สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 211 เจ้าพวกภูตผีหิวโหยที่ใช้การไม่ได้
จั่วม่อมองใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยสิบกว่าคนตรงหน้าอย่างครุ่นคิด บางคนมีสีหน้า
หวาดหวั่น แต่ส่วนมากยังมีท่าทีกระด้างกระเดื่อง
มันกำลังขบคิดหาวิธีการควบคุมคนกลุ่มนี้ อาณาจักรขุนเขาน้อยในเวลานี้เป็น
เหมือนคุกคุมขัง เป็นสนามรบอันหฤโหด ซิวเจ่อที่สามารถรอดชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้
ล้วนไม่ใช่มือชั้นธรรมดาสามัญ
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าเป็นเถ้าแก่ *ของพวกเจ้า เถ้าแก่ใหญ่*!”
(*ตรงนี้จั่วม่อใช้คำว่าเหล่าปั่านกับต้าเหล่าปั่าน ไม่ใช่เหล่าเหยีย ผู้แปลขอแปลว่า
เถ้าแก่จะเข้ากับนิสัยใจคอของจั่วม่อมากกว่า)
สุนทรพจน์ของของจั่วม่อไม่ก่อให้เกิดปฎิกิริยาใดๆ แววดูแคลนฉายชัดในดวงตาของ
หลายคน จั่วม่อเป็นเพียงหนิงม่ายขั้นแรกเท่านั้น เบื้องหน้าคนเหล่านี้ มันไม่มีต้นทุน
พอที่จะเย่อหยิ่งถือดี
จั่วม่อก็ไม่แยแสสนใจเรื่องนี้ ยังคงกล่าวสืบต่อ
“ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าทุกคนได้ลิ้มรสชาติของอาคมหวงห้ามแล้ว ข้าไม่อยากเสียเวลา
กล่าวมากความ จุดประสงค์ของข้าเรียบง่ายยิ่ง นั่นคือผ่านแม่น้ำอาณาจักรออกไปให้ได้
สำหรับพวกเจ้าเหล่าภูตผีหิวโหยที่ใช้การไม่ได้ ในร่างกายพวกเจ้ากระทั่งจะรีดเค้นน้ำมัน
ออกมาสักสองสามหยดยังแทบไม่มี ข้าไม่สนใจพวกเจ้าแม้แต่น้อย”
ถ้อยคำเหล่านี้ระคายหูยิ่ง แต่พอกล่าวออกมา หลายคนกลับเริ่มลดความ
ระแวดระวังลง
เจ้าคนหน้าไร้อารมณ์ตรงหน้าพวกมันมีต้นทุนพอจะกล่าววาจาโอหังเยี่ยงนี้ เรือ
เมล็ดอินทผลัมเห็นได้ชัดว่าเป็นยุทธภัณฑ์เวทจิงสือที่หาได้ยากยิ่ง แถวแท่งหนามสีคราม
เจ็ดแท่งที่วาดเต็มไปด้วยลวดลายยันต์สีชาดดูแหลมคมราวกับกรงเขี้ยวของจระเข้ดุร้าย
พวกมันยังได้กลิ่นโลหิตจางๆ จากกรงเขี้ยวเหล่านี้
ลำเรือยาวเรียวสง่างามห่อหุ้มไว้ด้วยโล่พลังปราณ แทบจะแนบชิดติดพื้นผิวเรือ
อย่างพิสดาร บางครั้งคราวยังเห็นประกายสายฟั้าแล่นผ่านไปมาบนม่านโล่พลังปราณ
ครั้งแรกที่พวกมันมองเห็นชุดยุทธภัณฑ์เวทอันยิ่งใหญ่กับกระบี่ยักษ์ของสาม
องครักษ์เกราะทอง แต่ละคนอดน้ำลายไหลย้อยไม่ได้ หากไม่ใช่ว่ามีอาคมหวงห้ามฝังอยู่
ในร่างกาย คนเหล่านี้อาจเสี่ยงชีวิตกระโจนเข้าใส่โดยไม่คำนึงถึงทุกสิ่ง
แม้แต่คนที่มั่งคั่งที่สุดในหมู่พวกมัน เมื่อเผชิญหน้ากับความหรูหราฟุั่มเฟึอยระดับนี้
ยังละอายใจที่จะเปิดถุงร้อยสมบัติของตน
“ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะสามารถเข้ากันได้ดี แน่นอน ด้วยระดับฝีมือปัจจุบัน
ของพวกเจ้า ยากจะทำให้ข้าเกิดความยินดีได้”
จั่วม่อทั้งเหยียดหยามทั้งดูแคลนเต็มที่ “ดูพวกเจ้าเถอะ ทำสงครามประสาอะไร วิ่ง
พล่านวุ่นวาย สับสนอลหม่านอย่างกับแมลงวันหัวขาด กระทั่งกองโจรยังไม่ย่ำแย่เท่า
พวกเจ้าเลย! ไม่มียุทธวิธีแม้แต่น้อย! เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าต้องจดจำเรื่อง
หนึ่งเอาไว้ให้มั่น การทำสงครามกับคนหมู่มาก จำเป็นต้องชำนาญยุทธวิธีและการ
ประสานงานสำคัญที่สุด!”
“พวกเจ้าทั้งหมดมีวาสนานัก” จั่วม่อชี้ไปยังกงซุนชาที่ด้านข้าง
“กงซุนเซียนเซิงอยู่ที่นี่แล้ว นี่คือสุดยอดแม่ทัพบัญชาการศึกที่กระเดื่องดังที่สุด
เจ้าของฉายาสุดแกร่งแห่งอาณาจักรนภาจันทร์! มันจะสอนทักษะอันลึกซึ้งเหล่านี้ให้แก่
พวกเจ้าเป็นการส่วนตัว”
กงซุนชาแย้มยิ้มเหนียมอาย แต่หน้าไม่แดงแม้แต่น้อย ฉุนอวี๋เฉิงอ้าปากค้าง คำคุย
โตโอ้อวดนี่มัน…
แต่เมื่อสายคนของทุกคนมองไปยังกงซุนชา สายตาดูถูกเหยียดหยามก็ปลิววับไป
ทันที ทิ้งไว้เพียงร่องรอยหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ประเสริฐยิ่ง จั่วม่อพออกพอใจ ดูเหมือนว่าศิษย์น้องกงซุนมีชื่อเสียงมากพอสมควร
ในหมู่คนเหล่านี้
เช่นเดียวกันกับศาสตร์แห่งการค้า หลังจากสะกดการต่อรองราคาไว้อย่างสิ้นเชิง ก็
ต้องให้ความหอมหวานล่อใจบางอย่าง เพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นของอีกฝั่าย
“ที่นี่ พวกเจ้าจะได้เกิดใหม่อีกครั้ง! ที่นี่ เจ้าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แตกต่างไปจากชีวิต
บัดซบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง! พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะถูกซุ่มโจมตีในยามวิกาล พวก
เจ้ายังไม่จำเป็นต้องคิดหาสถานที่หลบหนีเพื่อความปลอดภัย!”
จั่วม่อโบกมืออย่างโอ่อ่าอาจหาญ”พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรเลย!”
“สิ่งเดียวที่พวกเจ้าต้องกังวลให้มากเข้าไว้ นั่นคือพวกเจ้าจะสามารถตอบสนองต่อ
กงซุนเซียนเซิงได้หรือไม่”
จั่วม่อให้ข้อสรุปสุดท้ายด้วยสุ้มเสียงไม่แยแส
“แม่น้ำอาณาจักรจะต้องสยบอยู่แทบเท้าของพวกเรา!”
จั่วม่อรู้สึกพึงพอใจกับตัวเองมาก โบกมือเป็นสัญญาณให้คนเหล่านั้นหลบไป
ด้านข้าง ขณะที่มันกับกงซุนชาเริ่มปรึกษาหารือ
“ต้องการให้คนเหล่านี้มีความสามารถในการสู้รบ ต้องใช้เวลานานเท่าใด?” จั่วม่อ
ถามกงซุนชา
“บอกไม่ได้” กุงซุนชาแบมือกว้าง “พวกเราล้วนเป็นเณรน้อย”
จั่วม่อปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันที ศิษย์น้องกงซุนกล่าวไม่ผิด ทุกผู้คนล้วนเป็น
เณรน้อยในเส้นทางสายนี้ ไม่มีผู้ใดมีประสบการณ์มาก่อน
กงซุนชากล่าวเสริมว่า”ตามหลักเกณฑ์ของหมากรุกสงคราม กองทหารใหม่
จำเป็นต้องฝึกฝนมากกว่าหนึ่งปี กว่าจะมีความสามารถในการสู้รบขั้นพื้นฐานที่สุด ที่
สำคัญ หมากรุกสงครามที่ท่านสร้างเป็นฉบับอสูรปิศาจ ไม่ใช่ซิวเจ่อ ดังนั้นข้าต้องค่อยๆ
ทดลองดู”
“เราไม่มีเวลามากขนาดนั้น” จั่วม่อสั่นศีรษะ มันไม่คิดว่ากองทัพอสูรปิศาจจะให้มัน
เวลาพวกมันนานเป็นปี
กงซุนชาขบคิดแวบหนึ่ง “เช่นนั้นเราก็มีแต่ต้องเพิ่มความเข้มข้นของการฝึกเท่านั้น
หรือยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สมควรทำไปพร้อมกัน คือใช้ปริมาณเพื่อชดเชยการขาดแคลน
คุณภาพ”
“ปริมาณ…ดูเหมือนเราต้องการฐานทัพชั่วคราว” จั่วม่อกล่าวอย่างเคร่งขรึม
จั่วม่อเลือกหุบเขาแห่งหนึ่งเป็นฐานทัพชั่วคราว ในกาลก่อนมีสำนักเล็กๆ ตั้งอยู่ที่นี่
แต่ผู้คนล้วนจากไป ดังนั้นหุบเขาไร้ซึ่งผู้ครอบครองมาสักระยะหนึ่งแล้ว เหตุผลที่มัน
เลือกที่นี่ เนื่องเพราะที่นี่มีเส้นชีพจรปราณปฐพี
การที่ปราณธรรมชาติในอาณาจักรขุนเขาน้อยเบาบางลง สาเหตุที่แน่ชัดย่อมต้อง
อยู่ที่เส้นชีพจรปราณปฐพี จั่วม่อต้องการชมดูด้วยตาตัวเอง ว่าที่แท้เกิดสิ่งใดขึ้นกับเส้น
ชีพจรปราณปฐพีกันแน่
ระหว่างทางพวกมันพบพานกลุ่มซิวเจ่อหลายกลุ่ม ล้วนถูกสยบไว้ทั้งหมด ในตอน
เริ่มต้นเป็นฝีมือของสามองครักษ์เกราะทอง แต่ในภายหลังกงซุนชาเปลี่ยนเป็น
บัญชาการเหล่าซิวเจ่อใต้อาณัติทำการลงมือ เทียบกับองครักษ์เกราะทองที่ร้ายกาจและ
เชื่อฟังแล้ว ชนชั้นหนิงม่ายเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าใด ซ้ำยังไม่ค่อยเป็นระเบียบ
เรียบร้อยนัก
เณรน้อยกงซุนชาทำผิดพลาดหลายครั้ง แต่มันไม่เคยท้อแท้
จั่วม่อทราบดีว่าไม่อาจรีบร้อน ดังนั้นชะลอตัวลง ไม่ว่าจะอย่างไรยังคงมีองครักษ์
เกราะทองกับเรือเมล็ดอินทผลัมเป็นไพ่สำรอง มันไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความ
ปลอดภัย ยากนักที่จะมีโอกาสฝึกฝนการสู้รบเช่นนี้ หากไม่รีบคว้าเอาไว้ ก็น่าเสียดาย
แทบตายแล้ว
กงซุนชาเผยประกายในฐานะผู้บัญชาการรบของมันออกมาอย่างรวดเร็ว จากสับสน
วุ่นวายจนแทบดูไม่ได้ในตอนเริ่มต้น จนกระทั่งเป็นระเบียบเรียบร้อยและเคร่งครัด ใช้
เวลาไปเพียงสิบวันเท่านั้น
ในช่วงระยะเวลาสิบวันนี้เอง กองทัพของพวกมันขยายขนาดขึ้นเป็นสี่สิบคนอย่าง
ราดเร็ว ยี่สิบแปดหนิงม่าย สิบสองจู้จี
จั่วม่อค้นพบอย่างรวดเร็ว ว่าการจัดตั้งอาคมหวงห้ามไม่ใช่ไม่มีอันตรายต่อมัน การ
ฝังอาคมหวงห้ามลงในร่างกายของแต่ละคน มันต้องใส่เศษเสี้ยวจิตสำนึกลงไปด้วย
อาคมหวงห้ามแต่ละชุดที่จั่วม่อฝังลงในร่างกายผู้อื่น จะทำให้จิตสำนึกของมันอ่อนแอลง
เป็นลำดับ
นี่เป็นสิ่งที่มันไม่มีปัญญาหลีกเลี่ยง ในโลกนี้ไม่มีอาหารกลางวันกินเปล่า นี่เป็น
ค่าตอบแทนที่มันต้องจ่าย มีเพียงตัวประหลาดเช่นมันเท่านั้น ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ด่านจินตัน
ก็สามารถก่อตั้งอาคมหวงห้ามในร่างกายของผู้อื่นแล้ว
โชคยังดีที่ระหว่างทางไม่ได้พบพานกลุ่มซิวเจ่อที่มีกำลังพลมาก
ตามคำบอกเล่าของม้าฝาน ในอาณาจักรขุนเขาน้อยมีกลุ่มเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่
นับไม่ถ้วน และมีอยู่หลายกลุ่มที่มีกองกำลังเข้มแข็งถึงหลายร้อยคน จั่วม่อพบว่าแปลก
ประหลาดอยู่บ้างที่กลุ่มใหญ่ๆ เหล่านี้ไม่โจมตีแม่น้ำอาณาจักร จนกระทั่งในภายหลัง จึง
ได้ทราบว่าการเฝั้าควบคุมแม่น้ำอาณาจักรของพรรคฟั้ากระจ่าง ที่แท้มีปรมาจารย์จิน
ตันผู้หนึ่งอยู่เบื้องหลัง!
จั่วม่อขวัญหนีดีฝั่อ ไม่น่าแปลกใจที่พรรคฟั้ากระจ่างมีความมั่นใจอย่างเปียมล้นใน
การผูกขาดแม่น้ำอาณาจักร เนื่องเพราะพวกมันมีจินตันหนุนหลังนั่นเอง
ข่าวนี้ทำให้จั่วม่อต้องประเมินความยากลำบากในการบุกฝั่าแม่น้ำอาณาจักรเสีย
ใหม่ในทันที
ด่านหนิงม่ายมีสามขั้น ในสามขั้นนี้ ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือความห่างชั้นด้าน
ปริมาณพลังปราณภายในร่างกาย
หนิงม่ายขั้นแรกมีปริมาณพลังปราณสูงสุดราวสิบจิง หนิงม่ายขั้นสองมีปริมาณพลัง
ปราณสูงสุดอยู่ที่ประมาณสามสิบจิง ส่วนหนิงม่ายขั้นสาม ปริมาณพลังปราณสูงสุด
สามารถทะยานผ่านเก้าสิบจิงขึ้นไป
ในหมู่หนิงม่ายยี่สิบแปดคนใต้อาณัติของจั่วม่อ มีเพียงสามคนที่บรรลุถึงด่านหนิง
ม่ายขั้นสอง ที่เหลือล้วนเป็นหนิงม่ายขั้นแรกทั้งสิ้น
โดยทั่วไปแล้ว หนิงม่ายขั้นสามหนึ่งคนสามารถรับมือหนิงม่ายขั้นแรกสิบคน หรือ
รับมือหนิงม่ายขั้นสองได้สามคนในคราวเดียว แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการเปรียบเทียบเชิง
ทฤษฏีเท่านั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงย่อมซับซ้อนกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่นเวทวิชา
กระบี่บิน ยุทธภัณฑ์เวท รวมถึงกลยุทธ์ในการต่อสู้ ล้วนต้องคำนวณรวมเข้าไปด้วย
แต่หากหนิงม่ายต้องเผชิญหน้ากับจินตัน พวกมันได้แต่หลบหนีเอาชีวิตรอดเท่านั้น
โจมตีตอบโต้หรือ? คิดเอาชัยโดยใช้อ่อนแอปะทะแข็งแกร่ง นี่ไม่ใช่เรื่องที่สามารถปรากฎ
ขึ้นได้
ความแตกต่างระหว่างหนิงม่ายกับจินตันไม่ใช่แค่เพียงปริมาณพลังปราณที่ห่างชั้น
กันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความห่างชั้นของระดับความเข้าใจในพลังปราณ เนื่องเพราะ
ระหว่างกระบวนการเข้าสู่ด่านจินตัน ซิวเจ่อจะบรรลุความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับ
โลกและพลังปราณ
เวทวิชาเดียวกัน ก่อนเข้าสู่ด่านจินตันและหลังจากบรรลุด่านจินตัน พลังอำนาจจะ
แตกต่างกันราวฟั้ากับดิน
หนทางเดียวที่หนิงม่ายจะสามารถเผชิญหน้ากับจินตันได้ คือใช้จำนวนที่เหนือกว่า
ทำการต่อสู้แบบกลุ่มกับมัน สำหรับจำนวนคนที่ต้องใช้เพื่อเอาชัย ทั้งจั่วม่อทั้งกงซุนชา
ล้วนตอบไม่ได้
จั่วม่อได้แต่ถามผูเยา
“การต่อสู้แบบกลุ่มกับจินตัน? นั่นก็พูดยาก” ผูเยาถูคาง ” มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
อย่างเช่นฝีมือของฝั่ายตรงข้าม อาวุธของพวกมัน และความสามารถในการประสานงาน
ของพวกเจ้า”
“หากเป็นไพร่พลอสูรเหล่านั้นเล่า?” จั่วม่อพยายามถามให้ได้ความ
“หากฝั่ายตรงข้ามเป็นจินตันทั่วไป อาศัยกองทัพอสูรแยกราตรีหนึ่งร้อยตน หากผู้
บัญชาการไม่โง่งมเกินไปนัก สมควรไม่มีปัญหา” ผูเยากล่าวอย่างครุ่นคิด
จั่วม่อถอนหายใจโล่งอก ประเสริฐ อย่างน้อยก็ไม่ได้ไร้ความหวังเสียทีเดียว
มันย่อมทราบดีว่ากลุ่มคนที่มันรวบรวมมายังไม่สามารถเข้าถึงระดับฝีมือเทียบเท่า
กับกองทัพอสูร แต่มันสามารถเพิ่มจำนวนคนได้อีก หากหนึ่งร้อยคนไม่เพียงพอ ก็อัดเข้า
ไปสองร้อยคน สามร้อยคน สิ่งที่มันกังวลมากที่สุดในตอนแรก คือเกรงว่าแม้อาศัย
จำนวนเข้าชดเชย ยังไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มความห่างชั้นนี้ได้
“จริงสิ ไฉนปราณธรรมชาติในอาณาจักรขุนเขาน้อยจึงเบาบางลง พวกมันใช้วิธีการ
ใด?” จั่วม่อถามผูเยา
“นี่มีวิธีการมากหลาย อย่างเช่นแมลงอสูรที่กินปราณธรรมชาติ หรือเห็ดปิศาจเส้น
ดำ จะอย่างไรการกัดกินปราณธรรมชาติก็เป็นลักษณะของอสูรปิศาจอยู่แล้ว”
“มีวิธีฟึนคืนสภาพหรือไม่?”
“ย่อมมี เจ้าสามารถขอให้ใครบางคนที่มีด่านพลังอย่างน้อยด่านหยวนอิง*มา
ช่วยเหลือ อาจสามารถฟึนคืนสภาพได้ภายในสิบปี”
(หยวนอิง – ด่านพลังด่านที่ห้าของฝั่ายมนุษย์ เหนือกว่าจินตันหนึ่งด่าน)
“หยวนอิง…” จั่วม่อไร้วาจาจะกล่าว จนกระทั่งถึงตอนนี้ ซิวเจ่อที่แข็งแกร่งที่สุด
เท่าที่มันเคยพบพานยังคงเป็นจินตันเท่านั้น คิดเปลี่ยนเส้นชีพจรปราณปฐพีให้กลับมา
เหมือนเดิม ที่แท้จำเป็นต้องมีซิวเจ่อด่านหยวนอิง นี่เท่ากับตัดตัวเลือกข้อนี้ออกไปได้
โดยตรง
สิ่งที่มีเพียงยอดคนด่านหยวนอิงขึ้นไปจึงจะทำสำเร็จ จั่วม่อไม่คิดว่าพวกมันจะมี
โอกาสประสบความสำเร็จ
ท้ายที่สุดจั่วม่อยังคงตัดสินใจสร้างฐานทัพชั่วคราวในหุบเขาแห่งนี้ อย่างน้อย
สภาพแวดล้อมที่นี่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี
จั่วม่อได้รับวิธีการฝึกฝนกองทัพจากผูเยามาเป็นกองพะเนิน จากนั้นทุ่มทั้งกองใส่
กงซุนชา ผูเยายังเอื้อเฟึอพอที่จะเตือนจั่วม่อว่าวิธีการเหล่านั้นล้วนเป็นของเก่าแก่
โบราณหลายพันปีมาแล้ว ควรใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น
ผูเยาจู่ๆ ก็เปลี่ยนแปลงท่าที ทำเอาจั่วม่อรู้สึกรับไม่ได้อยู่บ้าง
แต่จากนั้นผูเยาก็กวาดปราณพิภพออกจากร่างมันในรวดเดียว จั่วม่อผู้ซึ่งหลงลืม
ความรู้สึกนี้ไปช่วงหนึ่ง พลันตระหนักถึงสิ่งที่เรียกว่ามีชีวิตอยู่มิสู้ตกตาย!
ต่อให้มันล่วงรู้ว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมัน จั่วม่อก็ยังคงอยากร่ำไห้เป็น
กำลัง!
การสูบปราณพิภพ เมื่อใดจะจบสิ้นลงเสียที…
ม้าฝานยืนตึงเครียดอยู่เบื้องหน้ากงซุนชา ในสายตาของมัน คุณชายน้อยที่ดู
อ้อนแอ้นเอียงอายผู้นี้ มีระดับความชั่วร้ายมากพอที่จะทำให้อสูรปิศาจต้องฆ่าตัวตาย
ด้วยความอับอายขายหน้า ไม่มีใครกล้าฝั่าฝึนคำสั่งของกงซุนชา กระทั่งผู้ที่เหี้ยมหาญ
และกระด้างกระเดื่องที่สุดในหมู่พวกมัน เหลยเผิง* เมื่ออยู่ต่อหน้ากงซุนชา ยังเชื่องเชื่อ
ประดุจลูกแมว
(เหลย – สายฟั้า เผิง – นกใหญ่ยักษ์ในตำนานจีน ดูรายละเอียดท้ายบท)
“แสดงฝีมือทุกท่าที่เจ้ามี อย่าปิดบังสิ่งใด” กงซุนชาออกคำสั่งอันเรียบง่ายต่อม้าฝาน
“ทราบแล้ว” ม้าฝานค่อยๆ เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตภายใต้คำสั่งของกงซุนชา
นั่นเรียบง่ายยิ่ง สิ่งที่กงซุนชากล่าว ก็จงก้มหน้าก้มตาทำให้ได้ หากตอบสนองความ
ต้องการนั้นได้ ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี
ม้าฝานเริ่มสำแดงวิชาฝีมือของมันออกมาทีละกระบวนท่า โชคดีที่มันไม่มีสำนักไม่มี
ชาติตระกูล ดังนั้นเวทวิชาของมันมีไม่มากนัก ไม่นานก็เสร็จสิ้นการสาธิต กงซุนชาสนใจ
ท่าร่างภาพฝันเงาลวงและสามกระบวนท่ากระบี่ของมันมาก และสั่งให้ม้าฝานสำแดงซ้ำ
อีกหลายรอบ
ม้าฝานเริ่มวิตกกังวลขึ้นมา หากเถ้าแก่ใหญ่เกิดสนใจวิชากระบี่ของมัน และต้องการ
ให้มันส่งมอบออกมาเล่า?
แต่ไม่นานม้าฝานก็พบว่า มันร้อนรนไปเองโดยไม่จำเป็น หลังจากกงซุนชา
บันทึกภาพไว้แล้ว ก็สั่งให้มันกลับไปฝึกปรือต่อ
วันรุ่งขึ้น กงซุนชาที่ยิ้มแย้มส่งม้วนหยกมาให้ ม้าฝานรับไว้ด้วยมือสั่นเทา และเพียง
เหลือบมองแวบเดียว ใบหน้าของมันก็ซีดขาวราวกระดาษ!