สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 246 อาละวาด
ภายในค่าย
จั่วม่อมองไปยังซิวเจ่อสตรี ยกมือเกาศีรษะแกรกๆ “เจ้าต้องมีชื่อเพื่อให้พวกเรา
เรียกหากันได้” หลังจากเปลี่ยนร่างกายใหม่ เส้นผมของมันยังคงสั้นกุด เมื่อเกาศีรษะ
มันรู้สึกเส้นผมแหลมคมดุจเส้นลวดเหล็ก น่าประหลาดเสียจริง เส้นผมของผู้คนจะ
แข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ซิวเจ่อสตรีคล้ายไม่ได้ฟังมันเลย
ครั้งสุดท้ายที่จั่วม่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บของนาง มันพบว่าในร่างกายนางมีพลัง
อันเย็นเยียบและแปลกประหลาดขุมหนึ่ง เหตุผลที่อาการบาดเจ็บอันน่าหวาดหวั่นใน
ร่างนางไม่เลวร้ายลง เนื่องเพราะการคงอยู่ของพลังอันแปลกประหลาดนี้เอง พลังที่ไม่
รู้จักนี้ราวกับใยแมงมุมอันแน่นเหนียว ยึดโยงทุกซอกทุกมุมในร่างกายของนางเอาไว้
ด้วยกัน จั่วม่อบางครั้งถึงกับคิดว่าหากในร่างนางไม่มีพลังขุมนี้ เกรงว่าร่างกายอันบอบ
บางนี้คงแยกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเสียนานแล้ว
เหตุผลที่พลังสภาวะของนางขู่ขวัญผู้คนก็สมควรเป็นฝีมือของพลังที่ไม่รู้จักขุมนี้
เช่นกัน จั่วม่อครุ่นคิดอยู่คนเดียว ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้นาง กระทั่งนกโง่ พี่สาวใหญ่โง่งม
ตัวนี้ ยังไม่กล้าเข้าใกล้นางในระยะสามจั้ง ไม่ต้องเอ่ยถึงเจดีย์น้อยกับเจ้าดำน้อยสองคู่หู
ขี้ขลาดนั่นแล้ว
เห็นซิวเจ่อสตรีไร้การตอบสนองดังคาด จั่วม่อหันกลับมาสนใจกับเส้นผมประหลาด
ของมันแทน ไม่ใช่ว่ายิ่งนานไปมันจะยิ่งเปลี่ยนเป็นสัตว์อสูรไปเล่า? มันลอบคร่ำครวญ
อย่างหวนโหย
สามองครักษ์เกราะทองพร้อมกระบี่ยักษ์ในมือ ยืนอยู่ไม่ไกล พวกมันคล้ายหวาด
เกรงสตรีซิวเจ่อนางนี้อยู่บ้างเช่นกัน องครักษ์เกราะทองไม่ใช่เป็นหุ่นเชิดหรอกหรือ?
ไฉนกระทั่งพวกมันยังหวาดกลัวสตรีนางหนึ่ง?
สตรีซิวเจ่อนางนี้เป็นปริศนาใหญ่ประการหนึ่ง
ดูเหมือนว่าวันนี้ก็ไม่มีผลลัพธ์อันใด จั่วม่อสั่นศีรษะอย่างระอาใจ แต่มันยังคงยืน
กรานที่จะสนทนากับนางทุกวัน พยายามที่จะทำให้ความสัมพันธ์ดีงามขึ้น แต่จนกระทั่ง
ถึงตอนนี้ผลลัพธ์ยังคงเป็นศูนย์ นางประหนึ่งรูปปันหินยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นตลอดเวลา จั่วม่อ
ไม่เคยได้ยินนางกล่าววาจาแม้สักครึ่งคำ
หรือนางเป็นใบ้?
จั่วม่อคิดอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ในความเห็นของมัน สตรีผู้นี้ไม่คล้ายมาจากสำนัก
ใหญ่ เนื่องเพราะนางอัปลักษณ์และสกปรกซอมซ่อยิ่ง เบื้องหลังสารรูปกระเซอะกระเซิง
เป็นปุั่มปมอันแน่นขนัด ทั่วร่างมีเพียงเท้าเปล่าคู่นั้นที่ปราศจากไฝฝั้ารอยตำหนิใด
กล่าวตามความสัตย์ จั่วม่อไม่เคยพบเห็นสองเท้าที่งดงามหมดจดถึงเพียงนี้มาก่อน
ทั้งสมส่วนและขาวผ่อง คล้ายหยกขาวเนื้อดี ประดุจกระเบื้องเคลือบชั้นเลิศ ปราศจาก
ริ้วรอย ไร้ที่ติ ละเอียดอ่อนละเมียดละไมยากจะหาสิ่งใดเสมอเหมือน เมื่อจั่วม่อตรวจ
อาการบาดเจ็บของนาง และพบเห็นเท้าเปล่าคู่นี้เป็นครั้งแรก ถึงกับสมองขาวว่างเปล่า
ไปวูบหนึ่ง
เท้าเปล่าคู่นี้ราวกับแฝงพลังดึงดูดอันรุนแรง ทำให้ผู้คนยากจะละสายตาจากไป
ช่างน่าเสียดายที่ตั้งแต่เหนือหัวเข่าขึ้นไป ล้วนปกคลุมไปด้วยปุั่มปมอันน่ารังเกียจ
นางสวมหน้ากากดำกับชุดยาวหลวมกว้าง เท้าเปล่าของนางเปือนโคลน สองเท้า
ขาวผ่องราวหิมะ กับโคลนตมสีดำ ก่อเกิดความขัดแย้งอันพิสดาร ทุกครั้งที่จั่วม่อเผลอ
มองมันแทบหยุดหายใจโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ตามมาด้วยอารมณ์เศร้าเสียดายในทันที สตรี
นางหนึ่งร่างกายเต็มไปด้วยปุั่มปม ไม่ทราบว่าน่าสมเพชเวทนาถึงเพียงไหน
จั่วม่อลอบทอดถอนใจ แต่ไม่ทราบว่าตนเองทอดถอนใจเพราะเหตุใด มันเหินร่าง
ขึ้นสู่ยอดเขา ทอดตามองไปยังที่ห่างไกล เห็นท้องนภาสีฟั้าครามกับหมู่เมฆขาวราวกับ
แพรไหม สายลมโชยพัดอย่างอ่อนโยนและสดชื่น ทะเลสาบดาวสวรรค์ที่เชิงเขา
ประดุจอัญมณีกระจ่างใสฝังตัวอยู่ท่ามกลางยอดเขานับไม่ถ้วน
จั่วม่ออารมณ์ล่องลอยไปในทันที อาณาจักรขุนเขาน้อยอาจสูญเสียปราณธรรมชาติ
แต่หาได้มีความแตกต่างอันใดต่อมวลบุปผากับสัตว์ปั่าเหล่านี้ไม่ ตรงกันข้าม ภูเขากลับ
คล้ายเขียวขจีและมีชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิมเสียอีกเนื่องเพราะไม่ถูกรบกวนจากบรรดาซิวเจ่อ
เพื่อที่จะสร้างเมืองใหญ่ จั่วม่อย้ายค่ายมายังภูเขาดาวสวรรค์ มันจู่ๆ ก็นึกถึงใบหน้า
ไม่ยินดีของฉุนอวี๋เฉิง อดหัวร่อออกมาไม่ได้ ศิษย์น้องฉุนช่างคลั่งไคล้การเพาะเลี้ยงสัตว์
ปราณเสียจริง
เมื่อย้ายมาถึง จี๋เหว่ยกับซุนเปั่าก็รีบนำเหล่าลูกน้องทำงานหนักทันที
วัตถุดิบที่จำเป็นในการสร้างเมืองเป็นจำนวนที่น่าสะพรึงกลัว ยกตัวอย่างเช่นก้อน
อิฐ ส่วนใหญ่ใช้ตัดเป็นก้อนออกมาจากภูเขา แต่ละก้อนยังต้องผ่านการแปรสภาพและ
สลักค่ายกลที่จำเป็น สำหรับซิวเจ่อการตัดหินไม่ใช่เรื่องยากลำบากแต่การแปรสภาพ
พวกมันกลับไม่ใช่เรื่องง่ายดายแล้ว
เพื่อความสะดวกรวดเร็ว จั่อม่อก่อตั้งค่ายกลขนาดใหญ่เพื่อรวบรวมไฟอีกาทองคำ
จำนวนมากอีกครั้ง แต่ละคนล้วนได้รับไฟอีกาทองคำหนึ่งส่วน เหล่าลูกสมุนย่อมปลาบ
ปลื้มยินดี พากันโหมทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายมากกว่าเดิม
ก้อนอิฐหินเขียวแต่ละก้อนยาวสามจั้ง กว้างหนึ่งจั้งและหนาหนึ่งจั้ง หลังจาก
องครักษ์เกราะทองตัดพวกมันออกมาจากภูเขา ซิวเจ่อที่มีฝีมือทางหลอมสร้างจะเริ่มใช้
ไฟอีกาทองคำแปรสภาพก้อนอิฐเหล่านี้ สิ่งที่ทำให้จั่วม่อต้องปวดเศียรเวียนเกล้า ก็คือไฟ
อีกาทองคำกลับมีระดับสูงเกินไป หากประมาทสักเล็กน้อยหินเขียวระดับสองเหล่านี้จะ
กลายเป็นกองหินหลอมเหลวทันที
ต่อมาปัญหานี้ในที่สุดก็ได้รับการแก้ไข พวกมันตกลงใจสลักค่ายกลลงไปบนก้อนหิน
ก่อนที่จะแปรสภาพด้วยไฟอีกาทองคำ ทำให้ก้อนอิฐไม่ถูกหลอมเหลวอีก ทว่าในระหว่าง
กระบวนการแปรสภาพ ก้อนอิฐหินเขียวจะหดตัวลงมากกว่าครึ่งจากขนาดเดิม ทั้งยัง
เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมทอง คุณภาพแข็งแกร่งและหนาหนักยิ่ง จั่วม่อทดลองใช้กระบี่บิน
ฟันลงบนก้อนอิฐ ประกายไฟแลบแปลบ แต่ก้อนอิฐไม่มีแม้แต่ริ้วรอย
จนกระทั่งจั่วม่อเร่งเร้าพลังปราณทั่วร่าง ฟันลงไปอย่างสุดกำลัง กระบี่บินจึงค่อยผ่า
เข้าไปในเนื้ออิฐเกือบครึ่งก้อน
วัตถุดิบเช่นนี้แม้ไม่เพียงพอจะใช้สร้างอาวุธหรือชุดเกราะปราณ แต่สำหรับใช้สร้าง
กำแพงเมืองเรียกได้ว่ามากเกินพอแล้ว
ซิวเจ่อห้าสิบคนได้รับมอบหมายให้แปรสภาพก้อนอิฐหินเขียวทั้งหมด จั่วม่อเองยุ่ง
วุ่นวายอยู่กับการสำรวจสภาพภูมิประทศ เมืองที่สร้างขึ้นใหม่ต้องมีค่ายกล ค่ายกลที่
ก่อตั้งขึ้นคราวนี้ยังต้องใช้รับมือจินตัน นี่เป็นบททดสอบที่จั่วม่อไม่เคยเผชิญ
ค่ายกลขบวนใหญ่ที่จั่วม่อเคยใช้มาก่อน รวมถึงค่ายกลขบวนใหญ่บนเกาะแมกไม้รก
ร้าง ล้วนไม่เพียงพอที่จะใช้รับมือจินตัน มันแม้เติบโตขึ้นมากับจินตันสี่คนแต่ไม่เคยประ
มือกับจินตัน ย่อมไม่ล่วงรู้ว่าพลังของพวกมันที่แท้สูงส่งถึงขั้นใด แต่กลับทราบกระจ่าง
ว่าจินตันนั้นทรงพลังอำนาจเกินกว่าที่มันจะสามารถจินตนาการได้
ระหว่างหนิงม่ายกับจินตัน ในแง่ของความเข้าใจพลังปราณ มีความแตกต่างกัน
อย่างใหญ่หลวง
มันไม่ทราบว่าความแตกต่างนี้ห่างชั้นกันเท่าใด ได้แต่กระทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
เส้นทางสายนี้ยากลำบากและอันตรายยิ่ง!
มองไปยังเทือกเขาที่ห่างไกล ดวงตาของจั่วม่อค่อยๆเปลี่ยนเป็นลึกล้ำดำมืดดุจห้วง
มหรรณพ
เหนียนลู่แบกคนผู้หนึ่งไว้บนหลัง ทิวทัศน์รอบข้างพุ่งผ่านข้างกายอย่างรวดเร็ว
ความเร็วของมันไม่ได้เชื่องช้าลงแม้แต่น้อย หากผู้ใดเพ่งมองอย่างละเอียด จะพบเห็น
ดอกบัวขาวอยู่ใต้ฝั่าเท้าของมัน ด้วยชุดยาวสีขาวกับดอกบัวขาวงามวิจิตร ยามพลิ้วร่าง
ผ่านไปกับสายลม มันดูหล่อเหลาสง่างามอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด เหล่าสตรี
เยาว์วัยตามรายทางล้วนสายตากระจ่างจ้า
“วา! หล่อเหลากระไรปานนี้!”
เสียงกรีดร้องของสตรีดังไม่ขาดหู
เหล่าซิวเจ่อที่กำลังไล่ล่าเหนียนลู่ ติดตามไปก็ต้องฟังเสียงอุทานระงมเหล่านี้ไป เป็น
เหตุให้พวกมันสีหน้าน่าเกลียดอยู่บ้าง
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้เหนียนลู่ก็ไม่ปกปิดซ่อนตัวใดๆ อีก มันเลือกเส้นทางที่
ตรงไปตรงมาที่สุด นั่นคือพุ่งดิ่งเป็นเส้นตรงไปเลย!
ไม่ เพียงแค่มันผู้เดียว อีกเก้าคนที่รับหน้าที่ขโมยผู้คนก็ล้วนเลือกเส้นทางตรงดิ่งมา
เช่นกัน จากทุกมุมเมืองในเมืองหนานเสิ้ง พวกมันทั้งสิบเร่งรุดตรงดิ่งมายังประตูเมือง
หนานเสิ้ง! หากมีคนมองมาจากกลางเวหาเหนือเมืองหนานเสิ้ง จะเห็นสิบเงาร่างพุ่ง
ปราดๆ วาดเป็นเส้นตรงสิบสาย ซึ่งจะตัดกันที่ประตูเมืองพอดี ด้านหลังพวกมันเห็นฝูง
ซิวเจ่อติดตามมาร่วมห้าสิบหกสิบคน คล้ายถูกฉุดกระลากลากดึงไปยังประตูเมือง
เช่นเดียวกัน
หลายคนเหินร่างขึ้นฟั้า พวกมันกำลังเฝั้าชมดูเรื่องสนุกสนาน ในใจลอบแตกตื่น
ตะลึงลาน ในอาณาเขตของพรรคฟั้ากระจ่างเป็นผู้ใดกล้าก่อเรื่องอย่างอุกอาจถึงเพียงนี้?
เหลยเผิงเป็นคนแรกที่บรรลุถึงประตูเมือง มันกระทั่งมีเวลาว่างพอจะมองย้อนกลับ
ไปยังเหล่าสหายที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา ยักคิ้วหลิ่วตา ส่งยิ้มเยาะเย้ยให้พวกมันแวบหนึ่ง
จากนั้นหมุนตัวเดินกรีดกรายออกจากประตูเมืองไปอย่างแช่มช้า
อีกเก้าคนล้วนเห็นท่าทางยียวนและสีหน้าลำพองใจของเหลยเผิงชัดตา พวกมัน
เหลือกตาขึ้นอย่างพร้อมเพรียง และโดยไม่มีคำพูดจาแต่ละคนแค่นเสียง เร่งความเร็วขึ้น
ในบัดดล!
เสียงกรีดฝั่าอากาศแหลมคมเสียดหูดังสะท้านไปทั่วทั้งเมืองหนานเสิ้ง!
เงาร่างเก้าสายประดุจลูกธนูคมกล้าเก้าดอก แผดเสียงหวีดแหลมตรงดิ่งไปยังประตู
เมืองโดยไม่คิดจะลดความเร็ว!
ประตูเมืองหนานเสิ้งเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น หาได้มีประโยชน์ใช้
สอยจริงแต่อย่างใด เฮ่อเสียงร้อยไม่คิดพันไม่คิด ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีผู้คนกล้า
วางแผนต่อต้านพรรคฟั้ากระจ่าง ผู้ใดจะอาจหาญอาละวาดกลางอาณาเขตของพรรคฟั้า
กระจ่าง? เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นไม่คิดอาศัยอยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อยอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้
เอง การปั้องกันของหมู่บ้านหนานเสิ้งจึงอ่อนแอหละหลวมจนน่าเวทนา
เห็นเงาร่างเก้าสายพุ่งวาบผ่านไปด้วยความเร็วถึงขีดสุด ประตูเมืองอันน่าสมเพช
ระเบิดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยแรงลมอันคมกล้าดุจคมมีด!
เศษไม้ฝุั่นผงปลิวเวียนว่อนอยู่หน้าประตูเมือง!
เหล่าซิวเจ่อที่ไล่ล่ามาด้านหลังก็พากันโถมติดตามเข้าไปตรงๆ พวกมันไม่ได้ชะลอ
ความเร็วลงเช่นกัน เห็นกลุ่มแสงเปล่งประกายวูบวาบติดต่อกัน เกราะปราณกับโล่ปราณ
ของแต่ละคนทยอยเปิดใช้งานอย่างพรักพร้อม ตระเตรียมบุกฝั่ากลุ่มฝุั่นผงออกไปโดยไม่
คิดชะงักรั้งรอ!
“ข้ารู้ว่าคนเหล่านี้จงใจให้พวกเรารับประทานฝุั่นของพวกมัน!”
ภายในกลุ่มฝุั่นควัน บางคนบ่นออกมา
ทันใดนั้น ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนพวยพุ่งออกมาจากกลุ่มฝุั่นควัน ราวกับฝูงค้างคาว
ที่หลบซ่อนอยู่ในความมืด จู่ๆก็สยายคมเขี้ยวสูบเลือดคร่าชีวิตผู้คน
“ระวังการซุ่มโจมตี!”
เหล่าซิวเจ่อที่ติดตามมาล้วนหน้าเผือดสี
เช้ง เช้ง เช้ง!
ซิวเจ่อกลุ่มหน้าสุดส่วนใหญ่ไม่มีเวลาทันตอบสนอง เกราะปราณบนร่างพวกมันถูก
ทะลวงในบัดดลดุจสร้างขึ้นจากกระดาษ แต่ละคนปรากฏหลุมเลือดมากมายขึ้นบนร่าง
พวกมันสีหน้าแข็งทื่อ ตาเหลือกค้าง สูญเสียการควบคุมร่างกาย ล้มฟาดลงบนพื้น
สกปรกดุจถุงทรายเก่า
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่คนเดียว ซิวเจ่อด้านหน้าแทบทั้งหมดไม่มีผู้ใดรอดชีวิต
“เจตจำนงกระบี่!”
ซิวเจ่อที่ตามมาด้านหลังหน้าขาวเผือด ปราณกระบี่ที่มีพลังทำลายล้างถึงเพียงนี้ มี
ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว นั่นคือเจตจำนงกระบี่!
มีเพียงเซียนกระบี่ที่บรรลุเจตจำนงกระบี่ จึงสามารถปลดปล่อยปราณกระบี่อันน่า
พรั่นพรึงที่สามารถทะลวงเกราะปราณดุจแทงใส่เศษกระดาษ สังหารผู้คนภายในกระบี่
เดียว!
เห็นเบื้องหน้าปรากฏปราณกระบี่มากมาย แต่สีสันรูปลักษณ์ล้วนแตกต่างกัน เห็น
ได้ชัดว่าพวกมันถูกปลดปล่อยออกมาจากเซียนกระบี่คนละคนกัน!
ในกลุ่มฝุั่นควันด้านหน้า เซียนกระบี่ที่บรรลุเจตจำนงกระบี่ไม่ได้มีแค่คนเดียว!
เหล่าซิวเจ่อที่ไล่ตามมาสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง เซียนกระบี่ที่บรรลุเจตจำนง
กระบี่นั้นหายากไม่น้อย ในหนิงม่ายหนึ่งร้อยคน มีเพียงคนเดียวที่เข้าใจเจตจำนงกระบี่
นี่ไม่เรียกว่าหายากยังจะเรียกอะไรได้อีก แต่ในเมื่อยากเย็นถึงเพียงนี้ ไฉนเซียนกระบี่
ต้องพากเพียรดิ้นรนเพื่อบรรลุเจตจำนงกระบี่ด้วยเล่า?
นั่นเพราะหากผู้ใดบรรลุเจตจำนงกระบี่ พลังของปราณกระบี่จะยกระดับขึ้นอย่าง
มหาศาล การยกระดับความแข็งแกร่งนี้ยังแตกต่างกันไปในแต่ละคน มิหนำซ้ำยังขึ้นอยู่
กับเคล็ดวิชากระบี่ที่ฝึกปรือ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน นั่นคือเซียนกระบี่ที่บรรลุ
เจตจำนงกระบี่ ย่อมน่าสะพรึงกลัวกว่าเซียนกระบี่ระดับเดียวกันที่ไม่เข้าใจเจตจำนง
กระบี่!
ในการปะทะครั้งแรก เซียนกระบี่เจ็ดคนดับดิ้นไปโดยไม่ทันได้กรีดร้อง
นอกเหนือจากความหวาดผวา คนที่เหลือล้วนนึกยินดีที่พวกมันไม่ได้ติดตามกระชั้น
ชิดเกินไป สิ่งที่ทำให้พวกมันยิ่งปิติยินดีกว่าเดิม ก็คือแรงปะทะครั้งแรกของทั้งสองฝั่าย
ช่วยกวาดฝุั่นควันให้กระจายตัวออกไป เปิดเผยตัวตนของเหล่าคนที่ซุ่มโจมตีออกมา
ห้าคน!
อีกฝั่ายมีเพียงห้าคน!
พวกมันเบาใจลงเล็กน้อย แม้ว่าห้าคนนี้ล้วนบรรลุเจตจำนงกระบี่ แต่มีจำนวนน้อย
เกินไป ฝั่ายพวกมันมีกันร่วมห้าสิบหกสิบคนทีเดียว
จงหยูยืนขวางกลางถนนดวงตาหลับพริ้ม ในมือถือไม้เท้าพระธรรมสี่แฉก ในใจไม่
ยินดีไม่โศกศัลย์ไม่ครั่นคร้าม สงบนิ่งไร้ระลอก
สร้อยประคำของจงหยูถูกทำลายไปในการต่อสู้กับงูยักษ์เขาโลหิต จั่วม่อรู้สึกผิดเป็น
อย่างยิ่ง ตั้งอกตั้งใจหายุทธภัณฑ์เวททดแทนให้แก่จงหยู แต่จงหยูเป็นนักบวชเซน
ยุทธภัณฑ์เวทของนักบวชเซนหาได้ยากมากในสถานที่เช่นนี้ จั่วม่อทันใดนั้นฉุกคิดถึงไม้
เท้าพระธรรมสี่แฉกที่ชำรุดซึ่งมันแลกเปลี่ยนมาจากกลุ่มชายชุดแดง
ไม้เท้าพระธรรมสี่แฉกด้ามนี้ เคยเป็นอาวุธคู่กายของนักบวชเซนเที่ยงแท้ เมื่อครั้งที่
จงหยูใช้สร้อยประคำด้วยพลังเต็มที่ จั่วม่อไขว่คว้าเส้นใยความลึกลับบางส่วนของ
ยุทธภัณฑ์เวทของนักบวชเซนได้ บังเกิดความคิดอันดีงาม ทำการหลอมสร้างไม้เท้าพระ
ธรรมใหม่อีกครั้ง ก่อนจะมอบให้จงหยูเป็นอาวุธคู่กายชิ้นใหม่
เมื่อไม้เท้าพระธรรมสี่แฉกนี้เข้าสู่มือของจงหยู มันก็ทราบทันทีว่านี่ไม่ใช่ยุทธภัณฑ์
เวทของนักบวชเซนชั้นต่ำ ภายในไม้เท้าพระธรรมแฝงเร้นจิตพุทธะไว้อย่างเปียมล้น
สมบูรณ์ ไม่ทราบว่ายอดคนอาวุโสท่านใดถือไม้เท้าพระธรรมนี้ไปตามมรรคาแห่งการรู้
แจ้ง ผ่านกาลเวลาอันยาวนาน ไม้เท้าพระธรรมสี่แฉกสั่งสมจิตแห่งพุทธะไว้มากมาย
อย่างน่าเหลือเชื่อ
ไม้เท้าพระธรรมสี่แฉกด้ามนี้หากอยู่ในมือของจั่วม่อ จะสำแดงพลังได้ไม่ถึงหนึ่งใน
ร้อยของพลังที่สามารถแสดงออกมาในมือของจงหยู
จิตแห่งพุทธะที่แฝงเร้นอยู่ในไม้เท้าพระธรรม เป็นประโยชน์ต่อวิถีบำเพ็ญเพียรของ
จงหยูอย่างมหาศาล สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือหลายฉากเหตุการณ์แห่งการรู้แจ้ง ที่ผู้อาวุโส
ท่านนั้นประสบมาในห้วงความแน่วแน่ของจิตแห่งพุทธะ
จงหยูผู้เคยต้องทนทุกข์ทรมานจากการที่ไม่มีผู้ใดชี้แนะสอนสั่ง เมื่อได้รับสมบัติอัน
ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ก็รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วดุจติดปีกบิน
นอกเหนือจากเจตจำนงหมัด กระทั่งพลังอภิญญาของมันที่เมื่อก่อนเคยคิดว่าชีวิตนี้
คงไม่ก่อเกิดขึ้นมาแล้ว ถึงกับถือกำเนิดเสร็จสิ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ!
มันสัมผัสได้ถึงกระแสเยือกเย็นและอ่อนโยนที่ส่งผ่านมาจากไม้เท้าพระธรรมสี่แฉก
ก่อนที่ปราณกระบี่ของเหล่าสหายจะหายไป
ทันใดนั้นดวงตาที่ปิดสนิทของจงหยูพลันเปิดขึ้น สาดประกายเจิดจ้าดุจสายฟั้า!