบ กลิ่นหอมคล้ายกล้วยไม้กับดอก
เหมยกำจายออกมา เพียงรูปลักษณ์ก็เผยชัดว่าเป็นวัตถุดิบระดับสามชั้นสุดยอดอย่าง
แน่นอน
กระบี่หยดน้ำคู่กายของจั่วม่อมีคุณภาพดีมาก หากหลอมสร้างใหม่ รวมกับหินเพลิง
แดงเดือดระดับสี่ที่มีอยู่ในมือ คุณสมบัติของน้ำและไฟจะสูงส่งขึ้นอีกขั้น สามารถบรรลุ
ความต้องการของเจตจำนงกระบี่เพลิงธารา รวมกับเถาวัลย์ฟันเขี้ยวที่ได้จากหนานหมิ
งจื่อ ชุดเขี้ยวจิ้งจอกห้าเขี้ยวของจางห่าว และผลึกน้ำแข็งครามที่แลกเปลี่ยนมาจากชาย
ชุดแดง มันนับว่ารวบรวมวัตถุดิบสำหรับหลอมสร้างชุดกระบี่บินห้าเล่มได้ถึงสี่ชนิดแล้ว
มันรู้สึกว่าชุดกระบี่บินห้าเล่มไม่ใช่เรื่องอันห่างไกลอีกต่อไป
จั่วม่อยังขาดแค่วัตถุดิบธาตุดินที่เหมาะสมอีกเพียงหนึ่งอย่างเท่านั้น ชุดกระบี่ห้า
เจตจำนงกระบี่ของมันจะสามารถบรรลุผล!
บนร่างกายของจางห่าวยังมียุทธภัณฑ์เวทอีกหลายชิ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สินค้า
ธรรมดาสามัญ แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่เสียหายยับเยิน จั่วม่อเจ็บปวดใจยิ่ง ของเหล่านี้
ล้วนเป็นจิงสือทั้งนั้น!
ยุทธภัณฑ์เวทชิ้นอื่นที่จั่วม่อสนใจมากที่สุด เป็นเสื้อคลุมตัวหนึ่ง เสื้อคลุมตัวนี้ขนาน
นามว่า ‘ไร้เงา’ บางเฉียบประหนึ่งปีกจักจั่น ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่า หากสวมใส่ไว้
บนร่าง เสื้อคลุมก็คล้ายจะเลือนหายไปทันที แต่แม้ว่าจะมองไม่เห็น จั่วม่อยังคงสามารถ
รู้สึกถึงการคงอยู่ของเสื้อคลุม เสื้อคลุมไร้เงาตัวนี้ มีเพียงความสามารถเดียว คือใช้ซ่อน
เร้นร่างกายของมัน จั่วม่อกระทั่งต้องประหลาดใจมากขึ้นไปอีก นี่เป็นเสื้อคลุมระดับสี่!
จั่วม่อทดลองใช้เสื้อคลุม ผลลัพธ์ที่ได้ก็โดดเด่นยิ่ง แม้ว่ามันจะใช้จิตสำนึกกวาด
ค้นหาไปมา ยังไม่อาจค้นพบร่องรอยแม้แต่น้อย
สิ่งของที่ดี!
นี่มันของชั้นเลิศชัดๆ!
จั่วม่อตระหนักถึงคุณค่าของเสื้อคลุมในทันที นี่เป็นสุดยอดยุทธภัณฑ์เวทสำหรับ
การหลบหนี! หากสถานการณ์ไม่สู้ดี เพียงแค่สวมใส่เสื้อคลุมตัวนี้ไว้ จะไม่มีผู้ใดสามารถ
ค้นหามันพบ
มันพลันรู้สึกว่าแปลกประหลาดอยู่บ้าง คนที่มันฆ่าตายผู้นี้ไม่ได้ใช้ยุทธภัณฑ์เวทที่ดี
งามชิ้นนี้ กลับสวมใส่เสื้อคลุมระดับสามแทน
สิ่งที่จั่วม่อไม่ล่วงรู้ก็คือ ตลอดหลายปีมานี้ กองโจรลมดำอาละวาดไปทั่วโดยไร้ผู้ต้าน
ติด นอกเหนือจากครั้งที่ถูกเหวยเสิ้งไล่เข่นฆ่าจนแตกกระเจิง เมื่อใดกันที่พวกมันเคยถูก
บังคับให้ต้องหลบหนี? จางห่าวเมื่อครั้งแรกที่ได้ครอบครองเสื้อคลุมไร้เงา มันรักถนอม
ยิ่ง แต่หลังจากนั้นก็พบว่าไม่เคยได้ใช้งานเสื้อคลุมไร้เงาเลยสักครั้ง เสื้อคลุมไร้เงาแม้
สามารถซ่อนเร้นร่างกายมัน ทว่าโดยพื้นฐานแล้วไม่มีอำนาจปั้องกัน ดังนั้นจางห่าว
เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมระดับสามที่ช่วยเพิ่มอำนาจปั้องกัน ซึ่งมีประโยชน์ในการเข้าปะทะ
และต่อสู้ประจัญบาน
จั่วม่อย่อมไม่เกรงอกเกรงใจ สวมใส่เสื้อคลุมไร้เงาอย่างร่าเริงยินดี
กระบี่หนักเบิกภูผา ระดับสี่ เสื้อคลุมไร้เงา ระดับสี่ เมื่อเปิดฉากด้วยสองยุทธภัณฑ์
เวทชั้นสุดยอดเช่นนี้ จั่วม่อเริ่มดูแคลนยุทธภัณฑ์เวทชิ้นอื่นๆ ทันที
อย่างไรก็ตาม กองโจรลมดำเหล่านี้มีคุณลักษณะที่ไม่เหมือนผู้ใดประการหนึ่ง นั่น
คือแต่ละคนพกพาจิงสือติดตัวจำนานมาก พอครุ่นคิดสักครู่ จั่วม่อค่อยเข้าใจ กองโจร
พวกนี้มักเร่ร่อนไปทุกหนทุกแห่ง ไม่มีสิ่งใดเป็นประโยชน์เท่ากับจิงสือ ที่สามารถซื้อหา
สินค้าได้โดยตรง ไม่ว่าที่ไหนเมื่อไร
ทั้งหมดนี้ย่อมตกเป็นของจั่วม่อแต่เพียงผู้เดียว นี่เป็นผลรวมอันมหาศาลยิ่ง
อย่างเช่นจางห่าว คนผู้นี้ถึงกับพกพาจิงสือระดับสี่มากกว่าสิบชิ้น
เมื่อจั่วม่อนำจิงสือทั้งหมดออกมากองรวมไว้ตรงหน้า มันก็ตะลึงงัน รู้สึกละลานตา
ไปหมด ในสายตาล้วนเต็มไปด้วยจิงสือ!
แม้แต่ยุทธภัณฑ์เวทที่ดีที่สุด หากวางเทียบกับจิงสือที่มีมูลค่าเท่ากัน ยังไม่ส่งผล
สะท้านสะเทือนหัวใจเท่ากับกองจิงสือ!
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่รู้ จั่วม่อในที่สุดค่อยได้สติคืนมาจากความตื่นตะลึงต่อภูเขา
จิงสือ ดวงตาอันเลื่อนลอยกลับมากระจ่างชัดดังเดิม
มันสูดลมหายใจลึก รีบกวาดจิงสือทั้งหมดลงไปในแหวน แล้วหันกลับมาสะสาง
ยุทธภัณฑ์เวทที่เหลือ จิตใจคล้ายยังเลอะเลือนมึนงงอยู่บ้าง
“ฮะ!” เสียงอุทานของผูเยาจู่ๆ ก็ดังขึ้นข้างหูจั่วม่อ
จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง ได้สติทันที มันพบว่าผูเยาปรากฏตัวอยู่ข้างกายมันตั้งแต่
เมื่อใดไม่ทราบ
ผูเยาจ้องมองกระดูกสีขาวในมือจั่วม่อไม่วางตา
จั่วม่อโบกกระดูกในมือตามสัญชาตญาณ “มีปัญหาหรือไม่?”
ผูเยายังคงจ้องมองกระดูกไม่วางตา ยื่นมือออกมา “ให้ข้าชมดู”
“อ้อ” จั่วม่อเผลอส่งกระดูกให้ตามสัญชาตญาณ
ทันทีที่กระดูกหลุดออกจากมือ มันพลันรู้สึกตัว ต้องสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง มันช่าง
โง่งมยิ่ง สิ่งที่กระทั่งผูเยายังสนอกสนใจถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นสินค้าที่ดี!
ของตกอยู่ในมือผูเยาแล้ว นี่ไม่ต่างอันใดกับเนื้อเข้าปากสุนัข ไม่มีวันหวนกลับมาอีก!
จริงดังคาด ผูเยาพลิกมือวูบหนึ่ง กระดูกขาวหายวับไป พลางกล่าวอย่างเป็น
ธรรมชาติยิ่ง “ดี ข้าขอกระดูกนี้ก็แล้วกัน”
จั่วม่อแทบกระอักเลือด มันทราบดีว่าไม่มีวันได้ของสิ่งนั้นกลับคืนชั่วนิรันดร์ รีบ
ตอบโต้อย่างรวดเร็ว “แลกกับสิ่งใด?”
“ข้าจะให้องครักษ์อสูรน้อย (เสี่ยวเยา) แก่เจ้าชุดหนึ่ง” ผูเยาไม่ให้โอกาสจั่วม่อต่อ
รอง
“องครักษ์อสูรน้อย? นั่นมันตัวอะไร?” จั่วม่อรู้สึกสนอกสนใจขึ้นมาทันที
ผูเยาหัวร่อฮิฮะ “เจ้าจะได้รู้เมื่อถึงเวลา” กล่าวจบ มันก็หายวับไป
จั่วม่อคอตก สลดหดหู่สุดเปรียบปาน ได้แต่หันกลับไปหากองยุทธภัณฑ์เวทของมัน
หวังว่าจะได้พบของดีๆ สักหลายชิ้น แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่าโชคดีของมันถูกใช้ไปจน
หมดสิ้นแล้ว สินค้าที่เหลือทั้งหมดล้วนธรรมดาสามัญยิ่ง ทำให้มันยิ่งสลดหดหู่มาก
กว่าเดิม
ขณะที่จั่วม่อเสร็จสิ้นการคัดแยกยุทธภัณฑ์เวทชิ้นสุดท้าย พลันได้ยินเสียงหัวร่อ
เบาๆ จากฟากฟั้า “พี่จั่วคราวนี้เก็บเกี่ยวได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ!”