สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 244 เห็นพ้องต้องกัน
อาณาจักรขุนเขาน้อยในปัจจุบันไม่มีผู้ใดแยแสสนใจการไหลเวียนของซิวเจ่อ สิ่งที่
ทุกคนใส่ใจคือการไหลเวียนของเมล็ดข้าวปราณต่างหาก ซิวเจ่อคนใดจะไปเป็นหรือตาย
ที่ใด ผู้ใดจะสนใจ?
เว่ยเฉิงปินเสาะพบสถานที่ที่ระบุไว้ในม้วนหยกอย่างรวดเร็ว รู้สึกหวั่นใจอยู่บ้างที
แรกมันสมควรมาตรวจสอบยืนยันเสียก่อน หากม้วนหยกนี้เป็นเพียงเรื่องตลกที่ใครบาง
คนกลั่นแกล้งมัน เช่นนั้นก็ย่ำแย่แล้ว
เป็นที่นี่ไม่ผิดแน่
เห็นสองสิงโตหินอันดุร้ายอหังการยืนอยู่สองฟากข้างของประตู พวกมันคล้ายมีชีวิต
จริง เว่ยเฉิงปินเมื่อเติบโตจากสำนักก็พอมีสายตาอยู่บ้าง มันทราบว่าสิงโตหินคู่นี้เป็นหุ่น
เชิดสัตว์ร้ายกลไก อย่าได้เห็นว่าปกติพวกมันนิ่งสงบ ไม่มีการเคลื่อนไหวแต่หากผู้ใดกล้า
โจมตีบ้านหลังนี้ พวกมันจะเปิดฉากโจมตีตอบโต้อย่างดุดันในทันที กึ่งกลางสิงโตหินคู่
นั้นเป็นประตูเหล็กดำที่ปิดแน่นสนิท บางครั้งเห็นแสงของอาคมหวงห้ามวาบประกายบน
บานประตู มันค่อยคลายใจลงส่วนหนึ่งคนที่สามารถมีบ้านเช่นนี้ในเมืองหนานเสิ้ง อย่าง
น้อยสมควรมีพลังอำนาจอยู่บ้าง
เว่ยเฉิงปินทาบฝั่ามือลงบนแผนภาพระฆังทองแดงที่สลักไว้บนบานประตู จากนั้น
เร่งเร้าพลังปราณเข้าไป
ติง-ตง!
เสียงระฆังใสกระจ่างดังกังวานไปทั่ว อึดใจต่อมา ประตูเหล็กก็เปิดออกอย่างแช่มช้า
เห็นบุรุษร่างยักษ์ใบหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง กวาดตามองมันขึ้นๆ ลงๆ สายตา
คู่นั้นคมเฉียบดุจคมมีด เว่ยเฉิงปินร่างเกร็งแข็งทื่อแม้ว่ามันจะเป็นหนิงม่าย แต่ฝีมือเชิง
ยุทธ์ของมันอ่อนด้อยยิ่งที่มันสามารถผ่านเข้าสู่ด่านหนิงม่ายได้สำเร็จ สมควรต้อง
ขอบคุณช่วงเวลาแห่งการรู้แจ้งที่เกิดขึ้นในตอนที่มันศึกษาค้นคว้า ค่ายกลลวงตา
มันกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ บุรุษร่างยักษ์ที่จู่ๆ ก็โผล่ออกมาพร้อมกลิ่นอายโหดเหี้ยม
ข่มขู่มันจนขวัญหนีดีฝั่อแทบตายแล้ว
“ข้า…ข้าเรียกว่าเว่ยเฉิง…ปิน…สอง…สองวันก่อน ข้าได้รับ…ม้วนหยก…มันบอกว่า”
เว่ยเฉิงปินตะกุกตะกักอยู่ครึ่งค่อนวันยังไม่อาจเล่าความได้กระจ่าง เหลยเผิงไหน
เลยจะอดทนปานนั้น กล่าวขัดจังหวะทันควัน “ประเสริฐ! เป็นที่นี่เอง เจ้าไม่ได้มาผิดที่”
กล่าวจับก็คว้าเว่ยเฉิงปินด้วยมือข้างเดียว หิ้วติดมือดุจหิ้วไก่ตัวเล็กๆเหินร่างเข้าไป
ด้านใน
เว่ยเฉิงปินถูกขู่ขวัญจนหลับตาปี สั่นเทาไปทั้งร่าง เหลยเผิงเหลือกตาไม่ทราบเป็น
ผู้ใดออกความคิดให้มันเป็นคนต้อนรับคนกลุ่มนี้ เจ้าพวกนี้ขี้ขลาดราวมุสิกเพียงพบเห็น
มันก็ตัวสั่นงันงกไปเสียทุกคน
บ้านหลังนี้เป็นหนึ่งในทรัพย์สินลับของเปาอี้ คนผู้นี้กลอกกลิ้งดุจกระต่ายที่มีสาม
โพรง เผื่อทางหนีทีไล่ไว้หลายชั้นนี่เป็นพฤติกรรมปกติของมัน
“มาอีกคนแล้ว”
มือของเหลยเผิงพลันแผ่พุ่งพลังปราณเล็กน้อย เว่ยเฉิงปินตาเหลือกค้างสิ้นสติไป
ทันที เหลยเผิงโยนคนลงพื้นอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก
“อา ชุดนี้มีแปดคนแล้ว เมื่อรวมกับคนผู้นี้เรายังต้องการอีกหนึ่งคนก็จะจัดส่งพวก
มันออกไปได้” เซี่ยซานกล่าวอย่างพึงพอใจ อันที่จริงภารกิจของมันเสร็จสมบูรณ์แล้ว
อาศัยข่าวสารและสติปัญญาของเปาอี้ พวกมันเสาะพบซิวเจ่อที่มีฝีมือทางการสร้างเมือง
ทั้งสิ้นสามคน ทั้งสามคนล้วนยินยอมพร้อมใจโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีผู้ใดต้านทานการ
ล่อลวงของเมล็ดข้าวปราณเดือนละสองร้อยจินได้
มันอดทอดถอนอย่างเศร้าใจไม่ได้ คนเหล่านี้หากอยู่นอกอาณาจักรขุนเขาน้อย ไม่
ว่าไปยังที่ใด ล้วนได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีแต่ในอาณาจักรขุนเขาน้อยที่ชีวิตมี
ค่าเท่าหญ้าฟาง อาศัยเมล็ดข้าวปราณเพียงสองร้อยจินก็สามารถซื้อหาชีวิตซิวเจ่อผู้หนึ่ง
ได้ เซี่ยซานในฐานะซิวเจ่อผู้หนึ่งยังอดอัศจรรย์ใจไม่ได้
เปาอี้เฝั้าดูจากด้านข้าง มันปลาบปลื้มยินดีที่ได้เลือกเส้นทางอันถูกต้องเหมาะสม
แม้ว่ามันจะยังไม่ได้พบกับเหล่าปั่าน แต่ก็ต้องตื่นตะลึงกับพลังอำนาจอันเข้มแข็งของ
เหล่าปั่าน จนกระทั่งถึงตอนนี้จำนวนคนที่ถูกส่งออกไปมีมากกว่าหกสิบคนแล้ว
ทุกคนที่ถูกส่งออกไปด้านนอกไม่เหลือร่องรอยใด คล้ายหายตัวไปในอากาศธาตุ
อย่างกะทันหัน
นี่แน่นอนว่าต้องมีผู้ประสานงานอยู่ด้านนอก มิหนำซ้ำคนเหล่านั้นจะต้องมีจำนวน
ไม่น้อย กองกำลังนี้กล้าหาญชาญชัยยิ่งถึงขั้นกระทำการใต้จมูกของพรรคฟั้ากระจ่าง
อย่างอุกอาจถึงเพียงนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อสามารถลอบขุดรากฐานกำแพงของพรรคฟั้า
กระจ่างเช่นนี้ มันรู้สึกเบิกบานใจไม่น้อย
เปาอี้รู้สึกว่าการทอดลูกเต๋าของมันครั้งนี้ ออกแต้มหมดจดงดงามยิ่ง!
เฮ่อ เสียงมองดูบรรดาผู้นำกองกำลังที่สำคัญแทบทุกกลุ่ม ความรู้สึกของ
ความสำเร็จในใจมันพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดในทันที ก่อนหน้านี้หากมันพบพานเหล่าคนที่นั่ง
อยู่ที่นี่ ไม่ว่าผู้ใดมันก็จำต้องก้มศีรษะค้อมเอวอย่างอ่อนน้อม แต่ตอนนี้มันสามารถสัมผัส
ได้อย่างชัดเจน ถึงความหวาดกลัวที่มีต่อมันในส่วนลึกของดวงตาของคนเหล่านี้
ความรู้สึกนี้ยอดเยี่ยมยิ่ง!
มันรีบดึงตัวเองกลับมา เฮ่อเสียงทราบกระจ่างดีว่าภาระหน้าที่ของมันคือสิ่งใด
รอยยิ้มอ่อนโยนเป็นกันเองปรากฏขึ้นบนใบหน้าเฮ่อเสียง สุ้มเสียงปลอดโปร่งราว
กับเมฆที่อยู่สูงขึ้นไปบนท้องฟั้า “รบกวนให้ทุกท่านรอนานแล้ว เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเลย
ดีกว่า”
“เจ็ดสิบคน สมควรเพียงพอแล้ว! ว่าอย่างไร? พอแค่นี้ดีหรือไม่?” เหลยเผิงกล่าว
อย่างอดรนทนไม่ได้ พวกมันเฝั้ารออยู่ที่นี่ทุกวัน พรรคฟั้ากระจ่างนับเป็นเศษสวะโดยแท้
จนบัดนี้ยังไม่ได้ระแคะระคายแม้แต่น้อย แรกเริ่มเดิมทีมันหลงคิดว่านี่ต้องเป็นภารกิจ
ใหญ่โตที่สนุกสนานเป็นแน่ ผู้ใดจะไปคาดคิดว่ากลับจืดชืดไร้รสชาติและน่าเบื่อหน่ายถึง
เพียงนี้ มันแค่อยากกลับไปยังค่ายเต็มทีแล้ว
เซี่ยซานไม่แยแสสนใจมัน ก้มหน้ามองรายชื่อในม้วนหยก ขมวดคิ้วพลางกล่าว “คน
ที่เหลือไฉนไม่มา?”
ได้ยินเช่นนี้เปาอี้ไม่ทราบจะหัวร่อหรือร่ำไห้ดีอดทนแจกแจงว่า “พวกเราใช้เมล็ด
ข้าวปราณล่อลวงพวกมัน สุดท้ายนี่ก็ไม่ต่างกับการค้ารายหนึ่ง ผู้ซื้อผู้ขายต้องพอใจทั้ง
สองฝั่ายจึงจะค้าขายสำเร็จ สำหรับคนที่เหลือในตอนนี้พวกมันน่าจะมีชีวิตที่ไม่เลวอยู่
แล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดอยากโยกย้าย”
“แล้วเราจะปล่อยพวกมันไปเช่นนี้หรือไร?” เซี่ยซานขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง ในภารกิจ
แรกที่มันเป็นผู้นำย่อมไม่อยากทิ้งรอยด่างพร้อยใดๆ ไว้
เปาอี้แบมืออย่างอับจนปัญญา “จะทำอย่างไรได้เล่า? ไม่ใช่ว่าพวกเราสามารถ
ลักพาตัวพวกมันกลับไปได้เสียหน่อย”
“ลักพา ตัวพวกมัน!” เซี่ยซานตาลุกวาบ ปรบมืออย่างตื่นเต้นยินดี “ความคิดนี้
ประเสริฐยิ่ง! ไฉนข้าไม่ทันคิดถึงวิธีอันดีงามเช่นนี้? เปาอี้เจ้าวิเศษยิ่ง!”
ได้ยินเช่นนี้เหลยเผิงผู้อยู่สุขสบายเสียจนครั่นเนื้อครั่นตัว กลายเป็นคึกคักขึ้นมา
ทันที รีบพยักหน้าแรงๆ “ไม่เลว ไม่เลว! เราจะลักพาตัวพวกมันกลับไปด้วยทั้งหมด ไม่
ทิ้งไว้แม้แต่คนเดียว! เปาอี้เจ้าวิเศษยิ่ง!”
คนอื่นๆ สบตากันวูบพากันหัวร่อฮี่ฮี่ออกมา จงหยูลืมตาขึ้นอย่างไม่มีทางเลือกการ
เข้าฌานแห่งเซนของมันถูกขัดจังหวะอีกครั้ง
เปาอี้กลับแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝั่อ “ทำไม่ได้! ทำไม่ได้! ทุกวันนี้ไม่ได้สะกิดความ
สนใจของพรรคฟั้ากระจ่าง ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว! หากเราลักพาตัวผู้คนก็เท่ากับ
ประกาศเตือนพรรคฟั้ากระจ่างชัดๆ นั่นเป็นปัญหาใหญ่!”
“พวกเราหากลัวไม่!” เหลยเผิงเบ้ปาก กล่าวอย่างเหยียดหยาม
เปาอี้รีบหันหาพวก แต่เมื่อมองไปยังสีหน้าคาดหวังรอคอยของพวกมัน ต้องรู้สึก
สายตามืดทะมึน สติแทบดับวูบกลางอากาศ จากนั้นพลันฉุกคิดถึงจงหยู
ในความเห็นของมันจงหยูทั้งสงบเยือกเย็นและมีเหตุมีผลอยู่เสมอ แน่นอนว่าจงหยู
จะต้องไม่เห็นด้วยกับการกระทำอันบ้าบิ่นนี้เช่นกัน
แต่ยังไม่ทันจะหันไปหาจงหยู กลับได้ยินจงหยูกล่าวด้วยน้ำเสียงอับจนปัญญา
“สมควรลงมือในบัดดล ดีหรือไม่? ไปกันเลยเถอะ รีบๆจบเรื่องนี้เสียทีข้าจะได้กลับไปฝึก
จิตแห่งเซนของข้าเร็วๆ”
เปาอี้รู้สึกคล้ายศีรษะของมันพลันกลับกลายเป็นกลวงเปล่า
ทั้งสิบห้าคนล้วนเห็นพ้องต้องกันกับการลักพาตัว นับตั้งแต่ข้อเสนอเริ่มกล่าว
ออกมาจนถึงการตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งอึดใจสามารถวางแผนลักพาตัว
ครั้งใหญ่ภายใต้จมูกของพรรคฟั้ากระจ่างอันเกรียงไกร ข้อเสนอนี้เพียงพอให้ทุกผู้คน
ยกเว้นเปั่าอี้รู้สึกเลือดลมเดือดพล่าน!
นี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้พวกมันไม่ต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกต่อไป!
เมื่อเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ พวกมันก็เริ่มกำหนดแผนการอย่างรวดเร็ว แต่ละ
คนล้วนติดตามแม่นางน้อยมานานเริ่มเรียนรู้วิธีวางแผนอย่างเป็นระบบและเริ่มมีรูปแบบ
พื้นฐานของวายร้ายชั้นหนึ่งขึ้นมาบ้างแล้ว
เปาอี้ที่ด้านข้างยิ่งฟังยิ่งหน้าซีดเผือด มันตัดสินใจเด็ดขาดว่าต่อไปจะต้องอยู่ให้
ห่างไกลจากคนเสียสติกลุ่มนี้! โดยเฉพาะอย่างยิ่งจงหยู ถึงตอนนี้มันค่อยทราบว่าตัวเอง
ผิดแล้ว ผิดอย่างมหันต์ จงหยูปกติดูเหมือนเยือกเย็นไม่แยแสแต่เมื่อกล่าวออกมา ถึงกับ
มีความคิดที่ทั้งชั่วร้ายและน่าสะพรึงกลัวพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย!
คนนั้นกล่าวคำหนึ่ง คนนี้กล่าวอีกคำหนึ่ง ผลัดกันกล่าวไม่หยุดยั้ง แผนการอันเรียบ
ง่ายและหยาบเถื่อนก็เป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว
เว่ยเฉิงปินเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา พบว่าคนผู้หนึ่งแบกมันเอาไว้บนหลัง เสียงลมที่ได้ยิน
เป็นระยะๆ ทำให้มันทราบว่ากำลังเหาะเหินผ่านอากาศด้วยความเร็วสูง มันไม่กล้าขยับ
กาย มันล่วงรู้ขีดความสามารถของตนเป็นอย่างดีจนกระทั่งถึงตอนนี้มันยังไม่ส่งเสียงใด
เพียงแค่เบี่ยงศีรษะเล็กน้อย ลอบกวาดตามองรอบข้างอย่างระมัดระวัง
ห่างออกไปไม่ถึงสิบจั้ง เห็นซิวเจ่อผู้หนึ่ง บนหลังแบกคนผู้หนึ่งไว้เช่นเดียวกัน
เมื่อเว่ยเฉิงปินเห็นสภาพรอบข้างชัดตา ต้องประหลาดใจเป็นที่สุด รอบตัวมันถึงกับ
มีซิวเจ่อมากกว่าหนึ่งร้อยคน! ในจำนวนนี้ มีเพียงยี่สิบคนที่แบกผู้คนไว้บนหลัง ส่วนซิว
เจ่ออื่นๆ ล้อมพวกมันเอาไว้ตรงกลาง
เว่ยเฉิงปินในที่สุดค่อยนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่มันจะหมดสติไป
คนเหล่านี้สังกัดกองกำลังใด? พวกมันดูคล้ายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่! แม้ว่ามันไม่อาจ
หยั่งทราบอนาคตของตน แต่ยังเต็มไปด้วยความมุ่งหวังอย่างแรงกล้า เห็นได้ชัดว่านี่เป็น
แผนการที่เตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี เพื่อคุ้มครองส่งพวกมันแค่ยี่สิบคน คนกลุ่มนี้
ถึงกับใช้ผู้คนมากกว่าหนึ่งร้อยคน ระดับความสำคัญของพวกมันทั้งยี่สิบคนเป็นที่คาด
คำนวณได้อีกฝั่ายเมื่อทุ่มเทความพยายามมากมายถึงเพียงนี้เกรงว่าเปั้าหมายที่พวกมัน
มุ่งมาดปรารถนาย่อมต้องไม่ใช่สิ่งเล็กน้อยแล้ว
“ใส่ใจกับจังหวะของเจ้าให้ดี ควบคุมพลังปราณอย่าให้เสียเปล่า”
“รักษาความยืดหยุ่นของกระบวนทัพ!”
“หน่วยรบชั้นนอกสุด ระมัดระวังให้มากไว้!”
“พยายามหลีกเลี่ยงกลุ่มเมฆ”
บางครั้งมันได้ยินเสียงตวาดตำหนิคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่เว่ยเฉิงปินอัศจรรย์ใจก็คือ
เหล่าซิวเจ่อที่อยู่รอบตัวมันกลับไม่กล่าววาจาแม้แต่คำเดียว เพียงทำการปรับตำแหน่ง
ของพวกมันอยู่ตลอดเวลา
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ความเงียบงันอันดุดันของคนกลุ่มนี้บันดาลให้เว่ยฉางปินรู้สึก
ถึงพลังอำนาจที่แตกต่างจากความเข้าใจของมันทั้งหมด!
มันอดพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดรอบคอบไม่ได้
กองกำลังที่อยู่เบื้องหน้าสายตาของมันนี้แตกต่างจากกองกำลังอื่นที่มันเคยพบเห็น
มาทั้งชีวิต มีผู้คนมากกว่าหนึ่งร้อยคนเหาะเหินไปด้วยกัน
แต่รูปขบวนจัดไว้อย่างเข้มงวดราวกับใช้บรรทัดเหล็กขีดเส้นแถวไว้ตลอดเวลา กลุ่ม
ยอดฝีมือที่มันเคยพบเห็นมาก่อนทั้งหย่อนยานและกระจัดกระจายกว่านี้ หากอยู่ต่อหน้า
คนเหล่านี้ กองกำลังเหล่านั้นจะดูคล้ายทหารแตกทัพไม่เป็นขบวนเสียมากกว่า
บางครั้งมันยังเห็นกลุ่มซิวเจ่อสามคนห้าคนผละออกจากขบวนทัพ มุ่งหน้าห่าง
ออกไป คนเหล่านี้อาจเป็นหน่วยลาดตระเวน
ยิ่งชมดูมากเท่าใดเว่ยเฉิงปินก็ยิ่งตื่นตะลึงมากเท่านั้น พลังอำนาจที่กองกำลังนี้
เปิดเผยออกมาเหนือล้ำกว่าขีดจำกัดที่มันสามารถจินตนาการได้ไปไกลโข
เว่ยหยานรู้สึกเส้นประสาทตึงแน่น มันเป็นผู้บัญชาการของกองร้อยที่สองนี้ แต่ก่อน
หน้านี้มันไม่เคยนำกลุ่มที่มากกว่าสามสิบคนมาก่อนด้วยซ้ำ มันมักกังวลอยู่เสมอว่าจะทำ
ได้ไม่ดี ดังนั้นทั้งระมัดระวังและขยันขันแข็งทั้งยังคร่ำเคร่งฝึกปรืออย่างหนักหน่วง
นี่เป็นภารกิจแรกในฐานะผู้บัญชาการกองร้อยของมัน
ภารกิจที่กงซุนชามอบให้แก่มันหาใช่เรื่องยากลำบากอันใด เพียงมุ่งหน้าไปตาม
เส้นทางที่กำหนดไว้และคุ้มครองส่งคนยี่สิบคนกลับไปยังค่ายเท่านั้น ทีแรกที่มันได้ฟัง
ภารกิจต้องลอบถอนหายใจโล่งอกแต่พอเห็นเส้นทางที่กำหนดให้สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็น
ปันยาก
เส้นทางนี้ไม่ได้เรียบง่ายธรรมดาอย่างที่คิด กลับตีโค้งเป็นวงขนาดใหญ่โตคล้ายกับ
วนอ้อมเป็นวงกลมก่อนจะกลับไปยังค่าย เว่ยหยานไม่อาจเข้าใจได้ว่าไฉนแม่นางน้อย
กำหนดเส้นทางที่ซับซ้อนและอ้อมโลกเป็นวงกลมเช่นนี้ สิ่งที่ทำให้มันต้องห่วงกังวลมาก
ที่สุด คือเส้นทางนี้จะพามันผ่านดินแดนของกลุ่มอิทธิพลหลายกองกำลัง
นี่หมายความว่าพวกมันอาจถูกโจมตีได้ทุกเมื่อ
แต่เมื่อเว่ยหยานเห็นสีหน้าผิดธรรมชาติของผู้บัญชาการกองร้อยอื่น มันก็เข้าใจ
ทันที นี่อาจเป็นภารกิจแต่ก็เป็นบททดสอบของมันด้วย แม่นางน้อยกำลังทดสอบว่าพวก
มันมีความสามารถในการเป็นผู้บัญชาการกองร้อยหรือไม่
จนกระทั่งถึงตอนนี้ กองร้อยของมันยังไม่พบอันตรายใด
อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้พวกมันพบพานซิวเจ่อหลายคนคอยเลียบเคียงสอดส่องอยู่
ไม่ห่างจากพวกมันก่อนจะจากไปในที่สุด
เว่ยหยานมีประสบการณ์สู้รบโชกโชน ตระหนักในบัดดลว่าผู้คนเล็งเปั้ามายัง
กองร้อยของมันแล้ว
ตลอดเส้นทาง มันรักษากระบวนทัพสำหรับสู้รบไว้ตลอดเวลา
เห็นเหล่าซิวเจ่อในกองร้อยของมันเริ่มช่ำชองชำนาญมากขึ้น เว่ยหยานอดทอดถอน
ด้วยอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ จริงดังคาดการต่อสู้ในสนามรบจริงอาจขัดเกลาผู้คนได้ดียิ่ง
กว่า ช่วงสองสามวันมานี้ความรุดหน้าของพวกมันยังมากกว่าความรุดหน้าของหนึ่งเดือน
ก่อนหน้านี้เสียอีก
ทันใดนั้น แสงสีแดงเจิดจ้าระเบิดขึ้นบนท้องฟั้าด้านหน้าพวกมัน
เว่ยหยานม่านตาพลันหดแคบลง พวกมันมาแล้ว!
นั่นเป็นเวทวิชาแจ้งเตือนที่หน่วยลาดตระเวนของฝั่ายมันเป็นผู้ยิงออกมา มัน
พยายามสงบสติอารมณ์ให้เยือกเย็นในใจหวนนึกย้อนทวนเร็วรี่ ในเวลาเช่นนี้แม่นางน้อย
มักจะทำอย่างไรบ้าง
เว่ยหยานยกมือขวาขึ้นลอกเลียนความไม่แยแสของแม่นางน้อย สุ้มเสียงที่เปล่ง
ออกมาถึงกับเย็นเยียบผิดปกติ
“เตรียมต่อสู้!”