สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 210 ระบบระเบียบที่ล่มสลาย นรกที่ไร้ซึ่งกฏเกณฑ์
- Home
- สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation
- บทที่ 210 ระบบระเบียบที่ล่มสลาย นรกที่ไร้ซึ่งกฏเกณฑ์
นับตั้งแต่อดีตกาล ข้าวปราณถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงสมรรถภาพของร่างกาย และ
ใช้เป็นวัตถุดิบหนุนเสริมช่วยเร่งความเร็วในการบำเพ็ญเพียร แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว
มีแต่เหล่าซิวเจ่อที่จะมุ่งหน้าไปยังมหานครนภาโลหิตจึงจะพกพาไปใช้
ด้วยเหตุนี้เอง ราคาของข้าวปราณจึงอยู่ในระดับต่ำ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก
นักมาโดยตลอด มิเช่นนั้นจั่วม่อคงร่ำรวยตั้งแต่แรกแล้ว
แต่ในสถาการณ์เบื้องหน้า เมื่อความเข้มข้นของปราณธรรมชาติในอาณาจักรขุนเขา
น้อยกลายเป็นเบาบางลงมาก ความสำคัญของข้าวปราณจะพุ่งทะยานขึ้นในทันที ควร
ทราบว่าสินค้าที่สามารถเติมเต็มพลังปราณมีเพียงจิงสือ โอสถปราณและกระยาหาร
ปราณเท่านั้น ในจิงสือมีปราณธรรมชาติเปียมล้นสมบูรณ์ แต่ก็มีสิ่งสกปรกเจือปน
จำนวนมาก จำเป็นต้องกลั่นเกลา จึงไม่สามารถใช้ในระยะยาวได้ ส่วนโอสถปราณหลอม
กลั่นขึ้นจากพืชหญ้าปราณและวัตถุดิบสารพัดชนิด ดังนั้นต้นทุนสูงเกินไป
ส่วนปราณธรรมชาติที่อยู่ในกระยาหารปราณไม่เพียงแต่ดูดซึมได้ง่าย ซ้ำยังไม่เป็น
อันตรายต่อร่างกายอีกด้วย และหากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ยังสามารถ
ค่อยๆ ปรับปรุงสมรรถภาพของร่างกาย ข้าวปราณเป็นวัตถุดิบที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด
และเป็นส่วนประกอบหลักในกระยาหารปราณ แม้กระทั่งซิวเจ่อทั่วไปที่ไม่รู้วิธีปรุงกลั่น
กระยาหารปราณ ยังสามารถรับประทานข้าวปราณได้อย่างง่ายดาย
ความคิดมากมายวาบผ่านเข้ามาในใจจั่วม่อ
หลังจากกองทัพอสูรเดินทัพผ่านไป ปราณธรรมชาติในอาณาจักรขุนเขาน้อยก็เบา
บางลง ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่ย่อมเป็นฝีมือของกองทัพอสูร อย่างไรก็ตาม แม้จะทราบว่า
การเปลี่ยนเป็นดินแดนแห่งความตายเป็นฝีมือของกองทัพอสูร แต่จั่วม่อยังคงต้องทอด
ถอนชมเชยในความแข็งแกร่งของกองทัพอสูร อาณาจักรขุนเขาน้อยอาจเป็นเพียง
อาณาจักรขนาดเล็ก แต่สามารถเปลี่ยนแปลงปราณธรรมชาติของทั้งอาณาจักรได้ พลัง
อันร้ายกาจนี้ก็เพียงพอให้มันต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความนับถือเลื่อมใส…
นอกจากความชื่นชม มันยังเริ่มขบคิดถึงปัญหาที่จะเกิดตามมาเป็นปฎิกิริยาลูกโซ่
นับตั้งแต่ที่จั่วม่อยังเป็นชาวนาเพาะปลูกข้าวปราณ เนื่องเพราะฟังอินกุยจนติดเป็น
นิสัย มันค่อยๆ ซึบซับวิธีการแยกแยะข้อมูลที่ใช้การได้ ออกจากกองข่าวสารอันซับซ้อน
มากมายมหาศาลในรายงานข่าวที่ออกอากาศกันตลอดทั้งวันและทุกวัน มันทราบ
กระจ่างแก่ใจว่าตัวมันเป็นเพียงฝุั่นธุลีเล็กๆ หากคิดอยู่รอดในโลกอันสับสนในยุคสมัย
แห่งความอลหม่าน มันจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีหลีกเลี่ยงอันตราย
หากสถานการณ์เลวร้ายลงกว่านี้ อาณาจักรขุนเขาน้อยจะกลายเป็นดินแดนแห่ง
ความตายเช่นเดียวกันกับมหานครนภาโลหิต เป็นดินแดนที่ปราศจากปราณธรรมชาติ
เป็นโลกแห่งความตายสำหรับซิวเจ่อ และอาณาจักรขุนเขาน้อยจะกลายเป็นสวนหลัง
บ้านของอสูรปิศาจไปอย่างรวดเร็ว
จั่วม่อไม่ทราบว่าอสูรปิศาจใช้ฝีมือใด ทั้งยังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงปราณธรรมชาติ
ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่ หากการเปลี่ยนแปลงนี้สามารถย้อนกลับได้ก็คงดี
แต่หากไม่อาจย้อนคืนสภาพเดิมกลับมาได้อีก เกรงว่าสถานการณ์ของซิวเจ่อคงย่ำแย่ยิ่ง!
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปราศจากปราณธรรมชาติ พลังฝีมือของซิวเจ่อจะลดลงอย่างน่า
ใจหาย แต่ฝั่ายอสูรปิศาจกลับกลายเป็นมัจฉาได้น้ำ หากเหตุการณ์เช่นนี้ยังดำเนินต่อไป
ฝั่ายซิวเจ่อจะเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ อสูรปิศาจเพียงแค่ต้องกัดเซาะไปทีละ
อาณาจักรๆ บรรดาซิวเจ่อก็ได้แต่ถอยร่นไปเอง
บัดซบ!
จั่วม่อรู้สึกหัวใจเต้นระส่ำ
แต่พอขบคิดอีกที ประเสริฐ นี่เป็นมันร้อนรนไปเองทั้งนั้น สำนักใหญ่เหล่านั้น
ย่อมจะไม่นั่งนิ่งเฉย นับพันๆ ปีที่ผ่านมา เป็นซิวเจ่อยืนเหยียบอยู่บนศีรษะอสูรปิศาจมา
โดยตลอด คราวนี้พวกมันก็ต้องสามารถเอาชัยได้อีกครั้ง!
จั่วม่อปลอบใจตัวเอง
ความคิดของมันหวนกลับมาหาเรื่องเฉพาะหน้า กิจการอันยิ่งใหญ่ของโลกหามีส่วน
เกี่ยวข้องกับมันไม่ มิสู้หันมาทุ่มเทความพยายามกับชีวิตน้อยๆ ของมันจะดีกว่า
ต่อไปคุณค่าของเกษตรกรปราณจะเพิ่มสูงขึ้น อย่างน้อยมันก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความ
อดอยากหิวโหย… ความคิดนี้วาบผ่านเข้ามาในใจ
ระบบระเบียบของอาณาจักรขุนเขาน้อยจะพังทลาย กลายเป็นดินแดนที่ไร้
กฎเกณฑ์อย่างสมบูรณ์ มันต้องรีบออกไปจากสถานที่ผีสางนี้
จั่วม่อตระหนักอย่างลึกซึ้ง ที่เบื้องหน้าสงคราม พลังฝีมือเฉพาะบุคคลแทบจะไร้
คุณค่าความหมาย ไม่เพียงไม่สามารถส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ของสงคราม แม้แต่
ชีวิตตัวเอง มันก็ไม่สามารถกุมเอาไว้ในมือได้
ในยุคสมัยแห่งความวุ่นวาย ชีวิตมนุษย์ไม่ต่างอันใดจากสุนัขหญ้าฟาง
ม้าฝานในใจร้อนรนกระวนกระวาย ผู้อาวุโสผีดิบเข้าสู่ความเงียบงันไปนาน ไม่กล่าว
วาจาใด มันรู้สึกว่าอากาศเบื้องหน้าคล้ายผนึกแข็งตัว แรงกดดันที่มองไม่เห็นกดทับมัน
จนตัวสั่นเทา สามารถได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นกระหน่ำ รัวเร็วขึ้นทุกขณะ รู้สึกปาก
คอแห้งผากแทบทานทนไม่ไหว
“ไฉนพวกเจ้าไม่หลบหนีออกไปจากอาณาจักรขุนเขาน้อย?” ผู้อาวุโสผีดิบถามอย่าง
กะทันหัน
จั่วม่อกล่าวออกมาในที่สุด ม้าฝานที่แทบจะกลั้นหายใจมาโดยตลอด เพิ่งรู้สึกว่า
หายใจคล่องคอก็ตอนนี้เอง รีบสูดลมหายใจอย่างตะกละตะกลาม
“ผู้อาวุโส นี่ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากไปจากอาณาจักรขุนเขาน้อย แต่แม่น้ำ
อาณาจักรสายที่มุ่งหน้าไปยังอาณาจักรวารีฟั้า ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคนกลุ่มหนึ่ง
หากพวกเราต้องการผ่านทาง ก็จำเป็นต้องจ่ายจิงสือและข้าวปราณเป็นจำนวนที่มาก
พอ”
จั่วม่อเข้าใจในทันที มันอดคิดไม่ได้ ผู้คนเหล่านี้ยังโหดเหี้ยมอำมหิตกว่ามันมาก
อาณาจักรขุนเขาน้อยมีแม่น้ำอาณาจักรเพียงสองสายเท่านั้น หนึ่งไปยังอาณาจักรนภา
จันทร์ อีกหนึ่งมุ่งตรงไปอาณาจักรวารีฟั้า
เมื่อปิดกั้นแม่น้ำอาณาจักรที่ไปยังอาณาจักรวารีฟั้า อาณาจักรขุนเขาน้อยก็
กลายเป็นดินแดนปิดตายในทันที ไม่มีผู้ใดกล้าไปยังอาณาจักรนภาจันทร์เป็นแน่
“ไม่มีผู้ใดทดลองเข่นฆ่าเปิดทางออกไปหรือ?”
ม้าฝานฝึนยิ้มขมขื่น “ผู้ที่ควบคุมแม่น้ำอาณาจักรเอาไว้ เป็นค่ายสำนักที่เข้มแข็ง
ที่สุดในอาณาจักร พรรคฟั้ากระจ่าง”
จั่วม่อพอฟัง อดสั่นศีรษะไม่ได้ ธุรกิจการค้าไม่สมควรทำเช่นนี้
เพื่อทำการค้า ท่านมาหาข้า ข้าให้สิ่งที่ท่านต้องการ ข้าได้รับจิงสือ นี่นับว่า
สมเหตุสมผล แต่สิ่งที่พรรคฟั้ากระจ่างต้องการกลับเป็นชีวิตคน การล่มสลายของกฏ
ระเบียบในอาณาจักรขุนเขาน้อย ครึ่งหนึ่งของความรับผิดชอบ พรรคฟั้ากระจ่างที่ลอบ
สุมไฟจากเงามืดไม่อาจปฎิเสธได้ เหล่าซิวเจ่อเมื่อไม่สามารถหลบหนีออกจากอาณาจักร
ขุนเขาน้อย ก็ได้แต่เข่นฆ่าปล้นชิงทั้งจิงสือและข้าวปราณอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ทุกผู้คน
ล้วนคิดเห็นเช่นเดียวกัน ขอเพียงพวกมันปล้นชิงได้มากพอ ก็จะสามารถออกไปจาก
สถานที่แห่งนี้ได้
สำหรับผู้คนที่ยังเหลือ ปลายทางของพวกมันย่อมมีเพียงประการเดียวเท่านั้น …ตาย
อย่างอนาถ!
กับการหาประโยชน์จากสงคราม จั่วม่อไม่ได้รู้สึกอันใด แต่สิ่งที่พรรคฟั้ากระจ่าง
กระทำ กระทั่งมันยังรู้สึกหัวใจเย็นเฉียบ
พฤติการณ์ของพรรคฟั้ากระจ่างที่ผลักดันผู้คนไปยังขอบเหวแห่งความตาย ไม่ต่าง
อันใดกับการล้อเล่นกับไฟ ประมาทสักเล็กน้อย เป็นไปได้มากที่จะไหม้ลามใส่พวกมันเอง
จนพินาศไปด้วยกัน อย่างไรก็ตาม มองจากด้านข้างยังสามารถเห็นได้ชัดเจนถึงความ
เชื่อมั่นอันล้นเหลือของพวกมัน
แน่นอน จั่วม่อไม่ได้คิดใส่ใจต่อชีวิตหรือความตายของผู้อื่น เพียงแต่พรรคฟั้า
กระจ่างเมื่อปิดกั้นแม่น้ำอาณาจักร ก็เท่ากับปิดกั้นเส้นทางออกจากอาณาจักรขุนเขา
น้อยของพวกมันด้วย
พรรคฟั้ากระจ่างจะยินยอมเปิดทางให้มันจากไปหรือไม่? นี่เป็นไปไม่ได้ พรรคฟั้า
กระจ่างไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกับมัน พวกมันยังจะปล่อยโอกาสร่ำรวยให้หลุดลอย
ไปหรือ?
หรือจะบีบบังคับให้พวกมันเปิดทาง? นี่ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้
อย่าได้เห็นว่ากงซุนชาบัญชาการเหล่าองครักษ์เกราะทองจัดการกับซิวเจ่อสิบกว่า
คนได้อย่างผ่อนคลาย แต่กับสำนักใหญ่ที่ทรงพลังอำนาจเฉกเช่นพรรคฟั้ากระจ่าง ไม่ใช่
สิ่งที่อาศัยคนเพียงไม่กี่คนก็สามารถต่อกรกับพวกมันได้
ยินยอมจ่ายจิงสือดีหรือไม่?
จั่วม่อย่อมมีจิงสือมากเกินพอ แต่มันสังหรณ์ใจว่าทันทีที่ยอมควักจิงสืออกมาจ่าย
ในสายตาของอีกฝั่าย มันย่อมจะกลายเป็นแพะอ้วนไปในทันที หากเปลี่ยนเป็นตัวมันเอง
พบพานแพะอ้วนน่าอร่อยเช่นนี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่รีดเค้นจนหมดจดเกลี้ยงเกลา คิด
หรือว่าพวกมันจะพึงพอใจกับเพียงแค่จิงสือค่าผ่านทางเท่านั้น?
ทางเลือกนี้ถูกจั่วม่อตัดทิ้งทันที
เช่นนั้นก็หลงเหลืออยู่เพียงวิธีเดียว เข่นฆ่าเปิดทางออกไป! และในเมื่อคิดเปิดฉาก
ฆ่าฟัน ย่อมไม่อาจพึ่งพาเฉพาะพวกมันไม่กี่คน เช่นนั้นมันก็จำเป็นต้องขยายพลังอำนาจ
ในมือของมันออกไปอีก มันต้องการพลังที่กล้าแกร่งพอที่จะไม่มีใครกล้ามองข้าม พรรค
ฟั้ากระจ่างแน่นอนว่าจะไม่ยอมต่อสู้กับพวกมันจนบาดเจ็บล้มตายอย่างรุนแรงทั้งสอง
ฝั่าย นี่เรียบง่ายมาก ฝั่ายจั่วม่อนอกจากชีวิตก็ไม่มีอะไรจะเสียอีก แต่พรรคฟั้ากระจ่างยัง
สามารถเฝั้าประจำแม่น้ำทำกำไรจิงสือของมันต่อไปได้
ม้าฝานต้องคาดคิดไม่ถึงเป็นแน่ มันเพียงกล่าววาจาไม่กี่คำ แต่กลับก่อเกิดความคิด
มากมายไหลผ่านจิตใจจั่วม่อ
จั่วม่อสอบถามข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับแม่น้ำอาณาจักรวารีฟั้า จริงดังคาด ภายใต้
การเฝั้าควบคุมของพรรคฟั้ากระจ่าง แม่น้ำอาณาจักรวารีฟั้าถูกปั้องกันอย่างเข้มแข็งโดย
ไม่มีช่องโหว่ใดๆ นี่ยังดับความหวังสุดท้ายของมันไป เดิมทีมันยังคิดใช้เรือเมล็ดอินทผลัม
เล็ดลอดผ่านใต้ก้นแม่น้ำอาณาจักรออกไป
จั่วม่อกำลังจะสอบถามความเห็นของศิษย์น้องกงซุน แต่เมื่อเห็นสายตาอันตื่นเต้น
และบ้าคลั่งของศิษย์น้อง มันก็ทราบคำตอบแล้ว
เจ้าคนคลั่งสงครามผู้นี้!
ในห้วงรำพึงภายในใจ มันพบผูเยา “มีวิธีให้พวกมันเชื่อฟังข้าหรือไม่?”
นัยน์ตาสีแดงเลือดของผูเยาทอประกายวาบ หัวร่อฮี่ฮี่”มีหลายวิธียิ่ง สิ่งที่พวกเจ้า
เหล่าซิวเจ่อนิยมใช้มากที่สุดก็คืออาคมหวงห้าม”
“อาคมหวงห้าม?” จั่วม่อถามอย่างใคร่รู้
“นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด” ผูเยากล่าว “วิธีนี้ส่วนใหญ่ใช้กับทาสฝึกตน แต่สำนักที่
เข้มงวดบางสำนักก็อาจฝังอาคมหวงห้ามลงไปในร่างของเหล่าศิษย์ในสำนัก เพื่อปั้องกัน
ไม่ให้ศิษย์เหล่านั้นทรยศต่อพวกมัน”
“น่ากลัวจริงๆ!” จั่วม่อสั่นเทา มันไม่สามารถจินตนาการได้ว่าตัวเองเข้าร่วมสำนัก
แล้วร่างกายต้องถูกฝังอาคมหวงห้ามลงไป
“เจ้าต้องการวิธีนี้หรือไม่เล่า?”
“ต้องการ”
จั่วม่อเพียงลังเลไปวูบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจใช้อาคมหวงห้าม เมื่อมีความเป็นความ
ตายของพวกมันค้ำคอเอาไว้ มันก็ไม่มีอะไรจะพูด ก่อนอื่นต้องข้ามแม่น้ำอาณาจักร
ออกไปให้ได้เสียก่อน อาคมหวงห้ามแม้จะไร้ศีลธรรม แต่ในเวลานี้เป็นเพียงวิธีเดียวที่มี
ประสิทธิภาพมากที่สุด มันไม่มีเวลาให้สูญเสียอีกแล้ว
จั่วม่อไม่ต้องการรอจนกว่ากองทัพอสูรหวนกลับมาอีกครั้ง แล้วพวกมันยังคงติดอยู่
ในอาณาจักรขุนเขาน้อย
ผูเยาคราวนี้ดูเต็มอกเต็มใจอย่างแปลกพิกล สอนอาคมหวงห้ามหลายชนิดให้แก่จั่ว
ม่อโดยไม่มีเงื่อนไข
การฝังอาคมหวงห้ามเพื่อควบคุมผู้คนไม่ใช่เรื่องง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ
จั่วม่อผู้เป็นเพียงหนิงม่ายขั้นแรก มันต้องใช้ความพยายามไม่น้อยกว่าจะเรียนรู้ได้
บางส่วน นี่ยังเป็นความดีความชอบของพลังจิตสำนึกของมัน มิเช่นนั้น อาคมหวงห้ามที่
ใช้ควบคุมผู้คนก็ไม่ใช่สิ่งที่มันจะเอื้อมถึงได้ในเวลานี้
ม้าฝานผู้น่าสมเพชกลายเป็นสินค้าทดสอบคนแรก
ขณะที่จั่วม่อกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อที่จะฝังอาคมหวงห้ามลงไป
ในร่างซิวเจ่อที่ไม่ได้สติ ผูเยาที่อยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกก็กำลังจับตามองด้วยสีหน้าขบขัน
“เจ้าคงมีความคาดหวังไม่เบาทีเดียว!” ผูเยาเอามือเท้าคาง ดวงตาสีเลือดน่าขนลุกดู
ลึกล้ำดุจห้วงสมุทรสีเลือด กล่าวเบาๆ กับปั้ายหินสุสาน “มันทำได้ดีจริงๆ! ทำให้ผู้คน
ต้องชื่นชมมันมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ! มันถูกกำหนดไม่ให้เดินไปตามเส้นทางของเจ้าเสีย
แล้ว…เส้นทางของไอ้คนโง่ที่ทำลายตัวเองอย่างเจ้า!”
ทันทีที่อาคมหวงห้ามชุดสุดท้ายถูกฝังลงไป จั่วม่อก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง มันฝังอาคม
หวงห้ามลงไปในร่างกายของชนชั้นหนิงม่ายทั้งหมด รวมทั้งสิ้นสิบหกคน
“ส่วนที่เหลือ ล้วนมอบให้แก่เจ้าแล้ว” เสร็จสิ้นภารกิจ จั่วม่อผู้ใช้พลังปราณกับพลัง
จิตสำนึกไปจนเกลี้ยงเกลา รีบนำจิงสือออกมาชิ้นหนึ่ง เข้าสู่ห้วงฌานในบัดดล
“ไม่มีปัญหา!” กงซุนชาเงยใบหน้างดงามดุจอิสตรี แย้มยิ้มกว้างขวางจนเห็นไรฟัน
ดวงตาส่องประกายแห่งความตื่นเต้นถูกใจ
ม้าฝานที่อยู่ด้านข้างรู้สึกเหน็บหนาวไปถึงไขสันหลัง
อาณาจักรนภาจันทร์ เกาะแมกไม้รกร้าง
“คุณหนู เหยียนเยวี่ยแห่งกองทัพที่สิบสามได้บรรลุถึงแม่น้ำอาณาจักรที่นำไปสู่
อาณาจักรคลื่นเรืองรองแล้ว ส่วนจินเปั่าเจินแห่งกองทัพที่หก ก็บรรลุถึงแม่น้ำอาณาจักร
ที่นำไปยังอาณาจักรสวรรค์แดนใต้ ระหว่างทางทั้งสองทัพไม่พบเปั้าหมายที่น่าสงสัย
ใดๆ” บุรุษกลางคนกล่าวรายงานอย่างนอบน้อม
(เหยียน – ตระกูลไฟ จิน – ตระกูลทอง)
“พวกมันเดินทัพรวดเร็วยิ่ง” มู่ซีกล่าวอย่างนุ่มนวล”จะอย่างไรร่างแหก็ถูกรวบปิด
แล้ว ส่วนที่เหลือก็แค่ค่อยๆ ตรวจสอบอย่างละเอียด ระมัดระวังให้มากไว้”
“ขอรับ!” บุรุษกลางคนรับคำอย่างเคร่งเครียด ลังเลแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า”
คุณหนู พวกเราพบร่องรอยการเคลื่อนไหวของเผ่าปิศาจ”
“เผ่าปิศาจ?” เหยียนฟงที่ด้านข้างสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย อดอุทานออกมาไม่ได้
มู่ซีหรี่ตาลงเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นถาม “ค้นพบว่าพวกมันเป็นใครหรือไม่?”
“สามารถข้ามรอยร้าวของอาณาจักรเลือดได้ ก็ต้องเป็นปิศาจใต้ด่านถงหลิ่ง*เท่านั้น
ปิศาจเที่ยงแท้ด่านถงหลิ่งย่อมไม่สามารถข้ามมาได้” สีหน้าประหลาดใจของเหยียนฟง
ไม่ได้เลือนหายไป”หรือจะเป็นปิศาจจันทราด่านเจี้ยว*? พวกมันมาทำไม? หรือพวกมัน
จะมีเปั้าหมายเดียวกันกับเรา?”
(ถงหลิ่ง – ผู้บัญชาการกองพัน เทียบเท่าด่านจินตัน เจี้ยว – ผู้บัญชาการกองร้อย
เทียบเท่าด่านหนิงม่าย อนึ่ง ด่านพลังของอสูรปิศาจได้อัพเดทไว้แล้วในบทที่ 0)
“ไฉนไม่สามารถเล่า?” มู่ซีชายตามองเหยียนฟง”เจ้าละเลยความเป็นไปได้เรื่องหนึ่ง
ตัวอย่างเช่นปิศาจเที่ยงแท้ด่านถงหลิ่งที่ผนึกพลังที่แท้จริงของพวกมันเอาไว้”
บุรุษกลางคนสีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล
“ตรวจสอบทันที” มู่ซีกล่าวอย่างเฉียบขาด”ต่อให้มันเป็นปิศาจเที่ยงแท้ด่านถงหลิ่งก็
ไม่ต้องกังวล ทางที่ดีที่สุดคือติดต่อกับมันให้ได้ บางทีมันอาจจะช่วยเหลือเราได้”
“ขอรับ” บุรุษกลางคนรับคำสั่ง
เห็นผู้ใต้บังคับบัญชายังมีสีหน้ากังวล มู่ซีแย้มยิ้ม “ไม่ต้องวิตกกังวลมากเกินไป ไม่ว่า
มันจะเป็นปิศาจจันทราด่านเจี้ยวหรรือปิศาจเที่ยงแท้ด่านถงหลิ่ง พวกมันล้วนมีศัตรู
เดียวกันกับเรา”
รูปโฉมของมู่ซีอาจเรียกได้ว่าหมดจดเท่านั้น ไม่ถึงขั้นสะคราญปานหยาดฟั้ามาดิน
แต่รอยยิ้มนี้คล้ายแฝงอำนาจพิเศษ ทำให้จิตใจผู้คนสงบลงอย่างน่าประหลาด
“คุณหนูสั่งสอนถูกต้อง” บุรุษกลางคนกล่าวปนหัวร่อ