สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 209 ม้าฝาน
(*ม้าเป็นแซ่ แปลว่าเมล็ดงา ฝาน- ธรรมดา,พื้นๆ ชื่อม้าฝานคำนี้พ้องเสียงกับคำที่
แปลว่า ยุ่งยาก ซึ่งผู้เขียนจะจงใจล้อเลียนเรื่องนี้มาก)
“พวกเราอยู่ที่ใด?” ฉุนอวี๋เฉิงค่อยๆ โผล่ศีรษะออกจากเรืออย่างอยากรู้อยากเห็น
ต้องซ่อนตัวอยู่ในน้ำมากกว่าสามเดือน พวกมันรู้สึกอุดอู้แทบตายแล้ว
“อาณาจักรขุนเขาน้อย” จั่วม่อตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจ ในหมู่พวกมันไม่มีผู้ใดเคย
มายังอาณาจักรขุนเขาน้อย ทั้งยังไม่เคยสนใจศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรขุนเขาน้อย
มาก่อน
สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด ทั้งสามคนพลันรู้สึกทรวงอกปลอดโปร่งโล่งสบาย พวก
มันพากันยืดคอออกจากห้องท้องเรือ สูดอากาศภายนอกอย่างหิวกระหาย
เห็นสองฟากข้างแม่น้ำเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนยาวไกลสุดลูกหูลูกตา
แต่ในทันทีทันใด พวกมันก็ต้องตระครุบปิดปากตัวเองโดยเร็ว พากันเหม่อมองไปยัง
ยอดเขาสองฟากข้างแม่น้ำอย่างซึมเซา
เห็นเศษซากต้นไม้หักก้อนหินแตกกลาดเกลื่อนในทุกหนทุกแห่ง บางแห่งยังเห็น
ซากศพและเศษผ้ากระจัดกระจาย ภูเขาเขียวชอุ่มแต่เดิม บัดนี้แห้งแล้งหม่นหมองสิ้นดี
“เลวร้ายกระไรเช่นนี้…” ฉุนอวี๋เฉิงสุ้มเสียงเลื่อนลอยปานละเมอ
กงซุนชามีปฎิกิริยาเป็นคนแรก สีหน้าดูย่ำแย่ยิ่ง ลดศีรษะลง กล่าวราวรำพึงกับ
ตัวเอง”สงครามเริ่มขึ้นแล้ว”
จั่วม่อได้แต่เบิกตามอง ไม่ทราบจะกล่าวอันใด เห็นได้ชัดว่าบริเวณนี้ต้องผ่านการ
ต่อสู้อันดุเดือดรุนแรง นึกถึงกองทัพอสูรที่เข้ารายล้อมเหนือเกาะแมกไม้รกร้าง จั่วม่อไม่
ต้องเดาก็ทราบว่าการทำลายล้างนี้เป็นฝีมือผู้ใด ในใจมันอดรู้สึกหวาดผวาไม่ได้ หาก
คราวนั้นมันไม่รีบหลบหนีอย่างทันท่วงที เกรงว่าจะประสบกับผลสุดท้ายเช่นภาพเบื้อง
หน้านี้เอง
“ระมัดระมัดให้มาก เส้นทางอาจไม่ปลอดภัย”
จั่วม่อกับกงซุนชาสบตากันวูบ ต่างเห็นเค้าวิตกกังวลในดวงตาอีกฝั่าย
เรือเมล็ดอินทผลัมบินขึ้นสู่ท้องฟั้า เปลี่ยนเป็นเหาะเหินไปกลางอากาศ
“สมควรไปยังที่ใด?” กงซุนชาถามคำถามที่เหมาะสมกับสถานการณ์เป็นที่สุด
“คงได้แต่ดูไปพลางเดินไปพลาง” จั่วม่อใบหน้าแข็งทื่อไร้อารมณ์ แต่สุ้มเสียงเต็มไป
ด้วยความอับจนปัญญา”เราไม่คุ้นเคยกับอาณาจักรขุนเขาน้อย ดังนั้นก่อนอื่นคงต้อง
เสาะหาผู้คนลองสอบถามดู ว่าแม่น้ำอาณาจักรอีกสายหนึ่งของอาณาจักรขุนเขาน้อยอยู่
ที่ใด”
“แล้วหากอาณาจักรขุนเขาน้อยไม่หลงเหลือผู้คนที่ยังมีชีวิตอีกแล้วเล่า?”
คำถามของกงซุนชาทำเอาจั่วม่อหยุดหายใจไปวูบหนึ่ง มันหันไปมอง เห็นใบหน้า
อ่อนหวานของกงซุนชาดูเป็นธรรมชาติยิ่ง ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อรู้สึกหัวใจเย็นวาบ
ขึ้นมา
ปฎิกิริยาแรกของมันคือ หลังจากนี้มันต้องไม่ข่มเหงศิษย์น้องกงซุนอย่างเด็ดขาด
เจ้าเด็กหน้าขาวผู้นี้ใจดำอำมหิตไม่เข้ากับหน้าตาแม้แต่น้อย
แต่จั่วม่อก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ตัวดีเช่นกัน “เช่นนั้นเราก็จบสิ้นกันแล้ว แค่รอให้อีกฝั่าย
หวนกลับมาเชือดทิ้งเท่านั้น”
กงซุนชาหัวร่อคิกคัก แต่ไม่ได้กล่าวต่อ ยกมือขึ้นจับคาง คล้ายกำลังครุ่นคิดเรื่อง
บางอย่าง
โชคดีที่ยังไม่ได้เป็นไปตามคำพูดของกงซุนชา ในวันที่สาม พวกมันก็พบกับซิวเจ่อที่
ยังมีชีวิต เพียงแต่คนเหล่านี้อาจไม่ว่างให้สอบถาม เนื่องเพราะพวกมันกำลังทำสงคราม
กันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน จั่วม่อได้แต่กล่าวว่า”รอดูไปก่อน” เรือเมล็ดอินทผลัมถอย
กลับไปหลบซ่อนอยู่ในหมู่เมฆ ลอบจับตามองการต่อสู้ด้านล่างอย่างเงียบเชียบ
นั่นเป็นซิวเจ่อสองกลุ่มกำลังโรมรันพันตู เห็นกระบี่บินยุทธภัณฑ์เวทสาดพุ่งไปมาไม่
ขาดสาย
ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในด่านหนิงม่าย ที่หายากกลับเป็นชนชั้นจู้จีที่มีอยู่ไม่กี่คน
ฉุนอวี๋เฉิงชมดูอยู่อึดใจหนึ่งก็หันกลับไปครุ่นคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ของมันต่อ มันไม่มี
ความสนใจต่อการต่อสู้ฆ่าฟัน จั่วม่อกับกงซุนชาก็เบื่อหน่ายจนแทบหาวออกมา
“เล่นหมากรุกสงครามกันต่อดีหรือไม่?” กงซุนชาหันมาถาม
จั่วม่อกวาดตามองมันแวบหนึ่ง สั่นศีรษะ “ไม่ จัดการธุระของเราเสียก่อน”
เวลานี้กงซุนชากลายเป็นกำลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกมัน
ในช่วงสามเดือนที่ล่องมาตามเส้นทางใต้น้ำ เจ้าคนงมงายสงครามผู้นี้พัฒนารุดหน้า
ไปด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ ฝีมือบัญชาการยิ่งเผ็ดร้อนช่ำชองมากขึ้น
ทุกขณะ จำนวนของสัตว์ปราณที่กลายเป็นผีไร้ญาติใต้เงื้อมมือมันมีมากมายจนนับไม่
หวาดไม่ไหว สามองครักษ์เกราะทองในมือของมันสามารถเรียกได้ว่าเทพอสูรสงคราม
อย่างแท้จริง แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังทำให้ถุงเงินของจั่วม่อโปั่งพองอย่างน่ายินดีอีกด้วย
นับตั้งแต่ได้พบเห็นกองทัพอสูรอันเกรียงไกร ทั้งยังเผชิญหน้ากับสัตว์ปราณอัน
เข้มแข็งเฉกเช่นสัตว์ร้ายวารีนิลเนตรจันทรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้ชมดูการ
แสดงอันตระการตาของสามองครักษ์เกราะทองใต้บังคับบัญชาของกงซุนชา ก็คงไม่อาจ
โทษว่าพวกมันไม่สนใจการต่อสู้อันจืดชืดเบื้องหน้านี้แล้ว
ขบคิดจนถี่ถ้วน จั่วม่อยังคงตัดสินใจที่จะไม่รออีกต่อไปแล้ว”ไปทำให้พวกมันหยุด
เถอะ”
“ตามคำบัญชา” เห็นได้ชัดว่าระดับของฝั่ายตรงข้ามไม่อาจสะกิดความสนใจของกง
ซุนชาแม้แต่น้อย ทั้งคู่คล้ายลืมเลือนไปอย่างสิ้นเชิง ว่าพวกมันคนหนึ่งเป็นหนิงม่าย ส่วน
อีกคนเป็นเพียงจู้จีเท่านั้น แต่คู่ต่อสู้ทั้งสองฝั่าย ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นหนิงม่ายทั้งสิ้น
สามองครักษ์เกราะทองกระชับกระบี่ในมือ แล้วหายวับไปจากข้างกายกงซุนชา
ม้าฝานคอยรักษาระยะห่างจากคนอื่นๆ อย่างระมัดระวัง ราวห้าสิบจั้งถึงหนึ่งร้อย
จั้งจึงจะเป็นระยะจู่โจมที่ดีที่สุดของมัน ด้วยระยะจู่โจมนี้ เพลงกระบี่ของมันสามารถ
สำแดงอานุภาพออกมาได้ถึงขีดสุด
เมื่อเทียบกับซิวเจ่อส่วนใหญ่แล้ว ม้าฝานนับว่ามีโชควาสนาไม่น้อย มีอยู่ครั้งหนึ่งมัน
บังเอิญค้นพบเศษเคล็ดวิชากระบี่ฉบับหนึ่ง เคล็ดวิชากระบี่นี้ไม่มีชื่อเรียกขาน เนื้อความ
สูญหายไปเกือบทั้งหมด แต่เฉพาะส่วนที่หลงเหลืออยู่ก็เพียงพอให้มันใช้เอาชีวิตรอดมา
ได้จนถึงทุกวันนี้
ช่างยุ่งยากเสียจริง!*
มันควบคุมจังหวะของตนอย่างระมัดระวัง บางคราวก็ใช้หางตาเหลือบมองเหล่า
สหาย โชคดีที่ฝั่ายมันคราวนี้สถานการณ์ไม่เลวนัก ม้าฝานคลายใจลงเล็กน้อย ก่อนหน้า
นี้มันท่องเที่ยวไปตามลำพังเสมอ แต่เมื่อเผชิญพบกับกองทัพอสูรที่ยาตราทัพผ่านมา
และได้ชมดูพลานุภาพของการรวมรั้งเป็นกองทัพ มันก็เข้าใจทันทีว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนผู้
หนึ่งจะอยู่รอดในโลกอันวุ่นวายนี้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง
ตอนนี้มันเข้าร่วมกับกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ทว่านับตั้งแต่เข้าร่วมกลุ่ม ต้องเผชิญการ
ต่อสู้มากี่ครั้งกี่หน มันก็จดจำไม่ได้แล้ว หลังจากทัพอสูรกวาดผ่านไป ลำดับชั้นทางสังคม
และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของอาณาจักรขุนเขาน้อยก็พังพินาศลง กลายเป็นสับสน
อลหม่าน ไร้กฎเกณฑ์อย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้น มันพบเห็นแสงสีทองสามสายวาบขึ้นที่ปลายหางตา!
มีการซุ่มโจมตี! ม้าฝานใจหายวาบ หมุนตัวพุ่งทะยานออกไปโดยไม่ลังเล เห็นสอง
เท้าเหยียบย่ำกลางอากาศเป็นจังหวะจะโคนอันพิสดาร คนถูกปกคลุมอยู่ในขบวนภาพ
ลวงตาจริงลวงนับไม่ถ้วน
ไพ่ตายใบสุดท้ายที่ม้าฝานใช้รักษาชีวิตมาโดยตลอด… ท่าร่างภาพฝันเงาลวง!
ชั่วพริบตาเดียว มันก็อยู่ห่างจากฝั่ายตรงข้ามหกสิบจั้ง แต่ทันใดนั้นฝั่ายตรงข้าม
กลับหายวับไป ม้าฝานแตกตื่นสุดระงับ ยามกะทันหันไม่สามารถทำความเข้าใจ
สถานการณ์ได้
จากนั้นเห็นแสงสีทองสามสายประหนึ่งลูกศรแหลมคมสามดอก ทะลวงเข้าไปกลาง
วงสู้รบอย่างหักโหม
เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ!
เสียงปะทะรัวเร็วดุจสายฝนตกกระทบใบกล้วย ดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ในหูของม้าฝานผู้
เร่งเหาะเหินอย่างบ้าคลั่ง มันรู้สึกหนังศีรษะชาซ่าน เย็บวาบไปสุดขั้วหัวใจ
คราวนี้ยุ่งยากแล้ว!*
ม้าฝานยังค่อนข้างมั่นใจในความเร็วของมัน เพลงกระบี่ไร้นามที่มันฝึกปรืออาจไม่
สมบูรณ์ แต่ส่วนที่ร้ายกาจที่สุดคือท่าร่างภาพฝันเงาลวงและสามกระบวนท่ากระบี่ ท่า
ร่างภาพฝันเงาลวงเคยช่วยชีวิตมันมาแล้วหลายครั้งหลายครา ในใจมันนึกยินดีที่ก่อน
หน้านี้ยังออมรั้งเรี่ยวแรงกำลังไว้ส่วนหนึ่ง มิเช่นนั้นวันนี้ของปีหน้าจะเป็นวันครบรอบ
การตายของมันแล้ว
ระหว่างที่มันครุ่นคิดเช่นนี้ พายุเสียงปะทะที่ดังกึกก้องอยู่ด้านหลัง จู่ๆ ก็หยุดลง
อย่างกะทันหัน
สังหรณ์อันตรายอันแรงกล้าพลุ่งขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ ผิดท่าแล้ว!
วูบวูบ!
ทันใดนั้น เงาร่างสีทองปรากฎออกมาจากอากาศบางๆ ตรงหน้ามัน นี่เป็นความ
รวดเร็วระดับที่ม้าฝานไม่อาจหยั่งถึง กระทั่งไม่สามารถเห็นโฉมหน้าของอีกฝั่ายได้ชัดตา
ยุ่งยากแล้ว!*
ม้าฝานยามคับขันไม่ลนลาน สลับเท้าเปลี่ยนทิศทาง หลบหนีไปทางอื่นในบัดดล!
วูบวูบ!
ร่างสีทองอีกร่างหนึ่งปรากฎขึ้นขวางทางมัน
ยุ่งยาก…*
ในเวลาเดียวกัน เสียงวูบวูบอีกเสียงหนึ่งปรากฎขึ้นทางด้านหลังอย่างพร้อมเพรียง!
“ข้ายอมจำนน!” ม้าฝานรีบชูสองมือขึ้น
อย่างไรก็ตาม อีกฝั่ายเห็นได้ชัดว่าไม่แยแสสนใจมันสักนิด มันรู้สึกก้านคอปวด
แปลบ ในสายตามืดทะมึน จากนั้นสิ้นสติไป
เมื่อม้าฝานค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความคิดแรกคือรู้สึกโล่งใจ มันยังไม่ตาย แต่พอ
ลืมตาขึ้นมาเต็มที่ ในใจก็ผุดขึ้นอย่างฉับพลัน… เงาร่างสีทอง!
ทันใดนั้นมันก็จำได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่มันจะสิ้นสติ
คราวนี้ยุ่งยากจริงๆ แล้ว!
มันในที่สุดสามารถเห็นเงาร่างสีทองชัดตา พวกมันจากศีรษะจรดเท้าห่อหุ้มร่างอยู่
ในชุดเกราะเกล็ดปลาสีทอง ภายใต้แสงแดดสาดส่อง เกล็ดสีทองอันแน่นขนัดเปล่ง
ประกายระยิบระยิบเป็นชั้นๆ ประดุจระลอกคลื่นสีทอง ดวงตาภายใต้หมวกเกราะ
ทองคำทั้งเฉยเมยและเย็นเยือก เต็มไปด้วยรังสีสังหาร ม้าฝานไม่สงสัยเลยว่าขอเพียงมัน
มีท่าทีผิดสังเกตุสักเล็กน้อย ยอดยุทธ์เกล็ดทองเหล่านี้จะใช้กระบี่เปลวไฟแดงฉานที่
ใหญ่โตเกินจริงนั้นตัดศีรษะมันทิ้งโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา
ประเดี๋ยวก่อน…สวรรค์ของข้า!
ดวงตามันถึงกับว่างเปล่าไปวูบหนึ่ง
เห็นกระบี่ยักษ์สีแดงเพลิงที่ใหญ่โตเกินจริงห้อมล้อมด้วยเปลวไฟ ยอดยุทธ์เกล็ดทอง
ปักปลายกระบี่ของพวกมันทิ่มลงไปในพื้น พื้นดินรอบปลายกระบี่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ
เกรียม …ระดับสี่! นี่มันกระบี่ยักษ์ระดับสี่!
ม้าฝานท่องเที่ยวโลดโผนตามลำพังมาหลายปี เพาะสร้างความเข้าใจต่อสินค้าและ
ท้องตลาดอย่างลึกล้ำ สำหรับวิธีประเมินค่ายุทธภัณฑ์เวท มันย่อมมีฝีมือของตัวเอง
กระบี่ยักษ์เป็นสินค้าพิเศษเฉพาะ นี่ยังไม่ได้ทำให้มันตื่นตะลึงเท่าใด ต่อให้รวม
เกราะเกล็ดปลาทองคำที่ดูท่าจะมีพลังปั้องกันสูงล้ำ ก็ยังไม่ถึงกับทำให้มันต้องตกใจ
กระไรมากมาย
สิ่งที่ทำให้ม้าฝานต้องตะลึงงันจริงๆ กลับเป็นสิ่งอื่นๆ ที่อยู่ในร่างกายของคนทั้งสาม.
ไม่ต้องแปลกใจเลยที่ทั้งสามคนไล่จับมันได้อย่างง่ายดาย นั่นมันปีกสำแสงอัสนีบาต
ไม่ใช่หรือ! หนึ่งในยุทธภัณฑ์เวทเหาะเหินระดับสี่ ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือที่สุดเท่าที่สามารถ
หาซื้อได้ตามท้องตลาด ของสิ่งนี้เคยปรากฎขึ้นในความฝันของมันนับครั้งไม่ถ้วน หาก
มันครอบครองปีกลำแสงอัสนีบาต ควบคู่กับท่าร่างภาพฝันเงาลวงของมัน โอ้ ไม่ว่าผู้ใด
ภายใต้ด่านจินตัน มันก็มั่นใจว่าสามารถหลบหนีได้พ้น!
ม้าฝานกวาดตามองไปยังสองมือที่จับด้ามกระบี่ของยอดยุทธ์เกราะทอง เห็นคู่ถุงมือ
สีฟั้าอ่อนปักลวดลายคชสารเล็กๆ นี่มันถุงมือหมื่นลักษณ์! สินค้าที่เหล่าเซียนวรยุทธ์
หลงใหลเป็นที่สุด หากท่านสวมถุงมือหมื่นลักษณ์ ท่านสามารถฉีกเสือดาวทั้งตัวได้ด้วย
มือเปล่า มันจดจำคำขวัญโฆษณาได้แม่นยำจนน่าสังเวช ความคิดของมันฟุั้งซ่านไปไกล
สักครู่ให้หลัง ค่อยจดจำพายุเสียงปะทะดังระรัวที่มันได้ยินก่อนจะหมดสติไปได้
ที่แท้มันถูกคนบ้าที่สวมใส่ถุงมือหมื่นลักษณ์หวดฟาดใส่…
ม้าฝานตัวสั่นเทา สะดุ้งตื่นจากภวังค์ทันที
แต่เมื่อสายตากวาดผ่านดวงตางูอันเย็นชาไร้ความรู้สึก บนหัวเข็มขัดที่ยอดยุทธ์
เกล็ดทองพวกนั้นคาดไว้ที่เอว ก็อดสะท้านขึ้นทั้งร่างไม่ได้!
เข็มขัดเนตรอสรพิษ!
ม้าฝานยามนี้คล้ายคนดื่มสุราจนเลอะเลือนเมามาย ทอดถอนชมเชยอยู่ครู่ใหญ่
สายตาของก็เลื่อนลงไปยังสองเท้าที่อยู่ใกล้กับมันที่สุด
รองเท้าอันประณีตงดงาม เมื่อมาเข้าคู่กับเกราะทองอร่ามเรือง ดูแปลกพิกลอยู่บ้าง
แต่เมื่อสายตากวาดไปพบรูปกระบี่เล่มน้อยที่รายล้อมไปด้วยกลุ่มดาวไถ ในใจมันก็
หลงเหลือเพียงความคิดเดียว…
คราวนี้ยุ่งยากจริงๆ แล้ว!
“เอ้า อย่ามัวแต่จ้องมอง นั่งลงเถอะ”
สุ้มเสียงที่ยังอ่อนเยาว์ดังขึ้นจากด้านหลัง ม้าฝานรีบหมุนตัวกลับไปมอง
มันเห็นใบหน้าไร้อารมณ์ดวงหนึ่ง ทั่วทั้งใบหน้าแข็งทื่อเหมือนเปลือกไม้ ม้าฝานไม่
เคยพบเห็นใบหน้าที่แปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน ใบหน้าแข็งกระด้างเข้าคู่กับร่างกาย
ผอมแห้ง ทำให้ดูไม่ผิดอันใดกับผีดิบตัวหนึ่ง เพียงแต่ ‘ผีดิบ’ ที่ว่านี้ ทั่วร่างกายปกคลุม
ไปด้วยเหล่ายุทธภัณฑ์เวทอันล้ำค่า มันกระจ่างใจขึ้นมาทันที ฟังว่าผู้อาวุโสหลายท่านมัก
มีพฤติกรรมแปลกพิสดาร และความชอบประหลาดพิกลหลากหลายรูปแบบ
แต่ซิวเจ่ออายุเยาว์ที่อยู่ด้านข้าง ‘ผีดิบ’ กลับเป็นบุรุษหนุ่มที่ค่อนข้างบอบบาง
งดงาม ใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆ สีหน้าท่าทีสบายตาน่าสนิทสนมเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าเรียกว่าอะไร?” ผีดิบเอ่ยถาม
“ม้าฝาน*”
“ความยุ่งยาก?*”
ปฎิกิริยาตอบสองของอีกฝั่ายไม่ได้เหนือคาด ม้าฝานพบเจอมาจนชินชาเสียแล้ว
ดังนั้นรีบแยกแยะว่า “ม้าที่แปลว่าเมล็ดงา ฝานที่แปลว่าคนธรรมดา”
“อ้อ” ผีดิบชะงักกึก จากนั้นถามว่า “พวกเจ้าต่อสู้กันเพราะเหตุใด?”
จั่วม่อแสร้งวางท่าเป็นลี้ลับสุดหยั่งคาด
“ผู้อาวุโส พวกมันต้องการปล้นชิงข้าวปราณของพวกเรา” ม้าฝานไม่กล้าปิดบัง
“ข้าวปราณ?” จั่วม่อประหลาดใจยิ่ง มันเคยเลี้ยงชีพด้วยการเพาะปลูกข้าวปราณมา
นานหลายปี แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีผู้คนต่อสู้กันเพียงเพื่อแย่งชิงข้าวปราณ ซึ่งเรียก
ได้ว่าเป็นสินค้าฟุั่มเฟึอยชนิดหนึ่ง
“ใช่แล้ว” ม้าฝานมีความรู้สึกอันเฉียบไว สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงไม่เชื่อถือของจั่วม่อ จึง
แยกแยะว่า “ผู้อาวุโสอาจไม่ทราบ หลังจากกองทัพอสูรเดินทัพผ่านไป ไม่ทราบเพราะ
เหตุใด ปราณธรรมชาติภายในอาณาจักรก็ค่อยๆ ลดน้อยลง ไม่เพียงแต่ระดับพลัง
บำเพ็ญเพียรยากจะรุดหน้า แต่หากปล่อยไว้สักระยะหนึ่ง เกรงว่าด่านพลังอาจจะ
ถดถอยลงด้วยซ้ำ!”
จั่วม่อรีบโคจรพลังปราณในร่าง และพบว่าม้าฝานไม่ได้กล่าวเกินเลยแม้แต่น้อย
ปราณธรรมชาติรอบข้างเบาบางจนน่าใจหาย ในร่างกายมันมีแผนผังปิศาจซึ่งดูดซับ
ปราณธรรมชาติโดยรอบได้ด้วยตัวเอง เป็นเหตุให้ที่ผ่านมามันไม่ทันได้ตรวจพบเรื่องนี้
ในขณะเดียวกัน กงซุนชาก็คลั่งไคล้งมงายอยู่กับหมากรุกสงคราม พอๆ กันกับฉุนอวี๋เฉิง
ที่เหม่อลอยนึกถึงแต่สัตว์เลี้ยงของมัน องครักษ์เกราะทองก็ไม่จำเป็นต้องฝึกปรือ สรุป
แล้วพวกมันทั้งลำเรือจึงไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของปราณธรรมชาติแม้แต่น้อย
จั่วม่อขวัญหนีดีฝั่อในบัดดล อาณาจักรขุนเขาน้อยอยู่ในสภาพเลวร้ายกว่าที่มัน
คาดคิดเอาไว้มาก!
(หมายเหตุ . คำว่ายุ่งยากที่ใช้ในตอนนี้ เป็นคำพ้องเสียงกับชื่อของม้าฝาน ผู้เขียนจง
ใจล้อเลียนให้ม้าฝานชอบพูดคำนี้จนติดปาก)