สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 206 นั่นคืออะไร
จั่วม่อสลดหดหู่จนแทบเอาหัวพุ่งชนผนังเรือตาย
สองตาแรกมันได้ชัย ตาที่สามทั้งสองฝั่ายเสมอกัน ตาที่สี่ที่ห้าก็ยังคงเสมอกัน แต่
หลังจากตาที่ห้าเป็นต้นมา มันไม่เคยชนะอีกเลย
รวมแล้วพวกมันต่อสู้กันสิบตารวด แพ้ห้า เสมอสาม ชนะสอง ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีเอา
เสียเลย และยิ่งพวกมันเล่นมากเท่าใด ช่องว่างระหว่างฝีมือของพวกมันก็ยิ่งถ่างกว้าง
ออกไปเท่านั้น มันประหลาดใจเป็นที่สุด ศิษย์น้องกงซุนที่เหนียมอายและอ่อนแอจนไม่
อาจต้านแรงลม แท้ที่จริงแล้วดุดันอำมหิตยิ่ง! ในอีกไม่กี่ตาถัดมา เพิ่งจะเปิดฉากได้ไม่
นาน จั่วม่อก็ถูกถล่มราบคาบอย่างน่าสังเวช
จั่วม่อพ่ายแพ้อย่างอนาถยิ่ง จนแม้แต่ผูเยายังทนดูไม่ไหว
“มา! ให้ข้าเอง!”
ผูเยากระโดดออกมารับหน้า ฉวยผลึกควบคุมไป จากนั้นเปิดฉากทำสงครามกับ
กงซุนชา
กงซุนชาพินาศสิ้นในทันที ความสามารถในการบัญชาการอันเลิศล้ำที่ผูเยาแสดง
ออกมา ทำให้จั่วม่อมึนเมาผู้ใดจะคาดคิด ผูเยาที่ดูงดงามราวอิสตรี เวลาบัญชาการรบ
กลับดุดันอำมหิตถึงเพียงนี้
พวกเจ้าค่อยๆ เคี่ยวกรำตัวเองไปเถอะ! เกอไปเล่นสิ่งที่เกอถนัดดีกว่า
จั่วม่อรำพึงในใจ หนึ่งคนหนึ่งอสูรคู่นี้ ล้วนเป็นนักยุทธศาสตร์โดยกำเนิด หรือกล่าว
อีกนัยหนึ่ง คือพวกมันเกิดมาเพื่อทำหน้าที่นี้! โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเห็นสีหน้าของ
หนึ่งคนหนึ่งอสูรที่กำลังโรมรันพันตู พลันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ดวงตาสีเลือดของผูเยา
เป็นประกายเจิดจ้า รอยยิ้มโหดเหี้ยมจุดขึ้นที่มุมปาก ลงมือรวดเร็วดุจสายฟั้าฟาด ส่วน
ศิษย์น้องกงซุน หลังจากถูกฆ่าตายอย่างน่าเศร้ายี่สิบกว่าตา
มันไม่เพียงไม่สลดหดหู่แม้แต่น้อย แต่ใบหน้ากลับแดงเรื่อราวกับดอกเหมย ดวงตา
สาดประกายวาบอย่างต่อเนื่อง ยิ่งต่อสู้ยิ่งฮึกเหิมขึ้นทุกขณะ!
เจ้าคนชั่วร้ายสองคนนี้!
จั่วม่อคุ้นเคยกับความวิปลาสของผูเยามานานแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าศิษย์น้องกงซุนพอ
เล่นหมากรุกสงคราม ที่แท้ก็วิปลาสพอกัน!
ทุกผู้คนล้วนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความบิดเบี้ยวอยู่ในใจหรือไม่?
จั่วม่อจุ๊ปากพลางสั่นศีรษะทอดถอนใจ หมากรุกสงครามทุกชนิดที่ผูเยาให้มาล้วน
ต้องรับบทเป็นผู้บัญชาการรบ เหล่าทหารใต้บังคับบัญชายังมีแต่อสูรปิศาจทั้งสิ้น
ส่วนซิวเจ่อ หากไม่รับบทเป็นศัตรู ก็ต้องเป็นผักหญ้าอาหารสัตว์ เรื่องนี้ทำให้มันรู้สึกผิด
แผกและอึดอัดใจอยู่บ้าง
แต่ก็ช่วยไม่ได้ ผู้ใดใช้ให้เจ้าสิ่งนี้เรียกว่าหมากรุกสงครามสำหรับอสูรปิศาจกันเล่า
จั่วม่อสลัดความคิดสุดท้ายออกไปจากใจอย่างสมบูรณ์ มันตัดสินใจกลับไปฝึกฝีมือ
บำเพ็ญเพียรไปตามประสา
กล่าวถึงฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร มันกำลังศึกษาวิชาค่ายกล
จนกระทั่งถึงตอนนี้ มันพบเห็นค่ายกลมามากมาย หลากหลายประเภท นอกจากนี้
ไม่ว่าจะเป็นยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณที่หาได้ยากยิ่งหรือยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ มันก็มีอยู่ใน
ครอบครองทั้งสิ้น ควบคู่ไปกับความช่วยเหลือจากพลังจิตสำนึก วิชาค่ายกลของมันจึง
แตกฉานลึกล้ำกว่าซิวเจ่อทั่วไปมาก
มันยังมีความสำเร็จหลายด้าน ทั้งยังฝึกปรือพลังปราณ พลังจิตสำนึก รวมถึงวิชา
เสริมสร้างสังขารควบคู่กันไป มันยังมีเวทวิชามากมาย แม้ว่าจะหลากหลายเกินไปและ
คุณภาพไม่ค่อยดีนักก็ตาม แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่มรรคาบำเพ็ญเพียรที่
แท้จริงของมัน
มรรคาบำเพ็ญเพียรหลักของจั่วม่อคือวิชาค่ายกล วิถีทางสายนี้เกิดจากวาจาของ
ผูเยา ‘แก่นแท้ของเวทวิชาทั้งหมดก็คือค่ายกล’ จากความไม่แน่ใจในตอนเริ่มแรก
จากนั้นค่อยๆ ตระหนักทีละน้อย จนกระทั่งมาถึงจิตปณิธานอันมั่นคงดั่งหินผาใน
ปัจจุบัน จั่วม่อไม่เคยหยุดศึกษาค้นคว้าค่ายกล
แม้ว่ามันจะยังอยู่ห่างไกลจากระดับที่ผูเยากล่าวถึงอีกมาก แต่ในใจเต็มไปด้วยความ
เชื่อมั่นในตัวเอง
ยกตัวอย่างเช่นค่ายกลฉบับจุลภาคในกระบวนการหลอมกลั่นโอสถ ก็เป็นผลงาน
จากการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องของมัน มันไม่ทราบว่ามีผู้ใดศึกษาเรื่องนี้หรือไม่ แต่
ค่ายกลฉบับจุลภาคนำผลกำไรมหาศาลมาให้แก่มัน ไม่มีค่ายกลฉบับจุลภาค ก็ไม่มีไฟ
อีกาทองคำ
การเพิ่มพลังฝีมือมีวิถีทางมากมาย แต่ไม่ใช่ทุกวิถีทางที่เหมาะสมกับมัน
เนื่องจากคนผู้หนึ่งมีฝีมือทางบัญชาการรบ เช่นนั้นเรื่องที่มันสมควรฝึกปรือก็คือการ
บัญชาการรบ เลือกฝึกปรือในสิ่งที่มันมีฝีมือมากที่สุด จึงจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
ที่สุด
จั่วม่อหันมาให้ความสนใจกับเรือเมล็ดอินทผลัม ในความเห็นของมัน เรือเมล็ด
อินทผลัมมีช่องว่างให้มันปรับปรุงอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับจั่วม่อ
ผู้เชี่ยวชาญค่ายกลฉบับจุลภาค
เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของมัน จำต้องระดมความคิดให้สุดความสามารถ
สามคนในห้องท้องเรือล้วนมีสีหน้าท่าทีผิดแผกแตกต่าง ฉุนอวี๋เฉิงเอามือเท้าคาง
ดวงตาเลื่อนลอย จมอยู่ในท่านี้มาเป็นเวลานานแล้ว บางครั้งคราวก็รำพึงออกมาเบาๆ
กงซุนชาคึกคักสุดขีดราวกับถูกฉีดด้วยเลือดไก่ ดวงตาจับจ้องแต่หมากรุกสงคราม ไม่ได้
รู้สึกตัวเลยสักนิด ว่าชิ้นผลึกดำเรืองโรจน์ที่อยู่ด้านตรงข้ามกับมัน เพียงลอยอยู่ในอากาศ
โดยไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้นสักคน
จั่วม่อปีนขึ้นปีนลง ทั่วร่างของมันปกคลุมไปด้วยเศษขี้เลื่อย เครื่องมือกับยุทธภัณฑ์
เวทหลายประเภทปรากฎขึ้นในมือเป็นครั้งคราว
เจดีย์น้อยกระโดดโลดเต้นตามหลังจั่วม่อ เศษวัตถุดิบทั้งหมดไม่ปล่อยให้เสียเปล่า
แม้แต่ชิ้นเดียว ล้วนถูกดูดเข้าไปในเจดีย์จนเกลี้ยงเกลา
ไม่ห่างออกไปนัก นกโง่ชายตามองเจดีย์น้อยอย่างดูถูกเหยียดหยาม เจ้าดำน้อยปีน
ไต่ทั่ว โบกหนวดสองเส้นไปมาอย่างเงียบๆ
ไม่ทราบว่านานเท่าใด เมื่อค่ายกลตรงหน้าเสร็จสมบูรณ์ จั่วม่อในที่สุดค่อยถอน
หายใจโล่งอก อดยืดเอวบิดขี้เกียจไม่ได้
ไม่มีข้อกำหนด ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีข้อจำกัด ตราบเท่าที่มันสามารถคิดออกและใน
มือมีวัตถุดิบเพียงพอ มันจะทดลองทำอย่างดีที่สุด ประสบการณ์เช่นนี้ไม่เคยพบเจอมา
ก่อน ทำให้มันรู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก การปรับปรุงเรือเมล็ดอินทผลัมในขั้นนี้ มัน
ใช้ทุกวิธีการที่คิดขึ้นมาได้อย่างไม่มีออมรั้ง
บางส่วนเป็นวิธีการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์ บางสิ่งเป็นวิธีการหลอมกลั่นโอสถ
บางอย่างเป็นวิชาค่ายกล รวมถึงแผ่นจานค่ายกลที่มันไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานาน ทั้งหมด
ล้วนถูกนำมาใส่ลงไปเรือเมล็ดอินทผลัม
เรือเมล็ดอินทผลัมกลายร่างไปอย่างสมบูรณ์
เรือเมล็ดอินทผลัมซึ่งเดิมมีรูปทรงคล้ายกระสวย เปลี่ยนเป็นแหลมคมมากขึ้น
โดยเฉพาะหัวเรือที่ติดหนามสีครามเจ็ดแท่งเรียงรายเป็นแถวตรง หนามสีครามทั้งเจ็ดนี้
ได้มาจากจระเข้หนามครามระดับสี่ที่ถูกมันเชือดทิ้งบนเกาะแมกไม้รกร้าง แท่งหนามที่
คล้ายหยกสีครามตลอดทั้งแท่งปกคลุมไปด้วยลวดลายยันต์สีชาด
ตัวเรือสอบแคบลง แต่ยาวขึ้นกว่าเดิม รูปร่างคล้ายปลาดาบ ทำให้ดูอันตรายมาก
ขึ้น ก้าวร้าวดุดันมากขึ้น ผลลัพธ์โดยตรงคือความเร็วในน้ำเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลัน ใน
หนึ่งชั่วยาม สามารถเดินทางได้หนึ่งร้อยห้าสิบลี้ เร็วขึ้นกว่าห้าสิบในร้อยส่วน
จั่วม่อเพิ่มค่ายกลควบคุมไปยังโล่พลังปราณด้านนอก เวลานี้โล่พลังปราณแทนที่จะ
เป็นทรงกลมเหมือนฟองอากาศรายล้อมตัวเรือ ก็กลับกลายเป็นคล้ายชั้นผิวหนังที่แทบ
จะแนบติดอยู่กับตัวเรือ ร่างแหสายฟั้าก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย แทนที่จะล้อมรอบอยู่นอก
โล่เหมือนเดิม กลับกลายเป็นคล้ายสลักอยู่บนโล่แสงไปเสียเลย
บางครั้งยังเห็นประกายสายฟั้าแล่นผ่านไปตามผิวโล่พลังปราณโดยไร้เสียง
เสากระโดงเรือและสิ่งอื่นๆ ที่คล้ายกัน ล้วนถูกจั่วม่อตัดทิ้งไปทั้งหมด สิ่งเหล่านี้เป็น
ของประดับให้สวยงามเสียมากกว่าจะใช้การได้จริง
แต่ถึงกระนั้น จั่วม่อก็ยังคงไม่พึงพอใจ มันศึกษาค่ายกลท่องวารีที่เรือเมล็ดอินทผลัม
มีอยู่แต่เดิม และพบว่าค่ายกลท่องวารีนี้เองที่เป็นต้นเหตุให้เรือเมล็ดอินทผลัมเดินทางใน
น้ำได้เชื่องช้ายิ่ง เทียบกับการบินบนฟั้า ความเร็วในการเดินทางใต้น้ำของเรือเมล็ด
อินทผลัม ทำให้มันรู้สึกเชื่องช้าพอๆ กับเต่าขาเจ็บ
ยกตัวอย่างเช่นปีกลำแสงอัสนีบาตที่มันซื้อมาจากหงหยาง หากใช้ความเร็วเต็มที่
ภายในหนึ่งชั่วยามสามารถเดินทางได้ถึงหนึ่งพันห้าร้อยลี้! แม้แต่เมฆมงคลระดับสามที่
เลื่องชื่อในด้านความสง่างามไม่ใช่ความเร็ว ก็ยังสามารถทำความเร็วได้มากกว่าสามร้อย
ลี้ในหนึ่งชั่วยามได้อย่างง่ายดาย
ด้วยความที่ไม่เคยครอบครองยุทธภัณฑ์เวทที่สามารถเดินทางใต้น้ำมาก่อน จั่วม่อ
ย่อมไม่อาจรับได้กับความเร็วของเรือเมล็ดอินทผลัม เรือเมล็ดอินทผลัมระดับสี่ไม่
สามารถไล่เมฆมงคลระดับสามได้ทัน ไยมิใช่น่าขบขันแทบตายแล้ว?
มันหลงลืมไปโดยสิ้นเชิง ว่าความต้านทานของน้ำนั้นรุนแรงกว่าความต้านทานของ
อากาศในยามที่มันบินอยู่บนท้องฟั้ามาก
กว่าที่มันจะตระหนักถึงเรื่องนี้ ก็เป็นเวลาที่มันปรับปรุงจนความเร็วของเรือเมล็ด
อินทผลัมบรรลุถึงระดับสองร้อยลี้ในหนึ่งชั่วยามแล้ว เนื่องเพราะมันค้นพบว่าไม่ว่ามันจะ
ปรับปรุงค่ายกลท่องวารีไปมากเท่าใด ก็ไม่สามารถเร่งความเร็วของเรือเมล็ดอินทผลัม
ขึ้นไปได้อีก
ทันใดนั้นจั่วม่อฉุกคิดถึงเพลงกระบี่เพลิงธาราที่มันเคยฝึกปรือ นึกถึงกระบวนท่า
แรกที่มันคุ้นเคย เพลงกระบี่เพลิงธารา…ธาราหลั่งไหล!
นอกจากไร้ร่องรอยและยากจะระวังปั้องกันแล้ว กระบวนท่าธาราหลั่งไหลยัง
รวดเร็วยิ่ง! นี่ไม่ใช่ว่ากระบวนท่านี้รวดเร็วมากมายอันใด ที่จริงเพียงแค่สอดคล้องกับ
ธรรมชาติ ราบเรียบ ไหลลื่น และรวดเร็ว! จั่วม่อยังเคยฝึกปรือเพลงกระบี่เพลิงธาราใต้
แม่น้ำ ภายใต้สายน้ำ ธาราหลั่งไหลกลับยิ่งรวดเร็วขึ้นไปอีก! แก่นแท้ของธาราหลั่งไหล
คือแปรเปลี่ยนไปตามกระแสน้ำ ลอกเลียนการไหลลงมาจากที่สูงของสายน้ำ
หากมันสามารถเปลี่ยนเรือเมล็ดอินทผลัมเป็นกระบี่หยดน้ำได้ก็คงจะดี…
ความคิดอันบ้าบิ่นวาบเข้ามาในหัวดุจสายฟั้าฟาด ความคิดนี้ทำให้มันตื่นเต้นขึ้นมา
หลังจากขบคิดอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดก็พบหนทางแก้ไข
พอคิดได้ก็ลงมือทันที ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด ค่อยเสร็จสิ้นในที่สุด!
จั่วม่ออาศัยค่ายกลเล็กๆ หลายร้อยชุด สร้างสภาพที่คล้ายคลึงกับกระบวนท่าธารา
หลั่งไหล ความเร็วของเรือเมล็ดอินทผลัมเพิ่มขึ้นเป็นสี่ร้อยลี้ในหนึ่งชั่วยาม!
จั่วม่อไม่รู้จักตลาด หากมันทราบว่าภายในท้องตลาดทั่วไป ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ที่
ใช้เดินทางใต้น้ำล้วนมีความเร็วราวๆ หนึ่งร้อยลี้ในหนึ่งชั่วยาม กระทั่งยุทธภัณฑ์เวท
ระดับสี่ชั้นยอดยังมีความเร็วไม่เกินสองร้อยลี้ต่อหนึ่งชั่วยาม มันย่อมจะไม่ดึงดันหาวิธี
เพิ่มความเร็วของเรือเมล็ดอินทผลัมอย่างแน่นอน
แต่ระดับความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อจำกัด เนื่องจาก
ประกอบด้วยค่ายกลจำนวนมากมาย การควบคุมบังคับจึงทำได้ยากยิ่ง จั่วม่อพบว่าหาก
ควบคุมด้วยตัวเองจะลำบากยากเย็นมาก ดังนั้นมันใช้ให้เจดีย์น้อยมาควบคุมขบวนค่าย
กลแทน ค่ายกลเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับน้ำ เจดีย์น้อยเป็นสุดยอดฝีมือในการ
ควบคุมห้าธาตุอยู่แล้ว ดังนั้นควบคุมได้ราบรื่นยิ่ง
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คืออัตราสิ้นเปลืองจิงสือทวีคูณขึ้นทันที โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งในตอนที่เดินทางด้วยความเร็วเต็มพิกัด แต่ละชั่วยามจะใช้พลังปราณถึงสิบจิง นั่น
เท่ากับสิบชิ้นจิงสือระดับสาม เป็นอัตราสิ้นเปลืองที่สูงกว่าปีกลำแสงอัสนีบาตสิบเท่า
แต่ในความเห็นของจั่วม่อ นี่เป็นสิ่งที่คุ้มค่าเหลือเกิน หากมันไม่อาจรักษาชีวิตน้อยๆ
ของมันเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะมีจิงสือมากมายเท่าใด ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
จนกระทั่งถึงตอนนี้ เรือเมล็ดอินทผลัมค่อยบรรลุถึงระดับของการรับประกันชีวิตที่
มันคาดหวังไว้ในใจ
แต่ก่อนที่มันจะได้พักผ่อน ทันใดนั้น สังหรณ์อันตรายพลันแล่นวาบเข้ามาในจิตใจ
ของจั่วม่อ
จั่วม่อหัวใจเต้นระรัว
มันหันมองออกไปยังด้านนอกเรืออย่างช่วยไม่ได้ ท่ามกลางสายน้ำดำทะมึน เห็น
แสงเรืองรองสว่างขึ้นจากที่ห่างไกลอย่างเฉียบพลัน
จุดแสงดวงนี้เล็กละเอียดเท่าเส้นผม แต่ในชั่วกะพริบตาเดียว กลับขยายใหญ่เท่า
เมล็ดงา
รวดเร็วยิ่ง!
จั่วม่อสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ
มันจดจำได้ในทันที ผู้คนนับไม่ถ้วนล้วนพูดกันติดปาก มหาสมุทรไร้ขอบเขตเป็น
สวนสวรรค์ของสัตว์ปราณยักษ์อันร้ายกาจ!
“หนีเร็ว!”
เจดีย์น้อยที่เชื่อมโยงกับจิตใจมันพลันสว่างวาบ จิงสือในกลุ่มดาวยี่สิบแปดดวงบน
เพดานก็เปล่งแสงเจิดจ้าตามกัน ห้องท้องเรือสว่างไสวราวกับเวลากลางวัน
วู้ม วู้ม วู้ม! ตัวเรือสั่นสะเทือนเล็กน้อย ภายใต้การเร่งความเร็วเต็มที่ แรงกดดันที่ตัว
เรือต้องแบกรับบรรลุถึงระดับที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง!
เหตุเปลี่ยนแปลงอุบัติขึ้นอย่างกะทันหัน สะกิดเตือนอีกสองคนให้รู้สึกตัว
ฉุนอวี๋เฉิงเงยหน้าขึ้นอย่างสับสนมึนงง กงซุนชาใบหน้ายังแดงซ่านด้วยร่องรอยของ
ความตื่นเต้นเร้าใจ ที่แตกต่างก็คือ กงซุนชามีปฎิกิริยาตอบสนองในทันที ความเร็วปาน
สายฟั้าแลบของเรือเมล็ดอินทผลัมทำให้มันตื่นตระหนก
“รวดเร็วยิ่ง! เรือกลายเป็นรวดเร็วถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?” มันไม่ได้แตกตื่นลนลาน
เดินตรงเข้ามาหาจั่วม่อด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
“นี่ไม่ใช่เวลาจะมามัวสนทนาเรื่องนี้” จั่วม่อกล่าวเสียงต่ำลึก “มีบางสิ่งบางอย่าง
เกิดขึ้น”
“เรื่องอันใด?” กงซุนชาใบหน้ายังอยากรู้อยากเห็น แต่พอหันไปมองด้านนอกเรือเท่า
นั้นเอง สีหน้าก็แปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน
ไม่ไกลจากลำเรือ เห็นดวงตาอันดุร้ายขนาดเท่าโคมไฟคู่หนึ่ง จ้องมองมายังเรือ
เมล็ดอินทผลัมอย่างเยือกเย็น
เมื่อทั้งสองคนมองไปยังร่างของเจ้าของดวงตา อดสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ
ไม่ได้
เห็นเงามหึมาน่าสะท้านใจปรากฎขึ้นในครรลองสายตาของทุกคน ประหนึ่งภูเขาที่
เต็มไปด้วยน้ำสีดำมืดไหลเวียนอยู่รอบกายอย่างไม่หยุดยั้ง แตกต่างจากกระแสน้ำ
โดยรอบอย่างชัดเจน ดวงตาคู่นั้นอำมหิตไร้ความรู้สึก ส่องสว่างราวกับดวงจันทร์สอง
ดวงในสายน้ำสีดำมืด
คนทั้งสามรู้สึกราวกับตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง เย็นเฉียบไปทั้งร่าง!