สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 198 นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หลังจากระบายความยินดีปรีดาออกมาบ้างแล้ว จั่วม่อค่อยๆ สงบลง ในไม่ช้ามันก็มี
การค้นพบใหม่ ในครรลองสายตาของมัน เห็นเส้นใยเล็กละเอียดเท่าเส้นผมมากมาย
นี่มันอะไรกัน?
จั่วม่อหัวใจไหววูบ เริ่มโคจรพลังปราณตามเคล็ดวิชา
จริงดังคาด กลุ่มเส้นใยเหล่านี้ไหลบ่าเข้ามาหามัน
ปราณธรรมชาติ!
ที่แท้นี่ก็คือปราณธรรมชาติที่อยู่ในอากาศ! จั่วม่อเข้าใจในบัดดล แล้วคำถามอื่นก็ผุด
ขึ้นมาในหัว เช่นนั้นเส้นใยปราณธรรมชาติเหล่านี้มาจากที่ใด? เส้นชีพจรปราณปฐพี?
เช่นนั้นเส้นชีพจรปราณปฐพีมาจากที่ใด…
จั่วม่อหัวร่อพลางสั่นศีรษะ เรื่องนี้เกรงว่าแม้แต่ยอดคนด่านจินตันยังไม่อาจอธิบาย
ได้ มันเพิ่งจะเข้าสู่ด่านหนิงม่ายเท่านั้น จะครุ่นคิดมากมายถึงเพียงนี้หาอันใด?
มันหันกลับมาให้ความสนใจกับร่างกายตัวเอง เวลานี้ฝั่าไปยังด่านหนิงม่ายสำเร็จ มี
หลายจุดที่จำเป็นต้องตรวจสอบอีกครั้ง
หากถามจั่วม่อว่าความรู้สึกที่ประทับใจที่สุดกับด่านหนิงม่ายคืออะไร นั่นย่อมเป็น
ความรู้สึกของพลังปราณที่มากพอ!
พลังปราณในร่างมันมีมากกว่ากาลก่อนถึงสามเท่า ความรู้สึกของการมีพลังปราณ
มากมายช่างมหัศจรรย์อย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย ราวกับว่าร่างกายอัดแน่นไปด้วย
พลัง พลังปราณไม่เพียงพอเคยเป็นขีดจำกัดที่ใหญ่ที่สุดของมัน เวลานี้ทะลวงผ่านคอ
ขวดมาได้ ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เวทวิชาที่ไม่เคยใช้
ได้มาก่อน ก็สามารถร่ายออกได้อย่างง่ายดาย
และนี่ยังเป็นเพียงด่านหนิงม่ายขั้นแรกเท่านั้น
มันประเมินพลังปราณในร่างกายคร่าวๆ มีพลังปราณประมาณสามจิง เมื่อบรรลุสู่
ด่านหนิงม่าย ปริมาณพลังปราณในร่างกายเริ่มนับด้วยหน่วยวัดใหม่ เรียกว่า ‘จิง’ พลัง
ปราณปริมาณหนึ่งจิงเทียบเท่ากับปริมาณพลังปราณมาตรฐานที่มีอยู่ในจิงสือระดับสาม
หนึ่งชิ้น
หรือกล่าวอีกอย่างว่า หนึ่งชิ้นจิงสือระดับสามสามารถเติมเต็มพลังปราณระดับหนึ่ง
จิงได้พอดี
หนิงม่ายขั้นแรกมีจุดสูงสุดอยู่ที่สิบจิง
นั่นหมายความว่าหลังจากวันนี้ มันจะเข้าสู่ช่วงเวลาการของการเติบโตอย่าง
ต่อเนื่องอีกกว่าเจ็ดจิง
พลังปราณของหนิงม่ายยังบริสุทธิ์กว่าจู้จีมาก ไม่ว่าจะในด้านพลังอำนาจหรือการ
ควบคุมบังคับใช้ ทั้งหมดยังมีการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอีกด้วย
จั่วม่อพลิกฝั่ามือ เปลวไฟเส้นหนึ่งเต้นอยู่บนฝั่ามือ เพียงชั่วพริบตา ค่ายกลเพลิงสี่
หวนก็ก่อตั้งแล้วเสร็จ ไม่มีสะดุดติดขัดเหมือนเช่นตอนที่ยังอยู่ในด่านจู้จี ความรู้สึก
สะดวกสบายนี้ ทำให้จั่วม่ออดโห่ร้องอย่างสนุกสนานไม่ได้
ในกาลก่อน เมื่อมันพยายามใช้เพลิงธาราผลาญฟั้า กระบวนท่านี้จะผลาญพลัง
ปราณของมันไปถึงครึ่งหนึ่ง แต่เวลานี้เพียงแค่คิดก็สำเร็จลุล่วงอย่างง่ายดาย เปลวไฟ
เสมือนน้ำพลิ้วสะบัด แผ่ซ่านเจตนาสังหารอันเย็นเยียบออกมา จั่วม่อเมื่อเริ่มสังหารผู้คน
กระบี่ก็เริ่มมีเจตนาสังหารที่ไม่เคยมีมาก่อน พลังปราณอันล้นเหลือถาโถมเข้าไปในกระบี่
บันดาลให้เปลวไฟเสมือนน้ำสำแดงรายละเอียดอันชัดเจนผิดธรรมดา
พลังปราณเป็นรากฐานของซิวเจ่อ ไม่มีพลังปราณ ต่อให้มียุทธภัณฑ์เวทชั้นสุดยอด
ก็ไม่มีประโยชน์อันใด สมมติเช่นยุทธภัณฑ์เวทกระบี่บินระดับสี่ หากใช้กระบี่บินต่ำกว่า
ระดับสี่ปลดปล่อยกระบวนท่าไม้ตาย โดยทั่วไปจะใช้พลังปราณประมาณหนึ่งจิง เวลานี้
จั่วม่อสามารถใช้ออกได้สามครั้ง ส่วนในด่านจู้จี มันสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เพลิงธาราผลาญฟั้าเป็นกระบวนท่าไม้ตายท่าหนึ่ง จั่วม่อในกาลก่อนใช้ออกหนึ่งครั้ง
ต้องใช้พลังปราณไปเกือบครึ่ง แต่เวลานี้เมื่อพลังปราณของด่านหนิงม่ายถูกขัดเกลาจน
บริสุทธิ์กว่าเดิม การสูญเสียพลังปราณก็ลดน้อยลง มันสามารถใช้เพลิงธาราผลาญฟั้าได้
นับสิบครั้งอย่างง่ายดาย
แต่หากใช้กระบี่บินระดับสี่ธรรมดาสามัญปลดปล่อยท่าไม้ตาย จะสูญเสียพลังปราณ
ถึงสองจิง
ยุทธภัณฑ์เวทที่ดี แม้ทรงพลัง แต่การเผาผลาญพลังปราณก็น่ากลัวยิ่ง ไม่ใช่ทุกคนที่
สามารถใช้พวกมันได้ มีเพียงยุทธภัณฑ์เวทที่ดีที่สุดเท่านั้น จึงจะทั้งทรงพลังและใช้พลัง
ปราณน้อยนิด เฉกเช่นยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณ แต่ยุทธภัณฑ์เวทเช่นนี้เป็นเรื่องของโชค
วาสนาแล้ว
จั่วม่อผู้กำลังเบิกบานใจ ตรวจสอบตัวเองอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย
ฉุนอวี๋เฉิงเฝั้าสังเกตดักแด้ผีเสื้อในบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายอย่างระมัดระวัง เห็นสามดักแด้
ผีเสื้อแขวนอยู่บนผนังของบ่อฟูมฟูกสัตว์ร้ายอย่างเงียบงัน ดักแด้ผีเสื้อแต่ละตัวมี
ลวดลายแตกต่างกันทั้งหมด ตัวหนึ่งหลากสีสัน อีกตัวหนึ่งเป็นสีฟั้าอ่อน ส่วนตัวสุดท้าย
เป็นสีเทาเรียบง่าย ไม่มีใดสะดุดตา จากตัวอ่อนผีเสื้อหกตัว มีเพียงสามตัวที่กลายเป็น
ดักแด้ อัตราความสำเร็จไม่นับว่าสูงนัก แต่ฉุนอวี๋เฉิงไม่ได้ท้อถอย ตรงกันข้าม ในใจมัน
กลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง
กระบวนการพัฒนาของตัวอ่อนผีเสื้อทั้งสาม แตกต่างจากสิ่งที่มันเคยพบเห็นมาทั้ง
ชีวิตอย่างสิ้นเชิง ดูจากลวดลายบนรังดักแด้ ผีเสื้อทั้งสามตัวย่อมต้องเป็นคนละชนิดกัน
อย่างแน่นอน
จุดนี้ทำให้มันถึงกับทอดถอนชมเชย ด้วยประสบการณ์ชั่วชีวิตของมัน มันไม่เคยพบ
พานเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน ตัวอ่อนผีเสื้อทุกตัวได้รับการเลี้ยงดูไม่ต่างกัน ตามเหตุผลแล้ว
ผีเสื้อปราณที่เติบโตเต็มวัยก็สมควรเป็นชนิดเดียวกัน เพียงแต่แตกต่างด้านคุณภาพ
เท่านั้น
ยิ่งศึกษาค้นคว้าบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายมากเท่าใด มันยิ่งประสบพบเจอกับความ
มหัศจรรย์ของบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายมากเท่านั้น
กับเหตุการณ์กองโจรลมดำบุกโจมตีเกาะ ฉุนอวี๋เฉิงยังคงเก็บงำความอึดอัดขัดข้อง
และความสำนึกเสียใจอันแรงกล้าไว้ในใจ กับความรู้สึกอ่อนแอไร้พลังอำนาจ ทำได้แค่
เพียงเบิกตาเฝั้ามองโดยไม่มีปัญญาทำอะไร ชั่วชีวิตนี้มันจะไม่มีวันลืมเลือน ได้รับการ
จ่ายยาแรงเช่นนี้ มันทุ่มเทความพยายามลงไปในการฟูมฟักเลี้ยงดูผีเสื้อปราณเหล่านี้ถึง
สองร้อยส่วน
สำหรับฉุนอวี๋เฉิง การถูกสำนักละทิ้งไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อมันสักเท่าใด มัน
เพิ่งเข้าร่วมสำนักกระบี่สุญตาได้ไม่นานนัก ความรู้สึกผูกพันกับสำนักไม่ได้ลึกซึ้งอันใด
มันทราบว่าศิษย์พี่หลายคนเลือกที่จะจากไป แต่มันไม่คิดจากไปแม้แต่น้อย
นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ความเชื่อมั่นที่มันมีต่อศิษย์พี่จั่วม่อ ทั้งมากมายและมั่นคง
เสียยิ่งกว่าความเชื่อมั่นที่มันมีต่อสำนัก
เทียบกับมุมมองในแง่ร้ายของศิษย์พี่ผู้อื่น ฉุนอวี๋เฉิงกลับรู้สึกว่าสถานการณ์นี้เป็นสิ่ง
ที่ดีมาก อย่างน้อยศิษย์พี่จั่วม่อก็ไม่ต้องถูกสำนักผูกมัดไว้อีก ใครจะไปรู้ บางทีอนาคต
ของมันอาจจะทะยานสูงยิ่งกว่าสำนักก็เป็นได้ ศิษย์น้องกงซุนชาก็ไม่ได้จากไป สามคนที่
มีพลังมากที่สุดในกลุ่มเล็กๆ นี้ ยังคงรวมตัวอยู่ด้วยกัน
ผู้ที่เลือกจจากไปจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน ฉุนอวี๋เฉิงเชื่อมั่นอย่างสุดซึ้ง
ในไม่ช้ามันก็โยนความคิดเหล่านี้ทิ้งไป สายตาจดจ้องอยู่แต่บ่อฟูมฟักสัตว์ร้าย
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากเบื้องหลัง มันไม่จำเป็นต้องหันไปมอง ศีรษะของคนผู้หนึ่งก็โผล่
ขึ้นมาเหนือไหล่มัน
“เป็นอย่างไรบ้าง?” กงซุนชาถามเสียงต่ำ
ทั้งสองคนเมื่อเลือกที่จะอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกมันก็พัฒนาไปอีกขั้น
กลายเป็นใกล้ชิดสนิทสนมยิ่งกว่าเดิม กงซุนชาเป็นคนฆ่าสัตว์ แต่ช่วงหลังมานี้พวกมัน
ไม่ได้ล่าสัตว์ปราณอีกแล้ว มันจึงว่างงานเป็นอย่างยิ่ง ศิษย์พี่จั่วม่อช่วงนี้ปิดด่านฝึกตน
ทุกวี่วัน ดังนั้นกงซุนชาได้แต่วิ่งมาสุมหัวกับฉุนอวี๋เฉิงเท่านั้น
ภาระเก็บค่าผ่านทางก็ตกใส่ตัวกงซุนชาด้วยประการฉะนี้ เจ้าผู้นี้ดูภายนอกสุภาพ
อ่อนโยนสบายตา แต่อันที่จริงหน้าหนาปานกำแพงเมือง ทั้งใจดำอำมหิต ทั้งขวัญกล้า
เทียมฟั้า เผชิญหน้ากับยอดฝีมือด่านหนิงม่าย มันไม่ได้สั่นกลัวแม้แต่น้อย ลงมือขูดรีด
อย่างดุดันทุกราย ฉุนอวี๋เฉิงผู้สัตย์ซื่อถือมั่นถึงกับอ้าปากค้างทุกครั้งที่ชมดู
“ใกล้แล้ว” ฉุนอวี๋เฉิงไม่กล้าละสายตา น้ำเสียงตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
กงซุนชาไม่ได้ประสาทเสียไปด้วย มันเพียงมองสามดักแด้ในบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายอย่าง
สนอกสนใจ
เปั๊าะ เสียงแผ่วเบาดังขึ้นอย่างกะทันหัน ดักแด้หลากสีเป็นตัวแรกที่ขยับ มันทีแรก
แกว่งไปแกว่งมา จากนั้นเจาะทะลุรังดักแด้ เกิดเป็นหลุมเล็กๆ ขึ้นมา ฉุนอวี๋เฉิงสายตา
กระวนกระวายมากขึ้น
ประกายหลากสีพลันพุ่งผ่านออกมาจากรูเล็กๆ บนรังดักแด้ ในบ่อฟูมฟักสัตว์ร้าย
ปรากฏผีเสื้อลายสีสันสวยงามตัวหนึ่ง
ฉุนอวี๋เฉิงใบหน้าทอแววปิติยินดี
เปั๊าะ เปั๊าะ อีกสองเสียงดังติดต่อตามกัน ผีเสื้อปราณอีกสองตัวปรากฏตัวขึ้นในบ่อ
ฟูมฟักสัตว์ร้าย หนึ่งสีเทา อีกหนึ่งสีฟั้าอ่อน
ผีเสื้อปราณสามตัวกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงอยู่ในบ่อฟูมฟักสัตว์ร้าย แต่ไม่ว่าพวก
มันจะบินอย่างไร ก็ไม่สามารถบินออกพ้นจากบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายได้
ฉุนอวี๋เฉิงสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด ข้างกงซุนชาอดหัวร่อไม่ได้ รีบสะกิดเตือน “รีบดู!”
ได้ยินเสียงเตือน ฉุนอวี๋เฉิงค่อยได้สติ สองมือรีบผนึกมุทราร่ายเวทวิชา ลำแสงพวย
พุ่งออกจากมือ ปกคลุมผีเสื้อหลากสีอย่างแม่นยำ
ทันใดนั้นดวงตามันเบิกกว้าง ราวกับพบเห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ
กงซุนชารีบถาม “เป็นอย่างไร?”
ฉุนอวี๋เฉิงริมฝีปากสั่น แต่ไม่กล่าววาจา สองมือผนึกมุทราร่ายเวทวิชาใส่ผีเสื้อปราณ
ที่เหลืออีกครั้ง ดวงตามันที่เบิกกว้างอยู่แล้วแทบถลนออกมา ริมฝีปากสั่นระริกอย่างกับ
แผ่นดินไหว!
“เกิดอะไรขึ้น? บอกมาเร็ว!” กงซุนชายิ่งคันหัวใจยากจะเกา ความอยากรู้อยากเห็น
ของมันถูกก่อกวนจนแทบทะลักออกมา รีบเซ้าซี้ถาม
ฉุนอวี๋เฉิงยังคงไม่กล่าววาจา ริมฝีกปากยังสั่นระริกไม่หยุดยั้ง กระเพื่อมขึ้นลง
เหมือนระลอกคลื่น กระบวนท่ามุทรายามร่ายเวทวิชาของมันก็สั่นระริก สะดุดติดขัดไป
หมด ล้มเหลวไปหลายครั้งหลายหน กว่าจะประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด
ลำแสงอีกสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากมือของมัน ปกคลุมผีเสื้อปราณตัวสุดท้าย
ฉุนอวี๋เฉิงคนคล้ายถูกโจมตีด้วยคำสาปอัมพาต ทั้งร่างแข็งค้างอย่างกะทันหัน จ้อง
มองอย่างมึนงงไปยังผีเสื้อปราณที่ห่อหุ้มอยู่ในลำแสง
“มีปัญหาอันใด?” กงซุนชารู้สึกหัวใจเต้นกระหน่ำ รัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในใจลอบสบถ
ด่า บัดซบ เจ้าคนซื่อสัตย์เชื่อฟังผู้นี้ ช่างรู้วิธีกระตุ้นความกระหายใคร่รู้ของผู้คนเสียจริง!
ในเวลานี้เอง มันจู่ๆ ได้ยินเสียงกรีดร้องของฉุนอวี๋เฉิง ต้องใจหายวาบ รีบวนเข้าไปดู
ข้างหน้า
เห็นฉุนอวี๋เฉิงหน้าแดงฉาน หงายหลังฟาดลงมาตรงๆ อย่างกับท่อนไม้ท่อนหนึ่ง
นี่ นี่มัน…นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…
กงซุนชายืนตะลึงงันอยู่กับที่ ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
จั่วม่อออกมาจากถ้ำหินหนืดอย่างพออกพอใจ ฝั่าด่านหนิงม่ายสำเร็จ ความวิตก
กังวลในใจก็ลดน้อยลงทันที ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด เพียงก้าวเข้าสู่ด่านหนิงม่าย อาศัย
ความช่วยเหลือของค่ายกลใหญ่บนเกาะแมกไม้รกร้าง แม้อีกฝั่ายจะเป็นหนิงม่ายขั้นสาม
มันก็หาได้หวั่นเกรงไม่
หากมันใช้เวลาครุ่นคิดอีกสักเล็กน้อย และหลอมสร้างชุดกระบี่ห้าเจตจำนงแล้ว
เสร็จ พลังอำนาจของมันจะเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายส่วน
เสียงกู่ร้องของมันในตอนที่ฝั่าด่านสำเร็จ สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งเกาะแมก
ไม้รกร้าง เหล่าซิวเจ่อที่พำนักอยู่บนเกาะในเวลานี้ล้วนเข้าใจได้ทันที ว่าจั่วม่อทะลวงฝั่า
ไปยังด่านหนิงม่ายแล้ว ซิวเจ่อบางคนที่ยังพลุ่งพล่านใจในตอนแรก เวลานี้พากันเงียบ
กริบ ไม่ว่าค่ายกลใหญ่จะทรงพลังอำนาจถึงเพียงไหน แต่พวกมันไม่ได้เห็นกับตา ดังนั้น
หลายคนยังไม่เชื่อ
จั่วม่อไม่ได้ขาดแคลนชื่อเสียง แต่สิ่งที่มีชื่อเสียงเท่าเทียมกันกลับเป็นพลังบำเพ็ญ
เพียรด่านจู้จีของมัน ในสายตาของคนส่วนใหญ่ เพียงจุดนี้ก็มากพอจะลบเลือนข้อดีใน
ด้านอื่นๆ ของมันทั้งหมด
ที่นี่คืออาณาจักรนภาจันทร์ อาณาจักรนภาจันทร์ที่ถูกปกครองโดยเซียนกระบี่!
ชนชั้นจู้จีที่อาศัยค่ายกลยังจะนับเป็นตัวอะไรได้?
แต่บัดนี้ จั่วม่อในที่สุดจัดการกับข้อบกพร่องสุดท้ายของมันสำเร็จ ในจิตใจของผู้คน
จั่วม่ออันตรายมากขึ้นทุกขณะ ระดับความอันตรายของมันพุ่งขึ้นเป็นเส้นตรง ผู้ที่
สามารถสังหารซิวเจ่อด่านหนิงม่ายได้ในขณะที่มันยังเป็นเพียงจู้จี เมื่อมันกลายเป็นหนิง
ม่าย ความอันตรายของมันย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจั่วม่อเลย มันกำลังกระหายอยากอย่างรุนแรงต่อ
ชุดกระบี่ห้าเจตจำนงของตน แต่ก่อนหน้านั้น มันจะต้องดูดซับไฟอีกาทองคำเสียก่อน
นับตั้งแต่ที่ไฟหินงอกวิวัฒนาการเป็นไฟหลอมเหลวขาวดำ ก็กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ไฟ
ระดับสาม อย่างไรก็ตาม สำหรับจั่วม่อในตอนนี้ ไฟหลอมเหลวขาวดำไม่เพียงพออีก
ต่อไป เปลวไฟระดับสามเมื่ออาศัยค่ายกลเพลิงสี่หวนหนุนเสริม ยังแทบไม่สามารถแปร
สภาพวัตถุดิบระดับสี่ได้ วัตถุดิบระดับสี่อย่างเช่นฟันจิ้งจอกและแท่งผลึกน้ำแข็งคราม
แค่หลอมสร้างเป็นชิ้นส่วนกระบี่ได้สำเร็จ ก็นับว่าสุดขีดจำกัดของไฟระดับสามแล้ว แต่
คิดหลอมสร้างกระบี่บินให้เสร็จสมบูรณ์ ไฟระดับสามไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว
สำหรับผู้อื่น คิดเสาะหาเมล็ดพันธุ์ไฟระดับสี่สักชิ้นนับว่ายากเย็นดุจปีนปั่ายขึ้น
สวรรค์ แต่สำหรับจั่วม่อ เรื่องนี้ง่ายดายดุจพลิกฝั่ามือเท่านั้น
จำนวนไฟอีกาทองคำในมือของมันอาจนับได้ด้วยเลขสองหลัก
ไฟอีกาทองคำในหมู่ไฟระดับสี่ทั้งมวล เป็นแบบอย่างของไฟชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่ง
เป็นเมล็ดพันธุ์ไฟที่ผู้คนมากมายเฝั้าใฝั่ฝันถึง
แต่อย่างไรก็ตาม จั่วม่อกลับต้องเผชิญกับปัญหาอันยากลำบากประการหนึ่ง มัน
สมควรใช้ไฟอีกาทองคำบริสุทธิ์แทนที่ไฟหลอมเหลวขาวดำเสียเลย หรือสมควรใช้ไฟ
อีกาทองคำเป็นตัวหลัก แล้วผสานรวมไฟหลอมเหลวขาวดำเข้ามา?
ทางเลือกทั้งสองนี้ล้วนมีข้อดีข้อเสียของตัวเอง
พลังอำนาจของไฟอีกาทองคำนั้นไม่มีข้อกังขา แต่ด้วยคุณสมบัติสุดหยางสุดแกร่ง
กร้าว ทำให้การใช้งานไม่กว้างขวางและไม่หลากหลายมากนัก ส่วนไฟหลอมเหลวขาวดำ
แม้ไม่ดีเท่าไฟอีกาทองคำบริสุทธิ์ แต่ด้วยคุณสมบัติอันมากมาย สามารถใช้แปรสภาพ
วัตถุดิบได้กว้างขวางและหลากหลายประเภทยิ่งกว่า ยกตัวอย่างเช่น แท่งผลึกน้ำแข็ง
ครามซึ่งเป็นวัตถุดิบประเภทน้ำแข็งเย็น ไฟหลอมเหลวขาวดำสามารถจัดการกับวัตถุดิบ
ชนิดนี้ได้ แต่ไฟอีกาทองคำที่ร้อนแรงกลับไม่สามารถทำได้
ช่างเป็นปัญหาที่เจ็บปวดเสียจริง จั่วม่อชักปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมา
ในเวลานี้เอง เห็นกงซุนชาวิ่งหอบฮักๆ เข้ามาอย่างตื่นตระหนก พอเห็นจั่วม่อ มันก็
ร้องตะโกน “ศิษย์พี่ แย่แล้ว! ศิษย์น้องฉุนหมดสติไปแล้ว!”