สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 208 โลหิตทะลวงช่องว่าง
จั่วม่อมองใบหน้าขาวซีดของเจ้าคนที่กึ่งนั่งกึ่งเอนอยู่บนพื้นเรือ เป็นเรื่องยากที่จะ
เชื่อมโยงศิษย์น้องกงซุนผู้นุ่มนวลเหนียมอาย กับเจ้าคนที่ต่อสู้อย่างบ้าคลั่งเมื่อสักครู่
ขณะที่มันหยิบโอสถปราณให้กงซุนชา ในใจก็อดคิดไม่ได้ ‘’สหายผู้นี้เป็นนัก
ยุทธศาสตร์ที่ดุเดือดรุนแรงจริงๆ!” จนกระทั่งถึงตอนนี้ มันยังรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง
ขั้นตอนการต่อสู้ทั้งหมดหมดจดเรียบร้อย ยังไม่ทันจะเผชิญความยากลำบากใดๆ เพียง
ชั่วกะพริบตาก็จบสิ้นลงแล้ว
จั่วม่อกระทั่งยังไม่ทันได้ใช้ขบวนกระบี่ห้าเจตจำนงด้วยซ้ำ สัตว์ร้ายวารีนิลเนตร
จันทราก็ถูกสังหารแล้ว!
มันรู้สึกว่าสามองครักษ์เกราะทองหากอยู่ในมือมัน จะไม่ร้ายกาจทรงพลังเท่ากับที่
พวกมันอยู่ในมือของศิษย์น้องกงซุน
แต่ช่องว่างระหว่างพวกมันจำเป็นต้องกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้เลยหรือไร…
หากอยู่บนแผ่นดิน องครักษ์เกราะทองเพียงคนเดียวก็เพียงพอจะรับมือสัตว์ร้ายวารี
นิลเนตรจันทราได้อย่างเหลือเฟึอ แต่ในมหาสมุทร หากให้มันสั่งการสามองครักษ์เกราะ
ทองสังหารสัตว์ร้ายวารีนิลเนตรจันทรา อาจต้องพึ่งพาโชควาสนาอยู่บ้าง คาดไม่ถึงว่า
ศิษย์ของกงซุนจะร้ายกาจถึงเพียงนี้!
น่าเสียดายก็แต่ไข่มุกจันทราสองเม็ดนั้น…
จั่วม่อเจ็บปวดใจยิ่ง การซุ่มโจมตีครั้งสุดท้ายขององครักษ์เกราะทอง ฟันใส่ดวงตา
ของสัตว์ร้ายวารีนิลเนตรจันทราจนขาดครึ่ง สิ่งที่หลงเหลือมาถึงมือจั่วม่อมีเพียงไข่มุก
จันทราครึ่งทรงกลมสี่ชิ้นเท่านั้น ไข่มุกครึ่งซีกเหล่านี้มูลค่าจะลดน้อยลงมาก ทว่ามันยัง
เก็บเกี่ยววารีนิลได้มากมายมหาศาล วารีนิลแม้ไม่ล้ำค่าเท่าไข่มุกจันทรา แต่ก็ยังคงหาได้
ยากยิ่ง
ไม่ต้องกล่าวถึงว่า สามารถค้นพบพรสวรรค์ในการทำศึกอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
ของกงซุนชา ก็คุ้มค่าเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด!
ในยุคสมัยอันโกลาหลวุ่นวายเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดย่อมเป็นพลังอำนาจอันแข็งแกร่ง
หากอัจฉริยะภาพของศิษย์น้องกงซุนจะยังคงถูกค้นพบต่อไปเรื่อยๆ ความแข็งแกร่งของ
พวกมันก็จะเพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ จั่วม่อกำลังพิจารณา หากเป็นไปได้ก็อยากให้ผูเยา
หลอมสร้างองครักษ์เกราะทองขึ้นมาอีกสักหลายคน
อย่างไรก็ตาม พลังฝีมือของศิษย์น้องกงซุนย่ำแย่ยิ่ง เพียงเสียงคำรามด้วยโทสะของ
สัตว์ร้ายวารีนิลเนตรจันทรา ยังแทบจะพรากเอาชีวิตน้อยๆ ของมันไป ในความเห็นของ
จั่วม่อ วิถีทางที่ศิษย์น้องกงซุนสมควรรุดหน้าไปก็คือมรรคาแห่งแม่ทัพบัญชาการศึก
แต่พลังฝีมือส่วนบุคคลของกงซุนชาอ่อนแอเกินไป ยังด้อยกว่าฉุนอวี๋เฉิงเสียอีก หาก
มันประมาทสักเล็กน้อย ชีวิตของมันจะหลุดลอยในทันที จั่วม่อผู้ซึ่งได้เห็นพลังอันเกรียง
ไกรของกองทัพอสูร ย่อมตระหนักว่าคนเช่นกงซุนชาอันที่จริงมีพลังกร้าวแกร่งยิ่ง ทุก
วันนี้ คิดจ้างวานเซียนกระบี่ที่เก่งกาจสักคน หาใช่เรื่องลำบากยากเย็นอันใด เพียงแค่
ต้องใช้จิงสือเท่านั้น แต่คิดจ้างซิวเจ่อที่มีความสามารถในการบัญชาการรบกลับไม่ใช่
เรื่องง่าย ไม่ต้องกล่าวถึงว่าพวกมันร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน ใกล้ชิดสนิทสนมเสียยิ่ง
กว่าพี่น้องร่วมอุทร สำหรับจั่วม่อแล้ว ศิษย์น้องกงซุนเชื่อถือได้ยิ่งกว่าใครทั้งหมด
สมควรทำอย่างไรให้ศิษย์น้องกงซุนเป็นผู้บัญชาการรบ แต่ไม่ให้สูญเสียชีวิตน้อยๆ
ของมัน?
ยุทธภัณฑ์เวท? ลืมไปได้เลย กระทั่งยุทธภัณฑ์เวทที่เลิศล้ำที่สุด เมื่ออยู่ในมือศิษย์
น้องกงซุนก็เป็นได้แค่เศษเหล็ก มันไม่อาจใช้เหล่ายุทธภัณฑ์เวทได้เต็มพลังอำนาจ
หรือจะจับมันฝึกปรือเวทวิชารักษาชีวิต? แต่ในเวลาเช่นนี้ ไม่สายเกินไปหน่อยหรือ?
ศิษย์น้องกงซุนอาจมีพรสวรรค์ด้านบัญชาการรบ แต่ความสามารถในด้านบำเพ็ญเพียร
ของมันย่ำแย่สุดทนดู
จั่วม่อประสบปัญหาคิดไม่ตกอีกแล้ว
ทันใดนั้นมันเขกหัวตัวเองแรงๆ มันลืมผูเยาไปได้อย่างไร เจ้าวัตถุโบราณเก่าแก่พันปี
ผู้นี้อย่างน้อยก็สมควรล่วงรู้อะไรบ้าง
“เจ้าต้องการเพาะสร้างมันเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกเช่นนั้นหรือ?”
ผูเยาเบิกตามองจั่วม่อ ดูตื่นตะลึงเล็กน้อย เรื่องที่เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์อันยาวไกล
เช่นนี้ เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าผีดิบจอมละโมบนี่สามารถคิดออกด้วยหรือไร? ไม่ใช่ว่าในสายตา
มันเห็นแต่เพียงจิงสือหรอกหรือ?
“ข้ารู้สึกว่ามันมีพรสวรรค์ล้ำเลิศในด้านนี้” จั่วม่อตอบคำถาม”หรือเจ้าไม่คิด?
“พรสวรรค์ของมันแทบจะไม่ผ่านเกณฑ์ด้วยซ้ำ” ความหมายของผูเยาแปลว่ามัน
ไม่ได้ปฎิเสธ ที่สำคัญคือด้วยสายตาสูงส่งเหนือศีรษะของผูเยา เกณฑ์ของมันยังจะ
ธรรมดาสามัญหรือ?”แต่เจ้าจะต้องการแม่ทัพบัญชาการศึกไปเพื่อสิ่งใด? ใช่คิดเริ่มต้น
พิชิตแผ่นดินหรือไม่?”
จั่วม่อมองผูเยาราวกับมองคนปัญญาอ่อน เจ้าผู้นี้ศีรษะโดนกระแทกอีกแล้วหรือ?
อาศัยกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านี้ พวกมันกระทั่งจะเรียกเก็บค่าคุ้มครองยังไม่มี
ปัญญา ยังจะเพ้อฝันถึงการครองแผ่นดินด้วยหาอันใด! เพียงแต่เมื่อนึกถึงว่ามันมีเรื่อง
ต้องพึ่งพาอีกฝั่าย จั่วม่อตัดสินใจว่าไม่กล่าววาจาทำร้ายจิตใจเหล่านี้จะดีกว่า มันกล่าว
ว่า”หนึ่งรั้วสามเสาเข็ม หนึ่งวีรบุรุษสามความช่วยเหลือ รั้วต้องการเสาเข็มฉันใด วีรบุรุษ
ก็ต้องการความช่วยเหลือฉันนั้น การต่อสู้เป็นกลุ่มต้องพึ่งพาฝีมือมากกว่าการต่อสู้ตาม
ลำพัง อย่างไรก็ตามข้าคิดว่าวิถีทางสายนี้ สำหรับมันมีอนาคตสดใสมากกว่าเป็นคนฆ่า
สัตว์”
อย่างที่คาดไว้ เด็กผู้นี้จะมีวิสัยทัศน์ยาวไกลถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ผูเยาในใจไม่
ทราบเพราะเหตุใด พลันถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เรื่องที่ดีเช่นนี้ ไฉนไม่ยอมบอก?” จั่วม่อขุ่นเคืองยิ่ง
“เจ้าคนบ้านนอกเอ๊ย!” ผูเยาเบ้ปากอย่างเหยียดหยาม แต่ละครั้งที่ได้ดุด่า มันรู้สึก
เบิกบานใจยิ่ง นอกจากนี้มันยังพบว่า ตราบเท่าที่จั่วม่อมีเรื่องบางอย่างจะขอร้อง ต่อให้
ดุด่ามันสักเท่าใด จั่วม่อก็จะไม่แสดงความพิโรธโกรธกริ้วออกมา
เห็นความขุ่นเคืองในดวงตาจั่วม่อยิ่งมายิ่งหนักหนาขึ้น แต่ยังทนฝึนข่มใจเอาไว้ผูเยา
ภาคภูมิใจยิ่ง
โอ้ ความรู้สึกนี้ไม่เลวเลยจริงๆ
“ให้ข้าสอนบทเรียนแรกแก่เจ้าเสียก่อน สิ่งที่เจ้ากล่าวถึงคือผู้บัญชาการรบที่เกิดมา
เพื่อบัญชาการรบเพียงอย่างเดียว ในหมู่ซิวเจ่อ นั่นเรียกว่าแม่ทัพบัญชาการศึก แต่ใน
บรรดาอสูรปิศาจอาจไม่มีผู้บัญชาการรบโดยกำเนิดเช่นนี้”
สุ้มเสียงของผูเยาเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย “สำหรับอสูรปิศาจ นับตั้งแต่ถือกำเนิด
ขึ้นมาพวกมันก็ต้องต่อสู้ทันที การบัญชาการรบเป็นทักษะที่อสูรปิศาจระดับสูงจะต้อง
เรียนรู้ แน่นอน ไม่ใช่ว่าอสูรปีศาจทุกตนจะสามารถกลายเป็นผู้บัญชาการรบที่แข็งแกร่ง
แต่ผู้บัญชาการรบของพวกมันก็มีอัตราการเกิดสูงมาก และย่อมจะสูงกว่าการเกิดของแม่
ทัพบัญชาการศึกของพวกเจ้ามาก”
“ทราบหรือไม่ว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับผู้บัญชาการรบ?” ผูเยาถามอย่างฉับพลัน
“ไม่ทราบ” จั่วม่อสั่นศีรษะอย่างมึนงง สิ่งที่ผูเยากำลังสาธยายอยู่นี้ มันไม่เคยได้ยิน
มาก่อนเลย
“นั่นคือการออกคำสั่ง!” ผูเยากลับให้คำตอบที่เรียบง่ายยิ่ง
“อ้อ” จั่วม่อคล้ายเข้าใจอยู่บ้าง
“ในสนามรบ สถานการณ์แปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา สับสน วุ่นวาย และซับซ้อนจนมิ
อาจบ่งบอกบรรยาย เช่นนั้นผู้บัญชาการรบจะออกคำสั่งต่อทหารใต้บังคับบัญชาของ
พวกมันด้วยวิธีใดเล่า?”
กล่าวไปกล่าวมา ผูเยาคล้ายยิ่งกล่าวยิ่งเมามัน กลายเป็นเคร่งขรึมจริงจังขึ้นมา
“ซิวเจ่อใช้ยันต์ ขั้นแรกพวกมันจะหลอมสร้างยันต์เอาไว้ล่วงหน้า แล้วมอบให้แก่ซิวเจ่อผู้
บัญชาการรบ ในสนามรบพวกมันจะออกคำสั่งผ่านยันต์เหล่านี้ ส่วนปิศาจใช้แผนผัง
ปิศาจ พวกมันสามารถรู้สึกถึงกันและกันผ่านแผนผังปิศาจของพวกมัน ส่วนอสูร คงไม่
ต้องให้ข้าบอกเจ้ากระมัง!”
“จิตสำนึก?”
“ใช่” ผูเยาพยักหน้า”อสูรฝึกปรือจิตสำนึกเป็นหลัก เกิดมามีความสามารถในด้านนี้
ตามธรรมชาติ …เรื่องการออกคำสั่ง เป็นเรื่องหนึ่งที่เจ้าสมควรพิจารณาเสียก่อน”
“ส่วนเรื่องรักษาชีวิตมัน” ผูเยาเอียงคอครุ่นคิด “แม่ทัพบัญชาการศึกมักจัดยอดฝีมือ
คอยเฝั้าอารักขา และพวกมันจะซ่อนตัวอยู่ในกองทัพ เพื่อไม่ให้ถูกค้นพบได้โดยง่าย”
จั่วม่อแทบกระอักเลือด
หลังจากกล่าววาจายืดยาวถึงเพียงนี้ สุดท้ายก็เท่ากับไม่ได้กล่าวอันใด จัดยอดฝีมือ
คอยเฝั้าอารักขา? จะให้มันจัดยอดฝีมือจากที่ใดมาคอยเฝั้าอารักขากงซุนชาเล่า? ซ่อน
ตัวอยู่ในกองทัพ? พวกมันก็มีกันเพียงไม่กี่คนเท่านี้ จะให้ไปหลบซ่อนตัวที่ใด
“เวลานี้เราเป็นตั๊กแตนติดอยู่บนเรือ” จั่วม่อดวงตาราวกับอยากฆ่าคน กล่าวอย่าง
เย้ยหยัน “ฮึ่ม ไม่ทราบว่าอสูรฟั้ามีรสชาติเยี่ยงไร จะถูกปากสัตว์ปราณใต้มหาสมุทรนี้
หรือไม่?”
ผูเยาย่อมไม่สะทกสะท้านต่อการข่มขู่ระดับนี้ มันแผดเสียงหัวร่อระคายหูแทน
คำตอบ
เห็นจั่วม่อเริ่มบันดาลโทสะ ผูเยาในที่สุดหยุดเสียงหัวร่อไร้ปราณีของมัน
“หากเจ้ากำลังกล่าวถึงสิ่งที่จะรักษาชีวิตของมัน นี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีทางเอาเสียเลย”
ผูเยาหัวร่อฮิฮะ “อย่างเช่นแผนผังปิศาจ เห็นหรือไม่ว่าสะดวกสบายเพียงใด สลักลง
ไปครั้งเดียว มีประโยชน์ไปชั่วชีวิต เจ้าเด็กหน้าขาวนั่นไม่จำเป็นต้องฝึกปรือแม้แต่น้อย
แผนผังปิศาจจะคอยกลั่นเกลาสังขารของมันให้เอง ในอนาคตมันจะกลายเป็น
แมลงสาบ*ตัวหนึ่ง ผู้บัญชาการศึกแมลงสาบที่ไม่มีผู้ใดสังหารได้!”
(*ตรงนี้ผูเยาใช้คำว่า 小強 ซึ่งเป็นคำแสลง (มีที่มาจากหนังสักเรื่องของโจวซิงฉือ)
แปลว่า 蟑螂 หรือ แมลงสาบนั่นเอง สื่อความหมายถึงความอึดถึกทนเหมือน
แมลงสาบ)
จั่วม่อยิ้มหยัน “คุยโวเข้าไป! เอ้า คุยโวอีกสิ! คราวที่แล้วเกอก็ถูกเจ้าหลอกลวง
แกะสลักแผนผังปิศาจมาแล้ว แล้วเป็นไร? ไฉนเกอไม่กลายเป็นแมลงสาบอมตะเล่า!”
“เป็นธรรมดา กลายเป็นแมลงสาบไม่ใช่จะสามารถบรรลุได้ในวันเดียว” ผูเยาแย้ม
ยิ้ม”อ้อ เช่นนั้นก็เมล็ดพันธุ์อสูรเป็นอย่างไร? ฝึกปรือจิตสำนึกก็เป็นการจับคู่ที่สมบูรณ์
แบบกับแม่ทัพบัญชาการศึกทีเดียว”
“จิตสำนึกฟังดูไม่เลว แต่ยังคงไม่สามารถคุ้มครองชีวิตของมัน อีกอย่าง หากเริ่ม
ฝึกปรือในตอนนี้ เกรงว่ายังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน” จั่วม่อสั่นศีรษะ “ที่สำคัญ ในภาย
ภาคหน้า มันสมควรไม่ได้บัญชาการกองทัพอสูรปิศาจกระมัง เจ้าไม่ได้บอกว่าซิวเจ่อใช้
ยันต์หรอกหรือ?”
“ดูเอาเถอะ ทั้งสองเรื่องที่ข้ามีฝีมือมากที่สุด เจ้าก็ปฎิเสธทั้งหมด” ผูเยาโบกมือไปมา
ใช้ท่าทางแทนคำพูดที่ว่า ‘ดูเอาเถอะ ไม่ใช่ว่าข้าไม่ได้ช่วยเจ้านะ’
“เสี่ยวเหยียเพิ่งจะรู้ว่าเจ้าเชื่อถือไม่ได้!” จั่วม่อกล่าวอย่างเคียดแค้น”ฮึ่ม ประเสริฐ!
ในเมื่อมันไม่สามารถเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก เช่นนั้นก็ไม่มีผู้ใดเล่นหมากรุกสงครามกับ
เจ้า!”
ผูเยาตัวแข็งทื่อ
จั่วม่อลอบปลาบปลื้มยินดี จริงดังคาด มันเดาไม่ผิดจริงๆ! เห็นผูเยาเชือดกงซุนชา
ทิ้งอย่างทารุณยี่สิบกว่ารอบ จั่วม่อประหลาดใจยิ่ง มันไม่เคยเห็นผูเยาสนใจเรื่องอื่นใดถึง
เพียงนี้มาก่อน ตั้งแต่ที่ผูเยานำกฏกติกาของหมากรุกสงครามออกมามากมาย
หลากหลายประเภท จั่วม่อก็ทราบแล้วว่าคนผู้นี้จะต้องเคยหมกมุ่นงมงายอยู่กับวิถีทางนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเห็นสีหน้าภาคภูมิใจของผูเยา หลังจากเหยียบย่ำกงซุนชาไป
ยี่สิบกว่ารอบ มันก็ทราบว่าเจ้าผู้นี้ได้ค้นพบแหล่งบันเทิงเริงรมย์ใหม่ ดังนั้นมันทดลอง
วางเดิมพันกับเรื่องนี้
จั่วม่อชนะพนัน!
ผูเยาสลดหดหู่ แผนการน้อยๆ ของจั่วม่อก็ไม่ใช่ว่ามันไม่รู้ ตรงกันข้าม มันทราบ
กระจ่างดีทีเดียว ทว่าก็อย่างที่จั่วม่อคาดไว้ กว่าที่ผูเยาจะได้พบผู้ที่สามารถเล่นสนุกกับ
มันได้ ทั้งยาวนานและลำบากยากเข็ญยิ่ง หากมันต้องสูญเสียคนที่จะเล่นกับมันไป ชีวิต
มันยังจะเหลือสิ่งใดอีกเล่า
สำหรับอสูรฟั้าผู้ไม่มีเปั้าหมาย ไม่มีจิตปณิธานหรือความทะเยอทะยานใด ความ
สนุกสนานสำราญใจเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
ในที่สุดผูเยากล่าวอย่างอับจนปัญญาอยู่บ้างว่า “อ้อ ข้านึกออกแล้ว มีวิธีการรักษา
ชีวิตที่ลี้ลับคลุมเครือยิ่งอยู่อย่างหนึ่ง”
“อันใด?” จั่วม่อรีบถาม
“โลหิตทะลวงช่องว่าง”
“นั่นมันเวทวิชาอันใด?”
“ไม่ใช่เวทวิชา มันเป็นยุทธภัณฑ์เวท!”
“อ้อ…”
หลายชั่วยามต่อมา จั่วม่อจ้องมองสร้อยคอสามเส้นที่อยู่ตรงหน้ามันอย่างพึงพอใจ
บนเส้นคอแต่ละเส้นมีปั้ายหยกอยู่สองแถบ ปั้ายหยกแต่ละชิ้นแกะสลักด้วยอักขระยันต์
อันซับซ้อนและเก่าแก่ ฝีมือของจั่วม่อพัฒนาขึ้นมาก อักขระยันต์ที่แกะสลักคราวนี้ทั้ง
ราบเรียบและเล็กละเอียด
หัวร่อฮี่ฮี่อย่างลี้ลับสองคำ มันวิ่งไปหากงซุนชาผู้ยังหน้าซีดเผือด
“ศิษย์พี่ นี่มันอะไร?” กงซุนชาหวาดระแวง ท่าทางของศิษย์พี่น่ากังวลจริงๆ
“อ้อ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด” จั่วม่อหัวร่อฮี่ฮี่ มันคว้ามือกงซุนชาหมับ ถูไปถูมาสองสาม
รอบ “ได้การแล้ว!”
กงซุนชาตะลึงงัน ทันใดนั้นมันเห็นมือเล็กๆ ของมันมีเลือดไหลออกมา ใต้นิ้วมือ
เห็นขวดหยกใบหนึ่ง มีเลือดอยู่ครึ่งขวดแล้ว
ใบหน้าซีดเผือดของกงซุนชากลายเป็นขาวราวกระดาษในบัดดล สองตาเหลือกลาน
ล้มฟาดหมดสติไป
ฉุนอวี๋เฉิงนั่งเท้าคาง สายตาเหม่อลอยไปไกล บางครั้งก็พึมพำกับตัวเอง
“ค่ายกลนี้สมควรอยู่ในประเภทปราณวายุ ปราณวายุมีผลกระทบต่ออัตราการ
สืบพันธุ์ของผีเสื้อปราณ…”
มันไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ว่ามีใครบางคนอยู่ข้างกายมัน และไม่ได้รู้สึกเลยว่ามือ
อีกข้างที่วางไว้บนขากำลังมีเลือดไหลออกมา
กระทั่งเลือดไหลลงไปครึ่งขวดแล้ว มันก็ยังคงไม่รู้สึกตัว
จนกระทั่งครึ่งชั่วยามให้หลัง…
“ฮะ มือข้ามีแผลตั้งแต่เมื่อใด? อา ช่างเถอะ ข้าคิดถึงตรงไหนแล้ว…”
จั่วม่อหยิบขวดใส่เลือดออกมาสามขวด ขวดหนึ่งเป็นเลือดของมันเอง ส่วนเลือด
ของศิษย์น้องทั้งสองแต่ละขวดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน เลือดครึ่งขวดของศิษย์น้องแต่
ละคน เทลงไปในปั้ายหยกสองแถบที่อยู่บนสร้อยคอ
นี่เป็นสร้อยคอสำหรับตัวมันเอง
จากนั้นมันทำเช่นเดิมกับสร้อยคอที่เหลืออีกสองเส้น เพียงแต่เปลี่ยนเลือดที่เทลงไป
ให้เป็นของอีกสองคนที่ไม่ใช่เจ้าของสร้อย
บนปั้ายหยกอุ่นระอุ อักขระยันต์สีแดงสดใสตระการตาเป็นพิเศษ ไม่มีผู้ใดคิดว่ามัน
เป็นเลือด นี่ไม่มีสิ่งใดแตกต่างจากชาดธรรมดาที่ใช้เขียนยันต์แม้แต่น้อย
สร้อยคอสามเส้นกับปั้ายหยกบนสร้อยคอ เป็นสุดยอดไพ่ตายรักษาชีวิตของพวกมัน
… โลหิตทะลวงช่องว่าง!
สามคน แต่ละคนสวมใส่สร้อยคอหนึ่งเส้น
ในหมู่พวกมันทั้งสาม เมื่อผู้ใดประสบอันตรายถึงชีวิต มันจะเคลื่อนย้ายผ่านมิติไป
ยังข้างกายของอีกสองคนที่เหลือ ตราบเท่าที่อีกสองคนยังสวมสร้อยคอโลหิตทะลวง
ช่องว่างนี้ไว้ติดกาย
แรกเริ่มเดิมที จั่วม่อตั้งใจจะหาวิธีรักษาชีวิตกงซุนชาที่พลังบำเพ็ญเพียรอ่อนด้อย
ที่สุด นึกไม่ถึงว่าจะได้ประโยชน์มหาศาลจากเรื่องนี้ จั่วม่อเปลี่ยนเป็นสร้างสร้อยคอ
โลหิตทะลวงช่องว่างสามเส้น สำหรับพวกมันทั้งสามคน ด้วยวิธีนี้ ไม่ว่าผู้ใดในสามคน
เผชิญอันตรายถึงชีวิต ก็จะสามารถถูกดึงช่องว่างมิติไปหาอีกสองคนในบัดดล
เมื่อความกังวลอันยิ่งใหญ่ในใจหมดสิ้นลง จั่วม่ออารมณ์ดียิ่ง รีบไปปลุกกงซุนชา
“มาเถอะ เล่นหมากรุกสงครามกันดีกว่า!”
กงซุนชาผู้สับสนมึนงง ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด ว่าถูกศิษย์พี่ขายให้แก่ผูเยาผู้กำลังลับมีด
รอเชือดมันอย่างยิ้มแย้ม!