สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 239 อสูรเยือนสุญตา
เทียบกับภูเขาสุญตาในอดีต หากมีผู้คนมาเยือนในตอนนี้ จะพบเห็นวัชพืชรกเรื้อทั่ว
ภูเขา ทุ่งนาปราณเหี่ยวแห้งรกร้าง บางครั้งจะเห็นสัตว์ปั่าเล็กๆ ชะโงกหน้าออกมาจาก
พงหญ้า
“เป็นบริเวณนี้ไม่ผิดแน่”
ฟังคำรายงานของจากผู้ใต้บังคับบัญชา มู่ซีก้าวย่างไปตามเส้นทางรกเรื้อ ขึ้นไปบน
ถนนภูเขา
“สำนักใดเคยครอบครองพื้นที่นี้?” นางถามเรียบๆ
“เป็นสำนักของเซียนกระบี่สำนักหนึ่ง เรียกว่าสำนักกระบี่สุญตา” บุรุษกลางคน
เห็นได้ชัดว่าเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี รายงานข้อมูลอย่างละเอียด “สำนักกระบี่สุญตา
เป็นหนึ่งในสำนักที่มีความสำเร็จมากที่สุดในอาณาจักรนภาจันทร์ พวกมันจากไร้นาม
กลายเป็นกระเดื่องดังถึงที่สุดภายในสองปีที่ผ่านมา แรกเริ่มเดิมที พวกมันก็มียอดฝีมือ
ด่านจินตันสี่คนที่มีพลังฝีมือไม่ธรรมดาสามัญ”
“อ้อ สถานที่เล็กๆ เช่นนี้ ถึงกับมียอดฝีมือจินตันสี่คน นับว่าผิดปกติจริงๆ” มู่ซี
กล่าวอย่างแปลกใจอยู่บ้าง
เหยียนฟงหัวร่ออย่างไม่เห็นสำคัญ
มู่ซีไม่แยแสสนใจมัน พยักหน้าเตือนบุรุษกลางคน “ว่าต่อไป”
“สองปีมานี้ พวกมันขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันในสำนักกระบี่สุญตามีจินตัน
เกือบสิบคน”
มู่ซีดวงตาทอประกายประหลาดใจ “จินตันเกือบสิบคน?”
คราวนี้กระทั่งเหยียนฟงยังมีสีหน้าแปลกใจ พวกมันเป็นเพียงทัพหน้าที่ล่วงหน้ามา
ก่อน หากต้องเผชิญกับจินตันเกือบสิบคน
เพียงพอที่จะเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อพวกมัน มันแม้โอหังถือดี แต่เมื่อสามารถมี
ความสำเร็จจากตำหนักศาสตร์อสูร โดยพื้นฐานย่อมไม่ใช่คนโง่งม
“นอกจากนั้นแล้ว บรรดาศิษย์รุ่นที่สองของพวกมันยังเด่นล้ำเป็นพิเศษ สะท้านทั่ว
อาณาจักรนภาจันทร์ ศิษย์ลำดับหนึ่งเหวยเสิ้ง บรรลุด่านหนิงม่ายตั้งแต่อายุยี่สิบปี
พรสวรรค์เชิงกระบี่ยังน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า บรรลุถึงขั้นเจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์
ศิษย์ลำดับสอง จั่วม่อ ฝีมือเชิงค่ายกลสูงส่งไร้คู่มือเปรียบติด ศิษย์ลำดับสาม หลัวหลี
เข้าสู่ด่านหนิงม่ายแล้วเช่นกัน ทั้งยังสร้างเคล็ดวิชากระบี่ของตนเอง
นามเคล็ดกระบี่หว่อหลี”
“สำนักอันกล้าแกร่งนัก!” มู่ซีถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยน
หลายปีมานี้ เผ่าพันธุ์อสูรได้ศึกษาทำความเข้าใจกับซิวเจ่อมากขึ้น เรื่องราวที่กล่าว
มานี้ หากปรากฎอยู่ในสำนักขนาดกลางจะไม่น่าแปลกใจอันใด แต่เมื่อเกิดขึ้นในสำนัก
ขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกลสุดกู่เช่นนี้ ก็เรียกได้ว่าน่าอัศจรรย์ใจมากแล้ว
เหยียนฟงก็มีสีหน้าตื่นตะลึงเช่นกัน ที่ผ่านมามันลำพองใจในความเป็นอัจฉริยะของ
มันตลอดมา ตอนนี้กลับฟังว่ามีคนที่บรรลุด่านหนิงม่ายตั้งแต่อายุยี่สิบปี ทั้งยังบรรลุ
เจตจำนงกระบี่ถึงขั้นแปลงรูปลักษณ์ ผลกระทบที่มันได้รับไม่ต่างจากถูกหวดฟาดกลาง
แสกหน้าอย่างรุนแรง!
พวกมันเดินต่อไปยังบ้านไม้หลังเล็กอันโดดเดี่ยวเดียวดาย บ้านไม้หลังน้อยนี้สะดุด
ตายิ่ง ตลอดระยะทางที่พวกมันเดินขึ้นมา เห็นวัชพืชรกครึ้มปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่
บริเวณลานดินว่างเปล่ารอบบ้านน้อยกลับโล่งกว้างสะอาดตา ปราศจากวัชพืชแม้แต่ต้น
เดียว
สถานที่ที่ทั้งสะดุดตาและแปลกพิลึกถึงเพียงนี้ เป็นธรรมดาที่หลีกไม่พ้นสายตาของ
พวกมัน มู่ซีจ้องมองกระท่อมไม้หลังน้อยครู่หนึ่ง ยืนนิ่งงันอยู่กับที่ คนอื่นๆ เห็นมู่ซีไม่
ขยับเคลื่อนไหว พวกมันก็ไม่กล้าล้ำหน้าไปกว่านี้ เห็นสถานการณ์เช่นนี้ เหยียนฟงแค่น
เสียงอย่างเย็นชา ก้าวตรงไปยังกระท่อมไม้อย่างไม่รีรอลังเล
บุรุษกลางคนอดไม่ได้ หันไปมองมู่ซีเป็นเชิงถามไถ่
มู่ซีโบกมือคราหนึ่ง สีหน้าแย้มยิ้มละไม
ทันทีที่เท้าขวาของเหยียนฟงย่ำลงบนพื้นลานว่างเปล่า มันพลันศีรษะลั่นอึงอล เส้น
ขนทั่วร่างลุกชี้ชันอย่างพร้อมเพรียง!
ฉากเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน กระท่อมไม้ธรรมดาสามัญหลังนั้นระเบิด
กระจายเป็นเสี่ยงๆ พื้นที่โดยรอบดูเหมือนจะพังพินาศลงทันที พลังที่มองไม่เห็นกระชาก
มันลงไป เจตจำนงกระบี่คมกล้าสะท้านขวัญนับไม่ถ้วนสาดพุ่งมาจากทุกทิศทาง ล้อม
กรอบระดมแทงใส่มันในชั่วพริบตา!
เหยียนฟงหน้าซีดเผือด ทันใดนั้นดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงเจิดจ้า เปลวไฟปะทุเดือด
ขึ้นทั่วร่าง!
มันรวบรวมเรี่ยวแรงกำลังทั่วร่าง ดีดกายพุ่งถอยหลังสุดแรงเกิด!
ทันทีที่หลุดพ้นออกมาจากพื้นลานว่างเปล่า ฉากอันน่าสะพรึงกลัวก็หายวับไป ทั้ง
พลังกดดันที่มองไม่เห็น และเจตจำนงกระบี่ พวกมันราวกับภาพลวงตาที่ไม่เคยมีอยู่จริง
เหยียนฟงกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น สีหน้าขวัญผวา ไม่กล้าลดพลังเปลวเพลิงบนร่าง
ดวงตาจ้องมองกระท่อมไม้โดดเดี่ยวหลังน้อยอย่างหวาดหวั่นพรั่นพรึง
“สถานที่แห่งนี้เป็นที่ฝึกฝีมือของเซียนกระบี่ที่ร้ายกาจสุดยอดผู้หนึ่ง” มู่ซีเดินนวย
นาดมาหยุดยืนข้างเหยียนฟง เอ่ยปากแถลงไข “มันอาจจะฝึกปรืออยู่ที่นี่หลายสิบหลาย
ร้อยปี พื้นดินทุกนิ้วทุกคืบซึมซาบเจตจำนงกระบี่เป็นเวลานาน ทั้งดุดันและคมกล้าถึง
ที่สุด ที่นี่ไม่มีสิ่งใดเติบโตขึ้นได้ ยิ่งเจ้าก้าวรุดหน้าเข้าไปมากเท่าใด เจตจำนงกระบี่ก็จะ
ยิ่งกล้าแข็งมากเท่านั้น ท้ายที่สุด มีปลายทางเพียงสองประการที่รอเจ้าอยู่ หนึ่งคือเจ้า
ถูกเจตจำนงกระบี่สับละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่วนอีกทางหนึ่ง คือเจ้าทำลาย
เจตจำนงกระบี่ทั้งหมดสำเร็จ”
เหยียนฟงหน้าขาวเผือด นับตั้งแต่พวกมันลอดผ่านรอยแยกแห่งความสับสนวุ่นวาย
เข้าสู่อาณาจักรขุนเขาน้อย พวกมันอยู่ยงคงกระพัน ราบลื่นตลอดเส้นทาง
ไม่เคยเผชิญพบแรงต้านทานใดๆ เป็นเหตุให้มันประเมินซิวเจ่อต่ำทรามเกินไปมาก
หลงคิดไปว่าซิวเจ่อล้วนเป็นเช่นเดียวกันทั้งหมด ถึงตอนนี้ค่อยตระหนักด้วยความ
แตกตื่นตกใจ ที่แท้สุดยอดฝีมือซิวเจ่อน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!
เหยียนฟงกลายเป็นเงียบขรึมผิดปกติ ทำให้มู่ซีพึงพอใจยิ่ง นางย่อมไม่ได้กระทำ
เช่นนี้เพียงเพื่อเอาชนะเหยียนฟงคนเดียว เพียงแต่นางได้ค้นพบมานานแล้วว่ามีอารมณ์
ประมาทศัตรูฝังลึกอย่างเงียบเชียบอยู่ในกองทัพของนาง ความทระนงตนเช่นนี้ สำหรับ
ทัพหน้าที่ล่วงลึกเข้ามาในแดนศัตรูเช่นพวกมัน ถือเป็นอันตรายอย่างร้ายแรง
หน่วยทัพใต้บังคับบัญชาของนาง พากันจ้องมองพื้นดินแห้งผากกับบ้านไม้หลังน้อย
อย่างตื่นตะลึง
มู่ซีหมุนตัวกลับมา เห็นในสายตาของเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา ความเย่อหยิ่งทระนง
ตนเลือนหายไปมาก ต้องลอบแย้มยิ้ม เอ่ยถามบุรุษกลางคนเสียงราบเรียบ “มีเปั้าหมาย
ที่น่าสนใจหรือไม่?”
บุรุษกลางคนตอบอย่างเคารพเทิดทูน “ดูจากช่วงเวลาที่เกิดดาวพร่างกลางทิวา
เวลาที่ต้าเหรินท่านนั้นมาถึงสำนักกระบี่สุญตา สมควรเป็นช่วงก่อนที่สำนักกระบี่สุญตา
จะขยายอำนาจ และในช่วงก่อนขยายอำนาจนี้เอง ในสำนักกระบี่สุญตายังมีผู้คนไม่มาก
นัก ในเมื่อต้าเหรินท่านนี้ก่อให้เกิดดาวพร่างกลางทิวา เป็นไปได้มากว่าต้าเหรินสมควร
ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่ต้าเหรินจะเข้ายึดร่างของ
จินตัน ดังนั้นที่น่าสนใจที่สุดสมควรเป็นบรรดาศิษย์รุ่นที่สอง”
มู่ซีไม่ขัดจังหวะ รอจนมันแยกแยะเสร็จสิ้น นางขบคิดแวบหนึ่ง ค่อยถามว่า
“เช่นนั้นเจ้าสงสัยผู้ใดมากที่สุด?”
“เหวยเสิ้ง!” บุรุษกลางคนตอบอย่างไม่ลังเล
“เพราะเหตุใด?”
“เหวยเสิ้งมีพรสวรรค์สูงส่งที่สุด สามารถหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่ต้าเหรินได้
มากที่สุด!”
มู่ซีสั่นศีรษะ “ข้ากลับไม่คิดเช่นนั้น หากเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องอาศัยหลบ
ซ่อนอยู่ในร่างคนผู้หนึ่ง เจ้าจะพิจารณาคัดเลือกจากสิ่งใด?”
ได้ยินคำถามนี้ บุรุษกลางคนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ในความเห็นของ
ข้าน้อย ประการแรกคือความปลอดภัย ประการที่สองคือการฟึนฟูสภาพโดยเร็วที่สุด”
“เจ้ากล่าวถูกต้อง” มู่ซีกล่าว “แต่เหวยเสิ้งเมื่อมีพรสวรรค์สูงส่งที่สุด ย่อมตกเป็น
เปั้าสนใจหลักของสำนัก หากประมาทสักเล็กน้อยอาจเกิดข้อผิดพลาดได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นการพำนักอยู่ในร่างกายของมันไม่ใช่ทางเลือกที่ชาญฉลาดนัก หากเป็นข้า ข้าจะ
เลือกจั่วม่อหรือหลัวหลี พวกมันก็ได้รับการเลี้ยงดูสนับสนุนเป็นอย่างดี แต่ไม่ดึงดูดความ
สนใจเท่ากับเหวยเสิ้ง นอกจากนี้ยังมั่นใจได้อีกว่า พวกมันต้องไม่ได้รับการใส่ใจจาก
สำนักเทียบเท่าเหวยเสิ้ง ดังนั้นไม่ว่าต้าเหรินท่านนั้นจะล่อหลอกหรือควบคุมพวกมัน
ย่อมทำได้ง่ายดายกว่าเหวยเสิ้งที่ได้รับการดูแลดีที่สุดมาก”
บุรุษกลางคนพอฟังคำแยกแยะของนาง ค่อยเข้าใจกระจ่าง สีหน้าเต็มไปด้วยความ
นับถือเลื่อมใส “มู่ต้าเหรินปราดเปรื่องยิ่ง!”
“ตอนนี้สำนักกระบี่สุญตาไปยังที่ใดแล้ว?”
“ว่ากันว่าพวกมันโยกย้ายไปยังอาณาจักรคลื่นเรืองรอง” บุรุษกลางคนตอบ จากนั้น
กล่าวด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ “อาศัยความเข้มแข็งของพวกเรา เกรงว่าไม่สามารถล่วงล้ำ
เข้าสู่อาณาจักรคลื่นเรืองรองได้”
มู่ซีกลับไม่มีโทสะ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “อาณาจักรคลื่นเรืองรองเป็นอาณาจักร
ขนาดกลาง แน่นอนว่าลำพังพวกเราไม่มีทางพิชิตพวกมันได้ แต่ภารกิจของพวกเราใกล้
ลุล่วงแล้ว นำข่าวสารทั้งหมดที่เจ้ารวบรวมมาได้ ผนวกกับข้อสันนิษฐานของเรา ทำเป็น
รายงานชุดหนึ่งส่งกลับไปยังกองบัญชาการ ส่วนที่เหลือย่อมมีผู้มารับช่วงต่อเอง”
“ขอรับ!” บุรุษกลางคนรับคำอย่างนอบน้อม
เหยียนฟงเวลานี้สีหน้าค่อยกลับเป็นปกติ พอได้ยินวาจาของมู่ซี มันยังคงไม่พอใจอยู่
บ้าง “เช่นนั้นเราอยู่ที่นี่ทำอะไร?”
“เรา?” มู่ซีแย้มยิ้ม “ลำบากตรากตรำกันมาตั้งนาน สมควรถึงเวลาพักผ่อนแล้ว”
เหยียนฟงพูดไม่ออก
ร่างกายของจั่วม่ออัดแน่นไปด้วยพลัง สังขารใหม่นี้ทำให้มันทั้งประหลาดใจและไม่
คุ้นชิน วิชาเสริมสร้างสังขารของมันรุดหน้าอย่างรวดเร็ว โดยแทบไม่ต้องใช้ความ
พยายามใดๆ มิหนำซ้ำมันยังเข้าสู่ด่านสามขุนเขาเรียบร้อยแล้ว ทุกครั้งที่ขยับเคลื่อนไหว
มันรู้สึกทั้งร่างเต็มไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาล เป็นความรู้สึกที่วิเศษยิ่ง
สิ่งที่ทำให้มันประหลาดใจมากที่สุด คือแผนผังปิศาจที่ผูเยาสลักไว้บนร่างกายมัน ได้
หายตัวไปอย่างสิ้นเชิงในระหว่างกระบวนการสร้างสังขารร่างกายขึ้นใหม่ แต่ไม่ทราบ
เพราะเหตุใด กลับมีลวดลายใหม่ที่คล้ายค่ายกลปรากฎขึ้นบนร่าง ลวดลายเหล่านี้ไม่
ซับซ้อนหรือแปลกประหลาดเท่าแผนผังปิศาจ แต่กลับเต็มไปด้วยความประณีตงดงามใน
แบบค่ายกลที่มนุษย์สร้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อยังคงไม่แน่ใจว่าลวดลายเหล่านี้เป็นค่ายกลหรือไม่ พวกมันต้อง
ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าดู
นอกจากวิชาเสริมสร้างสังขารบรรลุถึงด่านสามขุนเขาแล้ว อีกหนึ่งที่รุดหน้าก้าวไกล
คือพลังอภิญญาซึ่งยังไม่ได้ก่อเกิดอย่างสมบูรณ์ในทีแรก
พลังอภิญญาของมันเป็นวิชาเนตร แม้ร่างกายของมันกลายเป็นสังขารร่างกายใหม่
เรื่องนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
เนตรปราณ!
ความสามารถเฉพาะของเนตรปราณ คือสามารถมองเห็นการไหลเวียนของปราณ
ธรรมชาติแห่งฟั้าดิน
จั่วม่อยังไม่สามารถใช้เนตรปราณได้ตลอดเวลา เนื่องเพราะหากใช้เป็นเวลานาน
ดวงตาของมันจะแห้งผากและเจ็บปวด แต่ถึงกระนั้น เนตรปราณก็ทำให้มันประหลาดใจ
อย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย บางทีผู้อื่นอาจไม่สนใจเนตรปราณ แต่สำหรับมัน เนตร
ปราณเหมาะเจาะพอดีอย่างสมบูรณ์แบบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาค้นคว้าค่ายกล เมื่อมีดวงตาที่สามารถมองเห็นการ
ไหลเวียนของปราณธรรมชาติ แทบไม่ต่างอันใดกับพยัคฆ์ติดปีก!
มีคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับพลังอภิญญา เหล่านักบวชเซนเชื่อว่านี่เป็นผลึกภูมิ
ปัญญาที่ก่อเกิดจากห้วงจิตแห่งเซน อภิญญาคือภูมิปัญญา ผูเยารังเกียจเหยียดหยาม
คำอธิบายนี้มาก มันเชื่อว่าอภิญญาเป็นจุดเริ่มต้นของพลังแห่งเลือดเนื้อสังขารมากกว่า
แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ทั้งสองฝั่ายสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือพลังอภิญญา
สามารถเติบโตขึ้นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นจงหยูหรือผูเยา พวกมันก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าจะ
ฝึกปรือยกระดับพลังอภิญญาได้อย่างไร
จั่วม่อก็ไม่รีบไม่ร้อน มันยังคงหลงเหลือวิธีการที่เรียบง่ายและโง่งมที่สุด นั่นคือ
กระทำซ้ำๆ จนกว่าจะคุ้นเคยไปเอง เมื่อมันมีเวลาว่าง ก็จะใช้เนตรปราณติดตามกันเป็น
เวลานาน จนกระทั่งเจ็บปวดจนทานทนไม่ไหวจึงจะหยุดลง
การสร้างสังขารร่างกายขึ้นใหม่ในคราวนี้ มอบความก้าวหน้าให้แก่มันในทุกด้าน
นอกจากวิชาเสริมสร้างสังขารและพลังอภิญญาแล้ว ด้านอื่นๆ ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่น่า
ประทับใจยิ่ง
เส้นชีพจรปราณชุดใหม่ของมันแข็งแกร่งขึ้น เทียบกับกาลก่อนแล้วยังขยายกว้าง
ออกไปอีกครึ่งหนึ่ง กระดูกคล้ายแท่งหยก แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า กล้ามเนื้อประหนึ่ง
โลหะ ในความแข็งกร้าวซ่อนความอ่อนหยุ่นไว้ภายใน
ทุกครั้งที่มันตรวจสอบสังขารใหม่ของตน จั่วม่ออดทอดถอนชมเชยไม่ได้ น่าแปลก
มันกลับรู้สึกครั่นคร้ามต่อปั้ายหินสุสานขึ้นมา วิธีการที่ราวกับปาฎิหาริย์เช่นนี้ สามารถ
เรียกได้ว่าขโมยฟั้าเปลี่ยนอาทิตย์ ภูตเทพยากจะคาดเดา!
มันไม่อาจขบคิดได้ ผู้ใดจะมีความสามารถถึงระดับนี้ เป็นความสามารถที่ลบล้าง
ความรู้ความเข้าใจทุกอย่างของมันอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อสะกดความหวาดหวั่นครั่นคร้ามนี้ไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ มัน
คร่ำเคร่งฝึกปรือโดยไม่กินไม่นอน
วันนี้อยู่ในสภาพที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ หากมันละทิ้งโอกาสไป นั่นอาจเป็นความสูญเสีย
ครั้งใหญ่! พรสวรรค์เชิงยุทธ์ที่สังขารนี้ครอบครอง เป็นสิ่งที่มันไม่สามารถจินตนาการ
ได้มาก่อน
ในเวลาเดียวกันกับที่จั่วม่อกำลังโหมฝึกปรืออย่างบ้าคลั่ง กงซุนชานำกองกำลังของ
มัน เปิดฉากขยายอำนาจอย่างบ้าคลั่งดุจเดียวกัน
ภายในช่วงเวลาสามเดือน กงซุนชานำทัพซิวเจ่อของมันทำสงครามใหญ่อย่าง
ยากลำบากสี่ครั้งซ้อน!
ในสงครามครั้งที่หนักหน่วงรุนแรงที่สุด กระทั่งม้าฝานกับเซี่ยซานยังได้รับบาดเจ็บ
และแม้แต่กงซุนชาเองยังแทบจะถูกสังหารกลางศึก
แต่สงครามครั้งนี้เอง กลับปลุกสัตว์ร้ายอันบ้าคลั่งภายใต้ความอ่อนโยนเอียงอาย
ของกงซุนชาขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ทันทีที่การบาดเจ็บของทุกคนเพิ่งทุเลาหายดี มันก็นำ
หน่วยรบสิบห้าหน่วย บุกกวาดทำลายทั่วแปดร้อยลี้ สยบทุกฝั่ายอย่างราบคาบ จับกุม
ซิวเจ่อแปดสิบคน
ผ่านสงครามใหญ่อันดุเดือดสี่ครั้งติดต่อกัน จำนวนซิวเจ่อในมือของกงซุนชาขยาย
ตัวอย่างรวดเร็ว ถึงระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมทั้งสิ้นสี่ร้อยห้าสิบคน เพียงแค่ขยับหนึ่ง
ก้าว ก็กลายเป็นกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภายในรัศมีสามพันลี้
ชื่อเสียงอันดุร้ายของแม่นางน้อยแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว กองกำลังที่มีประวัติ
ความเป็นมาลึกลับนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังบุกรุกอันก้าวร้าวรุนแรง ดึงดูดความสนใจของ
ผู้คน หลังจากการต่อสู้อันตระการตาติดต่อกัน ทุกผู้คนล้วนเข้าใจกระจ่างว่ากองกำลังนี้
ไม่ใช่คนใจดีมีเมตตา
ภายในพื้นที่รัศมีสามพันลี้ เหล่าซิวเจ่อที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งหมด ล้วนถูกกงซุนชา
กวาดกระเจิง ไม่ทิ้งไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในพื้นที่อันกว้างใหญ่
นี้ นอกจากกงซุนชากับพวก ก็ไม่มีผู้คนหลงเหลืออยู่ในที่ใดอีก
อย่างไรก็ตาม หลังจากประสบชัยอย่างต่อเนื่อง อารมณ์ของกงซุนชากลับขุ่นมัวยิ่ง
เนื่องเพราะข่าวสารเรื่องหนึ่งที่มันเพิ่งได้ยินมา