สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 212 เกออยู่บนความเป็นจริง
ผูเยารู้สึกน่าเล่นยิ่ง
กล่าวตามความสัตย์ มันอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อมานาน ยังไม่มีสิ่งใดที่ทำ
ให้รู้สึกน่าเล่นเหมือนยามนี้เลย แม้จะมีประสบการณ์หลายพันปี ก็ไม่เคยพบอะไรที่น่า
เล่นมากเท่านี้มาก่อน
ซิวเจ่อด่านจู้จีผู้หนึ่ง ซึ่งไม่เคยศึกษาร่ำเรียนศาสตร์ใดในด้านที่เกี่ยวข้อง อ้อ
มิหนำซ้ำยังเป็นเพียงคนฆ่าสัตว์อีกด้วย เวลานี้กำลังเริ่มศึกษาวิธีการเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึก ผูเยาไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเช่นนี้ แม้กระทั่งในช่วงมหาสงครามเมื่อ
พันๆ ปีล่วงมาแล้ว
ผูเยาย่อมคุ้นเคยกับแม่ทัพบัญชาการศึกเป็นอย่างยิ่ง ในค่ายของฝังซิวเจ่อ การถือ
กำเนิดของแม่ทัพบัญชาการศึกจำกัดอยู่แค่สองวิถีทาง หนึ่งคือแม่ทัพบัญชาการศึกที่
สำนักใหญ่เพาะสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ อีกหนึ่งคือแม่ทัพบัญชาการศึกที่เข้าสู่สงคราม
อย่างต่อเนื่อง เข่นฆ่าสังหารไม่หยุดหย่อน ค่อยๆ เข้าใจทักษะฝีมือเฉพาะของแม่ทัพ
บัญชาการศึกทีละน้อย
ซึ่งประเภทหลังนี่เองที่เรียกได้ว่าเป็นวิถีทางเดียวกันกับเหล่าอสูรปิศาจ
แม่ทัพบัญชาการศึกของซิวเจ่อส่วนใหญ่ถือกำเนิดจากวิธีแรก ในมหาสงครามพันปี
แม่ทัพบัญชาการศึกในค่ายของซิวเจ่อเกือบเจ็ดสิบในร้อยส่วนมาจากสำนักใหญ่ พวกมัน
ศึกษาร่ำเรียนสรรพวิชาความรู้ตั้งแต่ยังเยาว์วัย แม้แต่เวทวิชาที่พวกมันฝึกปรือ ยังเป็น
วิชาเฉพาะสำหรับบัญชาการรบโดยตรง
ดังนั้นแม่ทัพบัญชาการศึกประเภทที่สองจึงมีเพียงสามสิบในร้อยส่วนเท่านั้น แต่ใน
ความเป็นจริง หากประเมินจากแม่ทัพบัญชาการศึกทั้งหมด ไม่ใช่นับเพียงเฉพาะแม่ทัพ
ที่มีชื่อเสียงในสงครามคราวนั้น ตัวเลขความแตกต่างระหว่างสองประเภทยังจะมากกว่า
นี้เสียอีก เมื่อไม่ได้รับการฟูมฟักเลี้ยงดูในวัยเด็ก ก็จำต้องปีนปั่ายขึ้นไปทีละขั้น ทีละขั้น
จากด้านล่างสุด ดังนั้นแม่ทัพบัญชาการศึกที่ถือกำเนิดจากวิธีที่สอง
ไม่มีผู้ใดไม่ใช่ยอดอัจฉริยะ ราคาค่าตอบแทนที่พวกมันต้องจ่ายออกไป ยังมากมาย
กว่าแม่ทัพบัญชาการศึกประเภทแรกมากนัก
ดูเหมือนว่ากงซุนชามีความหวังสูงมากที่จะเป็นหนึ่งในยอดอัจฉริยะเหล่านั้น แต่
ความเป็นจริงก็โหดร้ายเสมอ เมื่อเกิดมาด้วยสถานะต่ำต้อย คิดทะยานขึ้นเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึก ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขข้อหนึ่ง นั่นคือพลังฝีมือส่วนตัวก็ต้องเลิศล้ำเช่นกัน
หากละเว้นพรสวรรค์ในด้านบัญชาการรบไม่เอ่ยถึง แม่ทัพบัญชาการศึกที่ถือกำเนิดจาก
วิธีที่สอง มักมีพรสวรรค์เชิงยุทธ์ไม่น้อยหน้าซิวเจ่อคนใด
เหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่ง หากพวกมันไม่แข็งแกร่ง ไหนเลยจะเอาชีวิตรอดจาก
สงครามนับครั้งไม่ถ้วนได้ และหากพวกมันไม่สามารถเอาชีวิตรอด ไหนเลยจะปีนปั่าย
ขึ้นไปยังเบื้องบนได้? เกิดมามีสถานะต่ำต้อย แต่ต้องการเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก พวก
มันจะต้องปีนปั่ายขึ้นไปบนภูเขาซากศพซ้ำแล้วซ้ำเล่า เข่นฆ่าคนเป็น เหยียบย่ำคนตาย
สั่งสมชื่อเสียงประสบการณ์จนถึงจุดที่ผู้คนจะเชื่อฟัง ยินยอมทำตามคำสั่งของพวกมัน
เอง
มิเช่นนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงกองทัพขนาดใหญ่ ต่อให้เป็นกลุ่มเล็กๆ ที่มีเพียงเจ็ดแปด
คน ก็ไม่มีผู้ใดยินยอมขายชีวิตของพวกมันให้แก่คนที่สามารถสิ้นชีพได้ตลอดเวลา
นี่ยังเป็นเหตุผลหลักที่ผูเยาคิดว่ากงซุนชาไม่มีโอกาส กงซุนชาเป็นเพียงคนฆ่าสัตว์
ด่านจู้จี ผูเยายังสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าพรสวรรค์เชิงยุทธ์ของกงซุนชานั้น
ธรรมดาสามัญยิ่ง ต่อให้ยัดโอสถปราณกับยุทธภัณฑ์เวทมากมายให้แก่มัน มันก็ไม่มีทาง
ประสบความสำเร็จมากนักในการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร
ทว่าแม้กงซุนชาจะดูคล้ายไม่มีทางกลายเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกได้ ผูเยาก็ยังไม่ได้
ตัดสินลงไปโดยเด็ดขาด แต่ตกลงใจเฝั้าดูอีกสักระยะ เนื่องเพราะเหตุผลที่สำคัญที่สุดข้อ
หนึ่ง นั่นคือการสนับสนุนของจั่วม่อ
เรื่องพรสวรรค์ของกงซุนชาไม่ใช่ปัญหา หากมันถือกำเนิดขึ้นในสำนักใหญ่ และใน
ที่สุดก็กลายเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก ผูเยาจะไม่แปลกใจแม้แต่น้อย หลังจากเล่นหมาก
รุกสงครามติดต่อกันมาหลายวัน กงซุนชารุดหน้าไปอย่างรวดเร็วราวติดปีกบิน
สิ่งที่ผูเยาแปลกใจอย่างแท้จริง คือการที่จั่วม่อไว้เนื้อเชื่อใจกงซุนชาอย่างไม่มี
เงื่อนไข!
กระทั่งผูเยายังต้องยอมรับนับถือ สายตาของจั่วม่อบางครั้งแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์
ใจ ในความเห็นของมัน พรสวรรค์ของจั่วม่อเรียกได้ว่าไม่เลวเลย แต่แน่นอนว่าไม่ถึงขั้น
สุดยอดอัจฉริยะ ทว่าในสองปีมานี้ แม้จะล้มลุกคลุกคลานมาตลอดทาง แต่ผูเยาก็ค้นพบ
อย่างประหลาดใจ ว่าความก้าวหน้าของจั่วม่อเหนือความคาดหมายของมันไปมาก
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่มันมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่ต่อให้เป็นศิษย์
เอกของสำนักใหญ่ ซึ่งอยู่สภาพแวดล้อมที่ดีกว่าและได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก
มากกว่าจั่วม่อ ทว่าด้วยความเร็วในการรุดหน้าระดับนี้ เกรงว่าผู้ที่สามารถยกขึ้นเทียบ
กับจั่วม่อได้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
แต่หากดูสัดส่วนรูปลักษณ์โครงกระดูกของจั่วม่อ กลับไม่ได้เรียกว่ามีพรสวรรค์มาก
นัก นี่คือสิ่งที่ผูเยาอัศจรรย์ใจมากที่สุด
คิดไปคิดมา ผูเยารู้สึกว่าทุกอย่างเป็นผลพวงมาจากมุมมองของจั่วม่อนั่นเอง
มุมมองความคิดของจั่วม่อแปลกพิสดารยิ่ง ไร้กรอบไร้กฎเกณฑ์ แตกต่างจากผู้คน
ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร การทำศึกสงคราม หรือความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคล จั่วม่อสามารถเห็นได้อย่างง่ายดายว่าเป็นแบบอย่างของคนเห็นแก่
ผลประโยชน์เต็มขั้น กลอกกลิ้งเจนจัด ละโมบโลภมากและเห็นแก่ได้ บางครั้งมันก็
กระทำในสิ่งที่ผูเยาพบว่าทั้งโง่เขลาและไม่สมเหตุสมผล ทว่าพฤติกรรมอันโง่เขลาเหล่านี้
ในท้ายที่สุดแล้วกลับให้ผลลัพธ์ที่ดีอยู่เสมอๆ
กล่าวถึงที่สุด เดิมทีผูเยาไม่ได้เล็งผลเลิศต่อกงซุนชา แต่เมื่อพิจารณารวมจั่วม่อเข้า
ไปอีกคน ทันใดนั้นมันก็เต็มไปด้วยความสนอกสนใจและคาดหวัง
นี่น่าเล่นยิ่ง!
เทียบกับอารมณ์ชมดูจากด้านข้างอันแสนสุขสบายของผูเยาแล้ว จั่วม่อยุ่งวุ่นวายจน
เท้าแทบไม่ติดพื้น
มันถูกฉุนอวี๋เฉิงตามรบเร้าเซ้าซี้เสียจนต้องลงมือสร้างบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายอีกครั้ง
พวกมันคงไม่อยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อยนานนัก แต่ก็คงไม่สั้นเกินไป หากใช้เวลาอย่าง
เหมาะสม อาจสามารถผลิตสัตว์ปราณออกมาได้สักสองสามชุด ฉุนอวี๋เฉิงศึกษาค้นคว้า
อยู่ในเรือเมล็ดอินทผลัมมาเป็นเวลานาน ในศีรษะเต็มไปด้วยความคิดมากมาย แต่หาก
ไม่มีบ่อฟูมฟักสัตว์ร้าย ความคิดทั้งหมดก็เป็นได้แค่วิมานในอากาศแล้ว
“ศิษย์พี่ สร้างบ่อฟูมฟักสัตว์ร้าย!” ถ้อยคำซ้ำซากของฉุนอวี๋เฉิงราวกับภูตผีหลอก
หลอนตามติด ทุกวี่วันล่องลอยอยู่ข้างหูจั่วม่อตลอดเวลา
ภายใต้การทำลายล้างซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นนี้ เพื่อสวัสดิภาพของตนเอง จั่วม่อได้แต่
ยินยอมแล้ว
จั่วม่อร่ำรวยมหาศาล บ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายแม้ต้นทุนสูง แต่ก็ไม่ได้สูงจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือมันได้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่อศิษย์น้องฉุนอวี๋เฉิงมีความคิดและคำแนะนำมากมาย หากคิดบรรลุแนวคิด
เหล่านี้ ต้องทำการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในบ่อฟูมฟักสัตว์ร้าย
การเปลี่ยนแปลงหมายความว่าภาระงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก และหมายความว่าต้อง
จินตนาการขึ้นมาใหม่แทบทั้งหมด นอกจากนี้แนวความคิดของศิษย์น้องฉุนอวี๋เฉิง
บางครั้งก็เปลี่ยนแปลงไปอีก ทุกครั้งที่จั่วม่อคิดจะลอบอู้งาน สุ้มเสียงเหมือนผีหลอก
วิญญาณหลอนของฉุนอวี๋เฉิงจะลอยมาอีกครั้ง
“ศิษย์พี่ แค่เปลี่ยนอีกหน่อย แค่เปลี่ยนอีกหน่อย…”
จนกระทั่งบ่อฟูมฟักสัตว์แล้วเสร็จ จั่วม่อเผ่นผึงราวกับถูกเข็มแทงก้น รีบหลบลี้หนี
หน้าไปไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
คิดไม่ถึงว่าคนสัตย์ซื่อถือมั่นเมื่อเริ่มทรมานผู้คน จะทำให้คนรู้สึกสิ้นหวังถึงเพียงนี้
ศิษย์น้องฉุนอวี๋เฉิงเริ่มงานกับบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายของมัน ศิษย์น้องกงซุนยุ่งวุ่นวายอยู่
กับกลุ่มซิวเจ่อ จั่วม่อก็เริ่มหันมาจัดการธุระของตัวเอง
การศึกษาร่ำเรียนวิชาค่ายกลของมันต้องใช้เวลามากมาย และตอนนี้มันยังเพิ่ม
ภาระให้ตัวเองอีกอย่างหนึ่ง มันเสาะพบเส้นชีพจรปราณปฐพี ทำการรวบรวมเห็ดปิศาจ
เส้นดำที่กัดกินปราณ จั่วม่อสนใจของสิ่งนี้มาก
นอกเหนือจากนี้แล้ว การฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรก็เป็นภารกิจสำคัญประจำวัน ผลจาก
การฝังอาคมหวงห้ามลงในร่างผู้ใต้บังคับบัญชา พลังจิตสำนึกของมันหดตัวลงอย่างน่าใจ
หาย นึกถึงยุทธวิธีการรบที่ต้องพึ่งพาจำนวนคน มันสังหรณ์ใจอยู่ลึกๆ ว่าการเพิ่มพลัง
จิตสำนึกเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สุดในเวลานี้
เคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิดกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน
นับตั้งแต่จิตสำนึกของมันแปรเปลี่ยนแก่นแท้ ทะเลแห่งจิตสำนึกก็แปรสภาพไป
เปลวไฟอันเย้ายวนในทะเลแห่งจิตสำนึกสูญหายไปโดยไร้ร่องรอย ดวงดาวในความว่าง
เปล่าเพิ่มจำนวนเป็นสิบดวง แม่น้ำกระบี่ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง จั่วม่อไม่ได้ฝึกปรือ
เจตจำนงกระบี่อีกเลย
จ้องมองหมู่ดาวในทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อทันใดนั้นหวนนึกถึงช่วงเวลาที่มันหลอม
สร้างเจดีย์น้อยขึ้นมา นึกถึงทรายดาวที่หลั่งรินลงมาจากดวงดาว ซึมซับเข้าสู่จิตสำนึก
ของมันอย่างต่อเนื่อง
ในความว่างเปล่าเหนือทะเลแห่งจิตสำนึก หมู่ดาวสิบดวงแขวนค้างอยู่กลางหาว
นอกเหนือจากดาวดวงแรกที่ค่อนข้างสว่างสุกใสอยู่บ้าง อีกเก้าดวงที่เหลือล้วนสลัวมัว
หม่น นึกถึงความเร็วที่ดวงดาวพ่นทรายดาวออกมา จั่วม่อรู้สึกว่าต้องใช้เวลาอีกหลายปี
กว่าที่ทรายดาวจะซึมซับเข้าสู่จิตสำนึกของมันทั้งหมด
“นั่นคือแหล่งกำเนิดดวงดาว” ผูเยานั่งบนปั้ายหินสุสาน เงยหน้าขึ้นมองดวงดาวทั้ง
สิบเหนือศีรษะของมัน
“อันใดคือแหล่งกำเนิดดวงดาว?” คำถามนี้ติดค้างอยู่ในใจจั่วม่อตลอดมา เห็นผูเยา
วันนี้คล้ายมีอารมณ์อยากชี้แนะ มันก็ถามตามน้ำทันที
“แหล่งกำเนิดดวงดาวเป็นต้นกำเนิดของพลังจิตสำนึก” ผูเยากล่าวอย่างแช่มช้า
“เจ้าสามารถคิดเสียว่าพวกมันเหมือนจิงสือ เป็นเช่นเดียวกันกับผลึกที่ก่อตัวขึ้นจาก
พลังปราณ พวกเจ้าเหล่าซิวเจ่อไม่ใช่ชมชอบกล่าวกันว่าพลังปราณจำนวนกี่จิงๆ หรอก
หรือ?”
“พลังจิตสำนึกที่มีปริมาณสิบดาว?” จั่วม่ออดถามไม่ได้
“หรือเจ้าสามารถมองพวกมันเป็นน้ำพุปราณที่ก่อเกิดพลังแห่งจิตสำนึก สิบดาว
หมายถึงเจ้ามีบ่อน้ำพุซึ่งสามารถสร้างพลังจิตสำนึกออกมาได้ จำนวนสิบบ่อ”
“จริงสิ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ข้าเห็นดวงดาวเหล่านั้นพ่นทรายดาวสีเงินออกมา นั่นคือสิ่ง
ใด?” จั่วม่อยังอดถามอย่างอย่างรู้อยากเห็นไม่ได้
“เจ้าว่ากระไร!” ผูเยาดวงตาสีเลือดเบิกโพลง เด้งผึงขึ้นจากท่วงท่าเอนกายอย่าง
เกียจคร้าน กลายเป็นเหยียดกายตรงแน่วทันที
จั่วม่อถูกดวงตาสีเลือดของผูเยาจ้องมองจนใจหายวาบ ในใจอดสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝั่าย
จะเริ่มคลุ้มคลั่งอีกหรือไม่
“มีปัญหาอันใดหรือ?” จั่วม่อถามเสียงอ่อย
ชั่วอึดใจหนึ่ง เห็นผูเยาพึมพำอย่างมึนงง “จิตสำนึกที่สอง…”
ผูเยาสะบัดศีรษะอย่างรุนแรง ได้สติคืนมา จ้องมองจั่วม่ออย่างลึกซึ้ง
“ทรายดาวที่เจ้าเห็นเป็นพลังแห่งจิตสำนึกที่ละเอียดบริสุทธิ์ขึ้นไปอีกขั้น โดยทั่วไป
เราเรียกว่าทรายดาวจิตสำนึก ดวงดาวทั้งสิบนี้ มีทั้งสลัวและสว่างแตกต่างกันไป
ดวงดาวที่สว่างที่สุดสามารถผลิตทรายดาวจิตสำนึกได้มากที่สุด ความเร็วในการก่อเกิด
พลังแห่งจิตสำนึกก็ย่อมเร็วที่สุด”
จั่วม่อคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ ผูเยาก็ไม่แยแสสนใจมัน ยังคงกล่าวสืบต่อ
“สิ่งที่อสูรฝึกปรือคือกฎเกณฑ์แห่งฟั้าดิน ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีกฎเกณฑ์แห่ง
ฟั้าดินอยู่ในตัวเอง ดังนั้นทุกสิ่งย่อมสามารถฝึกปรือจิตสำนึกของพวกมันได้ ดวงดาวเป็น
เพียงหนึ่งในนั้น มรรคาบำเพ็ญเพียรแห่งดวงดาวลึกซึ้งคลุมเครือ ยากจะเข้าใจ อสูรที่
ฝึกปรือมรรคาจิตสำนึกแห่งดวงดาวมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย”
ได้ยินเรื่องนี้ จั่วม่อหัวหมุนงุนงงอยู่บ้าง “เช่นนั้นเจ้าฝึกปรือมรรคาจิตสำนึกวิถีใด?”
“สิ่งที่ข้าเลือกคือมรรคาจิตสำนึกแห่งเพลิงสวรรค์” ผูเยาแย้มยิ้มยิงฟัน
จั่วม่ออึ้งไปวูบ”แล้วไฉนข้ากลายเป็นฝึกปรือมรรคาจิตสำนึกแห่งดวงดาวเล่า?”
“เนื่องเพราะเจ้าฝึกปรือเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิด” ผูเยาหัวร่อฮิฮิ
“คิดไม่ถึงว่าเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิดนี้ ที่แท้เป็นเคล็ดวิชาฝึกปรือมรรคา
จิตสำนึกแห่งดวงดาว ข้าถูกชื่อวิชาโง่เง่านี่หลอกลวงเสียสนิท” จากนั้นกระซิบเบาๆ กับ
ตัวเองว่า “หลงคิดว่ามันเป็นวิชาสวะที่ใช้การไม่ได้ กลับกลายเป็นสินค้าชั้นสูงโดยไม่
คาดคิด ขาดทุนจริงๆ…”
ไฟแห่งความชั่วร้ายที่ไร้นามเรียกขานลุกพรึบขึ้นในใจจั่วม่ออย่างฉับพลัน มัน
บันดาลโทสะ ชี้จมูกของผูเยาอย่างเกรี้ยวกราด คำรามออกมา
“เจ้าสิสวะที่ใช้การไม่ได้! ที่แท้เจ้ามอบวิชาที่เจ้าไม่เคยทดสอบให้เสี่ยวเหยียผู้นี้นำไป
ฝึกปรือ! ที่แท้เจ้าคิดใช้สินค้าสวะที่ใช้การไม่ได้หลอกลวงเสี่ยวเหยีย! เสี่ยวเหยียไม่ขอ
เลิกรากับเจ้าแน่…”
“อย่าเป็นอย่างนี้น่า!” ผูเยาไม่โกรธ กลับกล่าวพลางหัวร่อฮิฮิ “จะอย่างไรเจ้าก็ไม่ได้
ขาดทุนเสียหน่อย เห็นหรือไม่ เจ้าฝึกปรือได้ถึงสิบดาวแล้ว ภายในเวลาเพียงสองปี เจ้า
ยังมาถึงขั้นแปรเปลี่ยนแก่นแท้ นับว่ารวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง!”
“เจ้า เจ้า เจ้า …” จั่วม่อได้ยินวาจาไร้เมตตาปราณีของผูเยา ถึงกับขุ่นแค้นจนนิ้วสั่น
ระริก
“เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าเจ้าจะฝึกปรืออย่างไรต่อ?” เห็นสถานการณ์ไม่เข้าที ผูเยารีบ
เปลี่ยนเป็นหลอกล่อ
“อยาก!” จั่วม่อตอบโดยไม่ลังเล โทสะทั้งหมดปลิวหายวับไป
ผูเยาไม่ได้ประหลาดใจที่จั่วม่อจู่ๆ ก็เปลี่ยนใจหนึ่งร้อยแปดสิบองศา เจ้าคนผู้นี้อยู่
บนความเป็นจริงมากทีเดียว
“นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง” ผูเยาแย้มยิ้ม”ข้าสามารถบอกต่อเจ้า ทั้งยังสามารถให้ความ
ช่วยเหลือเพิ่มเติม แต่ข้ามีคำขอเล็กๆ น้อยๆ เรื่องหนึ่ง”
“ว่ามา!” จั่วม่อก็คุ้นเคยกับพฤติการณ์ของผูเยาดีเช่นกัน
“ข้าต้องการเม็ดพลังทองคำ*ของจินตันแห่งพรรคฟั้ากระจ่าง”
(*เม็ดจินตัน)
จั่วม่อเหม่อมองผูเยาอย่างโง่งม เมื่อได้สติคืนมา ก็เผ่นผึงขึ้นทันที
“เจ้าเสียสติไปแล้ว? เม็ดพลังทองคำ! อยากได้เจ้าก็ไปเอาเองเถอะ! วิ่งมาหาหนิงม่าย
ตัวเล็กๆ อย่างข้าบอกว่าอยากได้เม็ดพลังทองคำของจินตันหาอันใด ฮึ่ม ฮึ่ม อีกฝั่าย
เพียงแค่ตบข้าทีเดียว ข้าก็กลายเป็นฝุั่นแล้ว!”
กล่าวจบมันก็หมุนตัวกลับ โบกมือ”หากเจ้าอยากเล่น ก็เล่นด้วยตัวเองเถอะ เกอไม่
เล่นด้วย”
ผูเยาสีหน้าสงบเยือกเย็น ไม่มีโทสะแม้แต่น้อย “เพิ่มเคล็ดวิชากระบี่ระดับห้า”
จั่วม่อแสร้งเป็นไม่ได้ยิน ยังคงเดินดุ่มๆ ไปเบื้องหน้า
“เพิ่มเคล็ดวิชาท่าร่างระดับห้า”
จั่วม่อไม่หวั่นไหวใจแม้แต่น้อย ฝีเท้ายังรุดไปด้วยความเร็วเท่าเดิม
“ข้าจะสร้างองครักษ์เกราะทองให้เจ้าอีกเจ็ดคน”
จั่วม่อตัดสินใจเมินเฉย
“รวมถึงหัตถ์พันใบน้อยอีกหนึ่งกระบวนท่าด้วย”
จั่วม่อชะงักกึกอย่างฉับพลัน หมุนตัวเดินดิ่งกลับมาหาผูเยา ถามว่า
“จะให้ทำอย่างไร?”