สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 225 ฝั่าด่านเสริมสังขาร
จั่วม่อยังไม่ทันจะก่อเกิดอภิญญา กงซุนชากลับยึดหาดประตูหินสำเร็จเรียบร้อย
ประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมนี้ ทำเอาจั่วม่ออดแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝั่อไม่ได้
ความสูญเสียในคราวนี้น้อยกว่าหนก่อนมาก ซิวเจ่อที่จับกุมมาได้ ก็มากมายกว่า
คราวที่แล้วเช่นเดียวกัน
รวมอยู่ในกลุ่มนักโทษยังมีเหล่าต้าของกองกำลังนั้น เซี่ยซาน หนิงม่ายขั้นสาม
เซี่ยซานแม้ใจดำอำมหิตแต่มิใช่คนโง่งม ทันทีที่เห็นสามคลื่นพิฆาตของกงซุนชาก่อรูป
ขบวนขึ้น มันก็พลันตระหนักว่าความแข็งแกร่งของทั้งสองฝั่ายไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน
แม้ว่าด้านจำนวนคนแทบไม่แตกต่างกัน แต่หลักเหตุผลก็ทำให้มันตัดสินใจยอมจำนน
โดยไม่ลังเล
หลังจากยอมจำนน มันค่อยทราบว่าอีกฝั่ายโจมตีพวกมันเพียงเพื่อเหมืองเหล็กเงิน
กร่อนสลายของหาดประตูหิน เซี่ยซานหดหู่ใจจนแทบกระอักเลือดออกมา หากมันทราบ
แต่แรก จะรีบประคองส่งให้อย่างไม่รีรอ ในอาณาจักรขุนเขาน้อยปัจจุบัน ยังจะมีผู้ใด
สนใจทำเหมืองอีก?
หากไม่มีหุ่นเชิดหรือทาสฝึกตน ต้นทุนที่ใช้ทำเหมืองนั้นไม่อาจคาดคิดได้ เซี่ยซาน
สงสัยใจยิ่ง ไม่ว่าจะคิดเยี่ยงไรก็ไม่อาจเข้าใจว่าไฉนคนกลุ่มนี้ต้องการทำเหมือง อย่างไรก็
ตาม ต่อให้มันไม่เข้าใจเจตนาแท้จริงของอีกฝั่าย มันยังสามารถเห็นความแตกต่างของ
พลังอำนาจได้ชัดตา
ซิวเจ่อที่รอดชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้ล้วนยกขึ้นวางลงได้ มีสายตาแหลมคม คนเมื่อ
สามารถเป็นผู้นำกองกำลังหนึ่ง ไม่เพียงพึ่งพาพลังบำเพ็ญเพียรหนิงม่ายขั้นสามของมัน
เท่านั้น เซี่ยซานย่อมต้องมีฝีมือพิเศษเฉพาะของมันเอง มันสามารถมองออกว่ากลุ่มนี้
ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แตกต่างจากกองโจรพเนจรที่รวมตัวกันอย่างหลวมคลาย
โดยสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่ามีความเป็นมาลึกล้ำไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
แต่เมื่อเซี่ยซานรู้ว่ามันต้องถูกฝังอาคมหวงห้ามไว้ในร่างกาย มันก็ได้แต่เหม่อมอง
อย่างโง่งม และเมื่อพบเห็นจั่วม่อ ยังต้องตะลึงงันอีกครั้ง
เด็กน้อยที่อยู่ในด่านหนิงม่ายขั้นแรก…
จั่วม่อเรียกได้ว่าช่ำชองชำนาญการก่อตั้งอาคมหวงห้ามเป็นอย่างดี ใช้เวลาไปเพียง
ช่วงสั้นๆ ในร่างกายของนักโทษกลุ่มใหม่ก็ฝังอาคมหวงห้ามเสร็จสิ้น เป็นธรรมดาที่อาคม
หวงห้ามไม่ใช่ว่าจะเที่ยงแท้แน่นอนเสมอไป หากมีผู้ใดบรรลุด่านจินตัน อาคมหวงห้าม
ของมันก็จะไร้ผล
ในบรรดาผู้คนทั้งหมด ผู้ที่มีความหวังบรรลุด่านจินตันมากที่สุดย่อมเป็นเซี่ยซาน
แต่ก็แค่มีโอกาสเป็นไปได้เท่านั้น การฝั่าด่านจินตันลำบากยากเข็ญกว่าด่านหนิงม่าย
หลายเท่า หลังจากเข้าสู่ด่านหนิงม่าย พลังปราณจะเริ่มเติบโตอย่างต่อเนื่อง คิดบรรลุ
ถึงหนิงม่ายขั้นสาม ส่วนใหญ่เพียงต้องพึ่งพาการสั่งสมพลังปราณจนถึงจุดที่เพียงพอ
เท่านั้น แต่หากคิดฝั่าด่านจากหนิงม่ายขึ้นไปสู่จินตัน ยังต้องอาศัยความเข้าใจในหลัก
กฎเกณฑ์แห่งฟั้าดินอีกด้วย
แต่เรื่องนี้จั่วม่อไม่วิตกกังวลเลยแม้แต่น้อย แน่นอน เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือกังวลไป
ก็ไร้ประโยชน์ มันยังจะทำอะไรได้อีกเล่า?
ฐานทัพใหม่ก่อตั้งขึ้นที่หาดประตูหิน บ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายของฉุนอวี๋เฉิงก็ถูกย้ายมา
ด้วย เมื่อสามองครักษ์เกราะทองปรากฎตัวขึ้นในสายตาของเซี่ยซาน มันในที่สุดก็
ยอมรับชะตากรรมของตน สามองครักษ์เกราะทองแม้ระดับพลังบำเพ็ญเพียรไม่สูงส่ง
เท่ามัน แต่กลิ่นอายอันตรายที่แผ่ซ่านออกมาจากทั่วร่างของพวกมัน กระทั่งเซี่ยซานยัง
ต้องสะท้านใจ จนกระทั่งพบเห็นเรือเมล็ดอินทผลัม ความไม่ยินยอมพร้อมใจเศษเสี้ยว
เล็กๆ ในใจเซี่ยซานก็สลายวับไปทันที
ยุทธภัณฑ์เวทจิงสือ เหล่าคนเดนตายทั่วทั้งดินแดนนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถครอบครอง
ได้!
จั่วม่อในระยะนี้ นอกเหนือจากการฝึกปรือวิชาเสริมสร้างสังขาร ยังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำ
ควบคู่กันไปด้วย มันสลักสามค่ายกลที่ได้รับจากแผนผังปิศาจแรดทองแดงลงบนร่างของ
สามองครักษ์เกราะทอง อาศัยค่ายกลทั้งสามนี้ สามองครักษ์เกราะทองจะเริ่มดูดซับพลัง
ปราณอย่างต่อเนื่อง และขัดเกลาสังขารของพวกมัน แม้ว่าผูเยาไม่เคยกล่าวถึงความ
เป็นมาของสามองครักษ์เกราะทอง แต่จั่วม่อไหนเลยจะคาดเดาไม่ได้ หลังจากมันขอให้
ผูเยาสร้างองครักษ์เกราะทองเพิ่มสักหลายคน ค่อยได้รับทราบว่าไฉนสามองครักษ์
เกราะทองจึงร้ายกาจถึงปานนี้ เนื่องเพราะวัตถุดิบชั้นยอดเช่นกระดูกมังกรเขียวกับน้ำ
ในบ่อน้ำยมโลกนั่นเอง
แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ความหวังในการสร้างองครักษ์เกราะทองชุดใหม่จึงดับสลายลง
ชั่วคราว แม้ต้องการมากเท่าใด แต่ท่านย่อมไม่อาจซื้อหากระดูกมังกรเขียวจาก
ท้องตลาดเหมือนหัวไชเท้า อีกทั้งน้ำในบ่อน้ำยมโลกยังถูกผูเยาใช้ไปจนเกลี้ยงฉาด จั่วม่อ
ได้แต่ยอมรับชะตากรรม และพยายามคิดหาวิธีเพิ่มความแข็งแกร่งของสามองครักษ์
เกราะทองแทน ยิ่งไปกว่านั้น มันจะไปหาวัตถุทดลองชั้นเยี่ยมเท่ากับสามองครักษ์เกราะ
ทองได้จากที่ใดอีกเล่า? ขณะที่สลักค่ายกลลงบนร่างพวกมัน จั่วม่อแทบไม่ต้องกังวล
เรื่องความผิดพลาดแม้แต่น้อย
ในความเห็นของจั่วม่อ เหตุผลเดียวที่สามองครักษ์เกราะทองไม่อาจเพิ่มพลังฝีมือ
เนื่องเพราะพวกมันไม่สามารถฝึกปรือเหมือนซิวเจ่อทั่วไป สามองครักษ์เกราะทองไม่ได้
แตกต่างจากหุ่นเชิด อันที่จริงพวกมันก็เป็นหุ่นเชิดชนิดหนึ่งอยู่แล้ว พวกมันได้แต่บังคับ
ใช้พลังปราณที่มีอยู่ในร่างเท่านั้น แต่สามค่ายกลที่จั่วม่อสลักเพิ่มลงไปบนร่างของสาม
องครักษ์เกราะทองอาจแก้ไขปัญหานี้ได้ ค่ายกลทั้งสามจะขัดเกลาร่างกายของพวกมัน
ไม่หยุดยั้ง พลังปราณยังจะไหลบ่าเข้ามาในร่างของพวกมันอย่างต่อเนื่อง ว่ากันตามหลัก
วิชา สามองครักษ์เกราะทองมีความเป็นไปได้ที่จะรุดหน้าขึ้นไปเป็นลำดับ
แต่นี่เป็นเพียงการคาดเดาทางทฤษฏีเท่านั้น ได้แต่ต้องรอดูผลลัพธ์ที่แท้จริงใน
ภายหลัง
หลังจากโยกย้ายมายังหาดประตูหิน เรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สุดคือฟูกสมาธิกลั่นเกลา
ดำ จั่วม่อสร้างหุ่นเชิดกระดาษรวดเดียวหนึ่งร้อยตัว โยนพวกมันเข้าไปยังถ้ำเหมือง
ภายในโพรงเหมืองมีร่องรอยการขุดค้นไว้แต่แรก เหล็กเงินกร่อนสลายแม้ไม่ใช่วัตถุดิบที่
มีค่านัก แต่ขายง่ายใช้คล่อง ไม่ว่าสำนักใด เหมืองก็เป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงเสมอ
เจดีย์น้อยรับหน้าที่ควบคุมหุ่นเชิดกระดาษไปทำเหมือง เหมืองแห่งนี้ค่อนข้าง
ราบเรียบมั่นคง แทบไม่มีความยากลำบากใดในสภาพภูมิประเทศ ทำให้หุ่นเชิดกระดาษ
สามารถทำงานได้สะดวกดาย หากเป็นเหมืองที่ซับซ้อนอันตรายมากกว่านี้ จั่วม่ออาจ
ต้องใช้หุ่นเชิดระดับสูงขึ้น
ในไม่ช้าก้อนแร่เหล็กเงินกร่อนสลายก็ส่งมาถึงมือจั่วม่ออย่างต่อเนื่อง จั่วม่อใช้ไฟ
อีกาทองคำแปรรูปก้อนแร่ เหล็กเงินกร่อนสลายอ่อนหยุ่นเป็นอย่างยิ่ง แต่เงางามประดุจ
โลหะเงิน มองรูปลักษณ์ภายนอกจะเห็นรูพรุนเล็กๆ ที่พิเศษเฉพาะมากมาย ทำให้พวก
มันดูคล้ายชิ้นโลหะที่กำลังผุกร่อน อันเป็นที่มาของนามนี้
ด้วยเหล็กเงินกร่อนสลายเหล่านี้ จั่วม่อสร้างฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำเป็นจำนวนมาก
ในคราวเดียว เมื่อเหล่าลูกสมุนได้สัมผัสกับการใช้ประโยชน์ฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำอันน่า
อัศจรรย์ ทุกคนย่อมกอดฟูกสมาธิของตัวเองเอาไว้แน่น กลัวว่าผู้ใดจะมาพรากมันไปจาก
อก ทุกผู้คนย่อมเข้าใจว่าฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำหมายถึงสิ่งใด ขอเพียงพวกมันมีฟูกสมาธิ
กลั่นเกลาดำ พวกมันก็ไม่ต้องต่อสู้แย่งชิงเมล็ดข้าวปราณกับผู้อื่นอีกต่อไป ทั้งยังไม่ต้อง
วิตกกังวลว่าในวันหนึ่งระดับพลังบำเพ็ญเพียรจะถดถอยลง จนกระทั่งเสียชีวิตเพราะ
ขาดแคลนเมล็ดข้าวปราณ
ความกระตือรือร้นต่อการฝึกปรือพุ่งทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน ด้วยฟูกสมาธิกลั่น
เกลาดำ พวกมันสามารถฝึกปรือยกระดับพลังฝีมือเหมือนเช่นในอดีต โดยไม่จำเป็นต้อง
กังวลกับสิ่งใดอีก ไม่ว่าซิวเจ่อคนใด ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างความหวั่นไหวใจให้แก่พวกมันได้
มากกว่าข้อเท็จจริงนี้อีกแล้ว
ในสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายเช่นนี้ กงซุนชาไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเตือนพวกมันอีก
ทุกผู้คนล้วนทุ่มเทฝึกปรือด้วยชีวิตของพวกมัน ฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำจุดประกาย
ความหวังในการยกระดับพลังฝีมือของพวกมันขึ้นมาอีกครั้ง และกลยุทธ์ของกงซุนชายัง
นำพาชัยชนะมาสู่พวกมันถึงสองครั้งสองคราในสงครามจริง ทำให้พวกมันบังเกิดความ
เชื่อมั่นอันแรงกล้าจากก้นบึ้งของหัวใจ
หากไม่ต้องตายได้ ผู้ใดจะอยากตาย? สามารถมองเห็นความหวังอีกครั้ง ทุกผู้คน
ยินดีจะทุ่มเทอย่างสุดชีวิต
ปราณพิภพไหลบ่าจากพื้นเข้าสู่ร่างกายของจั่วม่อไม่หยุดยั้ง เส้นชีพจรปราณปฐพีที่
ติดเชื้ออสูรปิศาจ ไม่ได้ทำให้ปราณพิภพเบาบางลงไปด้วย ตรงกันข้าม ปราณพิภพกลับ
หนาแน่นเข้มข้นขึ้นแทน เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างเปียมล้น การเปลี่ยนแปลงนี้เหนือ
ความคาดหมายของจั่วม่อ แต่พอขบคิดดูอีกครั้งค่อยเข้าใจ เวลานี้ปราณธรรมชาติใน
อากาศลดน้อยลง อาณาจักรขุนเขาน้อยกำลังพัฒนาไปในวิถีทางเดียวกันกับมหานคร
นภาโลหิต สภาพแวดล้อมเช่นนี้ย่อมเหมาะสมสำหรับอสูรปิศาจเป็นที่สุด
สมควรมีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น ที่ทำให้ปราณพิภพเพิ่มสูงขึ้น นั่นคือปราณพิภพที่
เปียมล้นสมบูรณ์ เหมาะสมกับการฝึกปรือวิชาเสริมสร้างสังขารของพวกปิศาจ!
ร่างกายของจั่วม่อยังคงถูกชะล้างและขัดเกลาด้วยปราณพิภพอย่างต่อเนื่อง ในช่วง
ไม่กี่วันมานี้ ทุกซอกทุกมุมในร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่เส้นผมหรือปลายเล็บ ล้วนถูกหล่อ
เลี้ยงขัดเกลาด้วยปราณพิภพ มันไม่ได้ดูผอมแห้งอ่อนแอเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว
ร่างกายของมันกำยำล่ำสันขึ้น ยามเคลื่อนไหวก้าวเดินล้วนสามารถรู้สึกได้ถึงความ
แข็งแกร่งมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ภายใน
นี่เป็นความแข็งแกร่งทางร่างกายล้วนๆ จั่วม่อใช้กระบี่บินลองกรีดดู หากกระบี่
ไม่ได้ประจุพลังปราณเอาไว้ อาศัยเพียงความคมกล้าไม่อาจระคายผิวของมันได้ ไม่เพียง
เท่านั้น กระดูกและกล้ามเนื้อของมันก็ยังคงขัดเกลาไปพร้อมกัน มันสามารถใช้หมัด
เปล่าต่อยใส่หินผาจนแหลกเป็นชิ้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องประจุพลังปราณไว้ในหมัด
จั่วม่อจัดการกับทุกส่วนของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่ผิวหนังบนใบหน้า เดิมทีผูเยา
แนะนำว่ามันไม่ควรขัดเกลาใบหน้าด้วย เนื่องเพราะอาจส่งผลให้การสืบค้นโฉมหน้าเดิม
ของมันทำได้ยากขึ้น แต่จั่วม่อยังคงยืนกรานขัดเกลาใบหน้าเช่นเดียวกันกับร่างกายส่วน
อื่น ในสภาวะปัจจุบัน การเอาชีวิตรอดจึงจะสำคัญเป็นอันดับแรก เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด
จั่วม่อรู้สึกว่ากล้ามเนื้อทุกมัด กระดูกทุกชิ้น อิ่มเต็มจนไม่อาจอิ่มเต็มไปกว่านี้อีก
บรรลุถึงขีดจำกัดสูงสุดที่สามารถขัดเกลาได้แล้ว
มันพลันตระหนัก ว่ามาถึงจุดสุดยอดของการเตรียมฝั่าด่านแล้ว
จั่วม่อปรับจิตระงับใจ ค่อยๆ ดูดซับปราณพิภพ ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายของ
มันกับปราณพิภพบรรลุถึงขั้นล้ำเลิศ ปราณพิภพสามารถแล่นผ่านไปยังทุกส่วนใน
ร่างกายได้อย่างง่ายดาย รู้สึกถึงความสุขสบายของเลือดเนื้อและกระดูกที่แช่อยู่ในปราณ
พิภพ ปราณพิภพเมื่อไหลผ่านเลือดเนื้อ ทำให้เลือดเนื้อสั่นสะเทือน นำพาความรู้สึกชา
ซ่านและคันคะเยอมาด้วย
ความรู้สึกชาซ่านและคันคะเยอพลันรุนแรงขึ้น ราวกับมีฝูงมดนับไม่ถ้วนไต่อยู่
ภายในร่าง จั่วม่อบังคับตัวเองไม่เคลื่อนไหว พยายามผ่อนคลายร่างกาย ดูดซับปราณ
พิภพเข้ามาไม่หยุดยั้ง จิตสำนึกค่อยๆ จมลงไปในร่าง
จิตสำนึกของมันบริสุทธิ์กว่ากาลก่อน หัตถ์ใบไม้ยังคงมีขนาดเท่าเดิม แต่หัตถ์ใบไม้
จดจ่อรวมรั้งจนหนาแน่นกว่าเดิม ที่ใจกลางฝั่ามือใบไม้ ปรากฎลายเส้นส่วนหนึ่ง ดูคล้าย
ลายเส้นบนฝั่ามือมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน
ภายใต้พลังจิตสำนึกของมัน ทุกการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายไม่ว่าเล็กน้อยเท่าใด
ล้วนกระจ่างชัดอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ปราณพิภพกลายเป็นเข้มข้นมากขึ้น ปริมาณปราณพิภพในร่างของจั่วม่อบรรลุถึง
ระดับที่น่าแตกตื่นสะท้านใจ กระทั่งภายในเส้นชีพจรปราณที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณ
ยังถูกปราณพิภพกดดัน แต่พลังปราณในเส้นชีพจรปราณย่อมมิใช่จะล่าถอยได้โดยง่าย
เห็นปราณพิภพกับพลังปราณเริ่มขัดแย้งกันภายในร่าง จั่วม่อใจหายวาบ
แต่แล้วเหตุการณ์กลับเหนือความคาดหมายของมัน ปราณพิภพล่าถอยออกจากเส้น
ชีพจรปราณด้วยตัวเอง ความสนใจของปราณพิภพย้อนกลับไปยังเลือดเนื้อและกระดูก
ของจั่วม่อตามเดิม
ปราณพิภพที่เปียมล้นสมบูรณ์ถึงที่สุด ค่อยๆ บุกทะลวงไปยังเลือดเนื้อกระดูกเส้น
เอ็นของจั่วม่อ จั่วม่อร่างสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม หากการแพร่กระจายก่อนหน้านี้
เป็นอาการคันคล้ายเหล่ามดปีนไต่อยู่ในร่าง เช่นนั้นการบุกทะลวงในเวลานี้ ก็ราวกับใบ
เลื่อยกำลังเชือดเฉือนร่างกายของมันอย่างแช่มช้า
จั่วม่อไม่กล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว มันทราบว่านี่คือการที่ปราณพิภพกำลัง
ช่วยเหลือมันปรับสร้างร่างกายขึ้นใหม่ ตราบเท่าที่มันสามารถทนต่อความเจ็บปวดอย่าง
รุนแรงนี้ได้ ประโยชน์ที่ได้รับจะไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน!
ภายใต้การบุกทะลวงของปราณพิภพ กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายของมัน
เคลื่อนไหวอย่างแช่มช้า มัดกล้ามเนื้อผ่อนคลายลงเล็กน้อย กลายเป็นกระชับและแข็ง
แน่นมากขึ้น จุดเชื่อมต่อของกล้ามเนื้อ ภายใต้การกระตุ้นของปราณพิภพ เริ่มเติบโตขึ้น
อย่างดุเดือด คลับคล้ายรากต้นไม้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เจาะลึกแทรกซอนลงไปใต้พื้นดิน
ไม่หยุดยั้ง
ที่เรียกว่าการเจริญเติบโต ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อเท่านั้น
แม้แต่กระดูกก็ถูกบีบอัดหลอมรวม กระดูกทุกชิ้นเรียวบางลง แต่ทั้งหมดแข็งแกร่งขึ้น
หลายเท่า
จั่วม่อสั่นระริกดุจตะแกรงร่อนทอง เจ็บปวดแสนสาหัสจนดวงตาแดงฉาน แต่มัน
ไม่ได้ส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว
ปราณพิภพไหลบ่าเข้าครอบครองดวงตา สายตาของมันพร่าเลือนในทันที ไม่
สามารถมองเห็นได้ชัดตา
หลายวันมานี้ อาศัยคำชี้แนะของผูเยา จั่วม่อมีความเข้าใจในวิชาเสริมสร้างสังขาร
ลึกล้ำกว่าเดิมมาก มันทราบดีว่ายิ่งทานทนได้นานเท่าใด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อมันมาก
เท่านั้น
ความเจ็บปวดกระแทกกระทั้นประดุจระลอกคลื่น ทั้งร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใต้
ฝั่าเท้าเห็นคราบเหงื่อแผ่กระจายบนพื้นเป็นวงกว้าง มันไม่ทราบว่านานเท่าใด ความคิด
จิตใจว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง
คล้ายมีเสียงกล่าววาจากับมัน แว่วมาจากสถานที่อันห่างไกล
แต่จั่วม่อไม่หวั่นไหวใจ มันไม่ได้ยินชัดเจนสักคำ เสียงนั้นคลับคล้ายกับเสียงที่มักจะ
ปรากฎอยู่ในความฝันของมันอยู่บ้าง
ผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบ ความคิดจิตใจที่แยกออกจากร่าง ค่ายๆ ฟึนคืนกลับมา
ภาพตรงหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อย
ความเจ็บปวดถึงกระดูกดำเลือนหายไปหมดสิ้น ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ร่างกายของมันประดุจแช่อยู่ในบ่อน้ำพุร้อน ความสุขสบายที่พลุ่งออกมาจากส่วนลึกของ
ร่างกาย ทำเอาจั่วม่อสุขสบายจนแทบครวญครางออกมา
แต่เหงื่อที่ท่วมร่างบอกกับมัน ว่าความเจ็บปวดดุจถูกทรมานในขุมนรกเมื่อครู่หาใช่
ประสาทหลอนไปเองไม่
จั่วม่อระงับจิตใจอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่ปล่อยให้ตัวเองดื่มด่ำจ่อมจมอยู่กับความสุข
สบายในร่างกาย ยกฝั่ามือขึ้นดูตามจิตใต้สำนึกสั่งการ
เมื่อมองเห็นฝั่ามือของตน มันก็ตะลึงมองอย่างโง่งมอยู่เช่นนั้น