สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 197 หนิงม่าย
พลังปราณภายในร่างของจั่วม่อหนาแน่นประดุจก้อนเมฆ เปียมล้นอยู่ในเส้นชีพจร
ปราณ หากไม่มีการโคจรพลังปราณ พวกมันจะเงียบสงบอย่างผิดปกติ การไหลเวียน
เชื่องช้ายิ่ง ราวกับว่าการหยุดนิ่งเป็นเรื่องปกติของพวกมัน
นี่เป็นลักษณะเฉพาะของพลังปราณในด่านจู้จี พลังปราณในร่างกายจั่วม่อหนาแน่น
ราวกับเมฆฝนเต็มฟั้า แสดงชัดว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรของมันบรรลุถึงจุดสุดยอดของ
ด่านจู้จีแล้ว
ไม่นานมานี้ พลังบำเพ็ญเพียรของมันเติบโตอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เหตุผลสำคัญที่สุด
เป็นเพราะแรงผลักดันแปลกประหลาดที่ปากหลุมเล็กๆ ในตันเถียนของมัน ก่อนหน้านี้
ไม่ว่าดูดซับพลังปราณเข้ามาเท่าใด ก็จะรั่วไหลออกไปจากหลุมเล็กๆ เหล่านี้จนหมดสิ้น
เวลานี้หลุมยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ด้วยแรงผลักดันอันแปลกประหลาดนั้น พลังปราณใน
ตันเถียนของมันไม่รั่วไหลออกไปอีก
จั่วม่อสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ว่าแรงผลักดันอันแปลกประหลาดนี้ น่าจะเป็นผลมาจาก
การดึงปราณพิภพออกไปจากร่างกายมัน เนื่องเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ร่างกาย
ของมันถูกกลั่นเกลาด้วยปราณพิภพอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความลึกลับซับซ้อนของเส้นชีพจรปราณ ไม่ใช่สิ่งที่คนตัวเล็กๆ เช่น
จั่วม่อจะสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ มันรีบโยนเรื่องนี้ทิ้งไว้ด้านหลัง หันไปฝึกปรือ
บำเพ็ญเพียรสืบต่อ
พลังปราณคล้ายเมฆโคจรหมุนเวียนในร่างกายไม่หยุดยั้ง จั่วม่อเฝั้าปรับสภาพพลัง
ปราณมาสองชั่วยามแล้ว ยามนี้พลังปราณพรั่งพร้อม มีชีวิตชีวา ร่างกายและจิตใจก็อยู่
ในสภาพที่ดีที่สุด
มันเริ่มฝั่าด่านหนิงม่ายทันที!
พลังปราณทั้งหมดในร่างถูกเร่งเร้า เริ่มโคจรไปตามเส้นชีพจรปราณในระดับ
ความเร็วที่จั่วม่อคุ้นชิน
สิ่งที่เรียกว่าด่านหนิงม่าย หรือควบรวมชีพจร จะต้องควบกลั่นพลังปราณที่มี
ลักษณะคล้ายเมฆหมอกให้กลายเป็นพลังปราณที่มีลักษณะเป็นของเหลว วิธีที่เรียบง่าย
ที่สุด คือดูดซับพลังปราณอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความหนาแน่นของพลังปราณไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งเกิดกระบวนการควบแน่น จากไอปราณกลายเป็นหยดน้ำ
แต่ในขั้นตอนการควบแน่นในเหตุการณ์จริงกลับไม่ได้เรียบง่ายถึงเพียงนั้น หลังจาก
พลังบำเพ็ญเพียรบรรลุถึงจุดสูงสุดของด่านจู้จี การดูดซับพลังปราณจะพบกับแรง
ต้านทานย้อนทาง ดูดซับพลังปราณเพิ่มเข้ามาไม่ได้อีก จึงไม่สามารถเพิ่มความหนาแน่น
ของพลังปราณไปจนถึงจุดที่จะเกิดการควบแน่น
หลายต่อหลายคนติดค้างอยู่ตรงปากประตูสู่ด่านหนิงม่ายนี้เอง
มีหลายวิธีในการฝั่าด่านหนิงม่าย อย่างเช่นโอสถปราณ ในท้องตลาดมีเม็ดยาหนิง
ม่ายจำหน่ายเป็นการเฉพาะ อัตราความสำเร็จสูง แต่ไม่ค่อยมีผู้ใดยินดีใช้ แตกต่างจาก
ด่านจู้จี ผู้ที่จะเข้าสู่ด่านหนิงม่ายเริ่มจะเข้าใจกฏเกณฑ์แห่งฟั้าดินอันหลากหลาย การฝั่า
เข้าสู่ด่านหนิงม่ายยังเป็นโอกาสอันดีงามที่จะทำความเข้าใจกฏเกณฑ์แห่งฟั้าดิน ซิวเจ่อ
ผู้มีความมั่นใจและคาดหวังกับตนเองไว้สูง มักจะไม่ใช้เม็ดยาหนิงม่าย แต่จะเลือกสัมผัส
รับรู้กฏเกณฑ์แห่งฟั้าดินด้วยตนเอง
จั่วม่อก็เลือกวิธีสัมผัสรับรู้กฏเกณฑ์แห่งฟั้าดินด้วยตนเอง
ด้วยความมั่งคั่งร่ำรวยของมันในปัจจุบัน คิดซื้อหาเม็ดยาหนิงม่ายสักเม็ดเป็นเรื่อง
ง่ายดายยิ่ง แต่มันเข้าใจอย่างชัดเจน ยิ่งก้าวไปข้างหน้าง่ายดายเท่าใด ก็ยิ่งก้าวถอยหลัง
ได้ง่ายดายเท่านั้น แต่หากมันเริ่มก้าวเดินด้วยความมั่นคงตั้งแต่แรก แม้อาจประสบความ
ยากลำบากมากขึ้น แต่ก็จะเป็นประโยชน์มากมายในภายหลัง
ช่วงครึ่งปีมานี้จั่วม่อเติบโตขึ้นมาก และด้วยการต่อสู้เดิมพันชีวิตที่เพิ่งผ่านมา ยิ่งทำ
ให้มันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
การเติบโตนี้ไม่ใช่แค่เพียงการเติบโตของพลังฝีมือและวิชาค่ายกลเท่านั้น แต่ยัง
รวมถึงการเติบโตทางด้านจิตใจอีกด้วย เผชิญพบกับเรื่องราวมากมายไม่หยุดหย่อน ทำ
ให้มันเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้น แม้ว่านิสัยชมชอบพึ่งพาหนทางลัดจะ
เปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่เกี่ยวกับเรื่องการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร มันกลับแน่วแน่มั่นคง
อย่างผิดปกติ
โคจรพลังปราณในร่างกายอย่างระมัดระวัง หัตถ์ใบไม้บานออกดั่งบุปผา ไม่ว่าพลัง
ปราณเกิดการเปลี่ยนแปลงใด จะถูกหัตถ์ใบไม้ตรวจจับได้ในทันที
การใช้พลังแห่งจิตสำนึกกลายเป็นสัญชาตญาณของจั่วม่อ นับตั้งแต่เริ่มฝึกปรือ
เคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด มันติดนิสัยใช้พลังจิตสำนึกของตนในทุกสถานการณ์
นิสัยอันเคยชินนี้เป็นประโยชน์แก่มันนับอเนกอนันต์ ทำให้มันยิ่งมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติ
ตามนิสัยนี้อย่างเคร่งครัด
ในสายตาของจั่วม่อ พลังปราณคล้ายเมฆหมอกขยายใหญ่ขึ้นเป็นลำดับ มันสามารถ
มองเห็นกระทั่งขุมพลังปราณเล็กละเอียดว่ายเวียนอยู่ภายในกระแสพลังปราณ พวกมัน
ราวกับฝูงลูกอ๊อดเล็กๆ กระแสปราณดูคล้ายจะเป็นหนึ่งเดียว แต่ภายในประกอบขึ้นจาก
ขุมพลังปราณเล็กๆ นับไม่ถ้วน
ขุมพลังปราณแต่ละขุมมีแรงดึงดูดอันเบาบางระหว่างกันและกัน แต่เมื่อพลังปราณ
ภายในเส้นชีพจรปราณเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระหว่างขุมพลังปราณเหล่านี้กลับมี
แรงผลักดันกันมากขึ้น ปริมาณพลังปราณภายในเส้นชีพจรปราณถึงจุดอิ่มตัวแล้ว!
ด้วยเหตุผลบางประการ จั่วม่อทันใดนั้นหวนนึกถึงภูเขาสุญตาขึ้นมา ระลึกถึง
ช่วงเวลาที่มันทำไร่ไถนาอยู่ในทุ่งนาปราณบนภูเขาสุญตา
ความโศกเศร้าจางๆ กระจายขึ้นจากก้นบึงของหัวใจ พลังปราณในร่างคล้ายรู้สึกถึง
อารมณ์ของมัน จู่ๆ ก็ชะลอช้าลง
เพียงชั่วครู่เท่านั้น จั่วม่อก็ดิ้นรนออกจากอารมณ์โศกเศร้า โลกนี้ไม่เคยปราณีผู้ใด
มันเริ่มเรียนรู้วิธีจัดการกับอารมณ์เหล่านี้ สำหรับสำนักกระบี่สุญตา มันหาได้เคียดแค้น
ชิงชังไม่ ทางเลือกของท่านเจ้าสำนักโดยหลักการแล้วไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ยกเว้นแต่สำนัก
เก่าแก่ที่ยึดติดกับขนบธรรมเนียมเพียงหยิบมือเดียว นอกจากนั้นแล้ว สำนักส่วนใหญ่
ล้วนโยกย้ายออกไปจนหมดสิ้น
มันเพียงแค่ไม่เคยคาดฝัน ว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับมัน
ปรับสภาพจิตใจ จั่วม่อควบคุมความคิดอันพลุ่งพล่าน มุ่งเน้นความสนใจกลับมายัง
พลังปราณของมัน
มันทราบดีว่าไฉนจู่ๆ ก็ระลึกถึงการทำไร่ไถนาในทุ่งนาปราณบนภูเขาสุญตาขึ้นมา
เนื่องเพราะเมฆหมอกพลังปราณทำให้มันนึกถึง ‘เคล็ดเมฆฝนหล่นริน’
มันคุ้นเคยกับเคล็ดเมฆฝนหล่นรินจนไม่อาจคุ้นเคยไปมากกว่านี้อีก นี่เป็นเวทวิชา
จากห้าเวทวิชาพื้นฐานที่มันบรรลุความเข้าใจลึกล้ำที่สุด เป็นเวลานานมาก ที่มันพึ่งพา
เวทวิชานี้หาเลี้ยงปากท้องตัวเอง
กระบวนการควบกลั่นพลังปราณของด่านหนิงม่าย ก็ไม่ใช่แค่เปลี่ยนปราณวารีเป็น
หยาดน้ำฝนหรอกหรือ?
เคล็ดเมฆฝนหล่นริน ขั้นแรกต้องใช้เวทวิชารวบรวมปราณวารีเสียก่อน เมื่อความ
หนาแน่นของปราณวารีบรรลุถึงระดับหนึ่ง จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ รวมตัวเป็นห่าฝน ให้
ความชุ่มชื้นหล่อเลี้ยงไร่นาปราณ
สองประการนี้คล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง!
ฝนปราณเกิดขึ้นได้อย่างไร? จั่วม่อคุ้นชินดุจฝั่ามือตน ในอดีตเพื่อที่จะแตกฉาน
เคล็ดเมฆฝนหล่นริน มันแทบจะแยกส่วนกระบวนการของเคล็ดเมฆฝนหล่นรินทุก
ขั้นตอน
ปราณวารีนั่นไร้รูปไร้ลักษณ์ ไม่สามารถมองเห็นได้ และไม่สามารถกลายเป็นหยด
น้ำได้โดยตรง เพื่อที่จะเปลี่ยนปราณวารีให้เป็นหยดน้ำต้องอาศัยเงื่อนไขสองประการ
หนึ่งคือต้องมีพลังปราณวารีมากพอ และอีกหนึ่งคือการชนกัน ปราณวารีแต่ละหน่วย
ต้องชนกันเอง มีเพียงผ่านการปะทะชนซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง จึงจะสะสมแรงได้
มากพอที่จะเอาชนะแรงผลักดันระหว่างปราณวารีแต่ละหน่วย จนสามารถรวมตัวเป็น
หยดน้ำได้ และยิ่งชนกันมากเท่าใด หยดน้ำก็จะยิ่งใหญ่โตขึ้น จนถึงจุดที่ควบแน่นตกลง
มาจากกลางอากาศ
เมื่อหนึ่งวิธีทะลุปรุโปร่ง ร้อยวิธีก็กระจ่างแจ้ง
จิตใจของจั่วม่อกระจ่างชัดผิดปกติ มันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าทิศทางนี้ไม่ผิด
ในเมื่อพลังปราณในร่างมันบรรลุถึงขีดจำกัดสูงสุด ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าใด ก็ไม่
สามารถดูดซับพลังปราณเข้าไปในร่างมากกว่านี้ได้ เช่นนั้นสิ่งเดียวที่มันกระทำได้ในเวลา
นี้ คือต้องทำให้เกิดการชนกันระหว่างอณูพลังปราณ
เพื่อทำให้เกิดการชนกันในเคล็ดเมฆฝนหล่นริน จั่วม่ออาศัยการไหลของกระแส
อากาศเป็นหลักสำคัญ เมื่อเปลี่ยนแปลงการไหลของกระแสอากาศ จะทำให้ปราณวารี
ปะทะชนกันอย่างต่อเนื่อง
เป็นธรรมดาที่วิธีนี้ใช้การไม่ได้กับพลังปราณ เนื่องเพราะในเส้นชีพจรปราณ
นอกเหนือจากพลังปราณแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอยู่อีก แม้กระทั่งอากาศ
ทิศทางของมันสมควรไม่ผิด แต่มันจำเป็นต้องเสาะหาวิธีการที่เป็นรูปธรรมมากกว่า
นี้
ครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน จั่วม่อค่อยนึกได้วิธีการหนึ่ง นั่นคือนำพลังปราณมาชนกัน
โดยตรง!
หากมันแบ่งพลังปราณออกเป็นสองส่วน จากนั้นทำให้พวกมันปะทะชนกันด้วย
ความเร็วสูง จะสามารถบรรลุผลของการชนกันหรือไม่?
จิตใจมันเริ่มกระตือรือร้นขึ้นมา การแบ่งความคิดเป็นสองส่วนและกระทำสองอย่าง
พร้อมกันในคราวเดียว สำหรับผู้อื่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับมันที่
ครอบครองหัตถ์ใบไม้ กลับไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อย
จั่วม่อไม่ได้หุนหันพลันแล่นรีบร้อนลงมือ แต่ยังคงนั่งไตร่ตรองอย่างละเอียด
รอบคอบเป็นเวลานาน
มันครุ่นคิดถึงทุกปัญหาที่เป็นไปได้เท่าที่จะคิดออก มีบางคำถามที่มันไม่ทราบ
คำตอบ ซึ่งจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อมันทดลองดูเท่านั้น
จั่วม่อตัดสินใจที่จะลองพยายามดู
มันแบ่งพลังปราณในร่างออกเป็นสองส่วนในบัดดล
หัตถ์ใบไม้เริ่มโบกสะบัด พลังปราณทั้งสองขุมเริ่มต้นโคจรไปตามเส้นทางของตนเอง
พลังปราณขุมหนึ่งโคจรอยู่ภายในเส้นชีพจรปราณทางร่างซีกซ้าย ไหลเวียนในทิศทาง
ตามเข็มนาฬิกา ส่วนอีกขุมหนึ่ง โคจรอยู่ภายในเส้นชีพจรปราณในร่างซีกขวา หมุนเวียน
ในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา
จั่วม่อจิตใจกระจ่างแจ้ง ไม่แปดเปือนธุลี ไม่สุข ไม่เศร้า ไม่มีความคิดใด
บนร่างกายมัน ปราศจากกลิ่นอายตระหนี่และกร้านโลกที่มักจะปรากฏอยู่เสมอ แต่
กลับเปิดเผยร่องรอยของบรรยากาศอันไม่แยแสและสะอาดเยือกเย็น
พลังปราณทั้งสองขุมเร่งโคจรรอบแล้วรอบเล่าไม่หยุดยั้ง ค่อยๆ ทวีความเร็วขึ้นทีละ
น้อยๆ
เหตุผลที่การโจมตีของซิวเจ่อระดับต่ำนั้นอ่อนแอ นอกเหนือจากระดับพลังบำเพ็ญ
เพียรแล้ว ก็เป็นเพราะพวกมันถูกจำกัดไว้ด้วยระดับความเร็วในการโคจรพลังปราณใน
ร่างกาย สำหรับซิวเจ่อระดับสูง เพียงแค่พวกมันบังเกิดความคิด พลังปราณก็จะถาโถม
มาในทันทีประหนึ่งคลื่นยักษ์ ก่อเกิดเป็นกระบวนท่าสังหารได้ดั่งใจปรารถนา ส่วนซิว
เจ่อระดับต่ำ แม้พวกมันจะบังเกิดปฏิกิริยาขึ้นทันทีก็ตาม แต่ระยะเวลาที่ใช้เร่งเร้าพลัง
ปราณจะยาวนานกว่าซิวเจ่อระดับสูงมาก ไม่อาจใช้กระบวนท่าได้ดั่งใจนัก
แต่จั่วม่อยังคงเร่งเร้าพลังปราณรวดเร็วขึ้นเป็นลำดับ พลังปราณทั้งสองขุมโคจรเร็ว
ขึ้นๆ จนกระทั่งบรรลุถึงขีดจำกัดที่มันสามารถทานทนรับไว้ได้ เส้นชีพจรปราณของมัน
เริ่มเจ็บปวด
ความเข้มข้นเกือบจะใช้การได้แล้ว!
จั่วม่อขบกรามแน่น กระแสพลังปราณความเร็วสูงสองขุมไหลบ่ามาจากสองฟาก
ข้าง ขุมหนึ่งเข้ามาจากทางด้านบน อีกขุมหนึ่งแล่นเข้ามาทางด้านล่าง เข้าสู่ตันเถียนของ
มันอย่างพร้อมเพรียง!
จั่วม่อเลือกตันเถียนเป็นสมรภูมิสำหรับการปะทะชนกันของพลังปราณสองขุม
เทียบกับเส้นชีพจรปราณอันคับแคบจำกัดแล้ว ตันเถียนกว้างขวางกว่ามาก สามารถ
ทานทนต่อปริมาณพลังปราณได้ดีกว่ามาก
แต่การกระทำเช่นนี้แน่นอนว่ามีอันตรายไม่น้อย ตันเถียนเป็นศูนย์กลางของเส้นชีพ
จรปราณทั่วร่าง หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เกรงว่าพิการไปชั่วชีวิตยังนับเป็นเพียงภัยพิบัติ
สถานเบาแล้ว
วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรย้อนทวนฟั้าสวรรค์ เต็มไปด้วยอันตรายร้ายแรงทุกย่างก้าว
นี่ยังเป็นเพียงด่านหนิงม่ายเท่านั้น หากพลังบำเพ็ญเพียรของมันบรรลุถึงด่านที่ลึกล้ำกว่า
นี้ จะต้องเผชิญอันตรายร้ายแรงมากขึ้นอย่างเช่นหัวใจปิศาจหรือภัยพิบัติแห่งสวรรค์
และอื่นๆ สุ่มเสี่ยงต่อการที่ดวงวิญญาณอาจถูกทำลายได้ทุกเมื่อ
แม้ทราบดีว่ามีอันตรายขวางหน้า แต่ความคิดจิตใจของจั่วม่อกลับกระจ่างชัดเจน
เหนือธรรมดา ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น กระแสพลังปราณความเร็วสูงสองขุมบุกทะลวงเข้าไปในตันเถียน ปะทะ
ชนกันอย่างหักโหม!
จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง สมองลั่นอึงอล ทั้งร่างราวกับถูกค้อนยักษ์หวดใส่ มันรู้สึก
ร้อนรุ่ม ทั่วร่างเดือดพล่าน ดวงวิญญาณคล้ายพุ่งออกจากร่างในทันทีทันใด จิตใจว่าง
เปล่าเลอะเลือน ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
แต่เมื่อจั่วม่อฟืนคืนสติ มันรู้สึกร่างกายสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก ทั้งอ่อนนุ่มและ
ผ่อนคลาย สุขสบายจนแทบครวญครางออกมา
จั่วม่อไม่ปล่อยให้จิตใจหลงระเริงไปกับความสุขสบายนั้น มันตรวจสอบการ
เปลี่ยนแปลงของพลังปราณในตันเถียนอย่างถี่ถ้วน
ฉากอันแปลกพิสดารอุบัติขึ้นตรงหน้า
กระแสเมฆหมอกสองขุมปะทะชนใส่กัน แล้วผสานรวมเป็นกลุ่มก้อนพลังปราณขุม
หนึ่ง ขุมพลังปราณนี้ค่อยๆ กลั่นตัวเป็นสายฝนตกลงมาในตันเถียน
ความรู้สึกสุขสบายชวนเคลิบเคลิ้มงมงาย มาจากหยาดพิรุณพลังปราณที่กำลังโปรย
ปรายลงในตันเถียนนี้เอง
กระแสปราณสองขุมยังปะทะชนกันไม่จบสิ้น พิรุณปราณก็สาดเทลงในตันเถียนไม่
ขาดสาย ในช่วงเวลาอันกระชั้นสั้น ตันเถียนก็เปลี่ยนเป็นบ่อน้ำเล็กๆ บ่อหนึ่ง
จั่วม่อปลาบปลื้มยินดีจนยากจะบ่งบอกบรรยายได้!
พลังปราณเสมือนน้ำเหล่านี้ เป็นเครื่องหมายว่ามันบุกฝั่าเข้าสู่ด่านหนิงม่ายสำเร็จ!
จั่วม่อสะกดกลั้นความปิติยินดีภายในใจ ยังคงขับเคลื่อนกระแสปราณสองขุมอย่าง
ระมัดระวัง จนกว่ากระแสปราณทั้งสองขุมจะปะทะชนกันจนหมดสิ้น นั่นจึงจะเรียกว่า
ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์!
พลังปราณประหนึ่งห่าพิรุณ กระหน่ำเทลงมาไม่รู้จบ
จั่วม่ออดทนเฝั้ารอ จนกระทั่งเส้นใยพลังปราณเส้นสายสุดท้ายปะทะชนกัน
เปลี่ยนเป็นหยดน้ำตกลงสู่บ่อน้ำพลังปราณที่อยู่ด้านล่าง
รู้สึกว่าตันเถียนของมันกลวงเปล่า จั่วม่อรีบนำจิงสือออกมา ดูดซับพลังปราณอย่าง
บ้าคลั่ง
เมื่อพลังปราณจากในจิงสือเติมเต็มเข้าไปในร่างกาย จั่วม่อก็ดำเนินกระบวนการเดิม
ซ้ำอีกรอบ เปลี่ยนพลังปราณทั้งหมดกลายเป็นของเหลว มันกระทำเช่นนี้วนเวียนอยู่สาม
รอบ ดูดซับจิงสือระดับสามไปทั้งสิ้นสามชิ้น ก่อนที่ตันเถียนของมันจะรู้สึกเต็มอิ่ม
เล็กน้อย
จั่วม่อหยุดลง
ถอยออกจากฌาน ลืมตาขึ้น มันไม่อาจปกปิดความปิติยินดีที่อัดแน่นอยู่ในดวงตา
พลังปราณในร่างมันยามนี้มากกว่าด่านจู้จีถึงสามเท่า และนี่ยังเป็นเพียงระดับ
ความก้าวหน้าในตอนที่เพิ่งจะฝั่าด่านสำเร็จเท่านั้น
มันในที่สุดก็เข้าใจ ว่าไฉนหนิงม่ายจึงแข็งแกร่งกว่าจู้จีมากนัก!
ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ร่างกายมันกลายเป็นเปียกชุ่มโชก ชั้นสิ่งสกปรกสีดำเหนียว
หนึบปกคลุมอยู่ทั่วร่าง ส่งกลิ่นน่ารังเกียจกระจายออกมา
จั่วม่อรีบร่ายเคล็ดเมฆฝนหล่นริน ชะล้างร่างกายจนสะอาดเอี่ยม สารเหนียวสีดำ
เป็นสิ่งสกปรกที่เจือปนอยู่ในร่างกายของมันเอง
ทำความสะอาดเสร็จสิ้น จั่วม่อรู้สึกร่างกายอัดแน่นไปด้วยพลังปราณ อดไม่ได้ต้อง
แหงนหน้ากู่ก้อง สะท้านสะเทือนไปไกล
เจดีย์น้อยที่ควบคุมค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์ก็คล้ายกู่ร้องตอบรับ มันพลัน
ขับเคลื่อนค่ายกล เปล่งเสียงระฆังกังวานสะท้อนก้องอย่างพร้อมเพรียง
ทั้งเกาะแมกไม้รกร้างล้วนได้ยินอย่างถ้วนทั่ว!