สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 224 การชี้แนะของผูเยา
ผูเยาแม้กล่าวว่าง่ายดาย แต่การก่อเกิดอภิญญาไหนเลยจะง่ายดายปานนั้น ร่างกาย
ของจั่วม่อ หลังจากถูกเปลี่ยนแปลงขัดเกลาด้วยปราณพิภพตลอดมา ก็สามารถรองรับ
ปราณพิภพได้มากขึ้น จั่วม่อใช้เวลาทั้งหมดดูดซับปราณพิภพ เมื่อปราณพิภพแทรกซึม
เข้าไปในร่าง ก็แยกกออกเป็นกระแสธารหลายร้อยสาย แผ่กระจายไปยังทุกซอกทุกมุม
ภายในร่างกายของจั่วม่อ
จั่วม่อรู้สึกมีเรี่ยวแรงเปียมล้นสมบูรณ์ รอยสักรูปยอดเขาบนฝั่ามือค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
เป็นลำดับ
ตามคำของผูเยา วิชาเสริมสร้างสังขารของมันอาจเรียกได้ว่าในที่สุดก็ข้ามผ่านธรณี
ประตูไปแล้ว ระหว่างที่ดูดซับปราณพิภพ จั่วม่อได้ลิ้มรสชาติความแตกต่างระหว่างวิชา
เสริมสร้างสังขารกับการฝึกปรือกระบี่ เทียบกับเคล็ดวิชากระบี่ที่ลึกซึ้งซับซ้อนแล้ว วิชา
เสริมสร้างสังขารเรียบง่ายกว่ามาก มันเพียงแค่ต้องชักนำปราณพิภพไปยังทุกซอกทุก
ส่วนในร่างกายอย่างต่อเนื่อง ทำการขัดเกลาสังขารอย่างไม่หยุดยั้ง วิชาเสริมสร้างสังขาร
อาจเรียกได้ว่าเป็นการทดสอบความอดทนของมันมากกว่าสิ่งอื่นใด
จั่วม่อชักนำปราณพิภพเข้าสู่เลือดและกระดูก ค่อยๆ ขัดเกลาไปทีละชุ่นๆ ก่อนหน้า
นี้ปราณพิภพในร่างกายของมันถูกผูเยาบังคับสูบออกไปหลายครั้งหลายหน จั่วม่อคุ้น
เคยกับขั้นตอนนี้มาก แทบไม่ต้องใช้ความพยายามอันใด มีปราณพิภพบางส่วนไม่
สามารถดูดซึมได้ โคจรอยู่ระหว่างเลือดเนื้อของมันอย่างอิสระ จั่วม่อก็ไม่เร่งรัด การขัด
เกลาเป็นงานหนักที่ต้องใช้เวลา ต่อให้รีบร้อนก็ไม่บรรลุ เลือดเนื้อกระดูกเส้นเอ็นใน
ร่างกายมันคล้ายการหายใจ เมื่อดูดซับปราณพิภพได้ถึงระดับหนึ่ง จะอยู่ในความอิ่มเต็ม
จั่วม่อยืนงอเข่าเล็กน้อย สองมือห่อหุ้มด้วยแสงสีน้ำเงินเข้ม ใช้สองมือตบฟาดใส่
ร่างกายของตนไม่หยุดยั้ง ตบฟาดครั้งหนึ่ง ร่างก็สะท้านเบาๆ หนหนึ่ง ราวกับถูกสายฟั้า
แล่นจู่โจม ทั้งคันทั้งชาอย่างบอกไม่ถูก
การตบฟาดแต่ละครั้ง ทำให้ปราณพิภพส่วนใหญ่แตกสลายเป็นอนุภาคเล็กละเอียด
กว่าฝุั่นธุลี เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ จั่วม่อระดมตบฟาดอย่างต่อเนื่องหนึ่งชั่วยามเต็ม ก่อนจะ
หยุดมือ ปราณพิภพที่เข้าสู่ร่างกายในวันนี้ล้วนถูกดูดซับเข้าไปในเลือดเนื้อกระดูกเส้น
เอ็นจนหมดสิ้น
มันยืนเหยียดตรง ร่างกายแทนที่จะเหนื่อยล้า กลับสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก มัน
ทราบว่าขอเพียงยืนหยัดฝึกปรือต่อไป ร่างกายของมันจะแข็งแกร่งทนทานขึ้นเป็นลำดับ
ยากจะได้รับความเสียหายเฉกเช่นยุทธภัณฑ์เวทชิ้นหนึ่ง
มันคล้ายชมชอบวิชาเสริมสร้างสังขารขึ้นมาทันที หากเทียบกับเซียนกระบี่ เหล่า
นักบวชเซนซึ่งฝึกปรือวิชาเสริมสร้างสังขารไม่อาจเทียบพวกมันได้ในเรื่องสภาวะจู่โจม
แต่การขัดเกลาทีละน้อยๆ ช่วยสั่งสมความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง ทุกรูขุมขนในร่างกาย
รู้สึกแข็งแกร่งขึ้นทุกวันๆ คนคล้ายทนทานขึ้นทุกขณะ
นักบวชเซนมากมายชั่วชีวิตไม่เคยใช้ยุทธภัณฑ์เวท เนื่องเพราะเวลาทั้งหมด ความ
พยายามทั้งมวล ล้วนทุ่มเทขัดเกลาสังขารของตน ต่อให้เทียบกับยุทธภัณฑ์เวทสุดแกร่ง
สังขารของพวกมันก็ไม่ได้ด้อยกว่าแม้แต่น้อย นักบวชเซนหลังจากสิ้นชีพ สังขารร่างกาย
ของพวกมันเป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุดสำหรับหลอมสร้างซากศพ แต่ไม่มีผู้ใดหาญกล้าทำ
เช่นนั้น ไม่ว่าซิวเจ่อหน้าไหนหากกล้ากระทำเรื่องเช่นนี้ เหล่านักบวชเซนทุกรูปทุกนาม
จะล่าสังหารมันโดยไม่มีข้อยกเว้น
“ปิศาจคือสุดยอดแห่งวิชาเสริมสร้างสังขาร วัชรสูตรน้อยที่เจ้าฝึกปรืออาจระดับต่ำ
ไปบ้าง แต่ใช้สร้างรากฐานก็ไม่เลวนัก” ผูเยากล่าวอย่างเย็นชา เมื่อใดที่กล่าวถึงบางสิ่งที่
เกี่ยวพันกับปั้ายหินสุสาน มันไม่เคยมีน้ำเสียงที่ดี “หากกล่าวจากแก่นแท้ มนุษย์ไม่
เหมาะสมกับวิชาเสริมสร้างสังขาร”
“เนื่องเพราะไม่มีแผนผังปิศาจใช่หรือไม่?” จั่วม่อตอบสนองทันควัน
“ถูกต้อง อาศัยแผนผังปิศาจ ผลของวิชาเสริมสร้างสังขารจะเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่า
สำหรับการขัดเกลาสังขาร พลังปราณก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด พลังปราณมีฝีมือที่การ
เปลี่ยนแปลงเสียมากกว่า
เหล่านักบวชเซนคือกลุ่มคนที่ตอนนั้นไม่มีเคล็ดวิชากระบี่ ไม่มีทางอื่นให้เลือก นอก
เสียจากลอกเลียนวิชาเสริมสร้างสังขารจากเผ่าปิศาจ และเรียนรู้ได้สำเร็จเพียงครึ่ง
เท่านั้น”
ผูเยายามกล่าวถึงนักบวชเซน น้ำเสียงอัดแน่นไปด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยาม
จากนั้นกล่าวต่อด้วยสุ้มเสียงเย็นเยือก “ปิศาจแตกฉานวิชาเสริมสร้างสังขาร แต่ก็มีโลก
แห่งความแตกต่างอยู่ในนั้น ทักษะปิศาจเสริมสร้างสังขารที่ดีขึ้นสักหน่อย ล้วนมีกฏการ
สืบทอดมรดกที่เข้มวด ฮึ่ม ฮึ่ม มรดกของอสูรปิศาจยังเข้มงวดกว่าซิวเจ่อเสียอีก”
“ปิศาจสืบทอดมรดกอย่างไร?” จั่วม่อสนอกสนใจยิ่ง ถามอย่างกระหายใคร่รู้
“มรดกที่ดีที่สุดในอาณาจักรปิศาจแต่ละแห่ง ส่วนมากจะอยู่ในมือของปิศาจที่
เหนือกว่าด่านเจียง* ขึ้นไป พวกมันเป็นเหมือนเจ้าพระยาผู้หนึ่ง ปกครองปิศาจระดับต่ำ
กว่าจำนวนมากภายในอาณาจักรของตน ในอาณาจักรปิศาจไม่ว่าที่ใด มรดกก็แสดงถึง
ความแข็งแกร่ง ต้องการเรียนรู้มรดกที่สูงขึ้น ต้องอุทิศตนเฝั้าจงรักภักดีต่อนายเหนือหัว
ของพวกมันอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ต่อไปในภายหน้า หากเจ้าพบพานกองทัพปิศาจ ต้อง
ระมัดระวังให้มาก”
(ปิศาจด่านเจียง – แม่ทัพ เป็นด่านที่ห้า เทียบเท่าหยวนอิง)
“เพราะเหตุใด? พวกมันแข็งแกร่งกว่ากองทัพอสูรอีกหรือ?” จั่วม่อแตกตื่นอยู่บ้าง ใน
ความเห็นของมัน กองทัพอสูรที่พบพานในวันนั้น ก็แข็งแกร่งพอจะทำให้ผู้คนไม่คิด
ต่อต้านแล้ว
“กองทัพอสูรแม้เชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด แต่หากกล่าวถึงการเชื่อฟัง ในโลกไม่มี
กองทัพใดสามารถยกขึ้นเทียบกองทัพปิศาจ กฏกองทัพของทัพปิศาจเข้มงวดมากเสียจน
ไม่มีผู้ใดเหนือไปกว่านี้ได้ ปิศาจด่านเจียงแต่จะตนจะมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่พร้อมสละชีวิต
เพื่อมันหลายร้อยคน เหี้ยมหาญ ไม่หวั่นเกรงความตาย
เชื่อฟังคำสั่งจนถึงขั้นคลั่งไคล้ ตราบเท่าที่ปิศาจด่านเจียงผู้เป็นราชันไม่โง่งม
จนเกินไป ไม่ว่ากองทัพใดเผชิญหน้าพวกมัน ล้วนต้องปวดเศียรเวียนเกล้า”
“พวกมันไม่กลัวตาย?” จั่วม่อสงสัยใจยิ่ง มันแทบไม่อาจเข้าใจความจงรักภักดีจนถึง
ขั้นหน้ามืดตามัว ไม่ใช่ว่ามันไม่เชื่อถือความจงรักภักดีเช่นนี้ แต่มันคิดว่า ความจงรักภักดี
เช่นนี้อาจปรากฎขึ้นในผู้คนสองสามคนเท่านั้น แต่หากทั้งกองทัพล้วนไม่กลัวตาย
เช่นเดียวกัน นี่นับเป็นความน่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงขั้นใด!
“เนื่องเพราะมรดกทักษะปิศาจที่ข้ากล่าวถึงอยู่นี่อย่างไรเล่า ไม่ว่ามรดกทักษะปิศาจ
ชั้นสูงชนิดใด จะมีเคล็ดลับปลุกสติปัญญาพิเศษเฉพาะ สามารถเปิดขุมปัญญาและความ
ฉลาด สิ่งที่ผู้คนมักเล่าขานคือเผ่าปิศาจเกิดจากสัตว์ร้ายที่มีสติปัญญา แต่อันที่จริง
ที่สามารถเรียกว่าปิศาจได้ ต้องมีเงื่อนไขข้อหนึ่ง นั่นคือสติปัญญาของพวกมันต้องถูก
ปลุกให้ตื่นรู้ขึ้นมาแล้ว เบื้องหลังปิศาจทุกตนคือเผ่าพันธุ์ของพวกมัน แต่เพื่อกลายเป็น
ปิศาจที่แท้จริง สติปัญญาของพวกมันจะต้องถูกปลุกให้ตื่นขึ้น มีเพียงสัตว์ร้ายที่
สติปัญญาตื่นรู้ขึ้นมาแล้วจึงจะสามารถฝึกปรือทักษะปิศาจได้ เมื่อพวกมันสละชีพภายใต้
คำสั่งของนายเหนือหัว เผ่าพันธุ์ของพวกมันจะได้รับประโยชน์ และได้รับโอกาสปลุก
สติปัญญาของคนในเผ่าให้กลายเป็นปิศาจมากขึ้น นี่คือกฏตามธรรมชาติของอาณาจักร
ปิศาจแห่งพิภพมาร ไม่ว่าปิศาจด่านเจียงผู้ปกครองอาณาจักรใดล้วนปฎิบัติเช่นนี้”
“ไฉนผู้คนไม่สามารถตื่นรู้ขึ้นเอง?” จั่วม่อถาม
“การปลุกสติปัญญาของปิศาจมาพร้อมกับค่าตอบแทนอันหนักหนา ไม่ใช่ว่าผู้ใดก็
สามารถกระทำ” ผูเยามองจั่วม่อ กล่าวสืบต่อ “ย่อมมีผู้ที่เกิดมาพร้อมสติปัญญาตื่นรู้ตาม
ธรรมชาติ แต่คนเหล่านี้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย แน่นอนว่าพวกมันล้วนมีพรสวรรค์ในการ
บำเพ็ญเพียรสูงล้ำ”
“แต่เช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าพวกมันต้องเป็นข้าราชบริพารตลอดไปหรือ?”
“พวกมันก็ไม่ได้โง่” ผูเยายิ้มเย็นเยือก กล่าวว่า “เมื่อเข้าร่วมกองทัพ พวกมันจะมี
โอกาสได้รับมรดกทักษะปิศาจระดับต่ำ ต่อมาความดีความชอบทางการศึกที่พวกมันสั่ง
สมไว้ สามารถนำมาแลกมรดกที่ดียิ่งขึ้น แม้ว่าไม่สามารถได้รับทักษะปิศาจชั้นยอด แต่
มรดกที่พวกมันได้รับสามารถส่งผ่านไปยังสมาชิกในเผ่าพันธุ์ของพวกมันได้ หากพวกมัน
สามารถเข้าใจเคล็ดลับปลุกสติปัญญาด้วยตัวเอง เผ่าพันธุ์ของพวกมันก็จะเริ่มเดินไป
ตามถนนสู่ความรุ่งเรืองทันที แต่เผ่าพันธุ์ของพวกมันจะสามารถกลายเป็นชาติตระกูล
อันยิ่งใหญ่หรือไม่ นั่นก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้ว”
“แล้วอสูรสืบทอดมรดกอย่างไร?” จั่วม่อยิ่งฟังยิ่งอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น
“กลุ่มเผ่าพันธุ์ของอสูรยิ่งซับซ้อนกว่าซิวเจ่อหรือปิศาจเสียอีก ในพิภพอสูร มรดกชั้น
ต่ำเป็นเรื่องง่ายดายที่จะเรียนรู้” ผูเยามีสีหน้าหวนรำลึก
“การสืบพันธุ์ของพวกเราไม่ได้ยากเย็นเท่าพวกปิศาจ อสูรทารกตั้งแต่แรกเกิดจะ
ได้รับการศึกษาศาสตร์อสูรชั้นต่ำจากเผ่าพันธุ์ของตน และเมื่อพวกมันมีอายุครบกำหนด
จะถูกจัดส่งเข้าสู่ตำหนักศาสตร์อสูร และได้เรียนรู้ศาสตร์อสูรชั้นสูงจากตำหนักที่เข้าไป
สังกัด สิ่งที่ดีที่สุดของการเข้าศึกษาในตำหนักศาสตร์อสูร คือจะมีโอกาสได้ติดตามอสูรที่
ทรงพลัง และสามารถเรียนรู้ศาสตร์อสูรชั้นสูงขึ้นไปอีกขั้น”
จั่วม่อฟังไปก็อ้าปากค้างไป มันคิดอยู่เสมอว่าโลกของอสูรปิศาจเต็มไปด้วยความ
วุ่นวายและการรบราฆ่าฟัน แต่ฟังจากผูเยา ดูเหมือนพวกมันสงบสุขเสียยิ่งกว่า
อาณาจักรของซิวเจ่อเสียอีก
คล้ายทราบว่าจั่วม่อกำลังครุ่นคิดสิ่งใด ผูเยาแย้มยิ้มเย็นชา
“อย่าได้เห็นว่าสวยสดงดงามไป ไม่ว่าเจ้าไปยังที่ใด เล่ห์เพทุบายและความโหดร้าย
ในเงามืดย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ทั้งนั้น” กล่าวถึงเรื่องนี้ ผูเยาดูเหมือนจะคิดถึงสิ่งที่ไม่น่า
อภิรมย์ขึ้นมา สีหน้าดูขัดตาอยู่บ้าง
จั่วม่อเบ้ปาก ผูเยาใจแคบยิ่ง ผ่านมาตั้งกี่พันปีแล้ว แต่เจ้าผู้นี้ยังคงขุ่นแค้นอัดอก
ต่อไปในภายภาคหน้า มันต้องระวังอย่าได้ล่วงเกินเจ้าอสูรเฒ่าตนนี้ เจ้าผู้นี้จดจำ
ความแค้นฝังใจอย่างแท้จริง
การชี้แนะของผูเยา ล้มล้างความรู้สึกเกี่ยวกับอสูรปีศาจในใจมันไปอย่างสมบูรณ์
“พลังฝีมือของเจ้าไม่เข้มแข็งเท่าใด ทั้งเจ้ายังเรียนรู้มากมายหลายสิ่งเกินไป แม้ว่าจะ
สับสนวุ่นวายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย”
ผูเยาเริ่มเข้าเรื่อง “วัชรสูตรน้อยของเจ้าแม้ตื้นเขิน แต่นับเป็นทักษะปิศาจที่แท้จริง
ส่วนในด้านพลังปราณ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือด้านการบังคับใช้เวทวิชา หรือการควบคุมอย่าง
ชาญฉลาด เจ้าไม่ด้อยกว่าซิวเจ่อหน้าไหน ส่วนด้านพลังจิตสำนึกแทบไม่ต้องกล่าวถึง
มรรคาบำเพ็ญจิตสำนึกแห่งดวงดาว มหาหัตถ์พันใบและหัตถ์พันใบน้อย พวกมันล้วน
เป็นศาสตร์อสูรชั้นสุดยอดในหมู่ศาสตร์อสูรทั้งมวล”
“นอกจากนี้เจ้ามีฝีมือด้านค่ายกล นี่เป็นห่วงโซ่ที่สำคัญที่สุด”
ผูเยาแจกแจงอย่างฉะฉานราวกับบัณฑิตผู้รอบรู้สรรพวิชา “ไม่ว่าเวทวิชาซียน
ศาสตร์อสูร หรือทักษะปิศาจ แก่นแท้ของพวกมันล้วนเป็นแก่นแท้ของกฎเกณฑ์แห่งฟั้า
ดิน หากมิใช่ว่าเจ้าแตกฉานวิชาค่ายกล ฝึกปรือสามประเภทวิชาเซียนอสูรปิศาจพร้อม
กันเช่นนี้ ปลายทางของเจ้ามีเพียงความสับสนปนเปอันเลวร้าย พลังอำนาจสามแบบ ยิ่ง
ผ่านเวลานับเดือนนับปี พวกมันจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปคนละวิถีทางที่แตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม วิชาค่ายกลอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะเชื่อมโยงพวกมันทั้งสาม
เข้าด้วยกันสำเร็จ!”
กล่าวถึงตรงนี้ ผูเยากลายเป็นระมัดระวัง “ข้าไม่ทราบว่าเจ้าจะกลายเป็นอย่างไร
ต่อไปในอนาคต เนื่องเพราะนี่ไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อน ค่ายกลของซิวเจ่อพัฒนาเร็ว
ที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ซิวเจ่อไม่มีความรู้เกี่ยวกับอสูรปิศาจมากนัก ดังนั้นไม่เคยได้
ยินว่ามีผู้ใดประสบความสำเร็จในวิถีทางนี้มาก่อน”
“เพราะเหตุใดเล่า?” จั่วม่อรู้สึกแปลกใจยิ่ง ไฉนซิวเจ่อไม่เห็นประโยชน์เรื่องนี้ พวก
มันทำสงครามกับอสูรปิศาจมาตั้งหลายพันปี ซิวเจ่อไฉนยังคงรู้เรื่องของอสูรปิศาจเพียง
เล็กน้อยอยู่อีก?
ผูเยาคิดเหลือกตาและกล่าวแดกดันจั่วม่อในความโง่งมเรื่องประวัติศาสตร์ของมัน
แต่พอขบคิดอีกที ยังคงไม่ตอแยเจ้าเด็กน้อยนี้ก่อนจะดีกว่า ดังนั้นระงับใจเอาไว้ อดทน
อธิบายว่า “นั่นเพราะจิงสือและยุทธภัณฑ์เวทร้ายกาจเกินไป ขอเพียงมีวัตถุดิบเพียงพอ
ซิวเจ่อจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นทักษะปิศาจหรือศาสตร์อสูร แม้ว่าจะ
ได้รับพลังจากฟั้าดินช่วยเหลือ แต่ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย มีประสิทธิภาพด้อยกว่า
และเชื่องช้ากว่าการใช้จิงสือกับยุทธภัณฑ์เวทมาก ที่สำคัญทั้งทักษะปิศาจและศาสตร์
อสูรล้วนไม่เหมาะสมกับพลังปราณ ยิ่งฝึกปรือมากเท่าใด พวกมันก็จะยิ่งแตกแยกจาก
กันเท่านั้น เซียนกระบี่ไฉนร้ายกาจที่สุดในหมู่ซิวเจ่อ? เนื่องเพราะพวกมันทุ่มเทฝึกปรือ
แต่พลังปราณ ฝึกปรือแต่กระบี่เท่านั้นอย่างไรเล่า! พวกมันเพียงแค่ต้องการจิงสือ
ต้องการวัตถุดิบที่ดีกว่า ต้องการยุทธภัณฑ์เวทกับกระบี่บินที่ดียิ่งขึ้น! กล่าวถึงที่สุด
วิถีทางของซิวเจ่อคือการปล้นชิงจากธรรมชาติ! ปล้นชิงมากเท่าใด ก็แข็งแกร่งมากขึ้น
เท่านั้น”
จั่วม่อไม่ทราบจะโต้ตอบอย่างไร คิดไปคิดมา มันรู้สึกว่าวาจาของผูเยาฟังขัดหูอยู่
บ้าง แต่ก็ยังมีความจริงอยู่ไม่น้อย
“อย่างไรก็ตาม” สุ้มเสียงของผูเยาแปรเปลี่ยน กลายเป็นเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียด
หยัน” ด้วยการปล้นชิงประโยชน์จากธรรมชาติ เอาแต่พึ่งพาใช้พลังจากภายนอกมาเป็น
เวลานาน ความเข้าใจกฎเกณฑ์แห่งฟั้าดินของพวกมันจึงอ่อนด้อยลง แม้ข้าไม่ทราบว่า
สถานการณ์เวลานี้เป็นเช่นไร แต่หากข้าเดาไม่ผิด ยอดฝีมือที่แท้จริงของซิวเจ่อ เทียบกับ
หลายพันปีที่ผ่านมา เกรงว่าคงลดน้อยลงไปมาก ฮ่าฮ่า!”
จั่วม่อโคลงศีรษะ มันย่อมไม่ทราบ อาณาจักรนภาจันทร์เป็นเพียงสถานที่เล็กๆ มัน
ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอก ได้แต่ยักไหล่อย่างไม่แยแส” สนใจอันใดกับพวกมัน
มาจัดการเรื่องของพวกเราก่อนเถอะ”
ผูเยาหัวร่อฮี่ฮี่ ไม่กล่าวคำใดอีก
อาศัยคำชี้แนะของผูเยา จั่วม่อรู้สึกว่าความคิดจิตใจของมันแจ่มแจ้งกระจ่างชัด
สำหรับวิถีทางแห่งวิชาฝีมือของมันในอนาคต มันเริ่มมีความเข้าใจอย่างกว้างๆ พลัง
ปราณ พลังสังขารและพลังจิตสำนึก พวกมันเป็นตัวแทนกฎเกณฑ์สามประการที่แยก
ขาดจากกัน ของเวทวิชาเซียน ทักษะปิศาจและศาสตร์อสูร ทั้งสามเชื่อมโยงกันด้วย
สะพานเส้นเดียว … วิชาค่ายกล
นับตั้งแต่วิเคราะห์และแยกแยะสามค่ายกลออกมาจากแผนผังปิศาจแรดทองแดง
สำเร็จ ความเชื่อมั่นในใจจั่วม่อก็เพิ่มพูนขึ้นมาก
ในเวลานี้ มันจู่ๆ ก็ค้นพบความเชื่อมโยงบางประการที่เคยมองข้ามในกาลก่อน
ยกตัวอย่างเช่น ยิ่งพลังจิตสำนึกเติบโตมากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ในการควบคุมพลัง
ปราณมากเท่านั้น การที่มันสามารถควบคุมพลังปราณได้ละเอียดอ่อนอย่างน่าตระหนก
ไม่ได้เป็นผลมาจากพลังจิตสำนึกของมันที่เหนือล้ำกว่าซิวเจ่อระดับเดียวกันหรอกหรือ?
อีกทั้งจู่ๆ มันก็บังเกิดลางสังหรณ์ ว่าหลังจากที่ฝั่าด่านเสริมสร้างสังขารสำเร็จในอีก
ไม่ช้า พลังปราณของมัน เกรงว่าจะบังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง
มันอดเต็มไปด้วยความมุ่งมาดปรารถนาไม่ได้!
จั่วม่อยังไม่รู้ หรือบางทีอาจจะรู้แต่ไม่มั่นใจ วิถีทางแห่งพลังฝีมือที่แท้จริงอันสะท้าน
สะเทือนไปทั่วทั้งสามภพของมัน เริ่มต้นขึ้นจากตรงนี้เอง!
หมายเหตุ : ตำหนักศาสตร์อสูรจะคล้ายโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมากกว่า ไม่
เหมือนสำนักของพวกซิวเจ่อที่เป็นเหมือนบ้านผูกพันไปทั้งชีวิต ที่เคยกล่าวว่าเหยียนฟง
กับมู่ซีเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน ก็คือเรียนที่ตำหนักศาสตร์อสูรนี้เอง