สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 238 เหอเถาอัสนีคำรน
“เป็นอย่างไรบ้าง?” กงซุนชามองเข้าไปในห้องแวบหนึ่ง จากนั้นทรุดนั่งลงข้าง
จั่วม่อ
จั่วม่อสั่นศีรษะ “ไม่ทราบได้ ที่แท้นางบาดเจ็บสาหัสมาก่อนหน้านี้ด้วย ทั้งยังไม่ใช่
แค่ครั้งเดียว ที่นางยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ ก็เรียกได้ว่าปาฎิหาริย์แล้ว”
มันอดนับถือเลื่อมใสสตรีนางนี้ไม่ได้ เมื่อได้ตรวจสอบร่างกายของนาง ต้องตะลึง
ลานกับบาดแผลมากมายที่สะสมอยู่ภายในร่างของนาง เป็นไปได้หรือไม่ว่าสตรีผู้นี้
เหมือนกับศิษย์พี่เหวยเสิ้ง เป็นพวกคลั่งไคล้การต่อสู้ใช่หรือไม่?
“หากนางงดงามคงจะดีไม่น้อย” กงซุนชาจุปากเบาๆ
จั่วม่อประหลาดใจอยู่บ้าง “เจ้าคิดเสาะหาสตรีคู่บำเพ็ญสักคนหรือ?”
“ไม่ๆ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” กงซุนชาอธิบาย สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“เพียงแต่ถ้านางงดงาม พวกเราจะได้สบายตาบ้าง”
“ไหนเจ้าลองบอกมา สตรีมีอันใดดี? ไฉนทุกคนชมชอบพวกนาง?” จั่วม่อหวนนึกถึง
ค่ายกลลวงตาของแม่นางกระเรียนกระดาษที่ทำให้เลือดลมพลุ่งพล่าน
“ศิษย์พี่ ท่านไม่รู้หรอกหรือ?”
กงซุนชาเบิกตามองจั่วม่ออย่างไม่อยากเชื่อ เอามือตบหน้าผากแปะพลางทอดถอน
ใจ จากนั้นวางมาดเป็นผู้มีประสบการณ์ เริ่มสั่งสอนจั่วม่อด้วยเสียงหนักๆ “ศิษย์พี่ เรื่อง
ฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรข้าอาจสู้ท่านไม่ได้ แต่กล่าวถึงเรื่องความเข้าใจในอิสตรีท่านสมควร
เป็นศิษย์น้องข้า ผู้น้องเรียกได้ว่ามีความสำเร็จไม่น้อย”
จั่วม่อชักรู้สึกสนใจอยู่บ้าง รีบถามไถ่ “ศิษย์พี่กงซุนโปรดสอนสั่ง”
“กล่าวถึงสตรี ส่วนสำคัญที่สุดคือความงาม ต้องสะคราญปานบุปผาหยก สุ้มเสียง
นุ่มนวลดุจสายลม ประกอบกับกลิ่นหอมเย้ายวนจนผู้คนไม่อาจถอนตัว”
กงซุนชาสีหน้าเคลิบเคลิ้ม แต่แล้วรีบตักเตือนด้วยเสียงหนักกว่า “แต่ศิษย์พี่ ท่าน
ต้องจดจำไว้ให้มั่น สตรีเพียงมีไว้ชมดูเท่านั้น ซือฟูั่ของข้าเคยบอกว่า เจ้าได้แต่ชมดูสตรี
แต่ไม่อาจสัมผัสพวกนาง เราจะชมดูพวกนางก็พอ”
“อ้อ ที่แท้เป็นเช่นนี้” จั่วม่อผงกศีรษะ คล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ
“แต่การได้พบคนที่มาจากอาณาจักรนภาจันทร์ ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ” กงซุนชา
ทอดถอน “จะอย่างไรตอนแรกมีแค่พวกเราสามคนเท่านั้น มีเพิ่มมาอีกคนย่อมดีกว่า”
จั่วม่อคล้ายถูกสะกิดให้นึกถึงเรื่องราวในอดีต ต้องนิ่งเงียบงันไป อึดใจให้หลัง ค่อย
ถามว่า “ศิษย์น้องเฉิงอยู่ที่ใด?”
“มันยังจะอยู่ที่ใดได้? มันแทบจะกินนอนอยู่ในบ่อฟูมฟักสัตว์ร้ายตลอดเวลาแล้ว!
อีกไม่นานข้าว่ามันคงบรรลุความปรารถนาสูงสุดของมัน นั่นคือบำเพ็ญเพียรจน
กลายเป็นสัตว์ปราณตัวหนึ่ง ฮี่ฮี่” กงซุนชาหัวร่อเยาะหยัน
“เอาเถอะ ให้มันกระทำในสิ่งที่มันชมชอบย่อมดีกว่า” ไม่ทราบเป็นเพราะเรื่องราว
ที่ทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะนี้หรือไม่ ทำให้จั่วม่อมีมุมมองต่อหลายสิ่งเปิดกว้าง
ขึ้น
“อา” กงซุนชาพยักหน้ารับ สถานการณ์ของพวกมันยามนี้ ต่อให้อธิบายว่า
ล่อแหลมสุ่มเสี่ยงก็มิได้เกินเลยไป อย่าได้เห็นว่าพวกมันประสบชัยชนะมาสองสามครั้ง
แต่อาศัยผู้คนเพียงร้อยกว่าคนนี้ ทั่วทั้งอาณาจักรขุนเขาน้อย ไม่อาจจัดเข้าอันดับเสีย
ด้วยซ้ำ
สิ่งที่มันกำลังทำอยู่ตอนนี้ ก็มิใช่เป็นสิ่งที่มันชมชอบหรอกหรือ? หลังจากเรียนรู้
ศาสตร์บัญชาการรบ ความประทับใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมันก็คือ ก่อนหน้านี้มันใช้ชีวิตสูญ
เปล่ามาเนิ่นนานเหลือเกิน
ทันใดนั้น มันฉุกคิดถึงเรื่องสำคัญเร่งด่วนเรื่องหนึ่ง “จริงสิ ศิษย์พี่ ท่านเคยคิด
หรือไม่ว่ากองทัพอสูรมาจากที่ใด?”
“มาจากที่ใด?” จั่วม่อชะงัก ถูกคำถามของกงซุนชาหวดใส่จนนิ่งงันไป ขบคิดอยู่ครู่
หนึ่ง ค่อยตอบว่า “สมควรมาจากอาณาจักรวารีฟั้ามิใช่หรือ อาณาจักรขุนเขาน้อยมี
แม่น้ำอาณาจักรเพียงสองสาย ดังนั้นพวกมันจะต้องมาจากอาณาจักรวารีฟั้า บุกผ่าน
อาณาจักรขุนเขาน้อย เข้าสู่อาณาจักรนภาจันทร์ของเราในคราวนั้น”
ใบหน้าหล่อเหลาของกงซุนชาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล แย้งว่า “แต่หากพวกมัน
มาจากอาณาจักรวารีฟั้าจริง กองทัพอสูรยังจะละเว้นพรรคฟั้ากระจ่างหรือ? ท่านลองนึก
ดู ตอนที่เราอยู่ในเกาะแมกไม้รกร้าง พวกมันกระทั่งวาจายังไม่คิดกล่าว พอมาถึงก็ลงมือ
จู่โจมอย่างอำมหิตถึงเพียงนั้นแล้ว”
จั่วม่อเบิกตาโพลง นั่นก็ใช่แล้ว! หากกองทัพอสูรบุกเข้าสู่อาณาจักรขุนเขาน้อยโดย
ผ่านมาทางอาณาจักรวารีฟั้าจริง ไม่ว่ากองกำลังใดที่เฝั้าควบคุมแม่น้ำอาณาจักร ย่อม
จะต้องถูกกวาดล้างจนพินาศไปเสียนานแล้ว จั่วม่อจึงไม่เชื่อว่ากองทัพอสูรจะละเว้น
พรรคฟั้ากระจ่างเป็นพิเศษ
“หรือว่าพรรคฟั้ากระจ่างเข้ายึดแม่น้ำอาณาจักรหลังจากที่กองทัพอสูรผ่านไป
แล้ว?” จั่วม่อนึกหาคำอธิบายที่เป็นไปได้
“ข้าถามพวกเซี่ยซานแล้ว พรรคฟั้ากระจ่างตั้งอยู่ตรงปากแม่น้ำอาณาจักรวารีฟั้า
พอดี พวกมันเฝั้าควบคุมสถานที่นั้นมาโดยตลอด” กงซุนชากล่าวเคร่งขรึม
จั่วม่อรู้สึกความหนาวเย็นระลอกหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจากปลายเท้า “หมายความว่า
อาณาจักรขุนเขาน้อยมีทางเข้าอื่นเช่นนั้นหรือ?”
“ข้าไม่ทราบ” กงซุนชาสั่นศีรษะอย่างขมขื่น
คำถามนี้สำคัญยิ่งยวด จั่วม่อรีบเข้าไปถามผูเยาอย่างไม่รีรอ
ผูเยากล่าวเสียงต่ำลึก “กองทัพอสูรนี้สมควรเล็ดลอดเข้ามาทางรอยแยกแห่งความ
สับสนวุ่นวาย”
“รอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวาย? นั่นเป็นเรื่องราวใด?”
“อันที่จริงดินแดนของแต่ละอาณาจักรมิใช่ว่าจะมีทางเข้าออกเพียงแม่น้ำอาณาจักร
เท่านั้น แต่ยังมีทางเข้าออกอีกมากมายหลากหลายเส้นทาง แม่น้ำอาณาจักรเป็นเพียง
เส้นทางที่พบเห็นได้มากที่สุดและปลอดภัยที่สุดเท่านั้น แต่เส้นทางเข้าออกอื่นๆ
เหล่านั้น มักจะเป็นช่องว่างรอยแตกของมิติซึ่งมีขนาดเล็กมาก พวกมันถูกเรียกขานว่า
‘รอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวาย’ แต่ปกติแล้ว เมื่อเจ้าผู้ครองอาณาจักรเข้าครอบครอง
อาณาจักรใด พวกมันจะต้องสืบเสาะค้นหารอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวายเหล่านี้ และ
ปิดผนึกทั้งหมดเอาไว้ ปั้องกันมิให้ผู้อื่นลักลอบใช้ประโยชน์” วิชาความรู้จำพวกนี้ผูเยา
เชี่ยวชาญยิ่ง
“รอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวายมีจำนวนมากหรือไม่?” จั่วม่อสีหน้าน่าเกลียดอยู่
บ้าง หากปัญหาอยู่ที่รอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวายจริง นั่นหมายความว่ากองทัพอสูร
สามารถปรากฎตัวได้ทุกเมื่อ
“เรื่องนี้ไม่ทราบได้” ผูเยาแบมือสองข้าง “แต่ละอาณาจักรย่อมแตกต่างกันไป แต่มี
อยู่เรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องเข้าใจด้วย เหตุผลที่รอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวายได้รับนามของ
ความสับสนวุ่นวาย เนื่องเพราะกฎเกณฑ์แห่งฟั้าดินภายในรอยแยกมิติเหล่านั้น ทั้ง
โกลาหลวุ่นวายอย่างสิ้นเชิงและอาจไม่คงอยู่จริง ยอดฝีมือระดับสูงขึ้น ยิ่งได้รับ
ผลกระทบรุนแรงมากขึ้น อาณาจักรขุนเขาน้อยเป็นอาณาจักรที่จัดอยู่ในประเภท
อาณาจักรขนาดเล็กที่สุด หากมีรอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวายอยู่จริง บางทีอาจมีเพียง
ซิวเจ่อไม่เกินด่านหนิงม่ายที่พอจะผ่านทางเข้าออกได้ อสูรปิศาจก็ถูกจำกัดด้วย
กฎเกณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน”
ฟังถึงตรงนี้ จั่วม่อแทบจะแน่ใจได้ทันที กองทัพอสูรจะต้องเข้าสู่อาณาจักรขุนเขา
น้อยผ่านทางรอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวายเป็นแน่ มันก็เห็นว่าประหลาดตั้งแต่แรก
แล้ว กองทัพอสูรแม้จะสำแดงพลังของกองทัพที่มีระเบียบวินัยเคร่งครัด แต่ระดับพลัง
บำเพ็ญเพียรโดยเฉลี่ยของพวกมันหาได้สูงส่งแต่อย่างใด ความแข็งแกร่งของแต่ละคน
เทียบได้ไม่เกินด่านหนิงม่ายเท่านั้น ที่แท้ไม่ใช่ว่าพวกมันไม่คิดส่งยอดฝีมือระดับสูงมา
แต่เป็นพวกมันไม่สามารถข้ามรอยแยกมิติมาได้ต่างหาก
“มีวิธีค้นหารอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวายหรือไม่? แล้วเราสามารถผนึกมันได้
หรือไม่?” จั่วม่อถามด้วยสุ้มเสียงหวาดหวั่น ภยันตรายที่ท่านรู้จักแต่กลับไม่มีปัญญา
มองเห็น ย่อมเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
“พื้นที่รอบๆ รอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวายมักจะมีลักษณะพิเศษบางประการ
เนื่องจากมันเป็นความโกลาหล ความโกลาหลไม่ได้แบ่งเป็นหยินหยาง ไม่ใช่ห้าธาตุ
ภายในรอยแยกมิติของความโกลาหลไม่มีปราณพิภพ ไม่มีปราณธรรมชาติ ไม่ว่าเซียน
อสูรหรือปิศาจ ล้วนถูกสะกดเอาไว้ภายใต้พลังของความโกลาหล อ้อ พื้นที่นั้นยังแห้ง
แล้งและรกร้างว่างเปล่า รอบๆ รอยแตกแห่งความสับสนวุ่นวายไม่มีสัตว์ร้ายใดสามารถ
รอดชีวิต ดังนั้นจะไม่มีพืชหญ้า ไม่มีสัตว์ปราณ ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ได้” ผูเยาร่ายยาว
สุดท้ายยังเสริมว่า
“มีศาสตร์วิชาลับบางอย่างที่สามารถค้นหารอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวายได้ แต่
ข้าไม่รู้วิชาเหล่านั้น”
จั่วม่อออกจากทะเลแห่งจิตสำนึก เล่าเรื่องราวที่ฟังจากผูเยาให้กงซุนชาฟังอีกรอบ
กงซุนชากลับสงบเยือกเย็นเช่นปกติ คำตอบนี้ไม่ได้ห่างไกลจากที่มันคาดเดาเอาไว้
มันเพียงถามว่า “พื้นที่รอบๆ รอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวายเหมาะสมต่อการซุ่มโจมตี
หรือไม่?”
“ตามหลักการแล้วก็ใช่ เหมาะเจาะพอดีเป็นอย่างยิ่งทีเดียว” ผูเยาตอบอย่างไม่
เกี่ยงงอน ทว่ามันได้แต่พูดคุยผ่านทางจั่วม่อเท่านั้น “แต่บอกให้มันตัดใจเสียเถอะ
ราชสีห์ต่อให้อ่อนล้าเพียงใด ก็ไม่ใช่สิ่งที่แกะตัวน้อยจะสามารถเอาชนะได้ ในมือของมัน
มีแต่ลูกแกะในหมู่แกะทั้งหลายเท่านั้น”
จั่วม่อไร้วาจาจะกล่าว ทว่ายังคงทวนคำของผูเยาแต่โดยดี
กงซุนชาสีหน้าน่าเกลียดอยู่บ้าง แต่มันก็มิใช่ไม่ทราบว่านี่เป็นความจริงแท้แน่นอน
ไพร่พลใต้บังคับบัญาของมันเป็นอย่างไร มันย่อมทราบกระจ่างกว่าผู้ใด แม้ว่าหลังจาก
ผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มงวดจากมัน สุดท้ายเริ่มมีลักษณะของกองทัพอยู่บ้าง
แต่เมื่อเทียบกับกองทัพอันเพียบพร้อมสมบูรณ์ของกองทัพอสูรแล้ว ยังคงห่างไกล
ร่วมหนึ่งแสนแปดหมื่นลี้
สำหรับปัญหานี้ จั่วม่อก็อับจนปัญญาเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของรอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวายนี้ ยิ่งทำให้พวกมันทั้ง
สองมุ่งมั่นที่จะบุกฝั่าวงล้อมของพรรคฟั้ากระจ่างออกไปให้เร็วขึ้นอีก นั่นจึงจะเป็น
ลำแสงแห่งความหวังเดียวที่พวกมันจะรอดชีวิต
“มีข่าวคราวของสถานที่ที่มีภูตหยินหรือไม่?”
จั่วม่อถาม พลังของมุกหยินประลัยกัลปถึงกับเหนือล้ำกว่าที่มันคาดคิดไว้ กระทั่ง
สัตว์ประหลาดดุร้ายอย่างเช่นงูยักษ์เขาโลหิต กระทบถูกทีเดียวยังกลายเป็นฝุั่นสลายไป
นี่เหนือความคาดหมายของจั่วม่ออย่างแท้จริง ยิ่งทำให้มันกระตือรือร้นในการค้นหา
สถานที่ที่มีภูตหยินมากกว่าเดิม
สัตว์ปราณระดับห้าอาจถือได้ว่ามีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกันกับจินตัน แม้ว่างู
ยักษ์เขาโลหิตจะเป็นเพียงกึ่งระดับห้าเท่านั้น แต่พลังที่สามารถสังหารมันได้ก็สมควรมี
ผลต่อจินตันอยู่หลายส่วน
กงซุนชาก็ทราบดีถึงพลังของมุกหยินประลัยกัลป ทั้งยังเอาใจใส่กับเรื่องนี้มาก
เช่นกัน พอศิษย์พี่ถามไถ่ ก็ตอบได้ทันที “ยังไม่มีข่าวคราวอันใด แต่ข้าสั่งให้พวกมัน
มุ่งเน้นอยู่กับเรื่องนี้เป็นพิเศษ ใช่แล้ว หลังจากจัดการกองกำลังของชื่อจุนเจ่อ พวกเรา
ยึดได้สิ่งของที่ดีบางอย่าง”
“ของที่ดีอันใด?” จั่วม่อคึกคักขึ้นมาทันที รีบถามอย่างรวดเร็ว
“ต้นเหอเถาอัสนีคำรนระดับสี่ที่เติบโตเต็มที่แล้ว ผลของมันใกล้สุกเต็มแก่
ชื่อจุนเจ่อคอยเฝั้ามันไว้ตลอดเวลา แต่สุดท้ายตกอยู่ในมือเรา” กงซุนชากล่าวด้วย
รอยยิ้มเอียงอาย
“เหอเถาอัสนีคำรน! ระดับสี่!” จั่วม่อตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง
เห็นศิษย์พี่น้ำลายไหลย้อย กงซุนชาหัวร่อคิกคัก “ไม่ผิด”
สีหน้าของศิษย์พี่เวลานี้สดใสยิ่ง! กงซุนชากลั้นหัวร่อ
จั่วม่อรีบแล่นไปยังถ้ำภูเขาของชื่อจุนเจ่อทันที สถานที่แห่งนี้ถูกเฝั้าระวังไว้อย่าง
แน่นหนา กงซุนชาเห็นได้ชัดว่ารู้คุณค่าของเหอเถาอัสนีคำรนระดับสี่ นี่เป็นสมบัติที่
ประเมินค่ามิได้
ต้นเหอเถาอัสนีคำรนต้นนี้ไม่มีอันใดโดดเด่นสะดุดตา สูงเท่าสองช่วงตัวคน ด้านบน
เต็มไปด้วยผลเหอเถาสีเขียวสด ผิวนอกของผลเหล่านี้ปกคลุมด้วยจุดสีเงินประปราย
ไม่มีปราณธรรมชาติหนาแน่น ไม่มีแสงเจิดจ้าบาดตา ต้นไม้นี้ธรรมดาสามัญถึงที่สุด
ยากที่ผู้คนจะเชื่อมโยงต้นไม้นี้เข้ากับต้นเหอเถาอัสนีคำรนระดับสี่ได้
“ชื่อจุนเจ่อผู้นี้นับว่ามีสายตาที่ดีอยู่บ้างจริงๆ! คนทั่วไปไม่มีทางรู้จักต้นไม้นี้” จั่วม่อ
จ้องมองผลไม้สีเขียวประกายเงินที่ปกคลุมไปทั่วทั้งต้นตาเป็นมัน
“ตอนนี้ ทั้งหมดเป็นของเรา” กงซุนชาไม่ได้มีความเข้าใจลึกซึ้งในคุณค่าของเหอเถา
อัสนีคำรน มันเพียงล่วงรู้แค่ว่าของสิ่งนี้หายากและมีราคาแพงมาก
สำหรับสิ่งของหายากและราคาแพง ศิษย์พี่จั่วม่อมักจะสนอกสนใจเป็นพิเศษ ตัวมัน
เองก็เบิกบานใจยิ่ง ค่าใช้จ่ายประจำวันของแผนฝึกอบรมของมัน ไม่มีผู้ใดทราบกระจ่าง
ไปกว่ามันอีก ตอนนี้สามารถหารายได้ชดเชยให้แก่ศิษย์พี่บ้าง นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
กงซุนชาเพิ่งจะได้ลิ้มรสหอมหวาน ในใจถึงกับครุ่นคิด ใช่ถึงเวลาที่เหมาะสมในการ
เร่งสร้างรายได้หรือไม่?
เพียะ ผลแก่ผลหนึ่งร่วงหล่นลงจากกิ่งไม้
จั่วม่อรีบยื่นมือออกไปทันควัน ผลเหอเถาร่วงลงบนมือของมัน มันค่อยๆ ใช้ฝั่ามือ
ลูบไล้อย่างแผ่วเบา เปิดผิวเปลือกและเนื้อผลไม้ออก เผยให้เห็นเม็ดเหอเถาสีเงิน
ประกายที่อยู่ภายใน
นี่คือเม็ดเหอเถาอัสนีคำรนที่มีชื่อกระเดื่องดัง!
จั่วม่อยกเหอเถาอัสนีคำรนขึ้นมาส่องดูตรงหน้า ดวงตาเคลิบเคลิ้มมึนเมา
เหอเถาอัสนีคำรนมีขนาดเล็กกว่าผลเหอเถาปกติอยู่เล็กน้อย รูปลักษณ์คล้ายทำจาก
โลหะเงินบริสุทธิ์ ถือไว้ในมือรู้สึกหนักมาก ในรอยย่นอันสลับซับซ้อนของเนื้อในเม็ดเหอ
เถา สามารถเห็นประกายสายฟั้าแลบแปลบปลาบเป็นครั้งคราว จั่วม่อต้องใช้พลังปราณ
ผนึกเป็นชั้นปั้องกันอยู่บนฝั่ามือ มิเช่นนั้นมันจะได้รับบาดเจ็บจากสายฟั้าของเม็ดเหอเถา
อัสนีคำรนไปแล้ว
“นี่หรือเหอเถาอัสนีคำรน? งดงามยิ่ง” กงซุนชาสุมหัวเข้ามามุงดู “น่าจะขายได้
ราคาไม่น้อย!”
“ขาย?” ตรงกันข้ามกับท่าทีปกติ จั่วม่อสั่นศีรษะระรัว “เราจะไม่ขายแม้แต่ผล
เดียว! ของที่ดีเช่นนี้ต่อให้เจ้ามีจิงสือก็มิใช่จะซื้อหาได้”
มันใช้จิตสำนึกพินิจพิเคราะห์เมล็ดเหอเถาอัสนีคำรนสีเงินประกายที่อยู่ในมือ ในใจ
ทอดถอนชมเชยมากกว่าเดิม ภายในเม็ดเหอเถาอัสนีคำรน มีสายฟั้าแกร่งบรรจุอยู่อย่าง
เปียมล้นสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ถือเป็นยุทธภัณฑ์เวทจากธรรมชาติที่สามารถใช้งานได้
โดยตรง ในปัจจุบันจั่วม่อขาดแคลนกระบวนท่าที่มีพลังโจมตีสูงส่ง เหอเถาอัสนีคำรน
เหล่านี้ช่างมาได้เหมาะเจาะพอดีทีเดียว!
ด้วยอุปนิสัยตระหนี่และรอบคอบของมัน จั่วม่อย่อมไม่โง่เขลาพอที่จะใช้เหอเถา
อัสนีคำรนเหล่านี้โดยตรง นอกจากนี้มันยังค้นพบในทันทีทันใด ว่าเหอเถาอัสนีคำรนแม้
บรรจุไว้ด้วยสายฟั้าแกร่งจำนวนมหาศาล แต่ภายในเปลือกแข็ง ยังสามารถรองรับ
สายฟั้าแกร่งได้มากกว่านี้อีก
หากใช้สายฟั้าแกร่งหล่อเลี้ยงเหอเถาอัสนีคำรนอย่างต่อเนื่อง พลังของเหอเถาอัสนี
คำรนเหล่านี้จะทวีคูณขึ้นเป็นลำดับ
สำหรับผู้อื่น คิดหาสายฟั้าแกร่งอาจไม่ง่ายนัก แต่สำหรับจั่วม่อ นี่ลำบากเพียงยกมือ
เท่านั้น
สายฟั้าแกร่งภูตหยางเป็นสายฟั้าแกร่งระดับสี่ เหมาะที่จะใช้หล่อเลี้ยงเหอเถาอัสนี
คำรนเป็นที่สุด
จั่วม่อมองไปยังกิ่งก้านต้นไม้ซึ่งเต็มเพียบไปด้วยผลไม้สีเขียวหนักอึ้งจนกิ่งลู่ลง
ความปิติยินดีเปียมล้นอยู่ในใจ จนรู้สึกหัวหมุนงุนงง
“สมบัติ! สมบัติของข้าทั้งหมด!”
เสียงตะโกนอันหาสาระมิไม้ของคนโลภสะท้อนก้องอยู่ในถ้ำ
(ผลเหอเถา – ผลวอลนัท)