สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 204 ปรับปรุง
เรือเมล็ดอินทผลัมดิ่งลึกลงไปอย่างรวดเร็ว ภายในชั่วพริบตา ก็บรรลุถึงระดับความ
ลึกสิบลี้ใต้ผิวน้ำ มองผ่านหน้าต่างห้องท้องเรือ เห็นภายนอกเป็นสีดำทะมึนมืด รอบข้าง
เงียบสงัด สุ้มเสียงรบกวนจากภายนอกถูกปิดกั้นไว้อย่างสมบูรณ์
คนทั้งสามในที่สุดค่อยคลายใจลง กองทัพอสูรอาศัยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ก็
ทำลายความหวังทั้งมวลของพวกมันไป
นกโง่สะบัดน้ำออกจากร่าง นางดูคล้ายไก่ในหม้อน้ำแกง ขนทั้งร่างลู่ลง กระทั่งนกโง่
ที่เย่อหยิ่งจองหอง เมื่อเผชิญกับสายฟั้าแกร่งที่ฟาดลงมาจากฟากฟั้า ยังหวาดกลัวแทบ
ตาย และกลายเป็นเรียบๆ ร้อยๆ ยิ่ง จั่วม่อเมื่อออกมาจากการปิดด่านฝึกตน แล้วพบว่า
สถานการณ์ไม่เข้าทีนัก ก็พกพานกโง่กับเหล่าเจ้าตัวน้อยติดตัวมาด้วย
ฉุนอวี๋เฉิงทรุดนั่งแปะบนพื้น หอบหายใจอย่างรุนแรง เทียบกันแล้ว กงซุนชาเยือก
เย็นกว่ามาก แต่ยังคงมีร่องรอยของความหวาดหวั่นซ่อนลึกอยู่ในดวงตา
ในหมู่พวกมันทั้งหมด มีเพียงเหล่าองครักษ์เกราะทองเท่านั้นที่สงบเยือกเย็นอย่าง
แท้จริง พวกมันถือกระบี่ยืนตระหง่านดุจรูปปันทองคำ เหมือนเช่นปกติ
จั่วม่อค่อยฟึนตัวจากอาการประสาทเสีย เห็นทุกคนอยู่รอดปลอดภัยอย่างครบถ้วน
สมบูรณ์ อารมณ์ของมันค่อยดีขึ้นมาก เพิ่งหนีเอาชีวิตรอดมาได้ ในเรือไม่มีผู้ใดสนใจจะ
กล่าววาจา ทุกคนนั่งปรับลมหายใจ ผ่อนคลายจิตใจอันตึงเครียดทีละน้อย
หลังจากนั้นสักครู่ จั่วม่อรู้สึกจิตใจสงบลงมาก มันลุกขึ้นยืน เริ่นต้นสำรวจเรือเมล็ด
อินทผลัมอย่างรอบคอบ
ระหว่างที่ปิดด่านฝึกตน แม้ว่ามันจะค้นพบวิธีเปิดใช้เรือเมล็ดอินทผลัม แต่ไม่ได้
ศึกษาในเชิงลึก เวลานี้เรือเมล็ดอินทผลัมกลายเป็นเรือวิเศษช่วยชีวิต มันย่อมไม่กล้า
ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมอีก
จั่วม่อเดินสำรวจรอบห้องท้องเรือ เพ่งพิศตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ
ฉุนอวี๋เฉิงกับกงซุนชาเฝั้ามองการกระทำของมันโดยตลอด แต่เห็นได้ชัดว่าไม่คิดส่ง
เสียงรบกวน
นี่มัน…
จั่วม่อตรวจสอบลวดลายค่ายกลที่สลักไว้บนตัวเรืออย่างระมัดระวัง ในใจตื่นตะลึง
ยิ่ง!
ยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ!
เรือเมล็ดอินทผลัมเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ มิหนำซ้ำยังเป็นยุทธภัณฑ์เวทจิงสือที่
หาได้ยากยิ่ง!
ยุทธภัณฑ์เวทจิงสือเป็นยุทธภัณฑ์เวทที่สามารถใช้จิงสือเป็นแหล่งพลังงานโดยตรง
โดยทั่วไปมักเป็นยุทธภัณฑ์เวทที่มีขนาดใหญ่โต ตัวอย่างเช่นเรือพันปีกที่จั่วม่อเคยพบ
เห็นในตงฝู ถือเป็นแบบอย่างทั่วไปของยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ ในอดีตกาล มีเพียงสำนัก
ใหญ่เท่านั้นที่สามารถหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ วัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการหลอม
สร้างยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ ไม่ใช่สิ่งที่ซิวเจ่อทั่วไปสามารถจ่ายได้
ยุทธภัณฑ์เวทจิงสือยังมีบ้างที่มีขนาดเล็กสำหรับใช้งานคนเดียว แต่มีไม่มากนัก เมื่อ
เทียบกับพลังปราณในจิงสือ พลังปราณในร่างกายซิวเจ่อบริสุทธิ์กว่ามาก จึงทำการ
ควบคุมได้ง่ายกว่า
เรือเมล็ดอินทผลัมลำนี้ที่แท้เป็นยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ สามารถบรรทุกซิวเจ่อได้หนึ่ง
ร้อยคน ไม่ว่าจะเหาะเหินบนฟั้าหรือมุดดำลงใต้น้ำ ล้วนท่องไปได้ทุกหนทุกแห่ง
จั่วม่อสนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อพบเห็นยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ รีบร้อนศึกษาค่ายกลบนเรือทันที
ยุทธภัณฑ์เวทจิงสือเป็นยุทธภัณฑ์เวทที่ใช้ค่ายกลเป็นหลักมากที่สุด
มันจะดูดซับพลังปราณในจิงสือไปใช้เป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อน ซิวเจ่อเพียงแค่
ต้องควบคุมในส่วนที่ง่ายที่สุดบางส่วนเท่านั้น ก็จะสามารถทำให้มันทำงานได้ด้วยตัวเอง
อย่างอิสระ
ในช่วงเวลาเพียงไม่นาน จั่วม่อก็ค้นพบตำแหน่งสำหรับใส่จิงสือ นั่นเป็นห้องท้องเรือ
ว่างเปล่าหลังหนึ่ง ไม่มีแม้แต่โต๊ะเก้าอี้ ตำแหน่งสำหรับใส่จิงสืออยู่บนเพดาน
เพดานห้องท้องเรือเป็นแผนภาพกลุ่มดาวไถขนาดใหญ่ เจ็ดดาวเชื่อมต่อเป็นรูปคัน
ไถ ตำแหน่งของดาวแต่ละดวงเป็นจุดที่จะใส่จิงสือลงไป
จั่วม่อนำจิงสือระดับสามจำนวนเจ็ดชิ้นออกมาจากแหวนของมัน ใส่ลงไปใน
ตำแหน่งดวงดาวบนแผนภาพดาวไถขนาดใหญ่ ทันทีที่มันกดจิงสือชิ้นสุดท้ายลงไป ทุก
ผู้คนรู้สึกว่าห้องท้องเรือสว่างวาบ แสงสีแดงอินทผลัมส่องลอดออกมาจากเรือ
“ฮะ ยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ?” กงซุนชาโพล่งออกมาอย่างแปลกใจ
“อืม เป็นยุทธภัณฑ์เวทจิงสือที่ข้าได้มาจากหนานหมิงจื่อ” จั่วม่อตอบโดยไม่หันหน้า
มา สายตาจ้องมองลวดลายค่ายกลบนเรือ ในใจกำลังคิดคำนวณอย่างละเอียด
อาศัยจิตสำนึกหัตถ์ใบไม้ มันสามารถเฝั้ามองลวดลายยันต์วิ่งผ่านลำเรือได้อย่าง
ชัดเจน ยิ่งมันชมดูมากเท่าใด ก็ยิ่งนับถือเลื่อมใสมากเท่านั้น ที่ผ่านมามันไม่เคยพบเห็น
ยุทธภัณฑ์เวทจิงสือมาก่อน ย่อมไม่เคยเห็นขบวนค่ายกลยันต์ของยุทธภัณฑ์เวทจิงสือมา
ก่อนเช่นกัน
ขบวนค่ายกลยันต์ราวกับตาข่ายขนาดยักษ์ผืนหนึ่ง กระจายอยู่ทั่วลำเรือเมล็ด
อินทผลัม ไม่ต่างอันใดกับเส้นชีพจรปราณของเรือ พลังปราณไหลออกมาจากจิงสือ
ระดับสามทั้งเจ็ดชิ้น เข้าสู่เส้นชีพจรปราณของเรือ แล้วไปขับเคลื่อนการทำงานของค่าย
กล
มันค้นพบอย่างรวดเร็ว ถึงความแตกต่างของเรือเมล็ดอินทผลัมกับบรรดายุทธภัณฑ์
เวทที่มันเคยศึกษามาก่อน พลังปราณที่ไหลออกมาจากจิงสือนั้นมั่นคงยิ่ง
ราบเรียบสม่ำเสมอจนแทบไม่มีความผันผวน ส่วนยุทธภัณฑ์เวทธรรมดาใช้พลัง
ปราณของซิวเจ่อ พลังปราณย่อมมีการเปลี่ยนแปลงหลากหลาย ไม่ราบลื่นมั่นคงแม้แต่
น้อย
ทั้งสองประเภทล้วนมีข้อดีข้อเสียของตน
ยุทธภัณฑ์เวทจิงสือไม่สิ้นเปลืองพลังปราณของซิวเจ่อ ตราบเท่าที่ยังมีจิงสือ ก็
สามารถทำงานได้ตลอดเวลา แต่ข้อเสียก็คือ ได้แต่ทำงานตามระบบที่ตั้งไว้ ขาดการ
เปลี่ยนแปลงอันยืดหยุ่น ความสามารถไม่เพียงพอจะรับมือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
ส่วนยุทธภัณฑ์เวทธรรมดาแน่นอนว่าตรงกันข้าม เนื่องเพราะใช้พลังปราณของ
ซิวเจ่อ ในด้านการใช้งานอันยาวนานไม่อาจเทียบได้กับยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ แต่ร้อย
เปลี่ยนพันแปลง ควบคุมบังคับได้ดั่งใจปรารถนา ใช้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้
ดียิ่ง
ขบคิดถึงตรงนี้ จั่วม่อทันใดนั้นสะท้านขึ้นทั้งร่าง… หากสามารถนำข้อดีของทั้งคู่มา
รวมกันได้ นั่นไม่ใช่ว่าดีเลิศหรอกหรือ!
เมื่อความคิดผุดขึ้นมาในหัว มันก็ไม่สามารถลบออกไปได้อีก
ศึกษาตรวจสอบอยู่เป็นเวลานาน มันเริ่มคิดอย่างจริงจังว่าความคิดชั่วแวบที่ผ่าน
เข้ามานี้ มีความเป็นไปได้หรือไม่?
พื้นที่ภายในลำเรือเมล็ดอินทผลัมกว้างใหญ่พอสมควร เพียงพอให้มันแกะสลักค่าย
กลจำนวนมาก พื้นที่ยิ่งเล็กมากเท่าใด การสลักค่ายกลก็ยิ่งยากเย็นมากเท่านั้น ยอดฝีมือ
หลอมสร้างบางคนสามารถสลักค่ายกลหลายชุดลงไปในกระบี่บินขนาดเท่านิ้วมือเท่านั้น
จั่วม่อยังห่างไกลจากระดับนั้นมาก ดังนั้นพื้นที่ว่างมีความสำคัญต่อมันยิ่ง เรือยิ่งลำ
ใหญ่เท่าใด ยิ่งทำให้มันปรับปรุงได้ง่ายดายมากขึ้นเท่านั้น
สรุปแล้วบนเรือเมล็ดอินทผลัมมีค่ายกลทั้งสิ้นสามชุด หนึ่งคือค่ายกลพื้นที่ต้านทาน
อีกหนึ่งเป็นค่ายกลโล่พลังปราณ สุดท้ายเป็นค่ายกลท่องวารี
จั่วม่อเป็นกังวลยิ่งกับค่ายกลโล่พลังปราณ ค่ายกลโล่พลังปราณของเรือเมล็ด
อินทผลัมเรียกว่า ‘ค่ายกลโล่แสงน้อย’ พลังปั้องกันนับว่าธรรมดาสามัญเท่านั้น
ค่ายกลโล่พลังปราณที่จั่วม่อรู้จัก ก็ไม่มีค่ายกลใดยอดเยี่ยม ดังนั้นมันตัดสินใจ
ปรับปรุง ‘ค่ายกลโล่แสงน้อย’ ให้เป็น ‘ค่ายกลโล่แสงน้อยเจ็ดเรืองรอง’ จั่วม่อเพียงแค่
ต้องผสาน ‘ค่ายกลแสงเรืองรอง’ เจ็ดชุดลงไปใน ‘ค่ายกลโล่แสงน้อย’ เท่านั้น เมื่อแล้ว
เสร็จพลังปั้องกันของโล่พลังปราณสมควรเพิ่มขึ้นอย่างน้อยห้าสิบในร้อยส่วน
ทักษะการผสานรวมค่ายกลย่อยนี้ เป็นสิ่งที่มันทำความเข้าใจมาจากค่ายกลวง
แหวนฟั้าสำเนียงจันทร์
โครงสร้างของค่ายกลแสงเรืองรองเรียบง่ายยิ่ง สลักลงไปได้อย่างง่ายดาย ไม่นาน
จั่วม่อก็เสร็จสิ้นการก่อตั้งค่ายกลโล่แสงน้อยเจ็ดเรืองรอง โล่พลังปราณของเรือค่อยๆ
เปลี่ยนแปลงไป พลังแสงเข้มข้นรุนแรงมากขึ้น ม่านโล่ก็หนาขึ้นกว่าเดิม
จั่วม่อพยักหน้าอย่างพออกพอใจ ดูเหมือนว่าฝีมือการก่อตั้งค่ายกลของมันจะ
รุดหน้าขึ้นไปอีกขั้น หากเป็นเมื่อก่อน เรื่องนี้สมควรไม่ง่ายดายถึงเพียงนี้
โล่พลังปราณแข็งแกร่งขึ้น หมายความว่าอัตราสิ้นเปลืองพลังปราณจะทวีคูณขึ้น
ตามไปด้วย แต่สำหรับเรื่องนี้ จั่วม่อไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เวลานี้มันขาดแคลนทุกอย่าง
ยกเว้นจิงสือ
เกอมีจิงสือมากมาย!
ทันใดนั้นมันตบศีรษะตัวเองดังแปะ ใช่แล้ว อ๊า ข้าหลงลืมข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
นี้ไปได้อย่างไร!
ฉุนอวี๋เฉิงกับกงซุนชาเห็นท่าทางของจั่วม่อ พากันหวาดผวาขึ้นมา ทั้งคู่หันมาสบตา
กันอย่างมึนงง
จิงสือ! เวลานี้ในมือมันมีจิงสือกองเท่าภูเขา!
เดิมทีมันต้องการสลักค่ายกลโจมตีลงไปบนเรือ สามารถใช้ผู้คนควบคุมการโจมตีได้
ด้วยวิธีนี้พวกมันก็ไม่จำเป็นต้องออกจากเรือ แต่สามารถต่อสู้กับศัตรูได้
แต่เมื่อจั่วม่อตระหนักถึงข้อได้เปรียบของมัน ก็พลันเกิดปฎิกิริยาอย่างรุนแรง มัน
แทบจะทำผิดพลาดไปเสียแล้ว!
ในเมื่อยุทธภัณฑ์เวทจิงสือยากจะควบคุมได้อย่างแม่นยำ แทนที่จะคิดหาวิธี
ปรับปรุงการควบคุมหรือใช้ผู้คนไปควบคุมการโจมตี มิสู้ปรับปรุงให้เป็นค่ายกลที่ไม่
จำเป็นต้องควบคุมจะดีกว่า อย่างเช่นค่ายกลร่างแหเมฆสายฟั้า! มันเพียงต้องการให้เรือ
มีความสามารถในการปั้องกันตนเองเท่านั้น ส่วนเรื่องปรับปรุงการควบคุมของยุทธภัณฑ์
เวทจิงสือ มันสามารถค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้ในภายหลังได้
สำหรับเรื่องที่ค่ายกลร่างแหเมฆสายฟั้าต้องสิ้นเปลืองจิงสือจำนวนมาก สำหรับ
จั่วม่อที่ปรารถนาจะรักษาชีวิตของมันเอาไว้ นี่ย่อมไม่ใช่ปัญหา
ยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งพบว่าแนวคิดนี้ยอดเยี่ยมไม่เบา แม้ว่าจะยังมีช่องโหว่อยู่บ้าง แต่ก็
เป็นแผนการที่สามารถทำให้เป็นจริงได้มากที่สุดในตอนนี้
ไม่ว่าจะอย่างไร ชีวิตน้อยๆ ของเกอต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก
พอตกลงใจได้มันก็นำกองวัตถุดิบออกมา เริ่มสลักค่ายกลลงภายในห้องท้องเรือ
“ศิษย์พี่กำลังทำอันใด?” ฉุนอวี๋เฉิงอดกระซิบถามเพื่อนคู่หูไม่ได้
กงซุนชาเหลือบมองแวบหนึ่ง”ข้าก็ไม่เข้าใจ แต่ดูคล้ายกำลังก่อตั้งค่ายกล”
“เราสมควรรีบหนี ตอนนี้มันใช่เวลาจะมัวมาก่อตั้งค่ายกลหรือไร!” ฉุนอวี๋เฉิงกล่าว
อย่างร้อนรน
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า” กงซุนชาก็งุนงงไม่แพ้กัน มันมักจะเฝั้าดูสิ่งที่ศิษย์พี่กระทำ
แม้ว่ามันจะไม่ทราบว่าศิษย์พี่ไฉนคิดก่อตั้งค่ายกลในเวลานี้ แต่มันเชื่อมั่นในการตัดสินใจ
ของศิษย์พี่
อันที่จริง สิ่งเดียวที่ทำให้มันประหลาดใจ เป็นเรื่องที่ศิษย์พี่ดูคล้ายกำลังเล่นอยู่กับ
ยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ… นี่ศิษย์พี่สามารถปรับปรุงยุทธภัณฑ์เวทจิงสือได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ควรทราบว่าการปรับปรุงยุทธภัณฑ์เวท อาจทำได้ยากเย็นยิ่งกว่าการหลอมสร้าง
ยุทธภัณฑ์เวทขึ้นมาใหม่เสียอีก!
เมื่อยุทธภัณฑ์เวทชิ้นหนึ่งหลอมสร้างแล้วเสร็จ มันจะกลายเป็นตัวตนที่สมบูรณ์
พร้อมประการหนึ่ง บรรลุถึงจุดสมดุลในตัวเอง การปรับปรุงเท่ากับทำลายจุดสมดุลนี้ลง
เสียก่อน แล้วค่อยสร้างสมดุลขึ้นมาใหม่ในทันที
ฝีมือทางค่ายกลของศิษย์พี่ที่แท้บรรลุถึงระดับนี้แล้ว?
เหล่าองครักษ์เกราะทองยังคงยืนนิ่งเงียบงัน นกโง่คลายจากความหวาดกลัว เชิดหัว
นกของนาง พลางก้าวเดินด้วยฝีเท้านกอันเป็นเอกลักษณ์
จั่วม่อระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ค่ายกลแสงเรืองรองก่อนหน้านี้เป็นเพียงการสร้าง
เสริมเข้าไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบใดต่อสมดุลของยุทธภัณฑ์เวทเรือเมล็ดอินทผลัม
ลำนี้ แต่ค่ายกลร่างแหเมฆสายฟั้ากลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นี่เป็นค่ายกลระดับสาม
พลังอำนาจแข็งแกร่งรุนแรง ต้องใช้พลังปราณจำนวนมหาศาล จั่วม่อจำเป็นต้องเพิ่มเส้น
ชีพจรปราณของเรือที่สร้างขึ้นจากลวดลายยันต์ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อค่ายกล
ร่างแหเมฆสายฟั้าได้
ค่ายกลร่างแหเมฆสายฟั้าไม่ใช่เรื่องยากสำหรับจั่วม่อ ความยากลำบากที่แท้จริง
กลับอยู่ที่การสลักลวดลายยันต์เพื่อทำหน้าที่เป็นเส้นชีพจรปราณของเรือ
ขบวนค่ายกลทั้งหมดบนเรือเมล็ดอินทผลัมเดิมทีก็สมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว เพื่อที่จะ
เพิ่มช่องทางไหลเวียนพลังปราณ มันจำเป็นต้องเพิ่มลวดลายยันต์ และเพื่อที่จะเพิ่ม
ลวดลายยันต์มากกว่าเดิม มันจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งหมดของค่ายกลบน
เรือ
นี่เป็นส่วนที่ยากเย็นแสนเข็ญที่สุด หากประมาทสักเล็กน้อย อาจนำไปสู่การที่เส้น
ชีพจรปราณของเรือขัดแย้งและปะทะกันเอง จนล่มสลายทั้งค่ายกล
จั่วม่อทราบกระจ่างในเรื่องนี้ ดังนั้นมันจึงจำลองเค้าโครงทั้งหมดไว้ในใจตลอดเวลา
ทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก
สองชั่วยามให้หลัง ในที่มันก็ขบคิดลุล่วง เริ่มลงมือทันที
สิ่งแรกที่มันกระทำ คือเพิ่มจำนวนจิงสือ ค่ายกลร่างแหเมฆสายฟั้าใช้พลังปราณ
มหาศาล เจ็ดชิ้นจิงสือระดับสามไม่เพียงพอสำหรับค่ายกล จั่วม่อเพิ่มจิงสือลงไปอีกยี่สิบ
เอ็ดชิ้น
บนเพดานของห้องท้องเรือ เห็นดวงดาวยี่สิบแปดดวงส่องประกาย
เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของมัน จั่วม่อไม่สนใจว่าจะต้องจ่ายจิงสือออกไปมากเท่าใด
ต่อมามันก็เริ่มก่อตั้งค่ายกลร่างแหเมฆสายฟั้า ตามด้วยเพิ่มลวดลายยันต์สำหรับเส้น
ชีพจรปราณของเรือ
กระบวนการปรับปรุงนี้ใช้เวลาไปหกชั่วยามเต็ม เมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ มันก็เหน็ด
เหนื่อยแทบตาย
อย่างไรก็ตาม เสร็จสมบูรณ์แล้ว!
ซี่ ซี่!
บนโล่พลังปราณสีแดงอินทผลัม ทันใดนั้นเปล่งเสียงประหลาดออกมา ตามมาด้วย
เส้นสายฟั้าเล็กละเอียดนับไม่ถ้วนปรากฎขึ้นบนพื้นผิวโล่พลังปราณอย่างกะทันหัน
แต่ละเส้นราวกับอสรพิษน้อยแหวกว่ายไปมา
สายฟั้าเล็กละเอียดเพิ่มมากขึ้นด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก จากนั้นรวมตัว
กัน ภายในชั่วพริบตา ร่างแหสายฟั้าก็ปรากฎขึ้นบนโล่พลังปราณ
เป็นร่างแหที่ถักทอจากสายฟั้าหยาบหนาเท่าท่อนแขน!
นี่ราวกับร่างแหสีเงินมหึมาห่อหุ้มเรือเมล็ดอินทผลัมไว้ทั้งลำ
ร่างแหสายฟั้าสั่นสะเทือนเบาๆ สุ้มเสียงค่อยๆ เลือนรางลง จนกระทั่งเสียงซี่ซี่เลือน
หายไป
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจคือ แม้ว่าพวกมันจะอยู่ใต้น้ำ แต่ร่างแหสายฟั้าบนโล่พลังปราณ
ไม่มีวี่แววว่าจะกระจายตัว กลับหนาแน่นเข้มข้นเช่นเดียวกันกับวัตถุทั่วไป ห่อหุ้มโล่พลัง
ปราณโดยไร้เสียง
กลิ่นอายของเรือเมล็ดอินทผลัมแปรเปลี่ยนไปในทันที