สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 194 องครักษ์เกราะทอง
จั่วม่อเงยหน้าขวับ จ้องมองสามอาคันตุกะไม่ได้รับเชิญบนฟั้าอย่างระมัดระวัง
ผู้กล่าววาจาเป็นบุรุษหน้าเหลือง จั่วม่อจดจำมันได้ นี่เป็นบุคคลลึกลับในงาน
ประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่ที่มันเคยประมือด้วย สองคนที่ด้านหลัง คนหนึ่งเป็นฉางเหิง
ส่วนอีกคนคือกุ่ยฟง ล้วนแล้วแต่เป็นคนคุ้นหน้าทั้งสิ้น สามคนนี้มาสุมหัวกันทำอะไร?
จั่วม่อรำพึงในใจ
และทั้งสามคนก็ปรากฏตัวในเวลานี้ จะมีเหตุบังเอิญปานนั้นได้อย่างไร? มีโอกาส
แปดเก้าส่วนในสิบส่วน ที่คนทั้งสามจะหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืด และต้องการอะไร
บางอย่าง เมื่อเห็นมันเป็นฝั่ายได้ชัย พวกมันได้แต่โผล่หัวออกมาทักทายเท่านั้น
จั่วม่อยามนี้เป็นกองกำลังที่เพิ่งกรำศึกหนัก ย่อมไม่กล้าปล่อยให้คนทั้งสามเข้ามา
ภายใน คนทั้งสามไม่ว่าผู้ใดก็แข็งแกร่งกว่ามัน มิหนำซ้ำมันเพิ่งจะได้รับโชควาสนาก้อน
โต หากคนทั้งสามละโมบโลภมาก มันอาจรักษาชีวิตน้อยๆ ไว้ไม่ได้อีก
“ผู้น้องเพิ่งผ่านศึกใหญ่ ได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย จำเป็นต้องพักผ่อนทันที ไม่มี
เวลาต้อนรับขับสู้ท่านพี่ทั้งสาม โปรดให้อภัยด้วย!” กล่าวจบ โดยไม่คำถึงถึงคนทั้งสาม
มันรีบหลบลี้หนีหายไปทันที
ท่าร่างคล่องแคล่วปราดเปรียวถึงเพียงนั้น มันดูเหมือนคนบาดเจ็บสาหัสปางตาย
ตรงที่ใด?
สามคนบนอากาศพูดไม่ออก พวกมันคิดว่าจั่วม่อจะกล่าวเกรงอกเกรงใจตอบ พวก
มันจะได้หาโอกาสเข้าใกล้ได้มากกว่านี้ แต่พวกมันประเมินความหน้าด้านไร้ยางอายของ
จั่วม่อต่ำเกินไป เจ้าผู้นี้พอพบหน้าก็หมุนตัวจากไปทันที พวกมันยังจะทำอะไรได้อีกเล่า
หากพวกมันใช้กำลังบุกรุกลงไปในเวลานี้ นั่นเป็นการฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบ
ผู้อื่น ซ้ำยังประกาศชัดว่าพวกมันมีเจตนาร้าย อันที่จริงเรื่องชื่อเสียงจอมปลอม พวกมัน
ทั้งสามไม่ใคร่ใส่ใจมากนัก แต่เมื่อพวกมันเห็นหลุมใหญ่โตเรียงรายอยู่บนพื้น ก็ล้มเลิก
ความคิดที่จะใช้กำลังบุกลงไปในทันที
เห็นกองโจรลมดำพินาศย่อยยับกับตาตัวเอง มิหนำซ้ำยังเคยมีประสบการณ์ตรงมา
ก่อน ทั้งสามคนหวาดระแวงค่ายกลบนเกาะแมกไม้รกร้างเป็นอย่างยิ่ง
จั่วม่อไม่สนใจคนทั้งสาม หากพวกมันกล้าบุกรุกลงมาในเกาะแมกไม้รกร้าง มันจะ
เดิมพันด้วยการทำลายห่วงเสียงพุทธะ ต่อสู้แลกชีวิตกับอีกฝั่ายโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
เมื่อมันเห็นคนทั้งสามเพียงยืนรอคอยอยู่นอกเกาะ ค่อยคลายใจลงเล็กน้อย แต่ยัง
ลอบส่งเจดีย์น้อยออกไปคอยเฝั้าระวัง จากนั้นโยนห่วงเสียงพุทธะกลับเข้าไปในค่ายกล
ไฟในถ้ำหินหนืด เพื่อหล่อเลี้ยงและปล่อยให้ห่วงเสียงพุทธะเริ่มรักษาตัวเอง
คราวนี้ร่างกายได้รับความเสียหายมากกว่าที่จั่วม่อคาดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันฝืน
ร่างกายทำการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังใช้พลังโอสถสะกดอาการบาดเจ็บเอาไว้ มองผิว
เผินคล้ายไม่มีปัญหาอันใด แต่อันที่จริงอาการบาดเจ็บภายในหนักหนาสาหัสมาก
โชคดีที่ซือฟูั่จัดเตรียมโอสถปราณมากมายให้มันพกติดตัวมาด้วย มันไม่เคยคิดว่า
จะต้องใช้โอสถปราณรวดเร็วถึงเพียงนี้
จั่วม่อโยนโอสถปราณเข้าปาก นั่งไขว้ขาท่วงท่าดอกบัว จมดิ่งลงไปในสภาวะฌาน
ทันทีที่โอสถปราณผ่านเข้าไปในปาก ก็เปลี่ยนเป็นกระแสความเย็นขุมหนึ่ง
ไหลเวียนไปพร้อมกับการโคจรของพลังปราณ กระจายไปทั่วทุกซอกทุกมุมในร่างกาย
พลังร้อนรุ่มที่หลบซ่อนอยู่ในอวัยวะของมันลดน้อยลงทันที รู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก
ในเวลาเดียวกัน เห็นผู้คนสี่สิบสองคนแช่ร่างอยู่ในบึงน้ำสีดำ พวกมันดวงตาปิดสนิท
ใบหน้าแสดงความรู้สึกเจ็บปวดเป็นครั้งคราว กลุ่มไอหมอกสีดำลอยขึ้นจากบึงน้ำ แทรก
ซึมเข้าไปในร่างกายพวกมันอย่างเงียบงัน แพร่กระจายไปทั่วร่างอย่างแช่มช้า
ผูเยาทอดตามองสามหนิงม่ายของกองโจรลมดำ พวกมันถูกห่อหุ้มอยู่หมอกสีดำ
อย่างสมบูรณ์ ดูคล้ายก้อนถ่านขนาดใหญ่ บนหน้าผากของคนทั้งสามปรากฏปุั่มเล็กๆ
งอกออกมา ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเติบโตจากปุั่มนี้
ผูเยาเล่นกับกระดูกสีขาวในมือ รำพึงกับตนเอง “นึกไม่ถึงว่าจะพบเห็นกระดูกมังกร
เขียว*ที่นี่ เดรัจฉานน้อยนี้โชคดีจริงๆ เฮ้อ ใช้ของดีๆ กับสวะด่านหนิงม่ายเช่นนี้ ช่างเสีย
ของแท้ๆ!”
ขณะที่ทอดถอนใจ มือก็ออกแรงบีบเล็กน้อย เพี๊ยะ กระดูกขาวแตกละเอียดเป็น
ผุยผง
มันยกมือขึ้น ผงกระดูกมังกรเขียวเปลี่ยนเป็นลูกศรสีขาวสามดอก เจาะทะลวงเข้า
ไปในร่างกายของหนิงม่ายทั้งสาม
หนิงม่ายทั้งสามคนเริ่มสั่นสะท้านดุจลูกเต๋าถูกเขย่า ใบหน้าดำสนิทบิดเบี้ยวจนไม่
คล้ายผู้คน สีหน้าเจ็บปวดอย่างสุดแสน ทันใดนั้น ผิวสีดำของพวกมันเริ่มสั่นกระเพื่อม
เป็นระลอก จากนั้นชั้นวัตถุคล้ายแผ่นเกล็ดก็งอกออกมาอย่างต่อเนื่อง
ในเวลาอันกระชั้นสั้น คนทั้งสามแปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ ร่างกายปกคลุมด้วย
ชั้นเกล็ดหนาสีขาว คล้ายคลึงกับชั้นเกราะอันหนาหนัก ปุั่มบนหน้าผากงอกยาวออกมา
อย่างต่อเนื่อง ฟุั่บ เขาสีดำแหลมคมแทงทะลุออกมาจากผิวหนัง เมื่อยืดยาวสามชุ่นก็ไม่
งอกออกมาอีก
“องครักษ์เกล็ดขาว! อ๊า กระดูกมังกรเขียวไม่เลวเลยจริงๆ” ผูเยาสีหน้าคาดไม่ถึง
อยู่บ้าง เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาทันที มันเอียงคอขบคิดครู่หนึ่ง ทันใดนั้นหัวร่อฮี่ฮี่ ยื่นมือ
ออกมา ทำท่าคว้าจับที่กลางอากาศอันว่างเปล่า
กล่องหยกสามกล่องปรากฏขึ้นในมือผูเยา ที่แท้เป็นกล่องประณีตที่จั่วม่อรักใคร่หวง
แหนอย่างสุดซึ้ง!
บีบกล่องหยกแตกละเอียด ผูเยาค่อยๆ เปั่า ไฟอีกาทองคำขนาดเท่ากำมือสามดวง
พุ่งลิ่ว แยกย้ายไปยังคนทั้งสาม
ไฟอีกาทองคำตกลงบนเกล็ดสีขาว เปล่งเสียงฟูั่คราหนึ่ง แทรกซึมเข้าไปในร่างกาย
แทบจะในทันทีทันใด กลุ่มหมอกก็พลุ่งขึ้นรายล้อมรอบกายพวกมัน บึงน้ำสีดำรอบๆ
เริ่มผุดฟองอากาศราวกับกำลังเดือดพล่าน
เห็นบึงน้ำสีดำปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอก ผูเยายิ่งตื่นเต้นกว่าเดิม มันคล้ายเด็กน้อย
ซุกซนที่ได้พบของเล่นอันน่าสนุก
ผูเยายื่นมือคว้ากลางอากาศว่างเปล่าอีกครั้ง
ติง ติง ติง!
หากจั่วม่อพบเห็นฉากนี้ มันคงขุ่นแค้นจนกระอักเลือดออกมาแทบหมดตัว ในมือผู
เยาเต็มไปด้วยหินเพลิงแดงเดือด รวมถึงหินเพลิงแดงเดือดระดับสี่จำนวนสามชิ้นด้วย
ควรทราบว่าจั่วม่อมีหินเพลิงแดงเดือดระดับสี่เพียงหกชิ้นเท่านั้น ผูเยากลับฉกเอามาถึง
ครึ่งหนึ่งในคราวเดียว
ผูเยาพลันจี้มือซ้ายใส่อากาศธาตุ เปลวไฟสีแดงดำอันเย้ายวนปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน
มันโยนหินเพลิงแดงเดือดในมือเข้าไปในกองไฟ จากนั้นทำท่าคว้ากลางอากาศอย่าง
ต่อเนื่องไม่ขาดสาย คว้าครั้งหนึ่ง วัตถุดิบก็ปรากฏขึ้นในมือของมันชิ้นหนึ่ง มันไม่เหลือบ
มองด้วยซ้ำ เพียงโยนวัตถุดิบเหล่านั้นเข้าไปในกองไฟโดยตรง
ครึ่งชั่วยามให้หลัง เปลวไฟค่อยๆ จางหายไป กระบี่ยักษ์ที่ตลอดทั้งเล่มเป็นสีแดง
ฉาน ปรากฏขึ้นตรงหน้าผูเผาสามเล่ม
กระบี่ยักษ์ส่วนยาวเท่ากับครึ่งตัวคน ส่วนกว้างของใบกระบี่ทำให้พวกมันดูเหมือน
บานประตูเล็กๆ ใบกระบี่แดงฉานดุจดั่งเหล็กกล้าที่ถูกเผาไฟจนร้อนแดง แผ่ซ่านความ
ร้อนอันแผดเผาออกมา
ในเวลานี้เอง กลุ่มหมอกเหนือศีรษะสามหนิงม่ายในบึงน้ำดำกระจายหายไป เผยให้
เห็นร่างของพวกมันอีกครั้ง เกล็ดขาวบนร่างคนทั้งสามถูกย้อมด้วยชั้นสีทอง ทำให้พวก
มันดูคล้ายสวมใส่ชุดเกราะสีทอง เขาสีดำบนหน้าผากหายไปอย่างสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้ ทั้งสามคนดูลึกลับ มืดมน และน่าสะพรึงกลัว แต่บัดนี้คนทั้งสามจาก
ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่มีร่องรอยของปราณหยินแม้แต่น้อย พวกมันราวกับเทพเทวาลง
มาเยือนโลกหล้า พลังสภาวะแข็งแกร่ง ดุดัน และเจิดจรัส สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน
“กระดูกมังกรเขียว ไฟอีกาทองคำ บ่อน้ำยมโลก ฮี่ฮี่ องครักษ์อสูรที่หลอมสร้าง
ออกมานี้ ช่างน่าคาดหวังอยู่บ้างจริงๆ!”
ผูเยาแย้มยิ้มอย่างเย่อหยิ่งถือดี “องครักษ์เกล็ดขาว ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ต้องเปลี่ยน
ชื่อเสียก่อน องครักษ์เกราะทอง! ชื่อนี้ฟังดูไม่เลว ฮ่าฮ่า ผู้ใดสามารถบอกได้ว่าพวกมันที่
แท้เป็นองครักษ์อสูร?”
ถูคางไปพลาง เพ่งพิศไปพลาง อึดใจใหญ่ผูเยาค่อยพึมพำกับตัวเอง “โอ้ ไม่ ไม่ พวก
มันดูอัปลักษณ์ยิ่ง ต้องแก้ไขเสียหน่อย”
มันห่อปากพ่นเปลวไฟออกมา เปลวไฟขยายใหญ่ขึ้น ปกคลุมหนึ่งในนั้นไว้ทั้งร่าง
ทันใดนั้นเสียงเนื้อไหม้แตกปะทุดังระรัว ครู่ใหญ่ให้หลัง เปลวไฟค่อยขยับออกไป คนที่
อยู่ในเปลวไฟรูปโฉมเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง เวลานี้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าห่อหุ้ม
อยู่ในชุดเกราะสีทองทั้งร่าง แม้แต่ใบหน้ายังถูกปกคลุมจนมิดชิด ชุดเกราะหนาด้านหน้า
เพียงเผยให้เห็นดวงตาเท่านั้น เกล็ดสีทองสุกสว่างแปรเปลี่ยนเป็นเกราะเกล็ดปลาสีทอง
นอกเหนือจากความโอ่อ่าสง่างาม ยังเพิ่มความลี้ลับลึกซึ้งมากกว่าเดิม
ผูเยาในที่สุดค่อยมีสีหน้าพึงพอใจ ไม่นานให้หลัง ทั้งสามคนก็ถูกปรับปรุงแก้ไขเสร็จ
สิ้น
กระบี่ยักษ์สีแดงเจิดจ้าทั้งสามเล่มเปลี่ยนเป็นลำแสงสีแดง พุ่งเข้าหาคนทั้งสาม
คนทั้งสามยื่นมือคว้ากระบี่ยักษ์อย่างพร้อมเพรียง สามองครักษ์เกราะทองยืนนิ่ง
เคร่งขรึม กลิ่นอายแกร่งกร้าวสูงสง่าแผ่ซ่านออกมาช้าๆ
ผูเยาหันไปมองกองโจรลมดำที่ยังคงแช่ร่างอยู่ในบึงน้ำดำอย่างเห็นอกเห็นใจ “พวก
เจ้าที่ไม่สามารถพบหน้าผู้คน ได้แต่ต้องอยู่ที่นี่เป็นแรงงานมนุษย์เท่านั้นแล้ว”
ครั้นเมื่อจั่วม่อถอยออกจากสภาวะฌาน ดวงตาเปล่งประกายปิติยินดี อาการ
บาดเจ็บของมันเกือบทุเลาหายดีแล้ว เพียงพักผ่อนอีกสักระยะจะสามารถฟืนตัวได้อย่าง
สมบูรณ์ และสิ่งที่ทำให้มันปลาบปลื้มยินดียิ่งกว่านั้น คือพลังปราณในร่างที่หยุดการ
เติบโตมานาน ในที่สุดก็มีร่องรอยของการเจริญเติบโตเล็กๆ
แม้ว่าจะเติบโตขึ้นไม่มาก แต่สำหรับจั่วม่อที่พลังปราณไม่เติบโตมาเป็นเวลานาน
มากแล้ว นี่เป็นความประหลาดใจที่ไม่คาดฝันอย่างแท้จริง
ขณะที่จั่วม่อกำลังตื่นเต้นยินดี พลันเห็นผูเยาผ่านเข้ามาด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่งถือดี
พร้อมกับนำสามคนที่สวมใส่เกราะทองคำทั้งร่างเข้ามาด้วย
จั่วม่อชะงักกึก ชี้นิ้วไปทางคนทั้งสามอย่างระแวงระวัง “พวกมันเป็นใคร?”
คนทั้งสามล้วนถูกปกคลุมด้วยเกราะทองคำตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่เห็นหน้า
ค่าตา แต่จั่วม่อรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว ที่แผ่ซ่านออกมาจากตลอดทั้งร่าง
ของพวกมัน
สามคนนี้พลังฝีมือลึกล้ำสุดหยั่งคาด!
ด้วยพลังของจิตสำนึก ญาณหยั่งรู้ของจั่วม่อเฉียบไวเป็นอย่างยิ่ง สามคนนี้ทำให้มัน
รู้สึกถึงอันตรายอันร้ายแรง ยังรุนแรงยิ่งกว่าความรู้สึกอันตรายที่เคยได้รับจากหัวหน้า
ของกองโจรลมดำเสียอีก ผู้คนที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้มาจากที่ใดตั้งสามคน? พวกมันจู่ๆ มุด
ออกมาจากที่ใดกัน?
สายตาจั่วม่อตกลงบนกระบี่ยักษ์ในมือคนทั้งสาม ต้องลอบกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
มารดามันเถอะ เจ้าบัดซบตัวใดฟุั่มเฟือยถึงเพียงนี้!
พื้นฐานของกระบี่เป็นหินเพลิงแดงเดือด ต้องไม่น้อยกว่าสิบชิ้นอย่างแน่นอน ซ้ำยัง
ต้องใช้หินเพลิงแดงเดือดระดับสี่มากกว่าหนึ่งชิ้น โอ้ นี่มันเนตรฟั้าสีเงิน วัตถุดิบนี้ราคา
แพงหูดับตับไหม้ ตัวมันเองยังมีอยู่ในมือแค่สามเม็ดเท่านั้น กระบี่ยักษ์แต่ละเล่มในมือ
คนทั้งสามจะต้องฝังเนตรฟั้าสีเงินลงไปหนึ่งเม็ด แล้วไหนจะไข่มุกเพลิงแดงนั่นอีกเล่า
นั่นเป็นวัตถุดิบธาตุไฟที่ยอดเยี่ยม มีมูลค่านับพันจิงสือ! ด้านในกระบี่ยักษ์แต่ละเล่ม ต้อง
มีไข่มุกชนิดนี้อย่างน้อยสามเม็ด
มือเติบยิ่ง! มือเติบกระไรปานนี้!
จั่วม่อน้ำลายหก เพียงแค่กระบี่ยักษ์สามเล่มนี้ก็มีมูลค่ามากมายเหลือจะกล่าว! หาก
มิใช่ว่ากลิ่นอายอันตรายสุดขีดจากคนทั้งสามกดดันมันเอาไว้ มันอาจศีรษะร้อนฉ่าจนลืม
ตัว วิ่งเข้าไปคว้ากระบี่ยักษ์เหล่านั้นมาแล้ว
เพียงแต่…วัตถุดิบเหล่านี้ …ไฉนคุ้นตาถึงเพียงนี้…
ขณะที่มันกำลังงุนงงสงสัย ได้ยินผูเยากล่าวอย่างภาคภูมิใจล้นเหลือ “พวกมันคือ
องครักษ์เกราะทอง! เพิ่งจะหลอมสร้างเสร็จสิ้น เจ้าต้องการทดลองหรือไม่?”
“องครักษ์เกราะทอง?” จั่วม่ออึ้งงัน “เจ้าไม่ใช่บอกว่าจะสร้างองครักษ์อสูรน้อย
หรอกหรือ?”
“องครักษ์อสูรน้อยระดับต่ำเกินไป” ผูเยาเบะปากอย่างเดียดฉันท์ กล่าวสืบต่อ
“อีกทั้งรูปโฉมยังขัดตาเกินไป ลองดูองครักษ์เกราะทองเหล่านี้เสียก่อน ไม่ปรากฏ
ร่องรอยของปราณหยินแม้แต่น้อย เหมาะสมสำหรับใช้งานได้ทุกสถานการณ์ พวกมันยัง
เหี้ยมหาญดุดัน เก่งกล้าในการต่อสู้ นับเป็นสุดยอดลูกสมุนในหมู่ลูกสมุน!”
“ถึงเพียงนั้นเชียว?” จั่วม่อมีทีท่าไม่เชื่อถือ
“คนชนบทไม่รู้ความอย่างเจ้าย่อมไม่เคยพบเห็นสินค้าชั้นสูงเช่นนี้!” ผูเยาใบหน้า
เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม แล้วกระดิกนิ้วคราหนึ่ง
ทันใดนั้น หนึ่งในองครักษ์เกราะทองที่ยืนอยู่ด้านหลังมันพลันหายวับไป
ฮ่า!” เสียงตวาดลึกล้ำดังสะท้านสะเทือน
จั่วม่อรู้สึกสายตากระจ่างจ้า แสงสีแดงสดใสเจิดจรัสจนมันต้องหรี่ตาลง
ลำแสงกระบี่สีแดงสุดอหังการสว่างวาบ กระบี่นี้คล้ายฉีกอากาศธาตุเป็นทางยาว
พลังสภาวะโหดร้ายรุนแรงและแผดเผา อัดแน่นอยู่ทุกตารางนิ้วในบริเวณรอบข้าง
จั่วม่อแตกตื่นสุดระงับ เส้นขนลุกชี้ชัน ความรู้สึกอันตรายอย่างลึกล้ำประหนึ่งเมฆ
ดำที่เต็มไปด้วยตะกั่ว กดทับลงในใจ ชวนอึดอัดขัดข้องยิ่ง
ลำแสงกระบี่วาบขึ้นแล้วหายวับไปโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า!
ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด องครักษ์เกราะทองผู้นั้นกลับไปยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ราวกับไม่เคย
ขยับเคลื่อนไหวมาก่อน
เวลานี้เองจั่วม่อพลันได้ยินเสียง ‘ซี่’ แผ่วเบาตามมา แตกต่างจากความเจิดจ้า
ตระการตาของแสงกระบี่ สุ้มเสียงกระบี่กลับแผ่วจางจนแทบจะไม่มีอยู่จริง
จั่วม่อตะลึงลาน!
(*มังกรเขียว หรือชางหลงแห่งทิศตะวันออก หนึ่งในสี่สัตว์เทพในตำนานจีน)