สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 237 สร้างสังขารใหม่
ที่สะท้อนอยู่ในกระจกเงาน้ำ เป็นใบหน้าของคนแปลกหน้าผู้หนึ่ง
“นรกอะไรกันนี่!” จั่วม่อขวัญหนีดีฝั่อ จากนั้นลูบคลำทั่วใบหน้าอย่างกระหายใคร่รู้
ก่อนจะหันไปส่องสำรวจในกระจกเงา พิศดูอยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยได้ข้อสรุป “โชคดีจริงๆ
ดูดีขึ้นกว่าเดิม!”
มันคลายใจลงส่วนหนึ่ง หินหนักที่ถ่วงในใจร่วงหล่นลง ใบหน้านี้แม้ไม่หล่อเหลา แต่
อย่างน้อย จมูกก็เป็นจมูก ปากยังคงเป็นปาก
กล่าวตามความสัตย์ ใบหน้านี้ธรรมดาสามัญอยู่บ้าง แทบยังไม่เติบโตเป็นบุรุษหนุ่ม
ด้วยซ้ำ หัวโล้น คิ้วหนา ริมฝีปากหนา ร่างกายกำยำบึกบึนขึ้นกว่าเดิม ดูคล้ายเด็กหนุ่มที่
สัตย์ซื่อถือมั่นผู้หนึ่ง
หรือว่านี่เป็นโฉมหน้าดั้งเดิมที่แท้จริงของมัน? จั่วม่อสับสนงุนงง จากนั้นเห็นสีหน้า
สับสนงุนงงสะท้อนอยู่ในกระจกเงาน้ำ มันรู้สึกแปลกใหม่ไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง ตลอดหลายปี
ที่ผ่านมานี้ มันเคยชินกับใบหน้าผีดิบที่ไม่มีการแสดงอารมณ์ ยังใช้ซ่อนความคิดของมัน
ไว้ภายใต้ใบหน้าผีดิบ แต่เวลานี้ใบหน้าของมันมีการแสดงอารมณ์ที่สมบูรณ์ ความสุข
ความเศร้าโศก ทุกอารมณ์ในใจจะปรากฎขึ้นบนใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ รู้สึก
ประหลาดพิกลยิ่ง
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความรู้สึกสดใหม่ จั่วม่อจ้องมองใบหน้าแปลกๆ แต่
สดใสเป็นประกายที่อยู่ในกระจกเงาไม่วางตา
ใบหน้านี้ที่แท้เป็นใบหน้าดั้งเดิมของมันหรือไม่ จั่วม่อตัดสินใจถามผูเยาให้ชัดเจน
สำหรับมันปัญหานี้สำคัญมาก
กงซุนชามองไปยังมือของจั่วม่อ พอเห็นแหวนมิติหลายวง ค่อยถอนหายใจอย่าง
โล่งอก เป็นศิษย์พี่จริงๆ! เห็นโฉมหน้าของศิษย์พี่ มันก็ทราบว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น
ในเวลานี้ศิษย์พี่สมควรต้องการความสงบ มันส่งสัญญาณมือโดยไร้เสียง พาเหล่า
ลูกสมุนหลบออกไปจากที่นี่ พวกมันแม้ประหลาดใจแต่ไม่ใช่ว่าจะยอมรับไม่ได้ สำหรับ
ซิวเจ่อ การเปลี่ยนรูปโฉมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด
เมื่อทุกคนออกไป จั่วม่อก็เข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึก เสาะหาผูเยา
“เกิดเรื่องอันใด? ไฉนข้ากลายเป็นแบบนี้ไปได้?”
ผูเยาเหลือบมองมัน แค่นหัวร่อเย็นชา “ไม่ต้องเสแสร้งต่อหน้าข้า คาดไม่ถึงว่าพวก
เจ้าทั้งสองจะลอบจับมือกัน วางแผนต่อต้านข้า”
“ลอบจับมือ? วางแผน?” จั่วม่อมึนงง
“อ้อ ข้าต้องชื่นชมเจ้าด้วยสินะ เจ้ากล้าหาญยิ่งนัก การสร้างสังขารร่างกายขึ้นใหม่
กระทั่งปิศาจใหญ่ในพิภพมารยังไม่กล้าทดลองเสี่ยงดู ช่างหาญกล้าบ้าบิ่นจริงๆ เมื่อก่อน
ข้าประเมินเจ้าต่ำทรามไป”
“สร้างสังขารร่างกายขึ้นใหม่?” จั่วม่อยิ่งสับสนงุนงงกว่าเดิม
“ข้านึกอยู่แล้วเชียวว่ามันแปลก อาศัยความดื้อด้านของเจ้า ไฉนตกลงรับข้อเสนอ
ดึงดูดปราณพิภพอย่างง่ายดายนัก” ผูเยาหรี่นัยน์ตาสีแดงเลือด กล่าวราวกับพึมพำกับ
ตัวเอง “ข้าสมควรคิดได้ตั้งนานแล้ว อาศัยเจ้าคนเดียวจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการบาดเจ็บ
ของข้าต้องการปราณพิภพ? เจ้าคงเฝั้ารอโอกาสอยู่ที่นี่มานานแล้วใช่หรือไม่ ยังคงกลอก
กลิ้งเจ้าเล่ห์เหมือนที่เจ้าเป็นตลอดมา!”
จั่วม่อสามารถฟังออกว่าสองประโยคสุดท้ายของผูเยา เห็นได้ชัดว่าไม่ได้หมายถึงมัน
แต่เป็น ‘เจ้า’ อีกคน
มันไม่ได้โง่งม ฟังจากถ้อยคำของผูเยา ย่อมเข้าใจได้คร่าวๆ คำ ‘เจ้า’ ในสอง
ประโยคสุดท้ายของผูเยาสมควรหมายถึงปั้ายหินสุสาน ยิ่งฟังมากเท่าไร หัวใจก็ยิ่งเย็น
เฉียบเท่านั้น จั่วม่อจู่ๆ นึกถึง ‘ตอบตกลงกับมัน’ ประโยคนั้นที่เคยปรากฎขึ้นบนปั้ายหิน
มันรู้สึกว่าการคาดเดาของผูเยาก็ไม่ใช่ไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว
ทั้งอสูร ทั้งปั้ายหิน ล้วนไม่ใช่ตัวดี!
แต่จั่วม่อเมื่อครุ่นคิดลึกลงไป ก็เข้าใจได้ทันที หากมิใช่เพราะหนึ่งอสูรหนึ่งปั้ายหินคู่
นี้ มันก็คงไม่มีทางบรรลุถึงระดับพลังฝีมือที่เป็นอยู่ในตอนนี้ กระทั่งด่านจู้จีบางทีอาจยัง
ฝั่าด่านไม่สำเร็จด้วยซ้ำ นี่ไม่ต่างอันใดกับการค้าขาย แต่ละฝั่ายต่างมีจุดมุ่งหมายของตน
แม้แต่ผลประโยชน์ที่เล็กน้อยที่สุดยังไม่หล่นลงมาจากฟั้าแบบให้เปล่า สำหรับความเสี่ยง
การค้าใดไม่มีความเสี่ยง?
“การสร้างสังขารขึ้นใหม่หมายความว่าอย่างไร?” จั่วม่อถามตรงไปตรงมา “นี่ใช่รูป
โฉมดั้งเดิมของข้าหรือไม่? ”
เห็นคำพูดของตนไม่ได้ผลตามที่คาดไว้ ผูเยาในใจมีร่องรอยประหลาดใจวาบผ่าน
เจ้าเด็กน้อยนี้ไม่ใช่ว่าชิงชังการถูกใช้งานมากที่สุดหรอกหรือ? ไฉนยังใจเย็นอยู่ได้?
อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้วนเวียนอยู่กับปัญหานี้มากเกินไป หากมันกล่าวมากเกินไป อาจ
ส่งผลตรงกันข้ามได้
“แน่นอนว่าไม่ใช่” ผูเยาตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ “หลังจากสร้างสังขารใหม่ ร่างกาย
ของเจ้าจะแปรเปลี่ยนไปทั้งหมด ไม่มีส่วนใดเป็นของเดิมอีก เหตุผลที่ทำให้ทักษะปิศาจ
นี้เป็นอันตรายมาก ก็อยู่ที่จุดนี้เอง เลือดเนื้อทั้งหมดและกระดูกเส้นเอ็นทั้งมวลใน
ร่างกาย จะถูกทำลายทิ้งและสร้างใหม่นับครั้งไม่ถ้วน หลังจากกลั่นเกลาและปรับ
โครงสร้างขึ้นใหม่สำเร็จแล้ว จะขจัดจุดบกพร่องในร่างกายเดิมของเจ้าออกไปตาม
ธรรมชาติ สร้างสังขารร่างกายอันทรงพลังและสมบูรณ์แบบมากขึ้น”
จั่วม่อชี้ที่ใบหน้าตัวเอง กล่าวถามว่า “หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ใบหน้านี้ไม่มีส่วน
สัมพันธ์กับใบหน้าเดิมของข้าใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง” ผูเยามีท่าทียินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่นอยู่บ้าง “ไม่เพียงไม่มีส่วน
เกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยประการทั้งปวง แต่ร่างกายเดิมของเจ้ายังถูกทำลายไปหมดสิ้น
หมายความว่าเบาะแสร่องรอยที่อยู่ในร่างกายเจ้าก็ถูกทำลายไปอย่างสมบูรณ์เช่นกัน
หรือกล่าวได้ว่า หนึ่งในเงื่อนงำที่เจ้าเคยมี เวลานี้สูญสิ้นไปแล้ว”
จั่วม่อนิ่งงัน
ผูเยายิ่งกล่าวยิ่งเมามัน “ในมือเจ้าเคยมีอยู่สามเงื่อนงำ การเปลี่ยนโฉมหน้าลบ
ความทรงจำ เดิมทีทิ้งเงื่อนงำไว้ให้เจ้าสองประการ หนึ่งอยู่บนใบหน้า อีกหนึ่งอยู่ในดวง
วิญญาณ นอกจากนั้นยังมีลูกแก้วห้าธาตุที่ผนึกอยู่ในร่างเจ้าเป็นเงื่อนงำประการที่สาม
โอ้ เวลานี้เจ้าเมื่อสร้างสังขารร่างกายใหม่ เช่นนั้นเงื่อนงำประการแรกย่อมสูญสลาย คง
หลงเหลือเงื่อนงำอีกเพียงสองประการเท่านั้น”
จั่วม่อสีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง แตกต่างจากที่ผูเยาคาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง จนมัน
ต้องถามอย่างอดรนทนไม่ได้ “เงื่อนงำหายไปหนึ่ง หรือเจ้าไม่เศร้าเสียดาย?”
“ข้าไม่เป็นไร” น้ำเสียงจั่วม่อซับซ้อนอยู่บ้าง แต่ยังคงยักไหล่ “อย่างน้อยก็ข้ายังไม่
ตาย เมื่อรักษาชีวิตน้อยๆ เอาไว้ได้ การค้านี้ก็ไม่ได้ขาดทุน”
ผูเยาถึงกับพูดไม่ออก
“ร่างนี้มีพลังอะไรบ้าง?” จั่วม่อดิ้นรนออกจากอารมณ์ของตนอย่างรวดเร็ว ถาม
อย่างมุ่งมาดปรารถนา เท่าที่ฟังจากผูเยาไม่กี่คำ สังขารใหม่ของมันดูเหมือนจะมีพลัง
มาก
ผูเยาใบหน้าเย็นเยียบ ทนไม่ไหวอีกต่อไป ตวาดอย่างขุ่นเคือง “นี่ไม่ใช่ฝีมือข้า ไม่มี
ธุระกงการอะไรของข้า!” กล่าวจบคำ ก็หมุนตัวจากไปทันที
จั่วม่อชะงักงัน จากนั้นแหงนหน้าหัวร่อดังกระหึ่ม เล่นงานผูเยาได้หนหนึ่ง อดเบิก
บานใจไม่ได้ ความหดหู่ที่ยังค้างคาอยู่ในใจถูกกวาดหายไปทันตา
พกพาอารมณ์เบิกบานออกจากทะเลแห่งจิตสำนึก พลันฉุกคิดถึงจงหยูขึ้นมา มัน
จดจำได้ว่าจงหยูสละตัวเองปั้องกันการโจมตีสุดท้ายให้แก่มัน หากมิใช่การอุทิศตนเป็น
โล่นี้ เกรงว่ามันคงไม่แคล้วได้รับบาดเจ็บสาหัส
มันรีบเสาะหาศิษย์น้องกงซุน ถามไถ่อาการบาดเจ็บของจงหยู พอได้ความก็รีบรุด
ไปทันที
เห็นจงหยูนั่งท่าดอกบัว ใบหน้าซีดขาวเหมือนกระดาษ พลังสภาวะถดถอยลงมาก
เหลยเผิงกับเหนียนลู่นั่งมองอย่างกังวลที่ด้านข้าง เห็นจั่วม่อมาถึง ทั้งสองคนรีบลุกขึ้น
รับหน้า
“อาการบาดเจ็บเป็นอย่างไร?” จั่วม่อถามทันที
เหนียนลู่ฝึนยิ้มบิดเบี้ยว “เส้นชีพจรปราณเสียหายหนัก ต้องใช้เวลาฟึนฟูสักระยะ”
“สำหรับการเยียวยารักษาเส้นชีพจรปราณ นี่คือเม็ดยาน้ำค้างใบไม้ผลิระดับสาม ใช้
รักษาอาการบาดเจ็บของเส้นชีพจรปราณโดยเฉพาะ อ้อ นี่เม็ดยาปฐมปราณ ระดับสาม
ใช้ฟึนฟูพลังปราณได้ไม่เลว ส่วนนี่เม็ดยาปฐมเสริมสร้าง ระดับสาม ใช้ฟึนฟูร่างกาย…”
เหนียนลู่กับเหลยเผิงเหม่อมองกองโอสถปราณตรงหน้า อ้าปากค้างจนแทบหุบไม่
ลง
หลังจากเห็นจงหยู จั่วม่อก็นึกถึงผีเสื้อลายสายรุ้งที่มันลืมทิ้งเอาไว้ในหุบเขาแห่งนั้น
รีบใช้ปั้ายบงการสัตว์ร้ายเรียกหาผีเสื้อลายสายรุ้ง แต่กลับต้องผิดหวัง ผีเสื้อลายสายรุ้ง
ไม่ตอบสนอง หากมิใช่ว่ากลิ่นอายของผีเสื้อลายสายรุ้งยังคงอยู่เป็นปกติ มันคงคิดว่า
ผีเสื้อลายสายรุ้งถูกสังหารด้วยพิษไปแล้ว
ในเมื่อผีเสื้อลายสายรุ้งยังคงมีชีวิตอยู่ จั่วม่อรู้สึกคลายใจลงเล็กน้อย เมื่อปราศจาก
เนตรสีรุ้ง หมอกพิษสีดำภายในหุบเขาแห่งนั้นก็สามารถคร่าชีวิตน้อยๆ ของมันได้อย่าง
เหลือเฟึอ จึงล้มเลิกความคิดกลับเข้าไปสำรวจในหุบเขาทันที
มันมุดกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง เริ่มสำรวจสังขารร่างกายใหม่ของตน
ด้านกงซุนชา มีคำถามหนึ่งที่มันสงสัยใจไม่คลาย นั่นคือสัตว์ปราณระดับห้าไฉนมา
อยู่ในมือชนชั้นหนิงม่ายสองคนได้? กล่าวถึงสัตว์ปราณระดับห้า พวกมันสามารถนับเป็น
สัตว์ปราณชั้นสูง ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นหนิงม่ายจะควบคุมสั่งการได้ แต่ในความเป็นจริง
กลับพบสัตว์ร้ายเช่นนี้อยู่ในมือหนิงม่ายสองคน จะไม่ให้มันประหลาดใจได้หรือ?
มันเป็นคนรอบคอบระมัดระวัง เรียกเหนียนลู่กับเหลยเผิงมาสอบถามรายละเอียด
อีกครั้ง
“พวกมันคือพี่น้องตระกูลข่ง” โชคดีที่ข้างกายมันมีเซี่ยซาน ซึ่งล่วงรู้เรื่องราวภายใน
กองกำลังของชื่อจุนเจ่อ ได้ยินเซี่ยซานแยกแยะเป็นฉากๆ
“ฟังว่าพี่น้องตระกูลข่งค้นพบศาสตร์วิชาลับจากที่ไหนสักแห่ง หากพวกมันทั้งสาม
ลงมือร่วมกัน สามารถเรียกงูยักษ์เขาโลหิตออกมา พวกมันนับเป็นมือซ้ายขวาที่
แข็งแกร่งที่สุดของชื่อจุนเจ่อ ว่ากันว่าศาสตร์วิชาที่พวกมันค้นพบนั้นไม่สมบูรณ์ สัตว์
ปราณระดับห้าที่เรียกออกมาไม่ใช่สัตว์ปราณระดับห้าที่แท้จริง เพียงสามารถนับเป็นกึ่ง
ระดับห้าเท่านั้น ส่วนเหตุผลที่สุดท้ายงูยักษ์เขาโลหิตหลุดออกจากการควบคุม อาจเป็น
เพราะข่งต้าถูกพวกเราฆ่าทิ้งตั้งแต่แรก พวกมันเมื่อไม่ครบสามคน จึงไม่สามารถแสดง
พลังที่แท้จริงของศาสตร์วิชาลับออกมาได้”
กระทั่งเซี่ยซานยังไม่เคยคาดคิด ว่าการคาดเดาของมันแทบจะตรงกับความเป็นจริง
ทุกกระเบียดนิ้วทีเดียว
กงซุนชารู้สึกว่าคำอธิบายนี้ค่อนข้างสมเหตุสมผล ไม่ต้องกล่าวถึงว่าพลังของสัตว์
ปราณระดับห้าย่อมสูงส่งกว่าซิวเจ่อด่านหนิงม่ายสามคนมาก หากมิใช่ว่าศาสตร์วิชาลับ
นั้นมีข้อบกพร่อง เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแล้ว
ทันใดนั้น ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้หนึ่งรีบรุดเข้ามา “เหล้าต้า เหล่าต้า!”
เหล่าผู้คนในกองกำลังจะเรียกกงซุนชาว่าเหล่าต้า และเรียกจั่วม่อว่าเหล่าปั่าน
(เหล่าต้า – หัวหน้า, ลูกพี่ เหล่าปั่าน – เถ้าแก่)
“มีเรื่องอันใด?” กงซุนชาเอ่ยถาม ในใจลอบรำพึงรำพัน มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีก
แล้วหรือ?
“พบซิวเจ่อสตรีนางหนึ่งลอยมาตามแม่น้ำ เหล่าพี่น้องช่วยกันดึงนางขึ้นมา”
“ซิวเจ่อ…สตรี?” กงซุนชาอึ้งงัน ผ่านไปเป็นครู่ กว่าจะมีปฎิกิริยาตอบสนอง
นับตั้งแต่ออกจากภูเขาสุญตา มันก็ไม่เคยพบเห็นซิวเจ่อสตรีอีกเลย
ในวิถีทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ระหว่างบุรุษสตรีไม่มีข้อแตกต่าง ยังมีหลายสำนักที่
รับเฉพาะศิษย์สตรีเท่านั้น หากจะมีวิถีบำเพ็ญเพียรใดที่บุรุษสตรีแตกต่างกันอยู่บ้าง อาจ
เป็นเหล่าเซียนวรยุทธ์ที่ฝึกปรือวิชาเสริมสร้างสังขาร สตรีส่วนใหญ่รักสวยรักงาม
ชมชอบผิวขาวผ่องปานเย้ยหิมะ ไม่มีความสนใจในผิวทองแดงกระดูกเหล็ก นอกจากนี้
ยังมีการกล่าวกันว่าในอาณาจักขุนเขาน้อย มีกองกำลังที่มีเฉพาะสตรีเท่านั้น ทั้งยัง
ค่อนข้างใหญ่โตอีกด้วย
“ไป ไปดูกัน” กงซุนชาเอ่ยปากอย่างไม่ลังเล
เมื่อกงซุนชารีบรุดไปยังค่าย มันพบเห็นซิวเจ่อสตรีผู้นั้นอย่างรวดเร็ว กล่าวให้
ถูกต้องกว่านี้ นี่เป็นซิวเจ่อสตรีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนางหนึ่ง
“ข้าว่า นางอัปลักษณ์ยิ่ง” กงซุนชาเอ่ยปากทันที ราวกับว่าไม่ได้ตระหนักว่าวาจา
ของมันโหดร้ายมาก เพียงกล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนกเท่านั้น
“จริงทีเดียว” เซี่ยซานเห็นด้วยเป็นที่สุด พยักหน้าเศร้าๆ
ซิวเจ่อสตรีที่สิ้นสติผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสยิ่ง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ร่างกายโชย
กลิ่นน่ารังเกียจ ใบหน้าเต็มไปด้วยปุั่มปมเกรอะกรัง นางสวมใส่ชุดยาวสีขาวขาดวิ่น ไม่
ต่างอันใดจากขอทานผู้หนึ่ง สองเท้าเปล่าเปลือย เต็มไปด้วยรอยช้ำและบาดแผล
จั่วม่อเมื่อได้ยินข่าวก็รีบรุดมาเช่นกัน พอฟังคำของผูเยา ใบหน้าของมันเปลี่ยนเป็น
เคร่งขรึมจริงจัง
“นางถูกพิษอสูร”
“พิษอสูร?” จั่วม่อสีหน้าน่าเกลียดอยู่บ้าง “เจ้าหมายความว่านางถูกพวกอสูรทำ
ร้ายใช่หรือไม่?”
“ไม่ผิด” ผูเยาผู้ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้รู้สึกว่าตนตกอยู่ภายใต้สถานะที่ถูกคุกคาม ไม่คิด
ปกปิดซ่อนเร้นอีกต่อไป ไม่ลืมที่จะอวดโอ่ทุกเมื่อที่มีโอกาส
“นี่เป็นพิษอสูรที่ธรรมดาสามัญยิ่ง ปรุงขึ้นจากเถาวัลย์หนามเขียว พวกมันใช้ของ
เล่นนี้มาตั้งแต่หลายพันปีที่แล้ว นึกไม่ถึงว่าทุกวันนี้ก็ยังคงใช้อยู่อีก” กล่าวจบสิ้น ยังไม่
ลืมวิพากษ์วิจารณ์ตบท้ายเหมือนเคย “คนพวกนี้ อยู่มาเป็นพันๆ ปี ไม่มีการพัฒนาบ้าง
เลยหรือไร?”
จั่วม่อไม่แยแสสนใจอสูรเฒ่าจิตไม่ว่าง มันเงยหน้าขึ้นถามอย่างกะทันหัน “นางลอย
มาจากที่ใด?”
เซี่ยซานอึ้งไปวูบนั้น จากนั้นแล่นไปถามซิวเจ่อที่ค้นพบสตรีผู้นี้เป็นคนแรก เมื่อได้
ความค่อยชี้ไปยังทิศทางหนึ่งของแม่น้ำอาณาจักร “ลอยมาจากที่นั่น”
ตอนนี้เอง กงซุนชาค่อยมีปฎิกิริยา มันสบตาจั่วม่อวูบ…อาณาจักรนภาจันทร์!
ทิศทางนั้นย่อมเป็นทิศทางของอาณาจักรนภาจันทร์ที่พวกมันจากมา!
ซิวเจ่อสตรีอัปลักษณ์ผู้นี้ ที่แท้หลบหนีออกมาจากอาณาจักรนภาจันทร์ พวกมันทั้ง
คู่ล้วนแตกตื่นตะลึงลาน ตำแหน่งที่พวกมันตั้งทัพอยู่ตอนนี้ไม่ห่างไกลจากแม่น้ำ
อาณาจักร แต่สตรีผู้นี้กลับเป็นคนแรกที่พวกมันพบว่าหลบหนีออกมาจากอาณาจักรนภา
จันทร์ นี่หมายความว่าอย่างไร? ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากองทัพอสูรตอนนี้ได้ยึดครองแม่น้ำ
อาณาจักรเอาไว้ทั้งสาย นี่ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด พวกมันเพียงแค่ต้องจัดทัพตั้งมั่นอยู่
บนเกาะแมกไม้รกร้างเท่านั้น ก็จะยึดแม่น้ำอาณาจักรเอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
แต่สตรีผู้นี้กลับทะลวงฝั่าออกมาจากอาณาจักรนภาจันทร์ นั่นย่อมหมายความว่า
นางแข็งแกร่งยิ่ง!
จั่วม่อกับกงซุนชาสบตากันวูบ ในใจบังเกิดความคิดเดียวกัน ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด
เพียงพลังฝีมืออันร้ายกาจของสตรีผู้นี้ เมื่อสามารถบุกฝั่าวงล้อมของทัพอสูรออกมาได้
เกรงว่าย่อมไม่ใช่สิ่งที่หนิงม่ายทั่วไปจะเทียบชั้นได้ อย่าว่าแต่นางก็มาจากอาณาจักรนภา
จันทร์เช่นเดียวกัน นี่ทำให้พวกมันทั้งคู่รู้สึกสนิทชิดเชื้อกับนางอยู่บ้าง
จั่วม่อตัดสินใจทันที ถามผูเยา “พิษอสูรนี้เจ้าทราบวิธีรักษาหรือไม่?”