สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 242 เปาอี้
(เปา – กระเปา悔,ห่อของ,ถุงย่าม อี้ – เปลี่ยน, เปลี่ยนแปลง)
“เมืองหนานเสิ้งกลายเป็นครึกครื้นถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?” เหลยเผิงเหลียวซ้าย
แลขวา เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
ไม่ใช่แค่มันคนเดียว คนอื่นๆ ก็ใช้สายตาอยากรู้อยากเห็นเหลียวมองไปทั่ว ข่าวที่ว่า
พรรคฟั้ากระจ่างเปิดตลาดการค้าที่เมืองหนานเสิ้งแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักรขุนเขาน้อย
เจตนาของพรรคฟั้ากระจ่างทุกผู้คนล้วนทราบกระจ่างแก่ใจ แต่สถานการณ์อยู่เหนือการ
ควบคุมของผู้คน ไม่มีผู้ใดมีปัญญาต้านทานได้
ซิวเจ่อจำนวนมากไหลบ่ามายังเมืองหนานเสิ้ง บันดาลให้เมืองหนานเสิ้งกลายเป็น
สถานที่ที่คึกคักรุ่งเรืองที่สุดในอาณาจักรขุนเขาน้อย นี่เท่ากับช่วยเหลือเหลยเผิงกับพวก
พอดี ไม่ว่ามองจากมุมใด ขบวนของพวกมันก็ไม่มีที่ใดผิดแผกกว่าผู้อื่นแม้แต่น้อย
หัวหน้าขบวนคือเซี่ยซาน เซี่ยซานเคยเป็นชนชั้นผู้นำกองกำลังหนึ่งมาก่อน ทั้งยังมี
ฝีมือในการผูกสัมพันธ์กับผู้คน กงซุนชาแต่งตั้งให้มันเป็นหัวหน้าขบวนสำหรับภารกิจ
ครั้งนี้เป็นการเฉพาะ
เมื่อได้ชมดูฝีมือดุจปาฎิหาริย์ของเหล่าต้ากับเหล่าปั่านบ่อยๆ เข้า ทั้งยังผ่านสมรภูมิ
เลือดมาหลายครั้งหลายครา นิสัยใจคอของเซี่ยซานก็แปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง
ความคิดยิบย่อยที่เคยมีล้วนเลือนหายไปสิ้น มันทราบกระจ่างว่าต่อให้ตนเองเป็นผู้นำ
กองกำลัง ก็ไม่มีทางนำพากองกำลังมาถึงระดับความสำเร็จในปัจจุบันนี้ได้ พวกเหลยเผิง
กับคนอื่นๆ ไฉนยินยอมติดตามจั่วม่อจากใจจริงเล่า นี่มิใช่ว่าพวกมันถูกรัศมีราชันของ
จั่วม่อสยบเอาไว้แต่อย่างใด แต่เนื่องเพราะพวกมันพบว่า ชีวิตปัจจุบันของพวกมันมี
คุณค่าความหมายกว่าแต่ก่อนมาก
สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ขบวนของพวกมันคราวนี้ประกอบด้วยผู้คนสิบห้าคน ผู้ที่มีระดับพลังบำเพ็ญเพียร
สูงสุดคือเซี่ยซาน หนิงม่ายขั้นสาม
ส่วนผู้ที่พลังบำเพ็ญเพียรอ่อนด้อยที่สุดคือเหนียนลู่ ที่เพิ่งเข้าสู่ด่านหนิงม่ายขั้นสอง
หากมองเพียงผิวเผิน ผู้คนชบวนนี้แทบไม่มีร่องรอยของความแข็งแกร่งอันใด
แต่ภารกิจคราวนี้เซี่ยซานกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปียมล้น
ทั้งสิบห้าคนล้วนเป็นคนเก่าแก่ในค่าย เชี่ยวชาญการร่วมมือประสานงาน แต่สิ่งที่ทำ
ให้มันเชื่อมั่นมากไปกว่านั้น ก็คือทั้งสิบห้าคนรวมทั้งตัวมันเอง ล้วนแล้วแต่เป็นซิวเจ่อที่
บรรลุ ‘เจตจำนงศาสตรา’!
เซี่ยซานเคยนำขบวนซิวเจ่อมามากมาย แต่ไม่เคยพบเจอขบวนที่ทรงพลังถึงเพียงนี้
มาก่อน ไม่ใช่ อย่าว่าแต่เคยพบเจอ แม้แต่ได้ยินยังไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนด้วยซ้ำ
กระทั่งในบรรดาศิษย์พรรคฟั้ากระจ่าง จะมีสักกี่คนที่เข้าใจ ‘เจตจำนงศาสตรา’
สิบห้าซิวเจ่อที่บรรลุ ‘เจตจำนงศาสตรา’ แน่นอนว่าเป็นพลังอันน่าประหวั่นพรั่น
พรึงยิ่ง!
สามารถเป็นหัวหน้าขบวนอันร้ายกาจเช่นนี้ ทุกครั้งที่นึกถึง เซี่ยซานรู้สึกตื่นเต้นเร้า
ใจอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย
ก่อนที่เหล่าปั่านจะก่อตั้งค่ายกลกระบี่ขึ้นมา ภายในค่ายมีเพียงห้าคนที่บรรลุ
เจตจำนงกระบี่ แต่จนกระทั่งถึงตอนนี้ มีสามสิบคนที่เคยเข้าสู่ค่ายกลกระบี่ และเก้าคน
ในนั้นบรรลุถึง ‘เจตจำนงศาสตรา’!
ในหมู่คนทั้งเก้า แปดคนบรรลุเจตจำนงกระบี่ ส่วนคนที่เก้าคือเหลยเผิง ผู้ฝึกปรือ
เคล็ดวิชาดาบ สิ่งที่มันบรรลุจึงเป็น ‘เจตจำนงดาบ’ นอกจากคนเหล่านี้แล้ว อีกหนึ่งคน
ที่เป็นอุบัติการณ์พิเศษเฉพาะที่สุดคือจงหยู จงหยูเมื่อทุเลาหายดีจากอาการบาดเจ็บใน
ครั้งนั้น กลับบรรลุถึง ‘เจตจำนงหมัด’ ด้วยตัวเองตามธรรมชาติ หากไม่นับห้าคนที่
เข้าใจเจตจำนงกระบี่อยู่แล้ว จงหยูกลายเป็นบุคคลเพียงหนึ่งเดียวในกองกำลังที่บรรลุถึง
‘เจตจำนงศาสตรา’ ได้โดยไม่ต้องผ่านค่ายกลกระบี่
นี่ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ไฉนผู้คนเหล่านี้ยินดีติดตามจั่วม่อจากใจจริง สำหรับผู้คน
เดนตายเหล่านี้ ไม่มีสิ่งใดสามารถโยกคลอนจิตใจพวกมันได้มากไปกว่าการที่พลังฝีมือ
รุดหน้าก้าวไกลอีกแล้ว ไฉนผู้คนต้องการเข้าร่วมสำนักใหญ่เล่า? เนื่องเพราะสำนักใหญ่
ไม่เพียงสามารถเพิ่มพูนพลังฝีมือของพวกมัน ทั้งยังช่วยให้ฝั่าด่านบำเพ็ญเพียรได้อย่าง
รวดเร็ว ทว่าคนเหล่านี้เป็นเพราะนิสัยใจคอของพวกมัน ส่วนใหญ่มีประสบการณ์เลวร้าย
กับสำนักอื่นๆ เรื่องการขัดแย้งและเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายภายในสำนักใหญ่ พวกมันทราบ
กระจ่างดีแก่ใจ
แต่ภายในค่าย ขอเพียงท่านทุ่มเทฝึกปรืออย่างเคร่งครัด เมื่อท่านต่อสู้ ก็ต่อสู้อย่าง
อาจหาญไม่เกรงกลัวความตาย ท่านย่อมจะได้รับบำเหน็จรางวัลที่สมน้ำสมเนื้อกัน ไม่ว่า
จะเป็นเวทวิชา ยุทธภัณฑ์เวท โอกาสเข้าสู่ค่ายกลกระบี่ รวมถึงค่ายกลที่สลักลงบนร่าง
ความแข็งแกร่งของทุกคนรุดหน้าดุจติดปีกบิน
ขบวนสิบห้าคนที่บรรลุ ‘เจตจำนงศาสตรา’ นับเป็นสุดยอดฝีมือของค่าย เซี่ยซาน
เชื่อว่าตราบเท่าที่พวกมันไม่ได้ปะทะกับจินตันโดยตรง ไม่มีผู้ใดคุกคามความปลอดภัย
ของพวกมันได้
เซี่ยซานไม่ได้กังวลเรื่องความปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่มันครุ่นคิด คือมันจะ
สามารถทำภารกิจนี้ให้ลุล่วงสมบูรณ์ได้อย่างหมดจดงดงามหรือไม่
แต่ก่อนอื่นใดทั้งหมด มันตั้งใจจะไปเยี่ยมเยือนสหายเก่าคนคุ้นเคยของมันเสียก่อน
อย่างน้อยก็เพื่อประเมินสถานการณ์โดยรวม
สหายเก่าของมันผู้นี้เรียกว่าเปาอี้ เป็นคนทำธุรกิจตลาดมืดที่สามารถซื้อขายทุกสิ่ง
ก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่เซี่ยซานได้รับเมล็ดข้าวปราณผ่านทางคนผู้นี้เอง เปาอี้นับเป็นผู้มี
ชื่อเสียงโด่งดังในวงการตลาดมืดผู้หนึ่ง
“เถ้าแก่เปา” เซี่ยซานร้องทักอย่างยิ้มแย้ม เพื่อที่จะไม่ดึงดูดความสนใจของผู้อื่น
มันมาเพียงลำพังผู้เดียว
เปาอี้ผู้นี้ทั้งสูงทั้งผอม คนราวกับไม้ไผ่ลำหนึ่ง มันเมื่อพบเห็นเซี่ยซาน ดวงตาก็เป็น
ประกาย รีบร้องทักทายด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเป็นกันเอง “เซี่ยเหล่าต้า เป็นลมอันใดพัด
ท่านมาที่นี่? มามามา เชิญนั่งลงก่อน! เชิญนั่งลงก่อน! “
เปาอี้เคยทำการค้ากับเซี่ยซานหลายครั้ง ทั้งคู่สนิทสนมคุ้นเคยกันไม่น้อย มันทราบ
ว่าเซี่ยซานปกครองผู้คนมากกว่าหนึ่งร้อยคน อาคันตุกะประเภทนี้เป็นลูกค้าที่มัน
ชมชอบเป็นที่สุด ทว่าเซี่ยซานหายหน้าไปนานแล้ว จนมันเองยังรู้สึกเศร้าเสียดายไม่น้อย
เนื่องเพราะมันคิดว่าเซี่ยซานถูกฆ่าตายเสียแปดเก้าส่วน คาดไม่ถึงว่าอีกฝั่ายยังคงมีชีวิต
เป็นปกติสุข สำหรับมัน นี่เป็นเรื่องดีงามทีเดียว
“ไฉนที่นี่ว่างเปล่าเสียเล่า?” เซี่ยซานเดินเข้ามากวาดตามองรอบๆ ก่อนถามอย่าง
สงสัยใจ
เปาอี้ใบหน้ายับยู่ยี่ทันที “อนิจจา ข้ายังจะมีทางเลือกใดได้เล่า เวลานี้พรรคฟั้า
กระจ่างเข้ามาทำการค้าขายโดยตรง การค้าของเหล่าผู้คนเล็กๆ อย่างพวกเรา ก็
กลายเป็นยากลำบากมากขึ้น”
“โอ้ พรรคฟั้ากระจ่างไม่ใช่คิดทำการค้าใหญ่หรอกหรือ?”
เปาอี้แจกแจงว่า “พรรคฟั้ากระจ่างเพียงคิดค้าขายกับกลุ่มใหญ่ๆ เท่านั้น การค้า
ขายกับกลุ่มเล็กๆ อย่างพวกเรา ไม่ได้อยู่ในความสนใจของพวกมัน หากไม่มีแผ่นจาน
หยกอนุญาต ก็ไม่สามารถซื้อหาเมล็ดข้าวปราณได้”
“อาศัยฝีมือของเถ้าแก่เปาท่าน เพียงแค่การหยิบฉวยแผ่นจานหยกอนุญาตสักสอง
สามแผ่น สมควรง่ายดายดุจพลิกฝั่ามือจึงจะถูก”
คราวนี้เซี่ยซานมึนงงอย่างแท้จริง เครือข่ายตลาดมืดของเปาอี้ทั้งซับซ้อนและ
กว้างขวาง มันมีความสัมพันธ์กับผู้คนทุกระดับชั้น การหยิบฉวยแผ่นจานหยกอนุญาต
สักสองสามแผ่น สมควรไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด
เปาอี้ฝึนยิ้มขมขื่น “คนเมื่อประสบคราวเคราะห์ กระทั่งดื่มน้ำยังติดคอ เฮ่อเสียง ผู้
อาวุโสสูงสุดแห่งหอสำนักนอกของพรรคฟั้ากระจ่าง ในอดีตเคยมีข้อบาดหมางกับข้า
เล็กน้อย”
เซี่ยซานในที่สุดค่อยเข้าใจ ทำท่าขมวดคิ้วนิ่วหน้า “ที่แท้เป็นเช่นนี้ อย่างนั้นก็เป็น
เรื่องยากแล้วจริงๆ”
“ไม่ผิด” เปาอี้ทำหน้าเหมือนจะร่ำไห้ ทอดถอนปลงอนิจจัง
“ข้ามายังเมืองหนานเสิ้งเพื่อดูว่าพอจะมีโอกาสดีๆ หรือไม่ เซี่ยเหล่าต้าบังเอิญมาได้
ตรงจังหวะพอดี หากช้ากว่านี้อีกสองวัน เกรงว่าคงไม่ได้พบกันแล้ว”
กล่าวจบก็พยายามปลุกปลอบจิตวิญญาณพ่อค้าของตน กล่าวว่า “เซี่ยเหล่าต้ามา
คราวนี้ต้องการสินค้าใด? ข้ายังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง แม้ไม่มากนักแต่คุณภาพไม่เลว
หากเซี่ยเหล่าต้าสนใจ ข้าสามารถให้ราคาเหมาซื้อจำนวนมากได้”
หารู้ไม่ว่าเซี่ยซานแทบไม่ได้สนใจฟังแล้ว ปากของมันแม้สนทนาอย่างต่อเนื่อง แต่
ในใจหมุนเร็วรี่ หากเหล่าปั่านคิดสร้างเมืองใหญ่ เช่นนั้นแผนการที่เหล่าปั่านคิดกระทำ
จะต้องใหญ่โตยิ่ง เซี่ยซานไม่ใช่คนไม่รู้ความ มันทราบดีว่าการสร้างเมืองไม่ใช่เรื่อง
ง่ายดายอย่างที่ใจคิด เปาอี้ผู้นี้แม้ใจดำอำมหิต แต่นับเป็นยอดฝีมือทางธุรกิจการค้าที่หา
ตัวจับยาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องบาดหมางกับพรรคฟั้ากระจ่าง ไฉนมันไม่ฉวยโอกาสดึง
คนผู้นี้เข้ามาด้วยเล่า?
นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยซานรับภาระหน้าที่สำคัญเช่นนี้ มันย่อมต้องการผลงานที่ดีเป็น
ธรรมดา หากมันสามารถมีผลสำเร็จที่ยอดเยี่ยมในภารกิจ เมื่อกลับไปคิดร้องขอไฟอีกา
ทองคำบ้าง เหล่าปั่านสมควรไม่ปฎิเสธมัน
แม้ว่าภารกิจคราวนี้คือการเสาะหาซิวเจ่อที่รู้วิธีสร้างเมือง แต่หากมันสามารถชักนำ
อัจฉริยะในด้านอื่นๆ กลับไปด้วย ความดีความชอบอันยิ่งใหญ่จะไปไหนเสีย?
เซี่ยซานเคยเป็นชนชั้นผู้นำกองกำลังผู้หนึ่ง ย่อมเข้าใจวิธีพิเคราะห์ปัญหาจาก
มุมมองของผู้นำอยู่บ้าง
เห็นเซี่ยซานคล้ายไม่สนใจสินค้าของมัน เปาอี้ขมขื่นใจมากยิ่งขึ้น เรื่องที่มันกับ
เฮ่อเสียงเคยบาดหมางกันมาก่อนได้แพร่สะพัดไปทั่ว การค้าของมันซบเซาลงทันตาเห็น
ไม่มีผู้ใดมาเยือนมันอีก เปาอี้มีหรือจะไม่ทราบว่าในเงามืดเกิดเรื่องอันใดขึ้น?
แต่แล้วเซี่ยซานกลับโพล่งขึ้น “ต่อให้นายท่านไม่อยู่ที่นี่ ก็ยังคงมีสถานที่ที่ต้องการ
นายท่าน! เหล่าเปา เรื่องความสามารถของเจ้าไม่ต้องเอ่ยถึง เราคบค้าสมาคมกันมานาน
เรียกว่าไส้พุงกี่ขดล้วนทราบกระจ่างกันดี ข้าจะไม่กล่าวมากความ เจ้าสนใจจะช่วยเหลือ
พี่น้องของเจ้าผู้นี้หรือไม่?” มันกล่าวพลางมองเปาอี้อย่างยิ้มแย้ม
เปาอี้ตะลึงมองเซี่ยซาน วาจาของเซี่ยซานชัดแจ้งยิ่ง แน่นอนว่ามันทราบดีว่า
หมายถึงสิ่งใด แต่ความเปิดเผยเช่นนี้เองที่ทำให้มันต้องแตกตื่น เซี่ยซานแม้มีไพร่พลหนึ่ง
ร้อยคน แต่ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ไม่อาจนับเป็นอย่างไรได้ ทว่าวาจาประดานี้กล่าว
ออกมาอย่างเขื่องโขใหญ่โตนัก หรือว่าเซี่ยซานในตอนนี้พัฒนารุดหน้าไปไกลกว่าที่มันรู้?
เปาอี้สนิทสนมคุ้นเคยกับเซี่ยซาน ทราบดีว่าเซี่ยซานไม่ใช่คนหยิ่งยโสที่ไม่รู้จัก
ประมาณตน
ขณะที่ในใจครุ่นคิด ปากก็ย้อนถาม “เซี่ยเหล่าต้าไม่กลัวบาดหมางกับพรรคฟั้า
กระจ่างหรือ?”
เซี่ยซานหัวร่อฮิฮะ “เหล่าเปา ไม่จำเป็นต้องทดสอบข้า ข้าเมื่อกล้ากล่าวเช่นนี้ ย่อม
มีที่ถือดีอยู่บ้าง”
เปาอี้ดูท่าทางระมัดระวังเล็กน้อย “หากผู้น้องยินยอมติดตามไป เจ้าจะให้ข้าทำ
อะไร?”
“แน่นอนว่าต้องเป็นอาชีพเก่าของเจ้า ดูแลกิจการค้าอย่างไรเล่า” เซี่ยซานขบคิด
แวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวสืบต่อ “แต่ขอเตือนไว้เสียก่อน ว่าข้าไม่กล้ารับรองอันใดกับเจ้า
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเหล่าปั่านของข้าจะว่าอย่างไร”
เหล่าปั่าน! เปาอี้ตะลึงลาน ที่แท้มีคนอื่นอยู่เบื้องหลังเซี่ยซาน!
คนผู้นั้นเมื่อทำให้เซี่ยซานยอมศิโรราบได้ ย่อมไม่ใช่พลังที่อ่อนแอ มันลอบพินิจ
พิเคราะห์เซี่ยซาน เห็นเซี่ยซานยามกล่าวถึงเหล่าปั่านของมัน มีความเชื่อมั่นอันล้นเหลือ
แผ่ซ่านออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ มิหนำซ้ำกองกำลังนี้ดูคล้ายไม่เกรงกลัวพรรคฟั้า
กระจ่างแม้แต่น้อย ทำให้มันตื่นตระหนกยิ่ง ขบคิดเท่าใดก็คิดไม่ออก ในอาณาจักร
ขุนเขาน้อยยังมีกองกำลังใดที่ไม่เกรงกลัวพรรคฟั้ากระจ่างอีก?
เซี่ยซานเป็นบุคคลอันชาญฉลาด เห็นสีหน้าเปาอี้ก็ทราบกระจ่างว่าอีกฝั่ายครุ่นคิด
อันใด มันแหงนหน้าหัวร่อกระหึ่ม อาศัยวาจาไม่กี่ประโยคกระตุ้นเตือนเปาอี้ “เถ้าแก่
เปาไฉนจึงลังเล? สำหรับเจ้า ข้าไม่คิดว่ามีสถานการณ์ใดเลวร้ายไปกว่าตอนนี้อีกแล้ว!”
เปาอี้อึ้งงัน พอขบคิดดูก็เห็นว่าถูกต้อง ยังจะมีอะไรเลวร้ายยิ่งไปกว่าสถานการณ์
ปัจจุบันของมันอีก? ในเมื่ออีกฝั่ายก็ทราบกระจ่างดี ว่ามันมีความสัมพันธ์เลวร้ายกับ
พรรคฟั้ากระจ่าง แต่ยังกล้าว่าจ้างมัน แสดงว่าไม่เกรงกลัวเภทภัยลามเข้าใส่ เช่นนั้นมัน
ก็จะได้มีที่พึ่งพา อันที่จริงมันยังคงมีทรัพย์สินติดตัวอยู่บ้าง แต่เวลานี้ทุกผู้คนล้วนล่วงรู้
ว่ามันกับพรรคฟั้ากระจ่างมีความบาดหมางกัน ไม่แน่ว่าหลายคนอาจเริ่มวางแผนจัดการ
กับมันแล้วก็เป็นได้
อย่าได้เห็นว่าพรรคฟั้ากระจ่างห้ามการต่อสู้ภายในเมืองหนานเสิ้ง แต่หากมันถูก
ปล้นชิง ก็สมควรเป็นพรรคฟั้ากระจ่างลอบลงมือจากเงามืดเสียแปดเก้าส่วน
คิดถึงตรงนี้ เปาอี้ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป “เซี่ยเหล่าต้าเมื่อให้ความสำคัญแก่เปาอี้ถึง
เพียงนี้ ข้ายังจะไม่รู้ความว่าผู้ใดดีต่อข้าอีกหรือ นับจากไปนี้ ต้องรบกวนเซี่ยเหล่าต้าให้
การดูแลแล้ว!”
“ฮ่าฮ่า! ประเสริฐ ประเสริฐยิ่ง!” เซี่ยซานอารมณ์ดีขึ้นมาก
เปาอี้แย้มยิ้ม กล่าวว่า “เราไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อเมล็ดข้าวปราณใช่หรือไม่?“
คำ ‘เรา’ ทำให้ระยะห่างระหว่างพวกมันกระชับแน่นเข้ามาทันที เซี่ยซานพอใจมาก
ที่เปาอี้เข้ามารับบทบาทอย่างรวดเร็ว มันยกนิ้วหัวแม่มือเป็นเชิงยกย่อง
“เหล่าเปาปราดเปรื่องยิ่ง ถูกแล้ว เหล่าปั่านของเราได้ยินว่ามีซิวเจ่อมากมายมา
รวมตัวกันที่เมืองหนานเสิ้ง ดังนั้นให้ข้ามา ดูว่าสามารถรับสมัครอัจฉริยะที่มีฝีมือเฉพาะ
ด้านสักหลายคนหรือไม่”
มันตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลบางส่วนแก่เปาอี้ แรกเริ่มเดิมทีมันมาหาเปาอี้ก็เพื่อ
รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่ความคิดระมัดระวังผู้คนมิอาจไม่มี เพื่อเหตุผลด้าน
ความปลอดภัย มันยังไม่ได้บ่งบอกว่าเปั้าหมายหลักของภารกิจคือเสาะหาซิวเจ่อที่มี
ความสามารถในการสร้างเมือง
เปาอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงลึกซึ้ง “เหล่าปั่านของเราต้องการอัจฉริยะด้านใดบ้าง? ผู้
น้องพำนักอยู่ที่เมืองหนานเสิ้งมาชั่วระยะหนึ่ง บางทีอาจพอล่วงรู้อยู่บ้าง”
เซี่ยซานตาลุกวาว “ขอเพียงมีฝีมือในด้านใดก็ได้ ล้วนต้องการทั้งสิ้น”
เปาอี้เริ่มเข้าใจอย่างคร่าวๆ เหล่าปั่านที่มันยังไม่เคยพบหน้ามาก่อนผู้นี้ มีรากฐาน
เข้มแข็งยิ่ง มิหนำซ้ำยังทะเยอทะยานไม่น้อย ทุกวันนี้ ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ซิวเจ่อ
ประเภทอื่นที่ไม่ใช่ซิวเจ่อประเภทสู้รบ ล้วนมีวันคืนอันยากลำบากยิ่ง
นับตั้งแต่ตกลงใจเข้าร่วมกองกำลังของผู้อื่น เปาอี้ก็ตั้งใจว่าจะทำงานให้ดีที่สุด
ไม่ว่าสถานที่ใด หากคิดหวังให้ตนได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้
เหล่าปั่านเห็นความสามารถของท่าน และเข้าใจคุณค่าของท่านที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน!
“เรามีกำลังคนมากพอหรือไม่?” เปาอี้ถาม ในใจเริ่มกำหนดแผนการคร่าวๆ
“พอ” เซี่ยซานเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปียมล้น
“หากเป็นอย่างนั้น…” เปาอี้พลุ่งพล่านใจขึ้นมา กล่าวอย่างดุเดือด “เช่นนั้นเราจะ
ก่อการให้ใหญ่โตไปเลย!”