สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 243 ม้วนหยกประหลาด
ในเขตแดนลับซิวเจ่อใต้บังคับบัญชากำลังรายงานผลของภารกิจ
“กองทัพอสูรตั้งฐานทัพอยู่ที่ภูเขาสุญตาเวรยามแน่นหนายิ่ง คนของเราไม่กล้าเข้า
ไปใกล้”
ฟูั่ฟงผงกศีรษะ “ไม่จำเป็นต้องให้พวกมันรู้ตัวเพียงแค่จับตาดูพวกมันก็พอ หากมี
การเคลื่อนไหวผิดปกติ ให้รีบรายงานทันที”
“ทราบแล้ว!”
ฟูั่ฟงซักถามรายละเอียดอีกสองสามคำ ก่อนจะอนุญาตให้ซิวเจ่อผู้นั้นออกจาก
กระโจมไป
ทันทีที่ซิวเจ่อผู้นั้นออกไปพ้นกระโจม สองร่างพลันปรากฏขึ้นภายในกระโจม แต่
ฟูั่ฟงหาได้มีท่าทีแปลกใจไม่
“เจ้า ที่แท้กำลังเสาะหาอะไรกันแน่?” กุ่ยฟงถามเสียงแหบพร่า ด้านข้างเป็น
ฉางเหิงที่มีสีหน้าไม่แยแส ดูคล้ายไม่ได้สนใจคำถามนี้แต่อย่างใด
“ฮ่าฮ่า เจ้าจะรู้เมื่อถึงเวลา” ฟูั่ฟงตอบยิ้มๆ
ฉางเหิงไม่สนใจเรื่องนี้จริงๆ เพียงจ้องมองฟูั่ฟงตาเขม็ง กล่าวว่า “มอบเคล็ดวิชาอีก
ครึ่งหนึ่งออกมา”
ฟูั่ฟงกลับตอบรับอย่างง่ายดาย “ไม่มีปัญหา”
กุ่ยฟงสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่ทราบกำลังครุ่นคิดอันใด
จั่วม่อพินิจพิเคราะห์ผีเสื้อสีดำตรงหน้าอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่แค่มันคนเดียว
ยังมีฉุนอวี๋เฉิงยืนสังเกตผีเสื้อดำอยู่ที่ด้านข้างด้วยดวงตาเป็นประกาย เมื่อผีเสื้อลาย
สายรุ้งออกมาจากรังดักแด้ในใจจั่วม่อก็ปรากฏความรู้สึกขึ้นในบัดดล
มันรีบคว้าตัวฉุนอวี๋เฉิงมาชมดู ฉุนอวี๋เฉิงพอฟังว่าผีเสื้อลายสายรุ้งวิวัฒนาการสำเร็จ
แล้ว ความสนใจของมันก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที ยากนักที่มันจะยอมออกห่างจากบ่อฟูม
ฟักสัตว์ร้ายเช่นนี้
ผีเสื้อลายสายรุ้งแปรสภาพไปอย่างสมบูรณ์ ลวดลายสีรุ้งที่ปกคลุมทั่วร่างเลือน
หายไป เปลี่ยนเป็นสีดำสนิททั้งตัว ตรงกันข้ามกับดวงตาคู่นั้นที่ดูเฉลียวฉลาดขึ้นอย่าง
เห็นได้ชัด
“ยังคงสามารถใช้เวทวิชาได้หรือไม่?” ฉุนอวี๋เฉิงถาม
“ยังใช้การได้อยู่และดูเหมือนว่าจะมีเพิ่มมาอีกหนึ่งเวทวิชา” จั่วม่อหลับตาสื่อสาร
กับผีเสื้อสีดำอย่างระมัดระวัง
เมื่อเริ่มต้นติดต่อสื่อสาร มันพบความแตกต่างระหว่างผีเสื้อดำกับผีเสื้อลายสายรุ้ง
ก่อนหน้านี้ทันทีที่ผ่านมามันจะรู้สึกได้เพียงอารมณ์บางส่วนของผีเสื้อลายสายรุ้งอย่าง
คลุมเครือเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับรู้สึกถึงอารมณ์ทั้งหมดของผีเสื้อได้อย่างชัดเจน
ผีเสื้อสีดำฉลาดขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
“ที่แท้มันเลื่อนระดับ!” ฉุนอวี๋เฉิงกล่าวอย่างตื่นเต้นยินดี “ทีแรกมันเป็นเพียงสัตว์
ปราณระดับสาม แต่ตอนนี้สมควรเป็นสัตว์ปราณระดับสี่! ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าไฉนมี
เวทวิชาเพิ่มขึ้นมา ทราบชัดเจนหรือไม่ว่าเป็นเวทวิชาชนิดใด?”
“เวทวิชาที่ประหลาดยิ่ง” จั่วม่อสีหน้าแปลกพิกลอยู่บ้าง
“เวทวิชาใด?” ฉุนอวี๋เฉิงถามอย่างอดรนทนไม่ไหว
“ปราณพิษ!”
“ปราณพิษ? นั่นมันเวทวิชาอันใด?” ฉุนอวี๋เฉิงมึนงง มันไม่เคยได้ยินชื่อเวทวิชาชนิด
นี้มาก่อน
“ไม่ ค่อยชัดเจนมากนัก” จั่วม่อสั่นศีรษะ แม้ผีเสื้อดำจะฉลาดกว่าเดิมแต่ก็ยังคง
ยากที่จะสื่อสารให้มันเข้าใจเรื่องที่ละเอียดซับซ้อนเช่นนี้ได้
คนทั้งสองหันมามองหน้ากัน ต่างคนต่างสับสนงุนงง อย่างไรก็ตามพวกมันแน่ใจว่า
ผีเสื้อลายสายรุ้งยกระดับขึ้นเป็นระดับสี่และเนื่องด้วยร่างกายสีดำสนิททั้งร่าง จั่วม่อ
ตกลงใจเปลี่ยนเป็นเรียกมันว่าผีเสื้อดำ ส่วนเวทวิชาปราณพิษที่เพิ่งได้รับมามันคงต้องใช้
เวลาค่อยๆ ตรวจสอบดูว่ามีพลังอย่างไรกันแน่
หากผีเสื้อดำสามารถยกระดับขึ้นเป็นสัตว์ปราณระดับห้าคงยอดเยี่ยมยิ่ง
จั่วม่อเพ้อฝันน้ำลายไหลย้อย ลอบตกลงใจว่าต่อไปในภายภาคหน้าไม่ว่ามันจะพบ
พานพิษร้ายอันใดจะนำมาให้เป็นอาหารแก่ผีเสื้อดำทั้งหมด พลังของสัตว์ปราณระดับห้า
มันมีประสบการณ์โดยตรง หากผีเสื้อดำสามารถยกระดับเป็นสัตว์ปราณระดับห้าก็เชื่อ
แน่ว่าผีเสื้อดำจะต้องเหนือล้ำกว่างูยักษ์เขาโลหิตเสียอีก
แน่นอนมันรีบปาดน้ำลายทิ้งอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ยกระดับจากระดับสามไปเป็น
ระดับสี่ก็ยากเย็นแสนเข็ญมากแล้ว สำหรับระดับห้ามันได้แต่ฝันถึงเท่านั้น
จั่วม่อยังหยิบฉวยน้ำเต้าดำติดตัวกลับมาด้วยพิษร้ายภายในน้ำเต้าสูญสลายหมดสิ้น
แต่เฉพาะตัวน้ำเต้าเองก็เป็นยุทธภัณฑ์เวทประเภทภาชนะที่ดีงามไม่น้อย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งสำหรับใช้บรรจุสิ่งที่ไม่มีรูปร่างดังนั้นมันคว้าติดมือกลับมาโดยไม่เกรงอกเกรงใจ
ฉุนอวี๋เฉิงพอเห็นว่าไม่สามารถค้นพบอะไรได้มากกว่านี้ ก็รีบร้อนกลับไปยังบ่อฟูมฟัก
สัตว์ร้ายในบัดดล
ฉุนอวี๋เฉิงเพิ่งผละไป กงซุนชาก็รี่เข้ามาทันที จั่วม่อเห็นอีกฝั่ายสีหน้าแปลกพิกลอยู่
บ้าง อดถามไม่ได้ “เป็นไร? เกิดอะไรขึ้น?”
“ท่านลองดูเอาเถอะ” กงซุนชาส่งม้วนหยกมาให้
จั่วม่อรับม้วนหยกกวาดตามองอย่างรวดเร็ว พลันสะท้านขึ้นทั้งร่างด้วยความอกสั่น
ขวัญแขวน “น้องสาวเจ้าเถอะ! เจ้าพวกบ้านี่เสียสติไปแล้ว!”
“ข้ายังกลัวแทบตาย!” กงซุนชาฝืนยิ้ม “อย่างไรก็ตาม…ผู้คนตามรายการเหล่านี้ดี
จริงๆ!” ประโยคท้ายค่อยโผล่หางจิ้งจอกของมันออกมา
“มันก็ดีจริงๆ นั่นละ…” จั่วม่ออดไม่ได้ต้องอ่านต่ออย่างละเอียด ยิ่งอ่านมากเท่าไร
ปากก็ยิ่งอ้ากว้างมากเท่านั้น
“ศิษย์พี่ ท่านว่าเราจะรับ…”
“รับสิ!” จั่วม่อร่างสั่นระริกประดุจกลางฤดูร้อนอันแผดจ้าพลันเอาอ่างน้ำเย็นเทราด
ศีรษะพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน โก่งคอคำราม “แน่นอน เราจะรับตัวพวกมัน
ทั้งหมด! กวาดมาให้เกลี้ยง! ไม่ปล่อยไปสักคน! อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว!”
จี๋เหว่ยและซุนเปั่ากับพวกที่กำลังหลอมสร้างอยู่ใกล้ๆถูกสุ้มเสียงอันบ้าคลั่งของ
จั่วม่อขู่ขวัญจนของในมือแทบหลุดร่วง! มีเพียงซิวเจ่อสตรีซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆที่ไม่มีปฏิกิริยา
ใดราวกับนางไม่ได้ยิน
ภายในค่ายทุกผู้คนกำลังคร่ำเคร่งฝึกปรืออย่างเต็มที่ เหล่าสมาชิกที่เพิ่มเข้ามาใหม่
จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มงวด เพื่อให้สามารถรวมเข้ากับกระบวนทัพได้ ที่ผ่าน
มาพวกมันเป็นเพียงซิวเจ่อธรรมดาทั่วไป สำหรับพวกมันกระบวนทัพค่ายกลเป็นสิ่งที่
แปลกใหม่เกินกว่าที่พวกมันจะจินตนาการได้
“น่าเบื่อจริงๆ!” ซิวเจ่อผู้หนึ่งทอดถอน เมื่อมองดูเหล่าคนใหม่ฝึกปรืออย่างหนัก
หน่วงมันรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่ง
หลังจากกองทัพเพิ่มจำนวนขึ้น การแบ่งเป็นหน่วยรบเล็กๆก็ไม่เหมาะสมอีกต่อไป
กงซุนชาเปลี่ยนชบวนทัพเสียใหม่แบ่งไพร่พลทั้งหมดออกเป็นหกกอง
แต่ละกองประกอบด้วยไพร่พลหนึ่งร้อยยี่สิบสองคน นำโดยผู้บัญชาการหนึ่งคนและ
รองผู้บัญชาการอีกหนึ่งคน ในหนึ่งกองยังแบ่งออกเป็นหกหมู่ แต่ละหมู่บัญชาการโดย
หัวหน้าหมู่หนึ่งคนและรองหัวหน้าหมู่อีกหนึ่งคนซึ่ง เป็นผู้ช่วย แต่ละหมู่ยังแบ่งออกเป็น
หกหน่วยย่อย แต่ละหน่วยย่อยประกอบด้วยผู้คนสามคน หนึ่งในสามรับหน้าที่เป็น
หัวหน้าหน่วยย่อย
เนื่องเพราะมีสมาชิกใหม่จำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือให้สมาชิกใหม่เหล่านี้เข้าที่เข้า
ทางโดยเร็วที่สุด กลุ่มคนเก่าแก่ซึ่งปัจจุบันรับหน้าที่ผู้บัญชาการกองร้อยเหล่านี้
จึงต้องรับภาระอบรมสั่งสอนด้วยพวกมันตัวเอง อย่างไรก็ตามสำหรับพวกมันการ
อบรมสั่งสอนสมาชิกใหม่เป็นงานที่น่าเบื่อหน่ายยิ่ง
โดยเฉพาะทุกวี่วันต้องคอยเฝั้าดูการร่วมมือประสานงานอันสะดุดติดขัด และการ
เคลื่อนไหวเงอะงะของเหล่าคนใหม่ พวกมันมักไร้คำพูดจะกล่าว แม้ว่าแต่ละคนล้วน
ทราบชัดว่าทีแรกพวกมันเองก็ไม่ได้ดีไปกว่านี้ แต่ทุกคนโหยหาการสู้รบจนอกแทบ
ระเบิด กงซุนชาไม่ต่างจากคนฝึกสัตว์ร้ายที่มีความสำเร็จอย่างสูง ฝูงแกะที่อยู่ในมือของ
มันค่อยๆ ถูกเปลี่ยนให้เป็นฝูงหมาปั่ากระหายเลือด
หมาปั่าแต่ละตัวเริ่มกระหายสงครามแล้ว
หลายคนลอบอิจฉาเลื่อมใสพวกเซี่ยซานที่ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจ แต่อิจฉาก็ส่วน
อิจฉา พวกมันยังคงต้องอยู่โยงเฝั้าดูการฝึกจนดวงตาแห้งเหือดอยู่ดี สิบห้าคนที่ออกไป
ปฏิบัติภารกิจล้วนแข็งแกร่งกว่าพวกมันมาก พวกมันเข้าใจดียิ่งพวกมันแข็งแกร่งมาก
เท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะได้ออกไปปฏิบัติภารกิจอันยากลำบากมากขึ้น เท่ากับมีโอกาส
ได้รับความดีความชอบมากขึ้นด้วย
กระทั่งกงซุนชายังคาดไม่ถึงว่าการกระทำโดยไม่ได้ตั้งใจของมันกลับทำให้ค่ายกล
กระบี่กลายเป็นบำเหน็จ รางวัลที่น่าสนใจที่สุด! การบรรลุเจตจำนงกระบี่ย่อมเป็นวิธีที่ดี
ที่สุดในการเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในหัวหน้ากองกล่าวอย่างไม่มีเรี่ยวแรงว่า “ยิ่งเราฝึกเณรน้อยเหล่านี้สำเร็จเร็ว
เท่าใดก็ยิ่งพักผ่อนได้เร็วเท่านั้น”
“บิดา จะไม่มีวันกระทำเรื่องเช่นนี้อีก!” อีกคนกล่าวอย่างขุ่นแค้น “พวกสวะเหล่านี้
กระทั่งค่ายกลสามอัจฉริยะที่เรียบง่ายที่สุด ฝึกฝนมานานถึงเพียงนี้พวกมันก็ยังทำไม่ได้
เสียทีโง่เง่าจริงๆ!”
“โอย ช่างมันเถอะ!” อีกคนที่อยู่ข้างๆกล่าวปนหัวร่อ “เฮยจื่อ เจ้ากล่าวราวกับว่า
เจ้าเก่งกาจมาตั้งแต่ตอนเริ่มแรกอย่างนั้นละ! ทีแรกพวกเราก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกมัน
เท่าใด”
“อนิจจา เราจะได้ออกปฏิบัติภารกิจเมื่อใดกันหนอ! บิดาอยู่สุขสบายเสียจนจะ
กลายเป็นหลวงจีนที่รับประทานอาหารเจอยู่แล้ว” เฮยจื่อคร่ำครวญสีหน้าสลดหดหู่
“ใช่แล้ว ทุกวันนี้น่าเบื่อจริงๆ!” คนข้างๆ ร่วมทอดถอนเป็นเพื่อน
วู้ม วู้ม!
ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มดังขึ้นเหนือค่ายฝึกทั้งหมดโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า
คนทั้งสองงงงันวูบ หันมามองหน้ากันสะท้านขึ้นโดยพร้อมเพรียง ก่อนที่จะเผ่นผึง
ขึ้นจากพื้นดุจสายฟั้าฟาด
เฮยจื่อเห็นเหล่าคนใหม่ยังคงนิ่งงัน ต้องตวาดอย่างหัวเสีย “พวกเจ้านั่งอยู่ที่นั่นหา
อันใด? รีบด่วน นี่มันสัญญาณฉุกเฉิน!” กล่าวจบก็พุ่งทะยานขึ้นฟั้าเหล่าคนใหม่รีบ
ติดตามอยู่ด้านหลัง
เห็นเงาร่างมากมายอยู่บนท้องฟั้าเหนือค่าย เสียงตวาดของเหล่าผู้บัญชาการ
กองร้อยกับหัวหน้าหมู่ดังไม่ขาดหู
“รีบด่วน! รีบด่วน! พวกเจ้ามัวเชื่องช้าอันใด?”
“เร็วเข้า! เร็วกว่านั้นอีก!”
“หาตำแหน่งของเจ้า! อย่าขยับวุ่นวาย!”
บรรยากาศตึงเครียดครอบคลุมไปทั่วทั้งค่าย ซิวเจ่อทั้งหมดรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว
ภายในชั่วสามสิบลมหายใจ ทุกคนในค่ายก็จัดขบวนทัพเสร็จสมบูรณ์อยู่กลางอากาศ
เหล่าคนเก่าเห็นแม่นางน้อยมองดูพวกมัน ทั้งหมดตื่นเต้นฮึกเหิม มีภารกิจแน่
ภารกิจใหญ่โต!
กงซุนชาไม่กล่าวมากความ เห็นกองกำลังจัดขบวนทัพเสร็จสิ้น พลันโบกมือเบาๆ
“ออกเดินทาง!”
ซิวเจ่อกว่าเจ็ดร้อยคนประดุจกระแสธารอันเงียบสงัด เคลื่อนขบวนหายลับไปใน
ท้องฟั้าอย่างรวดเร็ว
เมืองหนานเสิ้ง ร้านค้าลมพายุ
“เสี่ยวเว่ย คำนวณบัญชีของวันนี้ได้แล้ว” เจ้าของร้านร้องสั่งเบาๆ พลางค่อยๆ ยก
ชาปราณขึ้นจิบ
“ทราบแล้ว” เว่ยเฉิงปินตอบรับตามสัญชาตญาณ
เจ้าของร้านสำเหนียกถึงความไม่ใส่ใจในน้ำเสียงของเว่ยเฉิงปิน สีหน้าเปลี่ยนเป็น
มืดมนในบัดดล “เป็นไร? เจ้ามีอะไรในใจ? ไม่พอใจงานนี้กระมัง?”
เว่ยเฉิงปินคล้ายเพิ่งรู้สึกตัวสะดุ้งตื่นจากความฝัน พอเห็นใบหน้าเย็นชาของเจ้าของ
ร้านมันทราบว่าผิดท่ารีบแย้มยิ้มเป็นเชิงขออภัยพลางกล่าว “ไม่ใช่ ไม่ใช่! ผู้น้อยเพียงมี
ปัญหาด้านการฝึกฝีมือเล็กน้อยเท่านั้น”
“ฮึ่ม!” เจ้าของร้านแค่นยิ้มเย็นชา “ฝึกฝีมือ? ข้าไฉนไม่เคยเห็นมาก่อนว่าเสี่ยวเว่ย
เจ้ามีจิตปณิธานยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้! ที่แท้เจ้าหวังอยากเป็นจินตันหรอกหรือ? เฮอะ! เป็น
คนต้องยึดถือความเป็นจริง เจ้ามิใช่ไม่ทราบ เมล็ดข้าวปราณห้าสิบจินค่าจ้างรายเดือน
ของเจ้า ไม่ทราบว่ามีกี่คนที่ยินยอมถวายหัวตัวเองเพื่อแลกกับสิ่งนี้! ฝึกฝีมือ? อย่าได้
สิ้นเปลืองเมล็ดข้าวปราณของเหล่าฟูแล้ว!”
(เหล่าฟู หรือ เล่าฮู – คนแก่อย่างข้า, เราผู้เฒ่า (คำเรียกตัวเอง))
เว่ยเฉิงปินหน้าแดงก่ำ
เจ้าของร้านเหลือบมองมันแวบหนึ่ง กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “คนต้องรู้ขีดจำกัดของ
ตัวเอง อาณาจักรขุนเขาน้อยไม่มีผู้ใดฝึกฝีมือมานานแล้ว”
“ค่าแรงเดือนนี้ของเจ้าหักเมล็ดข้าวปราณออกสองส่วน!” กล่าวจบคำก็สะบัดแขน
เสื้อเดินออกไป
เว่ยเฉิงปินก้มหน้าต่ำไม่ได้ส่งเสียงใด โดยไม่รู้สึกตัวสองมือกำแน่นจนซีดขาว รอจน
เจ้าของร้านจากไปไกล มันค่อยคลายกำมือออก ในมือปรากฏม้วนหยกม้วนหนึ่ง
ม้วนหยกประหลาดนี้มันได้รับมาเมื่อสองวันก่อน เป็นประกาศรับสมัครงาน!
คนที่ลอบส่งม้วนหยกนี้มาให้มันไม่ทราบได้รับข้อมูลจากที่ใด ว่ามันมีฝีมือในด้าน
ค่ายกลลวงตาจึงเจาะจงทาบทามมันโดยตรง ทั้งยังรับปากให้ค่าจ้างเป็นเมล็ดข้าวปราณ
เดือนละสองร้อยจิน เว่ยเฉิงปินถือกำเนิดจากสำนักฝีมือที่ยอดเยี่ยมที่สุดของมันคือค่าย
กลลวงตาขนาดเล็กมันสามารถประกอบค่ายกลลวงตาเล็กๆ สร้างเป็นค่ายกลภาพมายา
ที่เล็กละเอียดยิ่ง ฝีมือนี้ยากหาผู้ใดเสมอเหมือนแต่ในสถานการณ์เช่นนี้ สุดยอดทักษะนี้
กลับไม่ได้มีประโยชน์ต่อมันแม้แต่น้อย
มันไม่ทราบว่าเที่ยวเดินเสาะหางานทำอย่างลำบากยากเย็นมานานเท่าใด จวบ
จนกระทั่งเงินทองที่เก็บหอมรอมริบมานานแทบจะหมดสิ้นลง ค่อยได้รับงานที่กำลังทำ
อยู่ตอนนี้ ทั้งสะสางบัญชี ใช้แรงงาน รวมถึงทำความสะอาด มันต้องทำทุกอย่างแต่เพียง
ผู้เดียวเพื่อค่าจ้างเมล็ดข้าวปราณเดือนละห้าสิบจิน!
แต่เมื่อเทียบกับเหล่าซิวเจ่อที่ต้องคอยกังวลกับการหาเมล็ดข้าวปราณแล้ว มัน
นับว่ายังโชคดีกว่าบ้าง ตามหลักเหตุผลแล้วนี่หมายถึงว่าอย่างน้อยมันควรจะปลอดภัย
ทว่าเมื่อได้รับม้วนหยกประหลาดนี้ หัวใจมันก็เริ่มจะโลดแล่นตามไปอย่างแทบไม่อาจ
ระงับยับยั้ง
ในอดีตการที่มันเอาแต่สนใจค่ายกลเล็กๆ เหล่านั้น พวกศิษย์พี่ไม่ทราบว่าหัวร่อ
เยาะเย้ยมันกี่ครั้งกี่หน ในสายตาของหลายๆ คน มันเป็นแบบอย่างของคนไม่เอาถ่าน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากฝั่าเข้าสู่ด่านหนิงม่ายสำเร็จ แทนที่เรื่องราวจะดีขึ้นเหล่าผู้
อาวุโสในสำนักกลับคิดว่ามันไม่ได้กระทำตัวให้เหมาะสมกับพรสรรค์ที่ดีของตนและ
ปฏิบัติต่อมันอย่างเย็นชากว่าเดิม
ไม่เคยมีผู้ใดเห็นค่าในฝีมือค่ายกลลวงตาของมันมาก่อน แต่ม้วนหยกประหลาดนั้น
กลับไม่ใช่
งานในตอนนี้แม้ว่าช่วยไม่ให้มันต้องตกระกำลำบากมากนัก แต่เว่ยเฉิงปินก็ไม่ทราบ
ว่าต้องทนรับการโขกสับหมิ่นหยามมามากเพียงใด ร้านค้าใหญ่โตแห่งนี้นอกจากเจ้าของ
ร้านแล้ว มันเป็นคนเดียวที่เหลืออยู่จำต้องแบกรับภาระงานทั้งหมดเพียงลำพังผู้เดียว
ไม่ทราบเพราะเหตุใด สายตาหมิ่นหยามกับวาจาถากถางของเจ้าของร้าน พลันผ่าน
แวบเข้ามาในใจมัน
แรงกระตุ้นคือมารร้าย…แรงกระตุ้นคือมารร้าย…
เว่ยเฉิงปินพร่ำย้ำกับตัวเองไม่หยุดยั้ง แต่สองเท้ากลับพามันก้าวเดินออกไปด้าน
นอกโดยไม่รู้สึกตัว
“เจ้า ทำอะไร? เดรัจฉานที่เลี้ยงไม่เชื่อง! ข้าจะเลี้ยงดูเศษสวะเช่นเจ้าไปทำไมกัน!
เจ้า… พรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้าอีก!” เสียงเจ้าของร้านก่นด่าไล่หลัง
เว่ยเฉิงปินพลันรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก ฝีเท้าของมันเพิ่มความเร็ว
ขึ้นทันที
ในความมืดมน ดวงตาของมันเปล่งประกายสดใสดุจอัญมณี
———————
หมายเหต : สรุปหน่วยใหม่
* หนึ่งหน่วยย่อยมีสามคน (หนึ่งในสามคนรับหน้าทีเป็นหัวหน้าหน่วยย่อยด้วย)
หนึ่งหมู่มีหกหน่วยย่อย เท่ากับ สิบแปดคน มีหัวหน้าหมู่หนึ่งคน รองหัวหน้าอีกหนึ่งคน
รวมเป็นยี่สิบคน
* หนึ่งกองร้อยมีหกหมู่ หมู่ละยี่สิบคน รวมเป็นหนึ่งร้อยยี่สิบคน มีผู้บัญชาการ
กองร้อยอีกหนึ่งคน รองผู้บัญชาการอีกหนึ่งคน รวมหนึ่งกองร้อยจึงเป็น หนึ่งร้อยยี่สิบ
สองคน
* พวกเซี่ยซานสิบห้าคนไม่ได้รวมอยู่ในกองร้อยใหม่พวกนี้