สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 226 พลังอภิญญาของข้า
ฝั่ามือผอมแห้งของมันก่อนหน้านี้ ยามนี้ให้ความรู้สึกคล้ายทองคล้ายเหล็ก มองเห็น
ชั้นสีทองสว่างกระจ่างชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนฝั่ามือปรากฎลายเส้นสีทองหลายเส้น
สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ใจกลางฝั่ามือ ด้านข้างรอยสักรูปขุนเขาหนึ่งลูก กลับปรากฎ
รูปขุนเขาขึ้นอีกหนึ่งลูก
“สองขุนเขา?” ผูเยาโผล่ออกมาอย่างกะทันหัน ตื่นตะลึงอยู่บ้าง จ้องมองรอยสักรูป
ยอดเขาทั้งสองยอดบนฝั่ามือของจั่วม่อไม่วางตา “ไฉนเป็นสองขุนเขา?”
จั่วม่อก็แปลกใจไม่น้อยไปกว่ากัน มันคิดว่าเวลานี้จะก่อเกิดอภิญญา ไม่ได้คาดหวัง
ว่าจะกลายเป็นฝั่าด่านสองขุนเขา
“นี่คือด่านสองขุนเขาจริงๆ?” จั่วม่อถามอย่างกระหายใคร่รู้ มันกำมือแบมือสลับกัน
อยู่หลายรอบ ความรู้สึกของความแข็งแกร่งอันยิ่งใหญ่ส่งผ่านมาจากฝั่ามือ
ผูเยามองจั่วม่อเหมือนมองตัวประหลาด ไม่เข้าใจว่าจั่วม่อไฉนบรรลุด่านสองขุนเขา
รวดเร็วถึงเพียงนี้ มันย่อมไม่เคยคาดคิดว่านี่เป็น ‘การส่งเสริม’ ของมันเอง เนื่องเพราะ
ผูเยาสูบปราณพิภพออกจากร่างกายของจั่วม่อติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้
ร่างกายของจั่วม่อผ่านการกลั่นเกลาเป็นสองเท่าตัวทุกครั้ง เท่ากับส่งเสริมให้จั่วม่อประ
สบความสำเร็จมากขึ้นเป็นสองเท่า ด้วยความพยายามเพียงครึ่งเดียว
จั่วม่อคล้ายล่วงรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่เมื่อคิดว่าผูเยากับปั้ายหินสุสานดูเหมือน
บาดหมางกัน มันตัดสินใจปกปิดเรื่องนี้ไว้ หันเหหัวเรื่องว่า
“ด่านสองขุนเขามีพลังอย่างไรบ้าง?”
ร่างกายของมันซึ่งดูกำยำล่ำสันขึ้นพักหนึ่ง กลับกลายเป็นผอมบางอีกครั้ง แต่
กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งและกระชับมากขึ้น แกร่งกร้าวดุจท่อนเหล็ก
พลังอำนาจทวีขึ้นหลายเท่า
จั่วม่อย่ำเท้าเบาๆ เสียงดังพลุบ เท้าขวาของมันดุจเหยียบลงบนก้อนเต้าหู้ จมลึกลง
ไปถึงหน้าแข้ง มันชักเท้ากลับ เห็นขอบหลุมราบเรียบคมชัด ราวกับสลักขึ้นโดยใช้ฝั่าเท้า
เป็นแม่พิมพ์
“ขุนเขาแสดงถึงพลังอำนาจ ด่านสองขุนเขาอธิบายว่าเจ้าสามารถใช้พลังของสอง
ขุนเขาได้ถึงขีดสุด” ผูเยาขบคิดอยู่ครู่ใหญ่ ยังไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายเรื่องราว ได้
แต่โยนปัญหาเรื่องการบรรลุด่านสองขุนเขาทิ้งไปด้านข้าง บางครั้งจั่วม่อก็มักทำให้มัน
ประหลาดใจอยู่เรื่อยๆ มันค่อยๆ ปรับตัวจนคุ้นชินเสียแล้ว
“หนึ่งขุนเขาแข็งแกร่งเท่าใด? ใช่สามารถเคลื่อนย้ายภูเขาหรือไม่? นั่นไม่น่าเป็นไป
ได้” จั่วม่อคล้ายไม่เชื่อถือนัก
ผูเยาทำสีหน้าแปลกพิกลอย่างที่พบเห็นได้ยาก “ไฉนเป็นไปไม่ได้? ทักษะปิศาจเมื่อ
มีความสำเร็จถึงจุดหนึ่ง พลิกภูเขาผันสมุทรลำบากเพียงยกมือเท่านั้น เมืองตงฝูของเจ้า
มิใช่เซียนกระบี่ผู้หนึ่งฟันยอดเขาขาดครึ่งในกระบี่เดียว แล้วสร้างเมืองขึ้นมาหรอก
หรือ?”
“นั่นก็ใช่แล้ว แต่ข้าไม่เห็นรู้สึกว่าข้าแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น” จั่วม่อแย้ง จ้องมองฝั่ามือ
ของตนอย่างกังขา
“ก็เจ้าฝึกปรือมานานเท่าใดกันเล่า! คิดถึงขั้นพลิกภูเขาผันสมุทรแล้ว? หึหึ ช่างไม่
เจียมตัว” ผูเยาสีหน้าเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม “ซิวเจ่อพวกเจ้าเมื่อฝึกปรือพลัง
ปราณ พวกมันมิใช่ต้องใช้ควบคู่กับเพลงกระบี่หรือเวทวิชาเซียนหรอกหรือ? ปิศาจก็เป็น
เช่นเดียวกัน นอกจากฝึกปรือสังขาร ก็ต้องพึ่งพาทักษะปิศาจ ซึ่งจะสอนเจ้าว่าจะใช้พลัง
สังขารอย่างไร”
ผูเยาหยุดเรียบเรียงความคิดอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง จากนั้นกล่าวสืบต่อ
“แนวคิดของพวกปิศาจแปลกพิสดารยิ่ง พวกมันคิดว่าสังขารของพวกมันเป็น
แหล่งกำเนิดพลังที่สำคัญที่สุด เป็นต้นตอของความแข็งแกร่งทั้งมวลของพวกมัน แต่ใน
ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าร่างกายเป็นกรงขัง แม้ว่าเจ้าจะบรรลุถึงด่านสองขุนเขา
แต่อันที่จริง ต่อให้เวลานี้เจ้าครอบครองทักษะปิศาจชนิดหนึ่ง และใช้ทักษะปิศาจ
นั้นได้อย่างช่ำชองก็ตาม เจ้าก็ยังไม่สามารถใช้พลังสูงสุดของตัวเองได้ แม้ว่าทักษะที่เจ้า
ใช้จะสามารถรีดเค้นพลังสังขารขั้นสูงสุดในร่างกายของเจ้าออกมาได้ แต่ร่างกายของเจ้า
จะทานทนไม่ไหว ถูกทำลายไปเสียก่อน นี่คือส่วนที่ย้อนแย้ง ซึ่งพวกปิศาจมักกล่าวว่า
ร่างกายเป็นกรงขัง เนื่องเพราะร่างกายไม่สามารถทนต่อพลังสังขารขั้นสูงสุดของตัวเอง
ได้”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้” จั่วม่อเข้าใจทันที วาจาของผูเยาสมเหตุสมผลยิ่ง ทันใดนั้นมันพลัน
นึกถึงเปั้าหมายที่แท้จริงในคราวนี้ รีบสอบถามว่า
“เช่นนั้นพลังอภิญญาของข้าก่อเกิดขึ้นแล้วหรือไม่?”
“ลองตรวจสอบดูว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่?” ผูเยาเตือนอย่างอับจนปัญญา การสั่ง
สอนชี้แนะเณรน้อยนี่ช่างเหน็ดเหนื่อยเสียจริง
“ผิดปกติ?” จั่วม่อรีบสงบใจ มองเข้าไปในร่างกาย ในไม่ช้าก็พบเห็นสิ่งผิดปกติที่ผู
เยากล่าวถึง ความผิดปกตินี้ไม่มีอยู่ในส่วนอื่นของร่างกาย แต่ปรากฎอยู่ที่ดวงตาทั้งคู่
รอบดวงตาของมัน ปราณพิภพอันหนาแน่นเข้มข้นคล้ายถูกดึงดูดด้วยพลังที่มองไม่
เห็น ห่อหุ้มรอบดวงตาทั้งคู่อย่างแน่นหนา
นี่มัน…
จั่วม่อไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว รีบใช้พลังจิตสำนึกตรวจสอบปราณพิภพสองขุมนี้
อย่างระมัดระวัง สิ่งที่ทำให้มันวางใจอยู่บ้าง คือดวงตาของมันไม่ได้รู้สึกอึดอัดขัดข้องแต่
อย่างใด แต่ไม่ว่าจะลองกระตุ้นสักเท่าไร ปราณพิภพทั้งสองขุมนั้นก็ไม่มีปฎิกิริยา
ตอบสนองแม้แต่น้อย
หลังจากทดลองอยู่หลายรอบ จั่วม่อก็ถอยออกมาจากสายตาภายในอย่างอับจน
หนทาง
“พบสิ่งใดหรือไม่?” ผูเยาถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“อา อยู่ที่ดวงตา” จั่วม่อหดหู่ใจไม่น้อย”ข้าลองดูแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะใช้พวกมันอย่างไร
และไม่รู้ว่าจะใช้ทำอะไร”
“ดวงตา?” ผูเยากล่าว “โชคของเจ้าไม่เลวจริงๆ อภิญญาที่เป็นวิชาเนตรมีอยู่หลาย
อย่าง ล้วนมีประโยชน์ใช้สอยอยู่บ้าง แต่อภิญญาของแต่ละคนมีรูปแบบเฉพาะตัวที่
แตกต่างกัน ไม่สามารถสั่งสอนกันได้ เจ้าต้องค่อยๆ ทดลองและหาข้อสรุปด้วยตัวเอง
เวลานี้ไม่สามารถใช้งานได้ ก็อย่าเพิ่งกังวลใจเกินไป อภิญญาหลายแบบเมื่อก่อเกิดครั้ง
แรก ก็ไม่สามารถใช้งานได้ทันที พวกมันต้องค่อยๆ ปรับปรุงเป็นรูปเป็นร่างที่แท้จริง
จนกว่าจะมั่นคงถึงที่สุด จึงจะสามารถใช้งานได้ อภิญญาของเจ้าสมควรจัดอยู่ในประเภท
นี้”
จั่วม่อพอฟังก็ไม่สลดหดหู่อีก ที่จริงบรรลุด่านสองขุนเขาโดยไม่คาดฝัน มันก็พึง
พอใจมากแล้ว
ผูเยากล่าวด้วยสุ้มเสียงต่ำลึก “เรื่องอภิญญายังไม่จำเป็นต้องกังวล แต่เรื่องทักษะ
ปิศาจ ปกติในภพเซียนของพวกเจ้าคิดหาทักษะปิศาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในกองกำลังของ
เจ้ามิใช่ว่ามีนักบวชเซนอยู่ผู้หนึ่งหรอกหรือ? เจ้าสามารถใช้เคล็ดวิชาหมัดของมันไปก่อน
ส่วนในด้านศาสตร์อสูร เคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิดกับมหาหัตถ์พันใบและหัตถ์
พันใบน้อยมากพอสำหรับเจ้า ที่ย่ำแย่ที่สุดในเวลานี้คือเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังปราณ
ท้ายที่สุดแล้วเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิดก็ยังคงเป็นเคล็ดวิชาฝึกปรือจิตสำนึก เรา
จำเป็นต้องเสาะหาเคล็ดฝึกปรือพลังปราณของเจ้าใหม่”
จั่วม่อปากอ้าตาค้าง ตะลึงลานกับความเมตตากรุณาของผูเยา ผูเยาห่วงกังวลกับมัน
ถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ผูเยาจมลงไปในห้วงความคิดของมัน ราวกับว่าจั่วม่อไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้
จั่วม่อเห็นเช่นนั้น ก็หันกลับไปยุ่งกับงานของมันอย่างรู้ความ แต่ถ้อยคำของผูเยา
ยังคงตรึงแน่นอยู่ในจิตใจมันอย่างชัดเจน
จงหยูเมื่อได้ยินว่าเถ้าแก่เรียกหามัน อดงุนงงไม่ได้ กล่าวตามความสัตย์ แม้ว่ามันจะ
เป็นนักบวชเซนเพียงผู้เดียวในกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้มีคุณสมบัติโดดเด่นสะดุดตาอันใด พลัง
ฝีมือของมันเรียกได้ว่าอยู่ในระดับกลางๆ เท่านั้น สิ่งเดียวที่มันมีฝีมืออยู่บ้างคือการ
ปั้องกัน ในกลุ่มเซียนกระบี่ที่เหมือนไม่รู้จักการปั้องกัน นักบวชเซนเช่นมัน ย่อมมีพลัง
ปั้องกันโดดเด่นเฉกเช่นกระเรียนกลางฝูงไก่
จงหยูนิสัยใจคอแน่วแน่มั่นคง แม้ว่าจะตื่นตกใจ แต่ยังคงเยือกเย็น เมื่อเข้าพบจั่วม่อ
ก็ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “เถ้าแก่”
จั่วม่ออดชื่นชมนักบวชเซนผู้นี้ไม่ได้ ในแง่ของสภาวะจิตใจ เซียนกระบี่ไม่สามารถ
ยกขึ้นเทียบนักบวชเซนได้ นักบวชเซนมุ่งเน้นความแข็งแกร่งมั่นคงของจิตใจ สร้าง
สภาวะจิตแห่งเซน ค่ายกลลวงตาหรือสิ่งที่คล้ายคลึงกันมีผลต่อพวกมันน้อยมาก
จั่วม่อไม่เสียเวลากล่าวไร้สาระ เอ่ยปากอย่างเปิดเผยทันที “ข้าต้องการเคล็ดหมัด
คลื่นสวรรค์ของเจ้า ว่าราคามา”
จงหยูรีบสั่นศีรษะ”เคล็ดหมัดคลื่นสวรรค์ไม่ใช่เคล็ดวิชาที่ลึกล้ำอันใด หากเถ้าแก่
ต้องการ โปรดอย่าได้เกรงใจ”
จั่วม่อโบกมือตัดบท “นี่เป็นสิ่งของของเจ้า หากข้าต้องการ ข้าจะซื้อหรือไม่ก็
แลกเปลี่ยนจากเจ้า มิตรภาพก็ส่วนมิตรภาพ การค้าก็คือการค้า อย่าได้นำมาปะปนกัน”
เห็นจั่วม่อไม่ได้ดูเหมือนเสแสร้งแกล้งดัด จงหยูตื่นตะลึงอย่างแท้จริง ก่อนหน้านี้มัน
เคยติดตามผู้นำหลายคน สำหรับคนเหล่านั้น การร้องขอเคล็ดวิชาหรือยุทธภัณฑ์เวท
จากผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นเรื่องปกติธรรมดา ตอนนี้พอฟังความคิดเห็นที่เหนือความ
คาดหมายของเถ้าแก่ ความแตกตื่นที่มันได้รับย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
อย่างไรก็ตาม จงหยูยังคงไม่ทิ้งความระแวดระวัง “เช่นนั้นก็แล้วแต่เถ้าแก่”
เห็นความระมัดระวังของจงหยู จั่วม่อรู้สึกอับจนปัญญาอยู่บ้าง วาจาของมันย่อม
กล่าวจากใจจริง เนื่องเพราะมันเติบโตในสำนัก
ในสำนักนั้น ทรัพย์สินส่วนตัวของศิษย์ สำนักไม่สามารถครอบครองอย่างไร้เหตุผล
หากท่านต้องการ ก็ต้องจ่ายในราคาที่เหมาะสมสอดคล้องกัน นี่จึงเป็นมุมมองของมัน
จั่วม่อขบคิดอึดใจหนึ่ง จากนั้นกล่าว “เจ้าสามารถเลือกยุทธภัณฑ์เวทระดับเดียวกัน
กับเคล็ดหมัดคลื่นสวรรค์ หรือ…” ทันใดนั้นความคิดหนึ่งวาบขึ้นในหัวดุจสายฟั้าแลบ”
หรือไม่ก็แลกกับค่ายกลสามชุด”
“ค่ายกลสามชุด?” จงหยูงงงวย
“ข้าสามารถสลักค่ายกลสามชุดลงบนร่างกายเจ้า หนึ่งคือค่ายกลรวบรวมปราณ อีก
หนึ่งคือค่ายกลขัดเกลาสังขาร สุดท้ายคือค่ายกลกลั่นเกลาปราณ” จั่วม่ออธิบาย
“ค่ายกลรวบรวมปราณสามารถช่วยให้เจ้าดูดซับปราณธรรมชาติจากรอบข้างได้
ตลอดเวลา ค่ายกลกลั่นเกลาปราณคล้ายคลึงกับฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ ช่วยกลั่นกรองสิ่ง
สกปรกที่ปะปนอยู่ในปราณธรรมชาติ ส่วนค่ายกลขัดเกลาสังขาร สามารถใช้พลังปราณ
ขัดเกลาสังขารของเจ้าด้วยตัวเอง เจ้าเป็นนักบวชเซน ค่ายกลทั้งสามชุดนี้เหมาะสมกับ
เจ้าเป็นอย่างยิ่ง”
กระทั่งจงหยูผู้เยือกเย็นอยู่เป็นนิจ ยังอดมีสีหน้าไม่เชื่อถือไม่ได้ อ้าปากค้างโดยไม่
รู้ตัว”นี่… นี่เป็นเป็นไปไม่ได้!”
นี่ย่อมเป็นไปไม่ได้!
จงหยูร่อนเร่พเนจรผ่านหลายที่หลายเมือง มีภูมิความรู้กว้างขวาง มันไม่เคยได้ยิน
ได้ฟังว่ามีค่ายกลที่สามารถสลักลงบนร่างกายผู้คน ค่ายกลทั้งสามชุดนี้…หากพวกมันมี
พลังเช่นที่เถ้าแก่บอกจริง ผู้คนยังจำเป็นต้องฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรอีกหรือ?
จั่วม่อก็ไม่ได้โต้เถียง “เช่นนั้นเจ้าสามารถเลือกยุทธภัณฑ์เวทสองชิ้น”
จงหยูสีหน้าแปรเปลี่ยน ในใจขัดแย้งอย่างรุนแรง
จิตใจฝังเหตุผลบอกมันว่าสิ่งที่เถ้าแก่กล่าวมานั้นเป็นไปไม่ได้! แต่อีกใจหนึ่งมันก็
ยืนยันได้อย่างง่ายดาย ว่าเถ้าแก่ไม่ได้โปั้ปดแม้แต่คำเดียว! หากสิ่งที่เถ้าแก่กล่าวมาเป็น
ความจริง นี่ก็เป็นโอกาสที่ชั่วชีวิตนี้มันอาจจะไม่ได้พบเจออีกเป็นหนที่สอง!
ทันใดนั้นจงหยูหัวร่อออกมา มันยังต้องกลัวว่าจะสูญเสียอันใดอีกเล่า?
จั่วม่อเห็นสีหน้าจงหยูกลับเป็นปกติ ก็ทราบว่าจงหยูตัดสินใจได้แล้ว
จงหยูเงยหน้า กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าเลือกสามค่ายกล!”
ภายในหุบเขาห่างออกไปจากหาดประตูหินสามร้อยลี้
“เหล่าต้า เซี่ยซานแห่งหาดประตูหินถูกผู้คนสยบได้แล้ว” ซิวเจ่อผู้หนึ่งรายงาน
“พวกมันมีความเป็นมาอย่างไร?” ซิวเจ่อผมแดงขมวดคิ้วนิ่วหน้า มันเรียกว่า
ชื่อจุนเจ่อ* เป็นผู้นำกองกำลังใหญ่ที่มีผู้คนมากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบคน เป็นหนึ่งในผู้ทรง
อำนาจที่สำคัญในพื้นที่แถบนี้
(ชื่อ- สีแดง จุนเจ่อ – คำใช้เรียกผู้ทรงเกียรติ หรือผู้มีสมณศักดิ์สูง)
“ยังไม่ชัดเจน” ซิวเจ่อผู้นั้นตอบอย่างหวาดหวั่นอยู่บ้าง เห็นใบหน้าของชื่อจุนเจ่อเริ่ม
ปรากฎเค้าโทสะ มันรีบอธิบายอย่างรวดเร็ว “เราไม่ทราบว่าคนกลุ่มนี้โผล่ออกมาจากที่
ใด จำนวนคนแม้ไม่มาก แต่ไม่อ่อนแอสักนิด เมื่อตอนที่พวกมันสยบเซี่ยซาน พวกมันมี
เพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น”
“ไม่กี่สิบคน?” ชื่อจุนเจ่อสีหน้าแปรเปลี่ยน “กองกำลังของเซี่ยซานสมควรมีไม่น้อย
กว่าหกสิบคน แล้วไม่ใช่ว่าเซี่ยซานเป็นหนิงม่ายขั้นสามหรอกหรือ?”
หนิงม่ายขั้นสามแน่นอนว่าจัดอยู่อันดับแรกๆ ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ในการต่อสู้
ทำสงคราม ยอดฝีมือเช่นเซี่ยซานมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง สามารถรับมือผู้คนเจ็ด
แปดคนด้วยตัวคนเดียว
ซิวเจ่อผู้นั้นลอบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นโทสะของเหล่าต้าบรรเทาเบาบางลง ค่อย
คลายใจเล็กน้อย “การต่อสู้จบลงเร็วมาก ไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้เลย”
“หรือกลุ่มนี้ครอบครองยุทธภัณฑ์เวทอันร้ายกาจบางอย่าง?”
ชื่อจุนเจ่อครุ่นคิด มันย่อมทราบชัดถึงความแข็งแกร่งของเซี่ยซาน มันคิดพิชิตกลุ่ม
ของเซี่ยซานมานานแล้ว ทว่ายังไม่เคยลงมือ เนื่องเพราะครั่นคร้ามต่อพลังฝีมือของ
เซี่ยซาน กองกำลังใต้อำนาจของมันแม้มีผู้คนมากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบคน แต่ไม่มีหนิงม่าย
ขั้นสามแม้แต่คนเดียว จู่ๆ ได้ยินว่าเซี่ยซานถูกสยบโดยราบคาบ ย่อมต้องระมัดระวังเป็น
ธรรมดา
หรือว่ากลุ่มนั้นก็มียอดฝีมือด่านหนิงม่ายขั้นสามเช่นเดียวกัน?
หากเป็นเช่นนั้นจริงก็เลวร้ายมากแล้ว! เพิ่มเซี่ยซานเข้าไปอีกคน นั่นหมายความว่า
อีกฝั่ายมีซิวเจ่อด่านหนิงม่ายขั้นสามอย่างน้อยสองคน ยังมีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มนี้
ครอบครองยุทธภัณฑ์เวทอันร้ายกาจ ซึ่งน่าสะพรึงกลัวเสียจนเซี่ยซานยังต้องยอมจำนน
ไม่ว่าจะเป็นไปตามข้อใด ล้วนไม่ใช่ข่าวดีสำหรับมัน
หากเป็นไปได้ ชื่อจุนเจ่อก็ต้องการจะพากองกำลังของมันโยกย้ายออกจากที่นี่ทันที
ต่อให้ไม่มีฐานที่มั่น แต่ด้วยความแข็งแกร่งของพวกมัน ก็มีไม่มากนักที่กล้าโจมตีพวกมัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดถึงสิ่งที่อยู่ในถ้ำด้านใน มันก็ละทิ้งความคิดจะหลบหนีทันที
สำหรับมันแล้ว สิ่งนั้นสำคัญมากอย่างแท้จริง!
ชื่อจุนเจ่อไม่ใช่คนไร้สมอง ผู้ที่อยู่ในสถานะเช่นมัน ยังจะมีผู้ใดไร้สมอง? มันเห็นได้
ชัดแจ้ง เมื่อกลุ่มนั้นกลืนกินพลังของเซี่ยซานเข้าไป ความแข็งแกร่งของอีกฝั่ายก็จะ
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เปั้าหมายต่อไปเกรงว่าคงไม่พ้นกองกำลังของชื่อจุนเจ่อแล้ว
ขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ ชื่อจุนเจ่อเงยหน้าขึ้น สั่งการด้วยสุ้มเสียงต่ำลึก
“เรียกสามพี่น้องตระกูลข่งเข้ามาหาข้า”