สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 245 ศึกแรก
หน่วยลาดตระเวนที่ท่องทะยานอยู่ตรงชายขอบของกองกำลังเริ่มกระจายตัวออกไป
ภารกิจของพวกมันไม่ใช่เข้าร่วมการรบ แต่มีหน้าที่ในการตรวจตราสนามรบทั้งหมด
เว่ยหยานสีหน้าเย็นชาปากเม้มแน่น ศัตรูมีประมาณสองร้อยกว่าคนดาหน้าเข้ามา
ด้วยเจตนาสังหารอันเปียมล้น เว่ยหยานหลังเหยียดตรงดุจคันทวนอันคมกล้า ลอยตัวขึ้น
อย่างเงียบเชียบ สองหูเต็มไปด้วยเสียงตวาดสั่งการของเหล่าหัวหน้าหมู่
“ทุกคนจงตื่นตัว! ใส่ใจตำแหน่งของเจ้าให้ดี!”
“ที่อยู่เบื้องหน้าพวกเจ้าเป็นเพียงกองขยะ! ฆ่าพวกมัน! ฆ่าพวกมันให้สิ้น!”
“ไม่ต้องพะวงกับสิ่งใด บิดาไปยังที่ใด พวกเจ้าก็เข่นฆ่าตามไปที่นั่น! ผู้ใดมัวอืดอาด
ล้าหลังมารดามัน คอยดูว่ากลับไปแล้วข้าจะเล่นงานพวกเจ้าอย่างไร!”
“ปฏิบัติตามที่พวกเจ้าเคยฝึกมา!”
เหล่าหัวหน้าหมู่ปรับเปลี่ยนรูปขบวนครั้งสุดท้ายก่อนการสู้รบ ไพร่พลใต้บังคับ
บัญชาของพวกมันส่วนใหญ่เป็นเณรน้อย แม้ว่าแต่ละคนล้วนมีพลังฝีมือเฉพาะตัวเหนือ
ธรรมดา แต่ในระบบยุทธวิธีที่มีความต้องการสูงนี้ การประสานงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่
แท้จริงในการกำหนดแพ้ชัยชนะ
เสียงปลุกปลอบขวัญกำลังใจไม่ว่าจะหยาบกระด้าง หนักแน่นจริงจัง หรือปลอด
โปร่งผ่อนคลาย ล้วนผ่านเข้าไปในสองหูเว่ยหยานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง มันเริ่มฮึก
เหิมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้สังเกตเห็นว่าดวงตาของตนถูกระบายด้วยสีแดงฉาน
ช่างทำให้โลหิตของผู้คนเดือดพล่านเสียจริง!
เฝั้ามองฝั่ายตรงข้ามใกล้เข้ามาเป็นลำดับ เว่ยหยานยกมือขวาขึ้นอีกครั้ง สรรพเสียง
ทั้งมวลขาดหายไปหนึ่งร้อยยี่สิบสองซิวเจ่อเงียบกริบ ทั้งกองกำลังประดุจคันธนูมหึมาที่
น้าวสายสุดแรงกำลังเส้นประสาทของทุกคนเขม็งเกลียวจนถึงขีดจำกัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งซิวเจ่อที่อยู่แถวหน้าสุด พลังปราณในร่างโคจรเร็วรี่ พลังสภาวะ
เพิ่มพูนไม่หยุดยั้ง แต่สองเท้าประดุจตะปูสองดอกตอกตรึงแน่นอยู่กับที่
เว่ยเฉิงปินแทบหยุดหายใจโดยไม่รู้ตัว สมองขาวว่างเปล่าไปหมด
มันไม่เคยพบเห็นการสู้รบอันน่าสะท้านใจถึงเพียงนี้ ความเงียบอันพิสดารไม่ต่างอัน
ใดกับบ่วงเชือกล่องหน ค่อยๆ บีบกระชับร่างของมันจนตึงแน่น มิหนำซ้ำยังรัดคอจน
แทบหายใจไม่ออก ต้องอ้าปากหอบหายใจหนักๆ มันเบิกตากว้างจิตใต้สำนึกบังคับให้
จ้องมองซิวเจ่อที่ชูมือขวาขึ้นสูงตรงแถวหน้าสุด ทั้งร่างสั่นระริกอย่างไม่อาจระงับยับยั้ง
ไม่ทราบว่าที่แท้เป็นความหวาดกลัวหรือความตื่นเต้นเร้าใจ
เว่ยหยานเฝั้ามองศัตรูล่วงล้ำเข้าสู่ระยะโจมตีอย่างเย็นชา มือขวาที่ชูขึ้นพลันสับลง
อย่างดุดัน
“ฆ่า!”
เปรี้ยง!
อากาศระเบิดวูบ บังเกิดเสียงแหลมสูงดุจแส้หวดฟาด หมู่หนึ่งที่อยู่ด้านหน้าสุดทั้ง
ยี่สิบคน พลังปราณที่กำลังเดือดพล่านในร่าง ทันใดนั้นหลุดออกจากการยับยั้ง ทั้งหมู่พุ่ง
วาบออกไปพร้อมกันดุจสายฟั้าฟาด!
ยี่สิบร่างพลันหายวับไปในอากาศธาตุ
เปรี้ยง!
เสียงอากาศระเบิดกระชากขวัญวิญญาณ ดังตามติดอีกหน!
ยี่สิบคนของหมู่ที่สองหายวับไปในอากาศธาตุ เกือบจะพร้อมกับหมู่แรก
เปรี้ยง!
หมู่ที่สามติดตามไปอย่างกระชั้นชิด!
ปั้ายยี่ห้อของกองกำลัง สามคลื่นพิฆาต!
หนึ่งหมู่ประกอบด้วยหกหน่วยย่อย แต่ละหน่วยย่อยเทินปราณกระบี่ยักษ์ขนาด
ยี่สิบจั้งไว้เหนือศีรษะ! นี่คือการจู่โจมที่ผสานพลังปราณของซิวเจ่อสามคนในหน่วยย่อย
มีเพียงยามที่กระบวนทัพค่ายกลสามอัจฉริยะบรรลุถึงระดับที่ใช้การได้เท่านั้น จึง
สามารถร่วมกันสร้างปราณกระบี่อันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้
ปราณกระบี่ยักษ์แผดเสียงแหวกฝั่าอากาศดังกึกก้อง ภายในสนามรบทั้งหมดต่อ
หน้าปราณกระบี่สุดแกร่งกร้าวชนิดนี้ ไม่ว่าปราณกระบี่หรือเวทวิชาใดล้วนสูญเสียสีสันที่
พึงมีไปหมดสิ้น
เผชิญพบปราณกระบี่ยักษ์ปราณกระบี่ของซิวเจ่อธรรมดาไม่ต่างจากตะเกียบเล็กๆ
เพียงปะทะก็แตกหักย่อยยับ
รวดเร็วดุจสายฟั้าฟาด!
หนึ่งหมู่เมื่อประกอบด้วยหกหน่วยย่อย ก็ราวกับใบมีดยักษ์สุดหฤโหดหกเล่มดาหน้า
ผ่ากลางกองทัพศัตรูพร้อมกัน
โลหิตสาดกระเซ็นท่วมท้องนภา!
กลางขบวนทัพศัตรูปรากฏเส้นทางโลหิตแล่นลึกเข้าไปโดยไม่มีสะดุดหยุดยั้ง ไม่ว่า
พวกมันพุ่งผ่านไปยังที่ใด เพียงแค่เฉียดผ่าน หมายถึงแขนขาขาดกระเด็นหรือร่างกายถูก
สับเป็นชิ้นๆ! ด้วยพลังทำลายล้างดุจหั่นผักผ่าผลแตง พวกมันเจาะผ่านขบวนทัพของ
ข้าศึกในรวดเดียว
ผู้นำฝั่ายศัตรูดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า “หยุดพวกมันไว้! พวกมันไม่มีเรี่ยวแรง”
เพียงกล่าวได้ครึ่งประโยคเท่านั้น ปราณกระบี่ยักษ์แผดเสียงกรีดแหลมดุจภูตผีทวง
วิญญาณ ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง!
หมู่ที่สองมาถึงในชั่วพริบตา!
ปราณกระบี่ยักษ์อีกหกสายคว้านทะลวงเข้าใส่ขบวนทัพข้าศึกจากมุมอับทาง
ด้านขวา
เช้ง เช้ง เช้ง!
สุ้มเสียงสะท้านขวัญดังระรัว เลือดเนื้อกระเซ็นซ่าน แขนขากระดูกหักปลิวเวียน
ว่อน ปราณกระบี่ยักษ์ทั้งหกกวาดผ่าน เปิดเป็นเส้นทางโลหิตกว้างขวางหกเส้น เสียง
กรีดร้องคร่ำครวญดังระงมอยู่ในหูทุกผู้คน
จากนั้นหมู่ที่สามจู่โจมเข้ามาจากด้านตรงข้าม ดุจพยัคฆ์โผนเข้ากลางฝูงแกะ!
เมื่อหมู่ที่สองตัดผ่านขบวนทัพศัตรูออกไป หมู่ที่สามก็เข่นฆ่าเข้าไปถึงใจกลางขบวน
ทัพศัตรูพอดี
เว่ยหยานเม้มปากแน่น สามคลื่นพิฆาตสำแดงอำนาจสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
ออกมาอย่างเต็มที่! ความฮึกเหิมของศัตรูเตลิดหาย ขวัญกำลังใจตกต่ำลงทันที พวกมัน
ไม่คิดสู้รบอีกต่อไป สิ่งที่มันต้องทำคือกระหน่ำซ้ำเติม วางฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้อูฐ
หลังหักลงไป!
หมู่ที่สี่และหมู่ที่ห้าจู่โจมตามติดในบัดดล!
ศัตรูที่สูญเสียขวัญกำลังใจไปหมดสิ้น เห็นหมู่ที่สี่ที่ห้าพุ่งออกมา พลันแตกตื่นจน
ขวัญหนีดีฝั่อ ในชั่วพริบตานั้นพวกมันต่างคนต่างหลบหนีเอาตัวรอด กระบวนทัพแตก
ทลายกระจัดกระจายกันไปทุกทิศทุกทาง!
จนถึงบัดนี้ ร่างกายของเว่ยหยานค่อยผ่อนคลายลง ผลการรบอยู่ในกำมือของมัน
โดยสิ้นเชิงแล้ว
สามคลื่น พิฆาตแม้เป็นพลังสังหารอันคมกล้าไร้ผู้ต้าน แต่มิใช่ว่าไม่มีจุดอ่อน
จุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเรี่ยวแรงพลังไม่ต่อเนื่อง หากศัตรูสามารถหยุดยั้งการโจมตีคลื่น
แรกๆ ไว้ได้ไม่กี่ระลอก พวกมันก็ต้องตกอยู่ในอันตรายแล้ว
ปราณกระบี่ยักษ์แม้ยากจะต้านทาน แต่ก็สิ้นเปลืองพลังปราณถึงขั้นน่าตระหนกนี่
ไม่ใช่เพียงแสร้งทำท่าทางเท่านั้น ทว่าเป็นการรีดเค้นพลังปราณชั่วชีวิตของพวกมันโจมตี
ในคราวเดียว
เว่ยหยานระบายลมหายใจโล่งอก การสู้รบครั้งนี้ราบลื่นกว่าที่มันคาดคิด
สถานการณ์รบสูญเสียคุณค่าความหมายไปแล้ว เห็นเหล่าหัวหน้าหมู่เริ่มเปลี่ยนเป็นชี้นำ
หน่วยย่อยใต้บังคับบัญชาของพวก มันทำการเข่นฆ่าฟาดฟันอย่างต่อเนื่อง ขอเพียงพบ
เห็นศัตรูหลายคนรวมตัวอยู่ในจุดเดียวกัน แต่ละหน่วยย่อยจะกลายเป็นปลาฉลาม
กระสากลิ่นเลือด เผ่นโผนเข้าเข่นฆ่าในบัดดล
ไพร่พลฝั่ายศัตรูเห็นเช่นนั้นต้องหนาวสะท้านจับขั้วหัวใจ ไม่มีผู้ใดรีรอลังเลอีกพากัน
แตกฮือหลบหนีไม่คิดชีวิต เพียงแค้นบิดามารดาให้ขามาคู่เดียว
เว่ยหยานรีบส่งสัญญาณไม่ให้ติดตามไล่ล่า ภารกิจของพวกมันคือคุ้มครองส่งเหล่า
ซิวเจ่อสายการผลิตกลับไปยังค่ายอย่าง ปลอดภัย ไม่ใช่การเข่นฆ่าศัตรูให้สิ้นซาก แต่เมื่อ
มันสังเกตเห็นซิวเจ่อบางส่วนกระจายตัวเฝั้าดูอยู่ห่างๆ ก็คาดเดาได้ว่าคนเหล่านั้นเป็น
หน่วยสอดแนมจากฝั่ายอื่น
อย่างไรก็ตามการสู้รบครั้งนี้สมควรขู่ขวัญพวกมันไม่น้อยแล้ว ในใจมันครุ่นคิด
เมื่อฝั่ายศัตรูหลบหนีไปหมด เว่ยหยานก็สั่งให้ส่วนหนึ่งจัดการสะสางสินสงคราม
ส่วนคนที่เหลือลงไปตั้งค่ายบนพื้น เหล่าไพร่พลที่เพิ่งผ่านการสู้รบล้วนมีสีหน้าตื่นเต้นฮึก
เหิมไม่คลาย แต่พวกมันยังคงปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
เหล่าหัวหน้าหมู่พากัน ถอนหายใจอย่างโล่งอก อันที่จริงการสู้รบเช่นนี้สำหรับพวก
มันเป็นเรื่องเล็กน้อยยิ่ง แต่พวกมันยังคงต้องกังวลกับเหล่าเณรน้อยใต้บังคับบัญชาของ
พวกมัน สถานการณ์โดยรวมไม่ได้มีเรื่องราวใหญ่โตเกิดขึ้น แต่การต่อสู้ได้เปิดเผยปัญหา
มากมายออกมา
มีหลายหน่วยย่อยยามสำแดงปราณ กระบี่ยักษ์ออกมาต่อสู้ กลับมีพลังอ่อนด้อย
กว่าระดับมาตรฐานในการฝึกอบรม พวกมันทั้งหมู่แทบไม่อาจเจาะทะลวงผ่านขบวนทัพ
ของอีกฝั่ายได้ หากพวกมันไม่สามารถตัดผ่านทัพศัตรูออกมาได้ จะจมลงไปในกลุ่มคน
ของอีกฝั่ายทันที และจะถูกศัตรูรุมทึ้งฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆ ในพริบตาเดียว หัวหน้าหมู่
เหล่านี้พอหวนคิดขึ้นมา ยังอดหวาดผวาไม่ได้
เมื่อเหล่าหัวหน้าหมู่หันไปจัดการสั่งสอนซิวเจ่อที่กระทำผิดพลาดในหมู่ของตน
เว่ยหยานก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซง มันเพียงตรวจตราไปทั่วค่ายเงียบๆ
ไม่นานนักกลุ่มคนที่ได้รับหน้าที่สะสางสนามรบก็หวนกลับมา สินสงครามที่ริบมาได้
ส่งมอบให้แก่รองผู้บัญชาการกองร้อยเก็บไว้ เมื่อกลับไปจึงจะส่งต่อให้แก่แม่นางน้อย
เพื่อจัดแบ่งบำเหน็จรางวัลตามระดับความดีความชอบ
เว่ยเฉิงปินอ้าปากหวอ การสู้รบแทบจะจบลงในชั่วไม่กี่อึดใจเท่านั้น นี่เกินความ
คาดหมายของมันไปมาก ยังไม่ทันจะสร่างตะลึง ยังได้ยินเหล่าหัวหน้าหมู่ก่นด่าคาดโทษ
ผู้ใต้บังคับบัญชา มันแทบไม่เชื่อหูตัวเอง นี่…นี่ยังไม่เพียงพออีกหรือ? การต่อสู้ที่หมดจด
งดงามถึงเพียงนี้ ไพร่พลที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ ไฉนยังถูกดุด่าตำหนิอีก?
มันอาจไม่มีฝีมือเชิงยุทธ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีดวงตาที่ดี กองกำลังนี้มีฝีมือถึง
ระดับใด มันยังพอมองเห็นร่องรอยได้บางส่วน ในความเห็นของมัน กองทัพที่แปลกใหม่
ไม่เหมือนผู้ใดนี้ เป็นสุดยอดกองทัพที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่มันเคยพบเห็นมา ไม่มีกองกำลัง
ใดเสมอเหมือน
พวกมันเคร่งครัดเกินไปแล้ว! เว่ยเฉิงปินไม่มีปัญญาเข้าใจได้จริงๆ
ชัยชนะอันหมดจดนี้ยังเป็นแรงสนับสนุนอันยิ่งใหญ่ต่อทั้งยี่สิบคนที่ถูกคุ้มครอง ส่ง
ความคาดหวังต่อจุดหมายปลายทางที่กำลังมุ่งหน้าไปพุ่งทะยานขึ้นทันที ในอาณาจักร
ขุนเขาน้อยที่กลายเป็นกลียุค กองกำลังอันเข้มแข็งคือการรับประกันความอยู่รอดที่มี
ประสิทธิภาพสูงสุด
เมืองหนานเสิ้ง
เฮ่อเสียงมองดูรอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าของเหล่าคนเบื้องหน้า อารมณ์ของมัน
สั่นระริกเจียนระเบิด การเจรจายากกว่าที่มันคาดคิดไว้มาก แต่ละฝั่ายเหล่านี้คล้าย
บรรลุข้อตกลงลับบางอย่าง จุดยืนของพวกมันเห็นพ้องต้องกันอย่างน่าประหลาด แม้แต่
ผู้นำกลุ่มที่เคยมีความสัมพันธ์อันดีกับมันมาก่อน
ยังกลับลำกลางคันและยังคงนิ่งเฉย มันทราบดีว่าคนเหล่านี้ต้องการต่อรอง แต่
สำหรับเฮ่อเสียงผู้ปรารถนาผลงาน ย่อมต้องการกดราคาลงไปให้ต่ำที่สุด เพื่อสำแดง
ความสามารถของมันให้เป็นที่ประจักษ์ มีหลายคนจดจ้องตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดของมัน
มันย่อมไม่คิดเปิดโอกาสให้แก่ผู้ใด
เฮ่อเสียงปันรอยยิ้มไม่เผยความคิดในใจ “ทุกท่านวันนี้เหน็ดเหนื่อยแล้วสมควร
พักผ่อนกันเสียก่อน เราผู้อาวุโสจัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับเอาไว้เป็นพิเศษ ทุกท่านโปรด
ให้เกียรติร่วมสนุกสนานด้วยกัน”
เหล่าผู้นำกองกำลังสบตากันวูบ พากันลุกขึ้นอ้างว่าพวกมันล้วนเหน็ดเหนื่อยและ
อยากพักผ่อนมากกว่า ไม่ว่าผู้ใดก็ปฏิเสธงานเลี้ยงเป็นเสียงเดียวกัน
เฮ่อเสียงก็ไม่เซ้าซี้ เพียงแย้มยิ้มส่งพวกมันออกไป เมื่อผู้นำคนสุดท้ายลับหายไปจาก
ช่องประตู มันก็ไม่อาจปกปิดใบหน้ามืดมนของตนได้อีกต่อไป
มันต้องรีบคิดหาวิธีทำลายความร่วมมือของคนเหล่านี้ในใจครุ่นคิดเร็วรี่ แต่ขณะที่
กำลังจะหมุนตัวจากไป กลับพบเห็นร่องรอยสนุกสนานในดวงตาของหนึ่งในเหล่าผู้
อาวุโสข้างเดียวกับมัน ทำให้อารมณ์ยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม
“พวกเจ้ายืนยันเปั้าหมายของตัวเองแล้วหรือไม่?” เซี่ยซานถามย้ำพลางกวาดตา
มองสหายร่วมกลุ่ม
ทุกผู้คนล้วนผงกศีรษะ
เหลยเผิงโอดครวญ “มารดามันเถอะ! บิดาเฝั้าดูกระทั่งตอนที่มันไปเข้าห้องน้ำ ช่าง
อับโชคจริงๆ”
เหล่าสหายหัวร่อเบาๆ เพื่อรับประกันว่าพวกมันจะลงมือประสบผลในคราวเดียว
ทุกคนซักซ้อมกันมาก่อน เปั้าหมายสิบคนที่เหลือ ถูกแบ่งออกไปอย่างเจาะจงในหมู่พวก
มัน
“เราจะลงมือภายในหนึ่งชั่วยาม” เซี่ยซานไม่กล่าวมากความ ทั้งสิบห้าคนมีฝีมือ
เฉพาะตัวของตน แม้ว่าพลังบำเพ็ญเพียรของมันสูงส่งที่สุด แต่ก็ไม่กล้าวางท่าสั่งสอน
พวกมัน โชคดีที่แต่ละคนรู้หน้าที่และปฏิบัติตามกฏเกณฑ์เป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องให้
มันตำหนิติติง
สิบห้าคนแยกย้ายกันไปทุกทิศทางโดยไร้เสียง
เปั้าหมายของเหลยเผิงเป็นบุรุษที่มีฝีมือทางหลอมกลั่นโอสถผู้หนึ่ง แม้ว่าใน
อาณาจักรขุนเขาน้อยยามนี้จะขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ร้านค้าบางแห่งยังคงมีสะสมไว้บ้าง
ด้วยเหตุนี้เอง คนผู้นี้จึงหางานที่ดีงามได้ไม่ยากนัก ดังนั้นหลังจากได้รับม้วนหยก มันลอง
ครุ่นคิดชั่งน้ำหนักทางเลือกดูแล้ว ยังคงตัดสินใจอยู่กับเถ้าแก่คนปัจจุบันของมันตามเดิม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเถ้าแก่ของมันดีต่อมันมาก มิหนำซ้ำม้วนหยกยังไม่ทราบที่มา มันย่อม
ไม่ยินยอมรับความเสี่ยงเช่นนี้
ไม่ทราบเพราะเหตุใด วันนี้มันรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง ราวกับว่ากำลังจะมีบางอย่าง
เกิดขึ้น
นี่ทำให้มันไม่สบายใจเอาเสียเลย ทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกนี้ ไม่เคยมีเรื่องดีงามเกิดขึ้น
เลยจริงๆ
มันเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟั้า เห็นหมู่เมฆกดต่ำลงมา หนาหนักและน่าอึดอัดอย่าง
บอกไม่ถูก
“เจ้าโอสถเหอ เถ้าแก่เรียกหาท่าน” เด็กรับใช้ผู้หนึ่งรีบวิ่งเข้ามาตาม
“อ้อ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” มันได้สติ กระวีกระวาดเดินตามไป เถ้าแก่อาจมีงานอื่นให้มัน
ทำกระมัง
มันเพิ่งเดินผ่านลานหลังบ้าน ทันใดนั้นรู้สึกต้นคอปวดแปลบ สายตามืดทะมึน
จากนั้นไม่รับรู้สิ่งใดอีก
เหลยเผิงหิ้วเปั้าหมายของมันด้วยมือข้างเดียว กวาดตามองอย่างรวดเร็ว เห็นรอบ
ข้างเงียบสงบ ไม่มีผู้ใดทันได้รู้สึกตัว มันแย้มยิ้มอย่างเงียบงัน คนหายวับไปทันที
อย่างไรก็ตาม หลายคนไม่ได้โชคดีเช่นมัน ยกตัวอย่างเช่นเหนียนลู่
เหนียนลู่เฝั้ามองเปั้าหมายของมันอย่างหวั่นวิตก นี่เป็นซิวเจ่อสตรีที่มีฝีมือด้านปศุ
สัตว์ผู้หนึ่ง เวลานี้นางกำลังสอนสั่งผู้อื่นเกี่ยวกับการให้อาหารสัตว์ปราณ ผู้ฝึกหัดเหล่านี้
เคารพนอบน้อมนางเป็นอย่างยิ่ง ตั้งใจสดับฟังอย่างระมัดระวัง
ใกล้ถึงเวลาลงมือแล้ว!
เห็นเปั้าหมายไม่คิดจากไปอย่างรวดเร็วเป็นแน่ เหนียนลู่กัดฟันแน่น ตัดสินใจลงมือ
ในบัดดล
ร่างของมันเหมือนเงาผี จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นด้านหลังซิวเจ่อนางนั้น สันมือฟันลงอย่าง
นุ่มนวล มือซ้ายคว้าเอวนางเอาไว้ จากนั้นยกร่างไร้สติของนางแบกไว้บนบ่าข้างหนึ่ง
การเคลื่อนไหวของมันทั้งรวบรัดและหมดจดถึงที่สุด
จวบจนกระทั่งเหนียนลู่ลับหายออกไปทางประตู ผู้ฝึกหัดเหล่านั้นในที่สุดค่อย
รู้สึกตัวแผดเสียงร้องอย่างแตกตื่นลนลาน
ผู้คุ้มกันของร้านค้าตื่นตัวทันควัน รีบเหินร่างขึ้นไปกลางเวหา
เหตุการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เพียงแต่ต่างสถานที่กันไปทั่วทั้ง
เมืองหนานเสิ้ง
เมืองหนานเสิ้งกลายเป็นโกลาหลวุ่นวายอย่างฉับพลัน!