สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 196 พยัคฆ์หลุดจากกรง
ภูเขาสุญตา
สือฟั่งหรงใบหน้าเต็มไปด้วยความเดือดดาล “เพราะเหตุใด?”
เผยเหยียนหรานเผยสีหน้าขออภัยระคนอับจนปัญญา “ไกลเกินไป! ต่อให้เราบอก
มัน มันก็ไม่สามารถกลับมาทันเวลา นอกเสียจากว่ามันจะเป็นจินตัน ไม่เช่นนั้นไม่อาจ
กลับมาได้ภายในสามวัน”
“เช่นนั้นข้าจะไม่ไปอาณาจักรคลื่นเรืองรอง! ข้าจะไปรับมัน!” สือฟั่งหรงกล่าวอย่าง
เด็ดเดี่ยว
“เหลวไหล!” เผยเหยียนหรานบันดาลโทสะ แต่พอเห็นสีหน้าเจ็บปวดระคนขุ่นแค้น
บนใบหน้าสือฟั่งหรง ก็พยายามระงับอารมณ์โกรธในใจ กล่าวเสียงต่ำ “อาณาจักรคลื่น
เรืองรองมียอดฝีมือมากมาย ไม่ว่าสำนักเราจะสามารถลงหลักปักฐานอยู่ในอาณาจักร
คลื่นเรืองรองได้หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับพวกเราเหล่าจินตัน ในเวลาที่พวกเราต้องการเจ้า
ศิษย์น้องหญิงเจ้าจะหักใจละทิ้งสำนักไป เพียงเพื่อจั่วม่อเท่านั้นหรือ?”
สือฟั่งหรงกัดริมฝีปาก น้ำตาไหลรินลงมาอย่างไม่อาจสะกดกลั้น
เผยเหยียนหรานเสียงอ่อนลง “ศิษย์น้องหญิง ไม่ต้องวิตกไป จั่วม่อเฉลียวฉลาด
ปราดเปรื่อง มันย่อมรู้จักเอาตัวรอดได้ หลังจากที่เราสามารถลงหลักปักฐานใน
อาณาจักรคลื่นเรืองรองอย่างมั่นคง เราสามารถส่งผู้คนไปตามหามันทีหลัง!”
เผยเหยียนหรานเกลี้ยกล่อมสือฟั่งหรงอยู่เป็นเวลานาน ก่อนที่นางจะยอมคล้อย
ตามอย่างเสียไม่ได้ในที่สุด
หลินเชียนพอพบหน้าเผยเหยียนหราน เห็นอีกฝั่ายสีหน้าไม่สู้ดี คาดเดาว่าเผยเห
ยียนหรานวิตกกังวลต่ออนาคต จึงปลอบโยนว่า “เจ้าสำนักเผย ไม่ต้องเป็นห่วงมาก
เกินไป ข้าผู้นี้พอจะมีน้ำหนักในอาณาจักรคลื่นเรืองรองอยู่บ้าง จะต้องเลือกสถานที่อันดี
งามให้แก่สำนักท่านอย่างแน่นอน”
เผยเหยียนหรานประสานมือคำนับขอบคุณ แต่ดวงตาจ้องหน้าหลินเชียนเขม็ง
กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าผู้นี้มีเรื่องหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ คุณชายหลินโปรดชี้แนะด้วย!”
“อ้อ เจ้าสำนักเผยเชิญกล่าว” หลินเชียนหัวร่อเบาๆ
“คุณชายหลินไม่ได้มีความสัมพันธ์กับสำนักเรา ไฉนคราวนี้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
สำนักเรา?” เผยเหยียนหรานดวงตาสาดประกายเจิดจ้า
หลินเชียนคล้ายทราบแต่แรกว่าเผยเหยียนหรานจะถามเช่นนี้ จึงตอบอย่างยิ้มแย้ม
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะกล่าวตามความสัตย์ เนื่องเพราะข้าคาดหวังในตัวเหวยเสิ้ง เหวยเสิ้ง
นับเป็นซิวเจ่อที่มีพรสวรรค์มากที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเห็นมา มันมีศักยภาพเหนือการ
ควบคุม อนาคตไม่มีที่สิ้นสุด เจ้าสำนักเผยสามารถคิดเสียว่านี่เป็นการลงทุนล่วงหน้า ใน
อนาคตหากข้ามีเรื่องร้องขอ เจ้าสำนักเผยโปรดเห็นแก่หน้าข้าบ้างก็พอ”
“นั่นเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว” เผยเหยียนหรานคลายใจลงเล็กน้อย แม้ว่าจะไม่พอ
ให้เชื่อถือทั้งหมด แต่มันย่อมไม่แสดงออกมาทางสีหน้า
หลินเชียนกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เราวางแผนการเดินทางไว้ที่ยามบ่ายของอีกสาม
วันให้หลัง ข้าจะรอคอยเวลานั้น ไม่รบกวนเจ้าสำนักเผยแล้ว ขออำลา!”
“ไม่ส่งแล้ว!” เผยเหยียนหรานกล่าวพลางประสานมือ
จั่วม่อกับฟูั่ฟงบรรลุข้อตกลงการค้าสองรายการ บรรยากาศสนิทสนมกลมเกลียวยิ่ง
ฉางเหิงกับกุ่ยฟงไม่สนใจไฟอีกาทองคำ ทำให้จั่วม่อเสียใจไม่น้อย อย่างไรก็ตาม
ก่อนที่พวกมันจะอำลาไป จั่วม่อร้องขอให้พวกมันช่วยกระจายข่าวเรื่องไฟอีกาทองคำ
ออกไปด้วย ฟูั่ฟงย่อมไม่ปฏิเสธ
จั่วม่อเฝั้ามองฟูั่ฟงกับพวกจากไปไกล
“เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป?” ผูเยาถามอย่างกะทันหัน
จั่วม่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นระบายลมหายใจยาวเหยียด ราวกับปรารถนา
จะปัดเปั่าความเศร้าสร้อยมืดมนทั้งหมดออกไปจากใจ “ก็คงต้องต้องเดินไปทีละก้าว”
ผูเยายิ้มเย็นเยียบ “จริงๆ แล้วเจ้าไม่ได้รับข่าวสารใดๆ จากสำนักเลยแม้แต่น้อย จุ๊
จุ๊ ดูเหมือนตัวประหลาดเฒ่าเหล่านั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับเจ้าเลย!”
จั่วม่อเงียบกริบ
“รีบบินกลับไปดีหรือไม่?” ผูเยาไม่ได้เห็นอกเห็นใจแม้แต่น้อย
“เวลาไม่มากพอ” จั่วม่อสั่นศีรษะ จากเกาะแมกไม้รกร้างกลับไปยังภูเขาสุญตา
ต้องเดินทางติดต่อกันหลายเดือน
“เจ้าไม่ต้องวิตกเกินไป” ผูเยากล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ “ต่อให้อสูรปิศาจมาถึง ก็จะ
เป็นแค่หน่วยเล็กๆ ซึ่งอาจจะมีเพียงอสูรแยกราตรีกับปิศาจจันทราเท่านั้น ไม่สามารถ
ก่อกวนคลื่นลมอันใดได้”
“อสูรแยกราตรีกับปิศาจจันทรา? พวกมันแข็งแกร่งมากหรือ?” จั่วม่อถามอย่าง
กระหายใคร่รู้ มันไม่ค่อยล่วงรู้เรื่องของอสูรปิศาจมากนัก
“แค่แมลงตัวน้อย” ผูเยาเบ้ปาก “เทียบได้กับหนิงม่ายกระมัง”
“แล้วไฉนทุกคนพากันหลบหนีเล่า?” จั่วม่อไม่อาจเข้าใจได้ “หากพวกมันเพียง
ใกล้เคียงกับหนิงม่าย เราสามารถเข่นฆ่าพวกมันทั้งหมด!”
ผูเยาแสยะยิ้มเหยียดหยาม “ไม่ว่าอสูรแยกราตรีหรือปิศาจจันทรา หากเผชิญกับห
นิงม่ายพวกเจ้า พวกมันสามารถต่อสู้หนึ่งต่อสามได้สบาย!” ดวงตาสีเลือดของมันจู่ๆ ก็
ไหววูบ “สภาพแวดล้อมในการเติบใหญ่ของพวกมันโหดร้ายกว่าพวกเจ้ามาก”
“แล้วเป็นไร?” จั่วม่อยังไม่คล้อยตาม “อาณาจักรนภาจันทร์มีจินตัน!”
ผูเยายักไหล่อย่างเฉื่อยชา “นี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ข้ากล้าเดิมพัน… ไม่ ข้ากล้า
รับประกันว่าเหล่าตัวประหลาดเฒ่าของสำนักเจ้าจะต้องวางแผนอพยพออกไปแน่ๆ ผู้ใด
จะยินดีสละตัวเองเพื่อหยุดยั้งกองทัพอสูรปิศาจให้แก่ผู้อื่น?”
“ภูเขาสุญตาเป็นรากฐานของสำนักเรา…”
“เจ้าไร้เดียงสาเกินไปแล้ว!” วาจาผูเยาเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยเสียดสี “ก็แค่ภูเขา
น่าสมเพชลูกหนึ่งเท่านั้น ขอเพียงพวกมันยังมีผู้คนอยู่ในมือ มีที่ใดไม่สามารถไป? ไม่มี
ภูเขา พวกมันสามารถแย่งชิงภูเขาของผู้อื่น”
คล้ายเข้าใจถ้อยคำของผูเยาตั้งแต่แรก แต่มันเพียงแค่ไม่ยินยอมเชื่อ จั่วม่อนิ่งไป
นาน ไม่อาจกล่าววาจาใดอีก
“รีบเตรียมตัวให้พร้อมเถอะ” ผูเยาสั่นศีรษะ “ช่วงนี้ข้าไม่ค่อยว่าง อย่าได้รบกวน
ข้า”
กล่าวจบคำก็หายวับไป
จั่วม่อยืนเลื่อนลอยอยู่กับที่ ครึ่งค่อนวันกว่าจะฟืนคืนสติ มันไม่สามารถคิดอะไรได้
ผู้ใดจะเชื่อ เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ แนวรบทั้งหมดในมหานครนภาโลหิตกลับแตกพ่าย
ยับเยิน! นี่เป็นข่าวสารที่มันแลกเปลี่ยนมาจากฟูั่ฟง ว่ากันว่าทัพอสูรปิศาจจู่ๆ ก็โผล่
ขึ้นมา โหมจู่โจมจากบริเวณปีกด้านข้าง นำไปสู่การล่มสลายอย่างสมบูรณ์ของแนว
ปั้องกันทั้งหมดในมหานครนภาโลหิต
อาณาจักรนภาจันทร์แม้ไม่ได้อยู่ติดกับมหานครนภาโลหิต แต่ไม่ห่างไกลกันเท่าใด
สถานการณ์นับว่าคับขันอันตรายยิ่ง ทัพอสูรปิศาจอาจปรากฏตัวได้ทุกเมื่อ หลายสำนัก
ในอาณาจักรนภาจันทร์เริ่มเตรียมการอพยพกันแล้ว
นี่เป็นข่าวสารจากเมื่อห้าวันก่อน
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อหัวใจเย็นเฉียบ ก็คือมันไม่ได้รับการแจ้งเตือนใดๆ จากสำนักของมัน
เลย ข่าวนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ห้าวันที่แล้ว ด้วยสถานะของสำนักกระบี่สุญตาใน
ปัจจุบัน พวกมันจะไม่ล่วงรู้เชียวหรือ? ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พวกมันจะไม่ล่วงรู้ ต่อให้จั่วม่
อออกเดินทางทันที เกรงว่ามันคงไม่ได้พบกับสำนักอีกแล้ว นอกเสียจากว่าสำนักจะ
อพยพไปยังอาณาจักรขุนเขาน้อย แต่หากสำนักคิดหลบหนีผ่านเส้นทางอาณาจักร
ขุนเขาน้อย พวกมันสมควรแจ้งเตือนจั่วม่อตั้งแต่แรก เพื่อที่มันจะได้เตรียมตัวอำนวย
ความสะดวกในการเดินทาง
แต่จั่วม่อไม่ได้รับข้อความอันใด
บัดนี้มันทราบกระจ่างแก่ใจ นับจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เส้นทางของมันกับสำนักจะ
แยกจากกันตลอดไป!
จั่วม่อไม่อาจบอกได้ว่าโศกเศร้า อันที่จริงนับตั้งแต่มันออกมาจากค่ายกลเจตจำนง
กระบี่ มันก็สังหรณ์อยู่แล้วว่าจะต้องมีวันนี้ เพียงแต่ไม่คาดฝันว่าวันนี้จะมาถึงรวดเร็วถึง
เพียงนี้ สำนักกระบี่สุญตาในตอนนี้ ไม่ใช่สำนักกระบี่สุญตาในอดีตมาตั้งนานแล้ว
ลืมไปเสียเถอะ… มันสมควรคิดหาหนทางปั้องกันตนเองเสียก่อน พึ่งพาผู้อื่นมิสู้
พึ่งพาตนเองจะดีกว่า นับแต่นี้จะมีแค่มันลำพังผู้เดียวแล้ว
ความคิดของจั่วม่อกลับแตกต่างจากผู้อื่นอยู่บ้าง มันไม่คิดอพยพหลบหนี แต่ตกลง
ใจยึดเกาะแมกไม้รกร้างเป็นรากฐาน เกาะแมกไม้รกร้างมีภูมิประเทศพิเศษเฉพาะ เพิ่ม
ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์เข้าไป รวมถึงสามองครักษ์เกราะทอง สามารถ
รับประกันความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน และหากจำเป็น มันสามารถหลบหนีผ่านแม่น้ำ
อาณาจักรเข้าสู่อาณาจักรขุนเขาน้อยได้ทุกเมื่อ
แต่ก่อนหน้านั้น มันจะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองเสียก่อน มิเช่นนั้น ด้วย
พลังบำเพ็ญเพียรด่านจู้จีของมันกับจิงสือกองโตอันมั่งคั่งบริบูรณ์ของมัน เกรงว่าแม้แต่
เศษเนื้อสักชิ้นจากร่างของมันก็คงไม่เหลือไว้ดูต่างหน้า หากมันจะจากไป มันยังต้องนำ
เหล่าศิษย์น้องไปกับมันด้วย
จั่วม่อค้นพบวัตถุดิบทั้งหมดสำหรับหลอมสร้างชุดกระบี่บินห้าเจตจำนงแล้ว ยิ่งไป
กว่านั้น พลังบำเพ็ญเพียรของมันที่ไม่กระเตื้องมานาน ในที่สุดก็เริ่มเติบโตขึ้นอีกครั้ง
ในเวลานี้ น่าจะดีกว่าหากมันเก็บเนื้อเก็บตัวและเร่งมือเพิ่มความแข็งแกร่งของตน
ก่อนสิ่งอื่นใด
การหลอมสร้างกระบี่หยดน้ำใหม่ทำได้เร็วมาก ใช้เวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น มัน
หลอมรวมหินเพลิงแดงเดือดระดับสี่เพิ่มเข้าไป แม้ว่ากระบี่จะไม่ยกระดับขึ้นไปถึงระดับ
สี่ แต่ก็ขึ้นไปถึงจุดสุดยอดของระดับสาม กระบี่หยดน้ำชั้นนอกเพิ่มกลิ่นอายเปลวไฟแดง
เจิดจ้าที่ลุกไหม้อยู่ตลอดเวลาอีกชั้นหนึ่ง
จั่วม่อขนานนามให้กระบี่ใหม่ว่า ‘กระบี่เพลิงธารา’
เถาวัลย์ฟันเขี้ยวถูกแช่ไว้ในน้ำพุปราณ บนเกาะแมกไม้รกร้างเดิมทีไม่มีน้ำพุปราณ
จั่วม่อได้แต่ต้องใช้วิชาค่ายกลสร้างน้ำพุปราณขึ้นมาแห่งหนึ่งด้วยตัวเอง ผลลัพธ์ของน้ำพุ
ปราณสร้างเองไม่ดีเท่าน้ำพุปราณธรรมชาติ จั่วม่อจำเป็นต้องยืดเวลาที่เถาวัลย์ฟันเขี้ยว
ต้องแช่อยู่ในน้ำออกไปเท่านั้น
แรกเริ่มเดิมที สมควรต้องใช้เวลาหลอมสร้างราวๆ สิบวัน แต่จั่วม่อจำต้องต้อง
ยืดเวลาออกไปเป็นสามสิบวัน
ผลึกน้ำแข็งคราม ลมหายใจศิลา และเขี้ยวจิ้งจอกล้วนเป็นวัตถุดิบระดับสี่ จั่วม่อใน
ปัจจุบันแทบไม่อาจหลอมสร้างพวกมันได้ มันได้แต่แปรสภาพวัตถุดิบสามชนิดนี้ให้เป็น
ชิ้นส่วนกระบี่เท่านั้น เมื่อพลังบำเพ็ญเพียรของมันบรรลุถึงด่านหนิงม่าย มันสมควรดูด
ซับไฟอีกาทองคำได้ จากนั้นจะสามารถหลอมสร้างชิ้นส่วนกระบี่ทั้งสามชนิดนี้จนเสร็จ
สมบูรณ์
เวลาที่เหลือทั้งหมดมันใช้ไปกับการเข้าฌาน
ในช่วงเวลานี้ กระทั่งผูเยาซึ่งมักจะดูถูกการฝึกวิชาบำเพ็ญเพียรของจั่วม่อ ยังเลือกที่
จะเงียบอย่างชาญฉลาด นอกจากนี้ผูเยาในช่วงนี้ก็ยุ่งวุ่นวายมากเช่นกัน
จั่วม่อในที่สุดได้รับข้อความกระบี่บินจากซือฟูั่ ข้างต้นกล่าวว่ามหานครนภาโลหิต
พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ สำนักตัดสินใจโยกย้ายไปยังอาณาจักรคลื่นเรืองรอง นางบอก
ให้จั่วม่อระมัดระวังตัวและจงปกปั้องตัวเอง นางยังบอกว่ามันสามารถเข้าร่วมสำนักอื่น
ได้อย่างอิสระ และหากมีโอกาส ก็ให้ไปยังอาณาจักรคลื่นเรืองรองเพื่อพบนาง
จั่วม่อบรรจงเก็บข้อความกระบี่บินลงไปในแหวนมิติ คล้ายจะเก็บหัวใจของมันใส่ลง
ไปพร้อมกัน แล้วหันกลับมาเข้าสู่ห้วงฌานอีกครั้ง
บนเกาะแมกไม้รกร้าง ทะเลสาบดำแปรสภาพไปอย่างสมบูรณ์
น้ำทะเลสาบสีดำราวกับน้ำหมึก เวลานี้ส่องแสงสีดำวาววาม บนชายฝังเห็นแท่น
บูชาหินเรียบง่ายโบราณถูกสร้างขึ้น องครักษ์อสูรน้อยสามสิบกว่าตน วนเวียนตักน้ำจาก
ทะเลสาบดำราดรดลงบนแท่นบูชาอยู่ตลอดเวลา
แผ่นหินของแท่นบูชาราวกับฟองน้ำ ไม่ว่าจะเทน้ำสีดำราดรดลงไปเท่าใด ก็ล้วนดูด
ซึมลงไปจนหมดสิ้น ไม่มีหลงเหลือแม้แต่หยดเดียว
ผูเยาทอดตามองแท่นบูชา ไม่กล่าววาจาใด
จำนวนซิวเจ่อที่ผ่านทางมายังเกาะแมกไม้รกร้างเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ในตอนแรกเริ่มมี
เพียงผู้คนกลุ่มเล็กๆ จากนั้นไม่นาน ก็หลั่งไหลกันมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ทรงพลานุภาพมากกว่าเดิม ดังนั้นอัตราสิ้นเปลือง
จิงสือก็สูงขึ้นมาก ในแต่ละวันต้องใช้ยี่สิบชิ้นจิงสือระดับสามสำหรับการใช้งาน อย่างไรก็
ตาม แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่พลังอันแกร่งกร้าวของห่วงเสียงพุทธะผสานกับค่ายกลวง
แหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ สะกดเหล่าซิวเจ่อผ่านทางไว้อย่างเด็ดขาด จนไม่กล้ามีความคิด
ชั่วร้ายอันใด
มีคำเล่าลือแพร่สะพัดไปทั่ว กองโจรลมดำบุกโจมตีเกาะแมกไม้รกร้าง แต่กลับเป็น
ฝั่ายถูกกวาดล้างพินาศสิ้น ยังมีคำเล่าลือว่าจั่วม่อมีไฟอีกาทองคำสำหรับจำหน่าย ตราบ
เท่าที่พวกมันสามารถสู้ราคา หรือมีสิ่งของดีๆ มาแลกเปลี่ยน พวกมันสามารถซื้อหาได้
ตลอดเวลา
ซิวเจ่อแต่ละคน เมื่อลงมาบนเกาะเป็นครั้งแรกจะสอบถามข่าวคราวสองเรื่องนี้ทันที
ที่เท้าแตะพื้น
เมื่อผู้คนพากันหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น รายได้ของจั่วม่อในแต่ละวันก็ทวีคูณขึ้นอย่าง
รวดเร็ว แต่จั่วม่อไม่มีอารมณ์จะมาใส่ใจเรื่องนี้ ทุกวี่วัน มันเอาแต่ฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร
อย่างบ้าคลั่ง หวังจะทะลวงฝั่าไปยังด่านหนิงม่ายในเร็ววัน
เมื่อเทียบกันแล้ว เจดีย์น้อยในช่วงนี้กลับมีชีวิตสุขสำราญบานใจกว่ากันมาก จั่วม่อ
ยึดยุทธภัณฑ์เวทกับวัตถุดิบจากกองโจรลมดำได้กองโตเท่าภูเขา สิ่งของเหล่านี้นับว่า
ค่อนข้างดี แต่ในเมื่อจั่วม่อไม่สามารถใช้งานได้ ทั้งยังไม่รู้จะนำไปขายที่ใด จึงตัดสินใจให้
เป็นอาหารแก่เจดีย์น้อยเสียเลย
เจดีย์น้อยร่างกายเต็มไปด้วยแสงแวววาวไหลเวียนตลอดเวลา เมื่อเทียบกับความ
ผอมแห้งในกาลก่อนแล้ว ดูเปล่งปลั่งสดใสมีชีวิตชีวายิ่ง
ปลายยอดเจดีย์ที่แหลมคมราวกับกระบี่กลายเป็นกลมมนกว่าเดิม เจดีย์ทรงเรียว
ยาวในอดีต ดูเหมือนจะอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นไม่น้อย เจดีย์ห้าสีที่ผ่านมาบันดาลให้ผู้คน
รู้สึกถึงความลี้ลับและแหลมคม แต่เวลานี้กลับดูมีชีวิตชีวาและเฉลียวฉลาดปราดเปรียว
มากขึ้น กลิ่นอายสังหารลดน้อยลงไปมาก และสิ่งที่ทำให้จั่วม่อประหลาดใจมากที่สุด คือ
ที่ชายคาชั้นแรกของเจดีย์ ปรากฏน้ำเต้าเล็กๆ ขึ้นห้าใบ
น้ำเต้าใบจิ๋วทั้งห้ามีสีสันแตกต่างกันทั้งหมด ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของห้าธาตุ
ขนาดของพวกมันเล็กจ้อยเท่าเมล็ดข้าว ถ้าจั่วม่อไม่ได้เพ่งพิศดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน เกรง
ว่าคงมองข้ามพวกมันไปแล้ว
จั่วม่อสื่อสารกับเจดีย์น้อยหลายครั้งหลายครา หมายสอบถามว่าน้ำเต้าเล็กๆ ห้าใบ
นี้ใช้ทำอะไร เจดีย์ห้าสีพยายามอธิบายสุดชีวิต แต่อธิบายอยู่ครึ่งค่อนวันจั่วม่อก็ยังไม่
เข้าใจแม้แต่น้อย แม้เต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่จั่วม่อไม่มีปัญญาทำอะไรได้ จำต้องทิ้ง
เรื่องนี้ไว้ชั่วคราว
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อประหลาดใจระคนเบิกบานใจ คือเจดีย์น้อยพ่นโคลนสีเทาออกมา
อีกครั้ง ก้อนโคลนสีเทาใหญ่กว่าคราวที่แล้วเล็กน้อย ขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือ จั่วม่อ
ใส่ก้อนโคลนสีเทาเล็กๆ ลงไปในแหวนอย่างทนุถนอมราวกับสมบัติล้ำค่า
เหล่าศิษย์น้องล้วนล่วงรู้ว่าสำนักได้ถอนตัวออกจากอาณาจักรนภาจันทร์แล้ว
อารมณ์ของทุกคนเลวร้ายยิ่ง หลายคนจากไปเพื่อเข้าร่วมสำนักอื่น จั่วม่อก็ไม่ได้รั้งพวก
มันเอาไว้ ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกมันมีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมสำนักอื่นๆ ได้ตามใจชอบ
พลังอำนาจและความรับผิดชอบเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เมื่อสำนักละทิ้งความ
รับผิดชอบต่อพวกมัน จะแปลกอันใด ที่พวกมันก็จะละทิ้งอำนาจที่เคยผูกพันพวกมัน
เอาไว้เช่นกัน
ความพยายามทั้งหมดของจั่วม่อทุ่มเทลงไปกับการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร
มันรู้สึกได้ว่าพลังบำเพ็ญเพียรของมันรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งวันหนึ่ง ใน
ที่สุดมันก็จะเริ่มทะลวงฝั่าไปยังด่านหนิงม่าย!