สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 222 การเปลี่ยนแปลงของเจดีย์น้อย
ผูเยาก้าวลงมาจากแท่นบูชา มวลน้ำทรงกลมสลายไปทันที
สีหน้ามันไม่สู้ดีนัก
“เจ้าทำอะไร?” จั่วม่อสอบถาม
“ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า!” ผูเยาใบหน้ามืดมน สุ้มเสียงขุ่นมัว
เห็นสัญญาณนี้ จั่วม่อก็ทราบว่าไม่สามารถง้างปากผูเยา จึงหวนกลับไปทำเรื่องของ
ตนต่อไป เกองานยุ่งวุ่นวายมาก!
มันเริ่มสร้างหุ่นเชิดเพื่อใช้ในเหมืองที่หาดประตูหิน ซึ่งกำลังจะตกอยู่ในมือของมัน
ในไม่ช้า กับศิษย์น้องกงซุนผู้คลั่งไคล้สงคราม มันมีความเชื่อมั่นอย่างลึกล้ำ มันไม่ทราบ
ว่าความเชื่อมั่นนี้มาจากที่ใด คิดถึงเรื่องนี้ ศิษย์น้องกงซุนก็ยังคงเป็นเพียงเณรน้อย แต่
ความเชื่อมั่นของจั่วม่อกลับไม่ได้ลดลงเพราะความเป็นเณรน้อยของศิษย์น้องแม้แต่น้อย
นี่อาจเป็นผลตกค้างในใจมันหลังจากพ่ายแพ้หมากรุกสงครามหลายกระดาน
กระมัง? จั่วม่อรำพึงในใจ
หุ่นเชิดมีวิธีการสร้างมากมาย ที่พบโดยทั่วไปเป็นวิธีการอันหยาบกระด้างและตื้น
เขินที่สุด คือใช้ไม้ไผ่และกระดาษสร้างหุ่นเชิด ส่วนระดับสูงขึ้นมาจะใช้สิ่งของเช่น
ซากศพ หลังจากเสียชีวิต ซากศพจะถูกฝังไว้ใต้พื้นดิน ซึมซับปราณหยินและพลังกร่อน
สลายเป็นเวลานาน ก่อเกิดคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมบางประการ แต่ในสายตาของสำนัก
หลายแห่ง การใช้ซากศพยังคงเป็นสิ่งต้องห้าม อย่างไรก็ตาม วิธีหลอมสร้างซากศพไม่
ยุ่งยากซับซ้อน ทั้งยังหาไม่ยากนัก พวกมันเพียงต้องการซากศพที่เหมาะสม หลอมสร้าง
ปรับแต่งสักเล็กน้อย ก็จะได้พลังอำนาจมหาศาล
ซากศพส่วนใหญ่ที่นำมาใช้หลอมสร้างมักไม่ใช่ซากศพมนุษย์ เนื่องเพราะไม่มีผู้ใด
ต้องการให้ซากศพของตนถูกทำลายหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นส่วนมากใช้ซากศพ
ของสัตว์ร้าย
แต่จั่วม่อไม่ได้อยู่ในสถานที่ที่จะสามารถหาซากศพสัตว์ร้ายได้มากมาย วิธีหลอม
สร้างซากศพไม่เหมาะสำหรับมัน ดังนั้นตัดสินใจใช้วิธีสร้างหุ่นเชิดกระดาษอันเรียบง่าย
ที่สุด ใช้ไม้ไผ่เป็นโครงกระดูก ร่างกายทำจากกระดาษ หุ่นเชิดกระดาษใช้การไม่ได้มาก
นัก แต่สำหรับทำเหมืองแร่ สมควรเพียงพอแล้ว
จั่วม่อตกลงใจทดลองสร้างดูสักตัวหนึ่งก่อน
มันหยิบไม้ไผ่เซียงเฟยระดับสองกับกระดาษเหลืองระดับสองออกมา เพียงไม่นาน
ให้หลัง มันก็สร้างคนกระดาษออกมาสำเร็จตัวหนึ่ง จั่วม่อเพิ่งลองทำดูเป็นครั้งแรก ฝีมือ
ยังคงหยาบกร้าน คนกระดาษรูปโฉมแปลกพิกลยิ่ง แต่จั่วม่อไม่ได้ใส่ใจ รีบนำพู่กันกับสี
ชาดออกมา วาดลวดลายอักขระยันต์ลงบนร่างคนกระดาษ
(ไผ่เซียงเฟย – ไผ่ชนิดหนึ่ง บนลำไผ่มีลายกระดำกระด่างเป็นจุดๆ)
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง คนกระดาษก็เต็มไปด้วยลวดลายเส้นหวัดทั่วทั้งร่าง จั่วม่อวาง
พู่กันลงอย่างพออกพอใจ
จั่วม่อก้มลง จับคนกระดาษไว้ตรงหน้า ห่อปากพ่นลมหายใจที่เต็มไปด้วยพลังปราณ
ลงไปยังคนกระดาษ ยันต์สีชาดสว่างวาบ คนกระดาษเริ่มเคลื่อนไหวท่ามกลางกลางเสียง
เสียดสี โยกซ้ายส่ายขวา ดิ้นรนลุกขึ้นยืน
คนกระดาษมีส่วนสูงหนึ่งฉื่อ ขณะที่มันเดิน ได้ยินเสียงเสียดสีของไม้ไผ่กับกระดาษ
ดังออกมาไม่จบสิ้น จั่วม่อเพ่งจิตวูบหนึ่ง คนกระดาษชูสองมือขึ้นสูงอย่างงุ่มง่าม ทำเอา
ผู้คนอดห่วงกังวลไม่ได้ ว่าเจ้าหุ่นเชิดกระดาษอาจฉีกขาดเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ
วู้ม!
ทันใดนั้นแขนของคนกระดาษเหยียดพุ่งออกมาเป็นริ้วกระดาษเหลืองกว้างเท่าฝั่า
มือ ย้อนแย้งกับความงุ่มงามเงอะงะของคนกระดาษ ริ้วกระดาษเหลืองคล่องแคล่วปราด
เปรียวยิ่ง ฉกรัดใส่ก้อนหินขนาดเท่ากำมืออย่างแม่นยำ จากนั้นริ้วกระดาษหดตัวกลับมา
ยังคนกระดาษ พร้อมก้อนหินที่ยังอยู่ในมือของมัน
น่าสนใจ!
จั่วม่อมองคนกระดาษ รู้สึกน่าเล่นยิ่ง มันเริ่มควบคุมคนกระดาษให้เคลื่อนไหว
สารพัดท่วงท่า สนุกสนานอยู่ครู่หนึ่ง คนกระดาษพลันทรุดแปะลงกับพื้น ไม่ว่าจั่วม่อจะ
เร่งเร้าเท่าใด ก็ไม่ยอมลุกขึ้นอีก จั่วม่อรีบตรวจดู พบว่าพลังปราณของเจ้าคนกระดาษ
หมดสิ้นไปเสียแล้ว
นี่ไม่เข้าทีนัก หากเพียงใช้งานเท่านี้พวกมันก็หมดพลังเสียแล้ว หุ่นเชิดกระดาษก็
ไม่ได้มีคุณค่าอันใด มันต้องหาวิธีการเพิ่มพลังปราณให้แก่คนกระดาษ จั่วม่อจ้องมองคน
กระดาษที่พังพาบอยู่ตรงหน้า ในใจครุ่นคิดเงียบๆ
สิ่งที่มันใช้เป็นวัตถุดิบระดับต่ำทั้งหมด ของเหล่านี้ย่อมไม่อาจเก็บกักพลังปราณไว้
ได้มากนัก นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหุ่นเชิดระดับต่ำทุกประเภท
จั่วม่อทันใดนั้นตาลุกวาบ ฉุกคิดถึงเรือเมล็ดอินทผลัมคู่ชีพ ยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ!
ยุทธภัณฑ์เวทจิงสือใช้จิงสือเป็นแหล่งพลังงานโดยตรง ใช้งานได้ยาวนานมาก! ขบคิด
อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ มันก็สรุปว่าจุดเด่นของยุทธภัณฑ์เวทจิงสือนี้เหมาะสมกับความ
ต้องการของมันพอดี
มันไม่ได้คิดหวังให้หุ่นเชิดเหล่านี้ทำการต่อสู้ฆ่าฟัน พวกมันเพียงแค่ต้องทำงานหนัก
ใช้แรงงานอยู่ในเหมือง แหล่งพลังปราณอันมั่นคงต่อเนื่องอย่างจิงสือ จะเติมเต็มความ
ต้องการนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ขบคิดจนปรุโปร่งทุกด้าน แน่ใจว่าสมควรไม่มีปัญหา จั่วม่อทำการปรับปรุงทันที
ภายในร่างกายของหุ่นเชิดกระดาษ มันใช้เส้นไม้ไผ่บางๆ ถักประสานเป็นรังไม้ไผ่ที่
สามารถใส่จิงสือลงไป จากนั้นเพิ่มลวดลายอักขระยันต์ตามโครงกระดูกไม้ไผ่
หุ่นเชิดกระดาษที่ถูกปรับปรุงเต็มไปด้วยพลังงานล้นปรี่ หลังจากเล่นสนุกอยู่หลาย
ชั่วยาม ยังไม่มีร่องรอยของความอ่อนล้าแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อพบปัญหาใหม่ในทันที หุ่นเชิดกระดาษแม้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
แต่หลังจากผ่านไปหลายชั่วยาม จั่วม่อที่ต้องคอยควบคุมบังคับกลับเป็นฝั่ายเหน็ด
เหนื่อยเสียเอง ปัญหานี้สำคัญยิ่ง หุ่นเชิดกระดาษจะนำไปใช้ทำเหมือง
แต่ตัวมันย่อมไม่สามารถอยู่ในเหมืองเพื่อคอยควบคุมพวกมันได้ตลอดเวลา นั่นจะ
ต่างอันใดกับการทำเหมืองด้วยตัวเองเล่า
จั่วม่อจะต้องหาวิธีให้หุ่นเชิดกระดาษทำงานด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้ตัวมัน
คอยควบคุม หากสามารถทำเช่นนั้นได้จริง แม้ว่าประสิทธิภาพในการทำงานจะไม่สูงนัก
แต่มันสามารถลดภาระหนักในการทำเหมืองได้ จะอย่างไรมันก็สามารถเพิ่มประชากร
คนกระดาษได้อย่างเต็มที่!
แต่ไม่นานจั่วม่อก็พบว่าปัญหานี้อยู่นอกเหนือจากขีดความสามารถของมันไปแล้ว
เพื่อให้หุ่นเชิดสามารถเข้าใจสิ่งที่มันสั่งให้ทำ นั่นหมายความว่าพวกมันต้องมีสติปัญญา
การทำให้พวกมันมีสติปัญญามีหลายวิธี แต่ไม่ว่าวิธีใด ก็ไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นหนิงม่ายอย่าง
มันจะมีปัญญาทำได้
หรือจะต้องล้มเลิกความคิดอันดีงามนี้จริงๆ?
จั่วม่อขมวดคิ้วมุ่น ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เท่านั้น ตัวมันเองก็มีสิ่งที่ต้องทำมากขึ้นเรื่อยๆ
หากสามารถแบ่งแยกตัวเองออกเป็นสองคนได้ก็จะดีที่สุด …แบ่งตัวเอง…เป็นสองคน…
ความคิดหนึ่งวาบขึ้นประหนึ่งสายฟั้าฟาดลงกลางใจ
เจดีย์น้อย!
หากมีสิ่งใดที่สามารถแทนที่มัน ทั้งยังเชื่อมโยงจิตใจกับมัน นั่นย่อมเป็นเจดีย์น้อย!
เจดีย์น้อยเมื่อสามารถควบคุมค่ายกลใหญ่โตและซับซ้อนอย่างค่ายกลวงแหวนฟั้า
สำเนียงจันทร์ ให้ควบคุมหุ่นเชิดกระดาษไม่กี่สิบตัวไม่ต่างอันใดกับขนมหวาน
ไม่เลว! ไม่เลว! เจดีย์น้อยย่อมเป็นผู้คุมงานที่สมบูรณ์พร้อมที่สุด จั่วม่อมีความมั่นใจ
ขึ้นมาทันที
ฮะ เจดีย์น้อยอยู่ที่ใด?
กวาดตามองรอบๆ ไม่เห็นแม้แต่เงาของเจดีย์น้อย จั่วม่อเพ่งจิต คิดติดต่อกับเจดีย์
น้อย แต่พบว่าสายใยเชื่อมโยงระหว่างมันกับเจดีย์น้อยคล้ายถูกพลังที่มองไม่เห็นชนิด
หนึ่งกั้นขวางเอาไว้
จั่วม่ออกสั่นขวัญแขวนขึ้นมา รีบออกตามหาทันที
ในไม่ช้าจั่วม่อก็พบเจดีย์น้อยอยู่ตรงมุมห้อง เจดีย์น้อยลอยนิ่งงันกลางอากาศ
ล้อมรอบด้วยแรงกดดันอันไร้รูปร่าง
นกโง่เดินวนรอบตัวเจดีย์น้อยด้วยฝีเท้านกอันเย่อหยิ่งจองหองของนาง บางครั้งเผย
ท่าทีกังวลใจ เจ้าดำน้อยไต่วนอยู่บนเพดาน หนวดสองเส้นบนหัวโบกไปมาไม่หยุดยั้ง
เห็นนกโง่กับเจ้าดำน้อยคอยเฝั้าปกปั้องเจดีย์น้อย จั่วม่อในใจอุ่นวาบขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ความอบอุ่นใจก็ถูกทุบตีแตกกระจายเป็นชิ้นๆ ทันที เมื่อนกโง่กลอก
ตามองมันอย่างดูแคลน นกโง่รั้งสายตากลับ เชิดหัวนกจนสูงชัน เดินกรีดกรายอย่าง
เยือกเย็นต่อไป เทียบกับความกระด้างกระเดื่องของนกโง่แล้ว เจ้าดำน้อยอ่อนโยนเชื่อ
ฟังกว่ามาก รีบไต่ลงมาจากเพดาน ปีนขึ้นมาบนขา จนมาถึงฝั่ามือของจั่วม่อ หนวดสอง
เส้นบนหัวโบกไปมาอย่างยินดี
“ดีมาก! เจ้านี่น่ารักจริงๆ!” จั่วม่อนำโอสถปราณออกมาอย่างจงใจ วางไว้ตรงหน้า
เจ้าดำน้อย เจ้าดำน้อยรีบเคี้ยวกินอย่างเริงร่า
นกโง่ตอบโต้ด้วยการเหลือกตาขึ้น เต็มไปด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยาม นิ่งค้างอยู่
ในท่านั้น
จั่วม่อขุ่นแค้นแน่นอก แต่ในเวลานี้เอง แสงห้าสีพลันส่องวาบออกมาจากร่างเจดีย์
น้อย
ที่แท้เจดีย์น้อยกำลังยกระดับ!
ความขุ่นเคืองในใจจั่วม่อหายวับไปทันที จ้องมองตาไม่กะพริบ นกโง่ก็หยุดเดิน
มองดูเจดีย์น้อยเช่นกัน ความห่วงกังวลในสายตานางไม่อาจปิดซ่อนได้อย่างสมบูรณ์
เจดีย์น้อยเป็นยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณของจั่วม่อ ตั้งแต่เจดีย์น้อยถือกำเนิด จั่วม่อก็
เลี้ยงดูมันด้วยยุทธภัณฑ์เวทกับกระบี่บินจำนวนมหาศาลมาโดยตลอด จั่วม่อย่อมไม่
แปลกใจหากเจดีย์น้อยจะยกระดับขึ้น เกี่ยวกับเรื่องยุทธภัณฑ์เชื่อมวิญญาณ จั่วม่อมี
ความรู้น้อยนิดจนน่าเวทนา อีกทั้งระดับของยุทธภัณฑ์เวทปกติก็ไม่สามารถใช้กับเจดีย์
น้อยได้
อย่างไรก็ตาม มันก็แค่จำเป็นต้องรู้ว่าเจดีย์น้อยกำลังจะแข็งแกร่งขึ้นก็พอแล้ว
จั่วม่อปลอบใจตัวเอง
ร่างเจดีย์น้อยมีห้าชั้น แทนดินน้ำไฟไม้ทองทั้งห้าธาตุ แต่ละชั้นเปล่งแสงที่แตกต่าง
กันออกมา แสงห้าสีผสานรวม แล้วโคจรเป็นวงกลมปกคลุมรอบกายเจดีย์น้อย ภายใน
กลุ่มแสงห้าสีเห็นเจดีย์น้อยหมุนคว้างดุจกังหัน แสงสว่างยิ่งเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ เจดีย์น้อย
ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยแสงห้าสีแจ่มจรัสบาดตา สุดท้ายสว่างจ้าจนมองไม่เห็นอีกต่อไป
กลุ่มแสงห้าสีบัดเดี๋ยวมืดบัดเดี๋ยวสว่าง ราวกับกำลังหายใจเข้าออก สะท้อนอยู่บน
ใบหน้าของจั่วม่อ สามารถมองเห็นความตึงเครียดในดวงตาของมันได้ชัดเจน
การยกระดับนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับเจดีย์น้อย?
สว่างจ้ามืดสลัวสับเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่หลายรอบ กลุ่มแสงห้าสีค่อยมั่นคงขึ้น
จั่วม่อหลับตาหลบแสง มันรู้สึกได้อย่างเลือนรางถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างเจดีย์
น้อย
กลุ่มแสงห้าสีอันมั่นคงค่อยๆ มืดลง จนกระทั่งแสงทั้งหมดเลือนหายไป
เห็นเจดีย์น้อยร่างอ้วนกลมสมบูรณ์กว่าเดิม แม้แต่ปลายแหลมอันคมกล้าเวลานี้ยัง
แทบจะกลมดิก ชายคากว้างขึ้น โค้งมนมากขึ้น ทำให้ผู้คนรู้สึกจ้ำม่ำราวกับเลือดเนื้อของ
มนุษย์ น้ำเต้าเล็กๆ ที่ห้อยอยู่ใต้ชายคามีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย กลมมนอวบอ้วนมาก
กว่าเดิม
จั่วม่ออ้าปากค้าง
ทุกวันนี้ กระทั่งเจดีย์ยังอ้วนได้ด้วย?
เจดีย์น้อยส่ายร่างไปมา เจดีย์ห้าชั้นอ้วนจ้ำม่ำเปิดๆ ปิดๆ ราวกับมือเล็กๆ ห้ามือ
กำลังโบก ดูเหมือนว่ายังไม่ตื่นเต็มที่ ยังคงมึนงงวิงเวียนอยู่บ้าง แต่แล้วมันก็พบเห็นนกโง่
ที่เฝั้าระวังอยู่ด้านข้างอย่างรวดเร็ว
ร่างเจดีย์เปิดออกทั้งห้าชั้น เจดีย์น้อยส่ายน้ำเต้าอ้วนๆ อย่างรื่นเริง กระโดดโลดเต้น
เข้าหานกโง่ จากนั้นพ่นเม็ดโคลนสีเทาออกมา
นกโง่ใช้ปากงับก้อนโคลนสีเทาอย่างชำนิชำนาญ กลืนกินลงไปในพริบตา
สุ้มเสียงปวดร้าวแสนสาหัสดังสะท้านขึ้นไปถึงชั้นฟั้า!
“พวกเจ้า! ข้าว่าแล้ว ข้าคิดอยู่แล้วเชียว ว่าไฉนสิ่งนี้ไม่ได้ปรากฎออกมาตั้งนานแล้ว
ที่แท้พวกเจ้าแอบกินลงไป!”
จั่วม่อชี้นิ้วสั่นระริก คำรามอย่างเกรี้ยวกราด มันรู้สึกว่าหัวใจถูกร้อยมีดแทง
กระหน่ำ! สวรรค์! เม็ดโคลนสีเทาที่เจดีย์น้อยพ่นออกมาเป็นวัตถุดิบที่ไม่จัดอยู่ในห้าธาตุ!
เห็นนกโง่กลืนกินลงไปในคำเดียว จั่วม่อรู้สึกฟั้าดินพลิกคว่ำ คล้ายเห็นคลื่นจิงสือสูง
เสียดฟั้าหายเข้าไปในปากนกโง่ราวกับวาฬดูดน้ำเข้าไปครึ่งทะเล!
เจ็บปวด! เจ็บปวดแทบตายแล้ว!
เจ้าดำน้อยผู้กำลังขบเคี้ยวอย่างมีความสุข พลันตัวแข็งทื่อ หนวดสองเส้นแข็งค้าง
อยู่กลางอากาศ ค่อยๆ กระถดถอยไปช้าๆ ทีละก้าว ทีละก้าว เชื่องช้าพอๆ กับเต่าขา
เจ็บ พอเห็นว่าจั่วม่อไม่ทันสังเกตเห็นมัน เจ้าดำน้อยก็พุ่งวาบดุจลำแสงสีดำ ออกห่าง
จากจั่วม่อ แล้วหายวับไป
จั่วม่อเข้าใจอย่างฉับพลัน เค้นเสียงลอดไรฟัน”เจ้าดำน้อย ที่แท้เจ้าก็รวมหัวด้วย!”
เจดีย์น้อยแอบหลังนกโง่อย่างขลาดเขลา ร่างอ้วนกลมสั่นเทา
มีเพียงนกโง่ที่ไม่ได้รู้สึกรู้สา ชายตามองจั่วม่อแวบหนึ่ง ดวงตานางดูถูกเหยียดหยาม
อย่างเปียมล้น นางหันไปจิกเจดีย์น้อยเหวี่ยงขึ้นไปขี่หลัง แล้วเดินเชิดหน้าด้วยฝีเท้านก
จากไปด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่ง บนเส้นขนบนหลังของนาง เห็นเจ้าดำน้อยเกาะแน่น เด้งขึ้น
เด้งลงตามจังหวะก้าวเดินของนกโง่ ทั้งสามจากไปในลักษณะนี้เอง
จั่วม่อขุ่นแค้นแน่นอกจนแทบกระอักเลือดออกมา
กงซุนชาดึงสายตาอันขุ่นมัวกลับมา การสร้างหน่วยรบใหม่และฝึกปรือจนกว่าพวก
มันจะมีความสามารถในการสู้รบขั้นต่ำ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ภายในหมากรุกสงคราม
การฝึกอบรมเช่นนี้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี นอกจากนั้นยังต้องพึ่งพาประสบการณ์รบ
จริงมากกว่าสองครั้ง
และนี่ยังถือได้ว่าเพิ่งเป็นรูปเป็นร่างเท่านั้น ยังห่างไกลจากกองกำลังที่ใช้การได้อีก
มาก สำหรับกองกำลังชั้นยอดอันเพียบพร้อม นับว่าห่างไกลอีกกว่าแปดหมื่นหนึ่งแสนลี้
อย่างไรก็ตาม กองกำลังที่อยู่ตรงหน้ามันนี้ แม้ยังห่างไกลจากกองทหารในใจ
กงซุนชาอยู่ช่วงใหญ่ แต่ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้ว
ตัวอย่างเช่นระเบียบวินัย หรืออย่างเช่นการประสานงานที่ยังไม่ค่อยดีนัก
การฝึกอบรมต้องใช้เวลา ไม่มีกลวิธีอะไรมากนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีหนทางลัด
อย่างเช่นการรบจริง การรบจริงมักสามารถยกระดับความเข้มแข็งของกองกำลังได้อย่าง
รวดเร็ว
กงซุนชามองไปยังที่ห่างไกล ดวงตามืดมนลง รอยยิ้มเย็นชาโหดเหี้ยมจุดขึ้นที่มุม
ปาก
ในอาณาจักรขุนเขาน้อย นรกแห่งการต่อสู้แห่งนี้ ยังต้องกังวลว่าจะไม่มีโอกาสทำ
สงครามจริงอีกหรือ?