สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 205 ของเล่นจากผูเยา
“เรากำลังไปยังที่ใด?” ฉุนอวี๋เฉิงสอบถามอย่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้าง
“แม่น้ำอาณาจักร”
กงซุนชากลับสีหน้าผ่อนคลาย กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้นห้องท้องเรือ ท่วงท่าเกียจ
คร้าน สบายอารมณ์ยิ่ง
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” ฉุนอวี๋เฉิงใช้สายตาวิตกกังวลมองตามศิษย์จั่วม่อ ผู้ยังคงง่วนอยู่
กับการปรับปรุงเรือเมล็ดอินทผลัม ศิษย์พี่ทำงานติดต่อกันมาหลายชั่วยามแล้ว ทั้งยังไม่
มีทีท่าว่าจะหยุดมือ
“ฮี่ ศิษย์พี่ของเราผู้นี้อาจดูเหมือนทึ่มทื่อและหวาดระแวงจนเกินควร แต่หากถูกบีบ
บังคับจนร้อนใจขึ้นมา มันจะดุดันอำมหิตและเด็ดเดี่ยวยิ่ง รับรองว่ามันไม่พามาผิดทาง”
กงซุนชากล่าวอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก
“หากอาณาจักรขุนเขาน้อยถูกอสูรปิศาจยึดครองไปแล้วเล่า จะทำอย่างไรกัน?”
ฉุนอวี๋เฉิงหน้าขาวซีดเล็กน้อย การโจมตีอันทรงพลังของกองทัพอสูร แทบจะ
กระชากขวัญวิญญาณของมันไปหมดสิ้น
“สรรค์เท่านั้นที่รู้ ภาวนาขอให้โชคดีเถอะ” กงซุนชากล่าวพลางยืดเอวอย่างเกียจ
คร้าน กลายเป็นนอนเหยียดยาวกับพื้นอย่างเต็มที่
ทันใดนั้น ท่ามกลางเสียงแหลมเล็กแปลกประหลาด เห็นแสงสีเงินเปล่งประกายขึ้น
ด้านนอกเรืออย่างกะทันหัน
เพิ่งจะนอนเหยียดยาว กงซุนชาก็ต้องผุดลุกขึ้นทันที สายตาจ้องมองออกไป ทันทีที่
เห็นร่างแหสายฟั้าด้านนอกโล่พลังปราณ มันชะงักวูบหนึ่ง จากนั้นใบหน้าทอแววปิติ
ยินดี ส่วนฉุนอวี๋เฉิงอยู่ในสภาพจิตใจเปราะบางอยู่แล้ว เหตุเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน
นี้ทำให้มันผวาเฮือก วิญญาณแทบหลุดลอยออกจากร่าง
“เจ้าสิ่งนี้มีพลังมากเท่าใด?” กงซุนชาชี้ไปนอกเรือ พลางหันไปถามจั่วม่อที่เพิ่งจะ
หยุดมือและเดินเข้ามารวมกลุ่ม
“ดีกว่าไม่มีอะไร” จั่วม่อทรุดนั่งอย่างเหนื่อยล้า
“ความสำเร็จในวิชาค่ายกลของข้าไม่เพียงพอ แม้ว่าร่างแหนี้จะไม่มีจุดอับ แต่ช่องตา
ข่ายห่างเกินไป กระจัดกระจายเกินไป เรื่องพลังอำนาจก็อย่าได้คาดหวังมากเกินไป”
กงซุนชาพยักหน้ารับ ถามว่า “พวกเรามาไกลเท่าใดแล้ว?”
“เรือลำนี้หนึ่งชั่วยามเดินทางได้หนึ่งร้อยลี้ เราเดินทางมานานเท่าใด?”
“ราวหกชั่วยาม”
“เช่นนั้นก็หกร้อยลี้” จั่วม่อสรุป”ดูเหมือนไม่มีผู้ใดไล่ตามมา”
“ไม่รู้ว่ากองทัพอสูรเหล่านี้ต้องการอันใด นับว่าเป็นภัยพิบัติที่ไม่คาดฝันจริงๆ” ฉุ
นอวี๋เฉิงทอดถอนปนรำพึง
จั่วม่อย่อมไม่อาจบอกได้ว่ากองทัพอสูรมาตามหาตนเอง แต่เห็นสีหน้าวิตกกังวล
ของฉุนอวี๋เฉิง ก็ทราบว่าเรื่องคราวนี้ ศิษย์น้องที่สัตย์ซื่อถือมั่นผู้นี้ถูกขู่ขวัญรุนแรงเกินไป
ได้แต่รีบปลอบโยนมัน
ศิษย์น้องทั้งสองมีนิสัยใจคอที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฉุนอวี๋เฉิงสัตย์ซื่อเรียบร้อย
แต่ขี้ขลาดตาขาวอยู่บ้าง สนใจเฉพาะเรื่องการเลี้ยงสัตว์ ส่วนกงซุนชากลับตรงกันข้าม
อย่างเห็นได้ชัด มันกลอกกลิ้งกล้าหาญ ยามเผชิญปัญหาก็สงบเยือกเย็น มีท่าทีลี้ลับมาก
เล่ห์ ทั้งยังไม่ค่อยสนใจเรื่องการฆ่าสัตว์และชำแหละชิ้นส่วนมากนัก
“พลิกแพลงไปตามสถานการณ์เถอะ” กงซุนชาสอดคำ จากนั้นหันใบหน้าอ่อนใส
มองมายังจั่วม่อ ดวงตาเป็นประกาย “ศิษย์พี่ จะอย่างไรก็อยู่ว่าง ไฉนท่านไม่ให้พวกมัน
ลองฝึกฝนประสานกระบวนทัพเล่า?”
จั่วม่อย่อมเข้าใจว่ากงซุนซาหมายถึงสามองครักษ์เกราะทอง
“ประสานกระบวนทัพ?”
วาจาของกงซุนชาสะกิดเตือนมัน การโจมตีของกองทัพอสูรส่งผลกระทบต่อพวกมัน
อย่างรุนแรง ทิ้งความประทับใจอันลึกล้ำเอาไว้ กระบวนทัพที่เข้มงวดและสมบูรณ์แบบขู่
ขวัญพวกมันจนแทบเสียสติ เป็นระเบียบเรียบร้อยเสียจนไม่น่าเป็นไปได้ รวมถึงการ
โจมตีด้วยสายฟั้าที่ทำให้พวกมันกระทั่งจะยกศีรษะขึ้นมองยังไม่กล้า จั่วม่อจะไม่มีวันลืม
ความรู้สึกนี้ไปชั่วชีวิต ความแตกตื่นลนลานของเหล่าซิวเจ่อในตอนนั้น สามารถเรียกได้
ว่าเป็นตัวแทนของคำว่า ‘กลุ่มกเฬวราก’ ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
ทุกครั้งที่หวนนึกถึงฉากเหตุการณ์นั้น มันยังอดหัวใจเย็นเฉียบไม่ได้
กองทัพอสูรขบวนนั้นได้สั่งสอนบทเรียนให้กับเหล่าซิวเจ่อบนเกาะแมกไม้รกร้าง
ทั้งหมด
แม้แต่คนโง่เขลาที่สุดยังสามารถเห็นได้ความห่างชั้นของทั้งสองฝั่าย และเข้าใจ
ระดับพลังอันแตกต่างได้อย่างชัดเจน จั่วม่อบังเกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างแรงกล้า ยุคสมัย
ของความแข็งแกร่งส่วนบุคคลกำลังจะจบสิ้นลงแล้ว
แต่มันโยนปัญหานี้ทิ้งไปจากใจทันที ปัญหาใหญ่โตเฉกเช่นการสิ้นสุดของยุคสมัย
หามีส่วนเกี่ยวข้องกับชนชั้นหนิงม่ายตัวเล็กๆ เช่นมันไม่ แต่มันก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของ
กงซุนชา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามันจะเห็นพ้องด้วย แต่จะเริ่มต้นฝึกปรืออย่างไรกลับเป็นปัญหา
สำคัญที่ต้องเผชิญ “ข้าไม่รู้วิธีฝึก”
“เราสามารถค่อยๆ ควานหาดู” น้ำเสียงอันแน่วแน่ของกงซุนชาทำให้จั่วม่อต้อง
เพ่งมองมันอีกที เห็นกงซุนชายิ้มกว้าง กล่าวว่า “ดีกว่าพวกเราล้วนพากันตายหมดน่า
ศิษย์พี่”
ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อรู้สึกว่าใบหน้าอ่อนใสของกงซุนชากลับคลับคล้ายงู
สามเหลี่ยมกำลังชูศีรษะขึ้นมา เย็นเยียบอำมหิตอย่างบอกไม่ถูก
แต่พอมันหันกลับไปเพ่งมองกงซุนชาอีกที รอยยิ้มสดใสระคนเหนียมอายของศิษย์
น้อง ก็ทำให้มันรู้สึกว่าที่แท้เป็นมันเข้าใจผิดไปเอง
“มาเถอะ!” จั่วม่อผงกศีรษะ
หากเป็นก่อนหน้าที่จะได้เห็นกองทัพอสูร จั่วม่ออาจคิดว่าชวนกันเล่นกับเรื่องเช่นนี้
ไม่ใช่เกินเลยไปหรอกหรือ แต่ตอนนี้มันไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เรื่องนี้เป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง!
สำหรับมันแล้ว การเริ่มต้นจากศูนย์ไม่ใช่ประสบการณ์ใหม่ ในอดีต ขอเพียงเป็น
เรื่องที่มันจะทำกำไรจิงสือได้ มันก็แทบจะทุ่มเททั้งชีวิตลงไป! แต่มาถึงตอนนี้ จั่วม่อกลับ
พบว่าชีวิตน้อยๆ ของมันสำคัญที่สุด ศรัทธาความเชื่อของมันพลันพลิกกลับตาลปัตร ขอ
เพียงรักษาชีวิตน้อยๆ ของมันเอาไว้ได้ ไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าใด มันก็พร้อมจะ
ทุ่มลงไปทั้งหมด!
สองศิษย์พี่ศิษย์น้องสุมหัวรวมกัน เริ่มสนทนาปรึกษาหารือกัน
ทั้งคู่ล้วนเป็นมือใหม่ บรรยากาศอบอุ่นมีชีวิตชีวา แต่ในไม่ช้า การสนทนาก็มาถึงจุด
แตกหัก เพียงวาจาย่อมไม่อาจพิสูจน์ผิดถูก โดยเฉพาะเมื่อพวกมันมีความเห็นแตกต่าง
กัน ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ยอมลงให้ผู้ใด ในเวลาเช่นนี้ กงซุนชาไม่สนใจแล้วว่าจั่วม่อเป็นศิษย์พี่
ของมัน มันโต้เถียงจนหน้าแดงคอพอง สีหน้าดุเดือดเลือดพล่าน สารรูปไม่คล้ายคุณชาย
ขี้อายบอบบางที่ไม่อาจต้านแรงลมอีกเลย
“หากเรามีกองทหารคนละกอง สามารถทำสงครามจริงๆ คงดียิ่ง” จั่วม่อทอดถอน”
เช่นนั้นผู้ใดถูกผู้ใดผิด ย่อมจะได้รู้กันในทันที”
“ใช่แล้ว!” ใบหน้ากงซุนชาก็ขมขื่นพอกัน โคลงศีรษะพลางทอดถอนใจ”ถกยุทธการ
บนกระดาษ หาได้มีประโยชน์อันใดไม่”
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งโพล่งขึ้นในใจจั่วม่อ
“ต้องการทดสอบหรือไม่? ข้ามีหนทาง”
จากนั้นผูเยาก็โผล่ออกมา
“หนทางใด?” จั่วม่อกระตือรือร้นขึ้นมาทันที ผูเยาอาจชมชอบคุยโวโอ้อวด แต่
บางครั้งมันก็มีฝีมือที่แท้จริง
ผูเยามองจั่วม่อ กล่าวว่า “ที่จริงการละเล่นเช่นนี้มีมานานแล้ว ยกอย่างเช่นกระดาน
สงครามทหารยันต์ หรือหมากรุกหุ่นเชิด”
“พวกมันเป็นเรื่องราวใด?” ฟังชื่อแปลกใหม่สองชื่อ จั่วม่ออดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้
“เป็นหมากรุกสงครามประเภทหนึ่ง”
“หมากรุกสงคราม?”
“อืม มีวิธีการเล่นมากมาย อย่างเช่นหนึ่งต่อหนึ่ง หรือกลุ่มต่อกลุ่ม”
ผูเยาคล้ายจ่อมจมลงไปในห้วงความทรงจำ แต่เพียงชั่วอึดใจเดียวก็ฟึนตัว กล่าวว่า”
ข้าจำได้ว่าเคยเป็นที่นิยมเป็นอย่างยิ่ง”
“เจ้ามีของเล่นเหล่านั้นหรือไม่?” จั่วม่อมองผูเยาอย่างสงสัยใจ
“ไม่มี” ผูเยาสั่นศีรษะ “ส่วนที่สำคัญที่สุดคือกฏกติกา การสร้างพวกมันทำได้ง่ายดาย
ยิ่ง” มันโยนลูกกลมแสงให้จั่วม่อลูกหนึ่ง “เอ้า ของเหล่านี้เป็นกฏกติกาของหมากรุก
หลายรูปแบบที่ข้าเคยเล่น และยังมีวิธีหลอมสร้างอยู่ด้วยกัน”
“ฮะ เจ้ากลายเป็นใจดีมีเมตตาไปตั้งแต่เมื่อใด?” สายตาจั่วม่อยิ่งเคลือบแคลงมาก
กว่าเดิม แต่มือของมันกลับไม่เชื่องช้าแม้แต่น้อย รีบคว้าลูกกลมแสงเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าตายเร็วเกินไป” ผูเยาเหลือบมองจั่วม่ออย่างเหยียดหยามแวบ
หนึ่ง แล้วหายวับไป
เรือเมล็ดอินทผลัมแล่นไปตามก้นบึ้งของผืนน้ำดำทะมึนอย่างเงียบเชียบ ด้านนอก
มืดทึบจนมองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า สำหรับทุกผู้คน นี่เป็นช่วงเวลายาวนานที่น่าเบื่อหน่าย
ฉุนอวี๋เฉิงดูเหมือนคุ้นชินกับความเบื่อเช่นนี้ดี มันเริ่มกลับไปยุ่งวุ่นวายอยู่กับการ
ทดลองของตน
ส่วนจั่วม่อ บางครั้งก็เรียกไฟอีกาทองคำออกมา ดูคล้ายกำลังหลอมสร้างอะไร
บางอย่าง
“น่าเบื่อเหลือเกิน!” กงซุนชากรีดร้อง ดูเหมือนมันเป็นคนเดียวที่ไม่มีเรื่องราวให้
กระทำ บางครั้งมันคิดจะหยอกล้อนกโง่เพื่อบรรเทาความเบื่อหน่าย แต่นกโง่กลับเมิน
มันอย่างสิ้นเชิง เอาแต่เชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่งและเยื้องย่างด้วยฝีเท้านกในท้องเรือ เจ้าดำ
น้อยไต่ไปรอบๆ ห้องท้องเรืออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เจดีย์น้อยล่องลอยอยู่ในอากาศ
หมุนตัวเล่นอยู่กับที่ สามองครักษ์เกราะทองยืนนิ่งเหมือนรูปสลักสามรูป ตลอดทั้งวัน
ไม่ได้ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว
แรกเริ่มเดิมทีกงซุนชายังกังวลว่าพวกมันอาจพบเจอสัตว์ปราณธาตุน้ำบางชนิด
ตามตำนานเล่าขาน ในมหาสมุทรไร้ขอบเขตเต็มไปด้วยสัตว์ปราณอันน่าสะพรึงกลัว
อย่างไรก็ตาม พวกมันคล้ายโชคดีเป็นพิเศษ การเดินทางนับว่าราบรื่นมาโดยตลอด
ทว่าวันเวลาในแต่ละวันช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง
“เสร็จแล้ว” จั่วม่อจู่ๆ ก็ตะโกนออกมา ทำเอากงซุนชาสะดุ้งสุดตัว พอตั้งสติได้ มันก็
สุมหัวเข้ามาทันที “อันใดเสร็จแล้ว? ฮะ นี่มัน? หมากรุก?”
“อา ของเล่นบางอย่างที่เรียกว่าหมากรุกสงคราม” จั่วม่อตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
“ข้าไม่รู้ว่าหลอมสร้างถูกต้องหรือไม่ มาเถอะ มาลองดูกัน”
กงซุนชาผู้เบื่อหน่ายจนเกือบจะหลับไปแล้ว มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที”ประเสริฐ!”
จั่วม่อนำม้วนหยกว่างเปล่าออกมา บันทึกกฏกติกาบางส่วนที่ผูเยาให้มา แล้วโยนไป
ให้กงซุนชา “ฮะ?” กงซุนชารับม้วนหยก กวาดตามองอย่างรวดเร็ว กลายเป็นคึกคัก
แจ่มใส”น่าสนใจยิ่ง!”
จั่วม่อก็เริ่มอ่านกฏกติกาเช่นกัน แต่พออ่านรายละเอียดก็ใจหายวาบ!
มารดามันเถอะ! เจ้าสิ่งนี้ไฉนซับซ้อนถึงเพียงนี้?
เห็นตัวอักษรอธิบายกฏกติกาอันแน่นขนัด มันรู้สึกหนังศีรษะชาซ่าน
ในหูเพียงได้ยินเสียงกงซุนชาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ฮะ นี่ก็น่าสนใจ ใช่ ใช่แล้ว
…อา เข้าใจแล้ว…”
จั่วม่อได้แต่ก้มหน้าก้มตาทนอ่านต่อไปเท่านั้น
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ขณะที่จั่วม่อดวงตาเหม่อลอย วิงเวียนศีรษะถึงที่สุด ทันใดนั้นมัน
ได้ยินกงซุนชาพึมพำ “น่าสนใจจริงๆ นี่น่าสนใจมากจริงๆ! น่าสนใจเกินไปแล้ว!”
จั่วม่อเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตะลึง เห็นกงซุนชาจ้องมองมาด้วยสายตากระตือรือร้น
กล่าวว่า “มาเริ่มกันเถอะ! หากข้ารู้ว่ามีเรื่องน่าสนุกเช่นนี้อยู่ในโลก ข้าคงไม่เสียเวลา
เรียนรู้การชำแหละสัตว์ปราณแล้ว!”
การละเล่นที่จั่วม่อหลอมสร้างขึ้นคือหมากรุกหุ่นเชิด เป็นฉบับเรียบง่ายธรรมดา
ส่วนกระดานสงครามยันต์ทหารมีขนาดใหญ่โต ต้องใช้ฝีมือหลอมสร้างที่ดีกว่านี้ และมี
กฎกติกาซับซ้อนกว่ามาก
โดยทั่วไปหมากรุกหุ่นเชิดจะประกอบขึ้นจากขบวนค่ายกลลวงตาเล็กๆ หลายชุด ใน
รัศมีวงกลมกว้างหนึ่งจั้ง มีภูเขาเล็กจ้อยกับแม่น้ำคับแคบจัดวางไว้อย่างสมบูรณ์พร้อม มี
กระทั่งกลุ่มเมฆบนท้องฟั้าซึ่งค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทันใดนั้น กลุ่มเมฆขาว
กลายเป็นเมฆฝน สายฝนสาดเทลงมาไม่ลืมหูลืมตา ท่ามกลางสายฝน น้ำในแม่น้ำค่อยๆ
เอ่อขึ้น ซิวเจ่อในชุดนักพรตโผพุ่งขึ้นจากแม่น้ำ ทะยานขึ้นไปบนฟั้า กวาดตามองรอบ
ด้านอย่างถี่ถ้วน เมื่อไม่พบเห็นสิ่งใด คนผู้นั้นก็กลับลงไปในแม่น้ำอีกรอบ
“สมจริงมาก! นี่มันละเอียดสมจริงเกินไปแล้ว!” กงซุนชาอ้าปากค้าง ดวงตาเปลี่ยน
จากตื่นเต้นกลายเป็นร้อนแรง
จั่วม่อก็ตะลึงลานกับความประณีตสมจริงดังกล่าว แม้ว่าตั้งแต่ต้นจนจบมันจะเป็นผู้
ลงมือสร้างด้วยตัวเอง แต่กระทั่งมันก็คิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้
นี่ไม่ใช่กระดานหมากรุกแล้ว แต่ประดุจโลกใบเล็กอันสมบูรณ์พร้อมแห่งหนึ่ง สรรพ
สิ่งที่อยู่ภายในดำเนินไปตามวัฎจักรแห่งธรรมชาติในตัวมันเอง
อัศจรรย์ยิ่ง!
จั่วม่อทอดตามองอย่างเหม่อลอยซึมเซา
“รีบด่วน รีบด่วน เล่นอย่างไรเล่าศิษย์พี่?” กงซุนชาเร่งเร้า
จั่วม่อค่อยได้สติ ส่งชิ้นผลึกดำเรืองโรจน์ระดับสามให้แก่กงซุนชาชิ้นหนึ่ง
“ผนึกจิตของเจ้าเข้าไปในผลึก” กล่าวพลางนำผลึกดำเรืองโรจน์ออกมาอีกชิ้นหนึ่ง
จากนั้นส่งจิตสำนึกของมันเข้าไปในผลึก
มันรู้สึกว่าทิวทัศน์เบื้องหน้าสายตาแปรเปลี่ยนไป คล้ายมองลงมาจากบนท้องฟั้า
ฮะ มันกวาดตามองลงไปตามสัญชาตญาณ
อสูร!
เห็นอสูรเก้าตนยืนเรียงรายอยู่ในสี่เหลี่ยมจัตุรัสอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มันรู้สึก
ถึงการเชื่อมโยงระหว่างมันกับอสูรทั้งเก้าได้อย่างชัดเจน มันกระทั่งสามารถใช้สายตา
ของอสูรตนใดตนหนึ่ง เพื่อมองดูทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้าน
ในเวลานี้เอง รายละเอียดเกี่ยวกับอสูรทั้งเก้าก็ไหลผ่านเข้ามาในใจมัน
จั่วม่อลองกำหนดจิต อสูรตนหนึ่งพลันก้าวออกจากแถวสามก้าว มันเปลี่ยนเป็น
ควบคุมให้อสูรตนนั้นทำท่าทางแปลกประหลาดและน่าขันมากมาย
น่าสนใจ! น่าสนใจยิ่ง!
จั่วม่อตะลึงลาน