สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 247 ห่าพิรุณแสงรุ้งมายา
จงหยูแววตาสงบเฉยชา มือซ้ายถือไม้เท้าพระธรรมสี่แฉก มือขวาผนึกท่ามุทรา
“อยู่!”
สุ้มเสียงตวาดกระหึ่มกึกก้อง ประดุจเสียงระฆังอันไพศาล ไม่แหลมสูง ไม่เจือปน
อารมณ์ความรู้สึก แต่ทั่วทั้งเมืองหนานเสิ้งล้วนได้ยินชัดเจน! โดยมีตัวมันเป็นจุด
ศูนย์กลาง คลื่นความผันผวนไร้รูปลักษณ์กวาดวาบออกไปทุกทิศทางดุจลมพายุ
ซิวเจ่อฝั่ายตรงข้ามทั้งหมดสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
พวกมันแม้เปิดใช้งานชุดเกราะปราณอย่างพรักพร้อม แต่เสียงตวาดนี้ราวกับ
สะท้อนออกมาจากก้นบึ้งจิตใจของตัวเอง โล่พลังปราณของพวกมันไม่อาจปั้องกันแม้แต่
น้อย สิ่งที่ทำให้พวกมันขวัญหนีดีฝั่อมากยิ่งขึ้น ก็คือพลังปราณในร่างกายพวกมัน จู่ๆ ก็
หยุดชะงักไปชั่วอึดใจ!
พลังอภิญญา – วาจาสัตย์!
พลังอภิญญานี้คล้ายมีผลเพียงชั่วแวบ พลังปราณของพวกมันแค่ชะงักไปวูบเดียว
เท่านั้น ทว่า…เพียงวูบเดียวนี้เอง กลับเป็นชั่ววูบที่เปิดโอกาสให้มัจจุราชทวงวิญญาณ
ของพวกมัน!
อีกสี่คนที่เผชิญหน้ากับซิวเจ่อเหล่านั้น ไหนเลยจะพลาดโอกาสอันดีงาม พลัน
ทะยานขึ้นจากพื้น รวดเร็วดุจสายฟั้าฟาด พวกมันไม่ต่างจากกระบี่บินสี่เล่ม โผพุ่งเข้า
กลางวงซิวเจ่อห้าสิบหกสิบคนที่ยังคงชะงักงันอยู่กับที่
ม้าฝานเพียงเหลือบมองปราดเดียว ภาพรวมของสถานการณ์สู้รบทั้งหมดก็ปรากฏ
ขึ้นในใจ หลังจากเป็นแกนหลักในขบวนทัพมานาน ด้านความเข้าใจภาพรวมของ
สถานการณ์สู้รบ ไม่มีผู้ใดในค่ายเทียบกับมันได้อีก ทั่วทั้งค่าย มันคือผู้ที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงมากที่สุด หรือไม่ก็มีความรุดหน้าไปมากที่สุด โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งในด้านพลังสภาวะ
เมื่อกลายเป็นแกนกลางของขบวนทัพ ท่วงท่าสภาวะของมันอ่อนหัดยิ่ง
หลังจากค่อยๆ ปรับปรุง พลังสภาวะที่ปรากฏบนร่างมันก็กลายเป็นเกรี้ยวกราด
ดุดันถึงที่สุด ในเวลานั้นมันคล้ายหมาปั่าพเนจร ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงอันตรายอันแรงกล้าอยู่
ตลอดเวลา แต่ในปัจจุบันมันกลายเป็นราบเรียบกลมกลืนไม่มีใดโดดเด่นสะดุดตา
ท่วงท่าสภาวะธรรมดาสามัญยิ่ง ต่อให้อยู่ในกลุ่มคน ก็ยากจะแยกแยะมันออกมาจากคน
เหล่านั้น
กระบวนท่ากระบี่มายาไร้เงามหาวินาศเป็นท่าไม้ตายที่มันใช้ออกมากที่สุดในอดีต
แต่เมื่อความเข้าใจในเจตจำนงกระบี่และการต่อสู้ของมันลึกล้ำขึ้น ม้าฝานเริ่มทดลองใช้
ท่ากระบี่ที่เรียบง่ายกว่าเดิม ทีละเล็กทีละน้อย จำนวนครั้งที่มันใช้กระบี่มายาไร้เงามหา
วินาศก็ลดน้อยลงเป็นลำดับ ความแหลมคมของมันค่อยๆ ถูกเก็บงำไว้ภายใน หลังจาก
ฝึกปรือท่าร่างเวิ้งว้างระดับห้า ละทิ้งท่าร่างภาพลวงตาอันชวนสับสนในกาลก่อนไปหมด
สิ้น ความอันตรายของมันแทนที่จะลดลง กลับเพิ่มขึ้นจนยากจะคาดคำนวณว่าเพิ่ม
สูงขึ้นถึงระดับใด
ในการต่อสู้อันสับสนวุ่นวาย ศัตรูแทบจะไม่ตระหนักถึงการดำรงอยู่ของมันแม้แต่
น้อย
การเชือดเงียบของม้าฝานสำแดงพลังอันน่าอัศจรรย์ใจในเวลาเช่นนี้เอง มันเป็น
เหมือนควันไฟล่องลอยท่ามกลางผู้คน แต่ไม่ดึงดูดความสนใจของผู้ใด ไม่มีกระบวนท่า
กระบี่อันตระการตา กระทั่งปราณกระบี่ของมันยังมีความยาวเพียงไม่กี่ชุ่นเท่านั้น ม้า
ฝานไม่ต่างจากปลาดาบตัวน้อยซอกซอนไปทั่ววงต่อสู้ แต่ฝีมือสังหารสูงส่งเสียดฟั้า
นอกจากเซี่ยซานแล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเคียงมันได้!
ภายในชั่วพริบตาที่โถมเข้ากลางวงศัตรู ม้าฝานเชือดผู้คนแตกดับไปแล้วไม่น้อยกว่า
เจ็ดแปดคน
หลายคนกระทั่งยังไม่ทันรู้สึกว่าพวกมันถูกโจมตีเสียด้วยซ้ำ ม้าฝานก็หายวับไปโดย
ไร้ร่องรอยแล้ว พร้อมกับชีวิตของพวกมันที่หลุดลอยไป
เทียบกับกระบวนท่าสังหารอันรวบรัดหมดจดและร้ายกาจสุดยอดของม้าฝาน
รวมถึงการปกปิดเจตนาสังหารที่ไร้ร่องรอย เซี่ยซานกลับเป็นรูปแบบที่แตกต่างกันอย่าง
สิ้นเชิง
ได้แต่บรรยายว่าคมกล้า!
คมกล้าดุจเดียวกันกับกระบี่!
เซี่ยซานประหนึ่งกระบี่แหลมคมที่ชักออกจากฝัก เจตจำนงกระบี่ห้าสีว่ายเวียนอยู่
รอบกายราวกับฝูงกระบี่บินสายรุ้ง เจตจำนงกระบี่อันน่าพรั่นพรึงถักประสานแน่นขนัด
งดงามตระการถึงที่สุด เต็มไปด้วยเจตนาสังหารล้นปรี่!
เซี่ยซานเป็นบุคคลอันปราดเปรื่องผู้หนึ่ง มันล่วงรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเป็นอย่างดี
ในอาณาจักรขุนเขาน้อย ชนชั้นหนิงม่ายขั้นสามมีอยู่น้อยนิดจนสามารถนับได้ด้วย
นิ้วมือข้างเดียว!
ในด่านหนิงม่ายขั้นสาม ระดับพลังปราณต่ำสุดในร่างกายอยู่ที่เก้าสิบจิง แต่ไม่มีผู้ใด
ล่วงรู้ว่าพลังปราณในร่างเซี่ยซานกลับบรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านโลก หนึ่งร้อยแปด
สิบจิง! เคยมีคำกล่าวที่ว่า หากผู้ใดสั่งสมพลังปราณในร่างได้มากกว่าสองร้อยจิง จะ
สามารถบรรลุสู่ด่านจินตัน ข้อความนี้แม้ไม่น่าเชื่อถือ แต่สามารถนำมาใช้บรรยายความ
แข็งแกร่งที่แท้จริงของเซี่ยซานได้บ้าง นี่หมายความว่ามันแทบบรรลุถึงจุดสูงสุดของ
ด่านหนิงม่ายแล้ว!
การมีระดับพลังบำเพ็ญเพียรล้ำลึก ย่อมมีประโยชน์ใช้สอยที่ยากจะหาผู้ใดเสมอ
เหมือน นั่นคือบรรดาท่าไม้ตายที่สิ้นเปลืองพลังปราณมหาศาล สำหรับมันแล้ว สามารถ
ใช้ออกได้อย่างไม่ลำบากกินแรง
เซี่ยซานแทบไม่เคยใช้ท่าไม้ตาย อาศัยความเข้าใจในเจตจำนงกระบี่ก็มากพอจะทำ
ให้มันสามารถเผชิญหน้ากับศัตรูทั่วไปได้อย่างสงบ แต่วันนี้ฝีมืออันร้ายกาจของม้าฝาน
กลับสะกิดอารมณ์ประชันขันแข่งของมันขึ้นมา!
พลังปราณบริสุทธิ์ในร่างกายมันโคจรเต็มกำลังอย่างฉับพลัน ปราณกระบี่หลากสี
รอบกายพลันเปล่งแสงเจิดจ้า สั่นระรัวไม่หยุดยั้ง
เซี่ยซานดวงตาสาดประกายวาบ ประกบดรรชนีเป็นกระบี่ จี้ใส่กลางกลุ่มซิวเจ่อฝั่าย
ตรงข้ามอย่างอหังการ!
บนท้องฟั้าเหนือศีรษะของพวกมัน พลันปรากฎชั้นแสงห้าสีทอทาบเป็นชั้นๆ
ประดุจม่านแสงขั้วโลกหลากสีสัน ดวงอาทิตย์กลางฟั้าสูญเสียสง่าราศีที่พึงมี ชั่วพริบตา
ที่ดรรชนีกระบี่จี้ใส่กลางอากาศ ม่านแสงขั้วโลกบนท้องนภาพลันแตกระเบิด เศษเสี้ยว
เจตจำนงกระบี่เหลือคณานับแผดเสียงกรีดแหลมไม่มีที่สิ้นสุด เปลี่ยนเป็นลำแสงห้าสี
กระหน่ำลงจากฟากฟั้า ก่อเกิดห่าพิรุณลำแสงคร่าชีวิตทวงวิญญาณในบัดดล!
นี่เป็นพายุฝนห้าสีอันน่าแตกตื่นสะท้านโลก แต่ไม่มีผู้ใดมีกำลังขวัญมากพอจะชมดู
เสียงกรีดฝั่าอากาศหนาแน่นเต็มสองหู บันดาลให้ทุกผู้คนหนังศีรษะชาซ่าน ขนหัวลุกชี้
ชัน!
สิ่งที่ทำให้เหล่าผู้ชมรอบข้างตื่นตระหนกยิ่งกว่า คือกระบวนท่านี้ของเซี่ยซาน โจมตี
ครอบคลุมใส่เหล่าผู้ไล่ล่าทั้งหมดทั้งคราวเดียว!
ห่าพิรุณแสงรุ้งมายา!
นามอันบริสุทธิ์งดงามกลับเป็นกระบวนท่าสังหารสะท้านขวัญวิญญาณ ทั้งยัง
สิ้นเปลืองพลังปราณในระดับที่น่าตระหนกยิ่งกว่า หนึ่งร้อยห้าสิบจิง! พลังปราณที่ใช้ไป
ยังมากมายกว่าพลังปราณในร่างของชนชั้นหนิงม่ายส่วนใหญ่เสียอีก!
ม้าฝานสีหน้าแปรเปลี่ยน ไม่ลังเลแม้แต่วูบเดียว รีบดีดร่างถอยหลังสุดแรงเกิด!
ไม่ใช่แค่มันคนเดียว อีกสองคนฝั่ายมันที่โถมเข้าไปอาละวาดดุจพยัคฆ์ในฝูงแกะพลัน
หน้าเผือดสีเช่นเดียวกัน รีบหมุนตัวตาลีตาเหลือกถอยออกมาอย่างรวดเร็ว
เจ้าคนเสียสติผู้นี้!
พวกมันตกใจยิ่ง แม้ทราบดีว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเซี่ยซานไม่มีผู้ใดในค่าย
เทียบเคียงได้ แต่พวกมันยังคาดไม่ถึงว่าจะทรงพลังถึงเพียงนี้!
ม้าฝานแทบไม่อาจสงบใจได้ มันคิดอยู่เสมอ ว่าแม้พลังบำเพ็ญเพียรของเซี่ยซานจะ
ลึกล้ำกว่า แต่พลังฝีมือของพวกมันสมควรคู่คี่ก้ำกึ่งกัน
เนื่องจากการคาดเดาผิดพลาดนี้เอง ทำให้ม้าฝานไม่ค่อยให้ความสำคัญกับพลัง
บำเพ็ญเพียรของตนมากนัก แต่ฉากเบื้องหน้านี้ทำลายมุมมองความคิดเดิมของมันไป
อย่างสิ้นเชิง ที่พวกมันทั้งสามหลบรอดออกมาจากกระบวนท่านี้ได้ เนื่องเพราะเจตจำนง
กระบี่ไม่ได้เจาะจงเล็งเปั้ามายังพวกมัน มิเช่นนั้น พวกมันจะไม่ต่างอันใดกับจมลงไปใน
บ่อโคลนดูด ไม่มีปัญญาขยับออกมาแม้แต่ก้าวเดียว!
เซี่ยซานใช้ท่าไม้ตายนี้ เพื่อสำแดงให้เหล่าผู้เข้มแข็งได้เห็น ว่าซิวเจ่อที่มีพลังบำเพ็ญ
เพียรล้ำลึกนั้นน่าประหวั่นพรั่นพรึงเพียงใด
เหล่าผู้ไล่ล่าที่ถูกท่วมทับด้วยห่าพิรุณแสงรุ้งตกอยู่ในสภาพน่าอเนจอนาถ นอกจาก
ความแหลมคมสุดเปรียบปาน ปราณกระบี่ห้าสียังแฝงพลังกร่อนสลายอันแปลกพิสดาร
โล่พลังปราณเพียงทนทานได้ไม่กี่ครั้ง ก่อนจะแตกทลายย่อยยับ! ซิวเจ่อที่ถูกลำแสงห้าสี
กระแทกใส่ ไม่ทันได้กรีดร้องเสียด้วยซ้ำ ร่างกายของพวกมันก็กลับกลายเป็นกองโคลน
ห้าสีอ่อนยวบไปแล้ว
เหลยเผิงกับอีกเก้าคนที่ล่วงหน้าไปก่อน ยามนี้ยังหยุดยืนร่างแข็งทื่ออยู่กับที่ พวก
มันปากอ้าตาค้าง จ้องเขม็งไปยังเมืองหนานเสิ้งอย่างตื่นตะลึง เฝั้าดูห่าพิรุณอันน่าขน
พองสยองเกล้า!
ยังไม่ทันจะได้ทอดถอนชมเชย พวกมันเห็นอีกห้าคนเหินร่างผ่านไป สายตาที่ทุกคน
จ้องมองเซี่ยซานเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เซี่ยซานกลับไม่มีทีท่าภาคภูมิใจ ในร่างกายมันหลงเหลือพลังปราณเพียงสามสิบจิง
เท่านั้น หากเกิดการต่อสู้ขึ้นอีกครั้งคงไม่เข้าทีนัก
“รีบไป!”
มันบินผ่านไปโดยไม่หยุดยั้งลังเล เพียงตวาดเตือนสองคำ พวกเหลยเผิงทั้งสิบคน
คล้ายสะดุ้งตื่นจากฝัน รีบเร่งเร้าพลังปราณ หลบหนีสุดชีวิต
ทุกผู้คนล้วนทราบดี คราวนี้พวกมันกระทำเกินเลยไปมาก!
ท่าไม้ตายที่สิ้นเปลืองพลังปราณหนึ่งร้อยห้าสิบจิงขู่ขวัญซิวเจ่อในเมืองหนานเสิ้งจน
ขวัญหนีดีฝั่อกันถ้วนหน้า!
ภายในชั่วพริบตาเดียว เหล่าซิวเจ่อในเมืองหนานเสิ้งล้วนทะยานร่างขึ้นฟั้า แออัด
เต็มท้องฟั้าไปหมด สีหน้าของพวกมันคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด นั่นคือแตกตื่นสุด
ระงับ! กระทั่งซิวเจ่อด่านหนิงม่ายขั้นสามที่มีอยู่สองสามคนยังหน้าขาวเผือด
พลังปราณหนึ่งร้อยห้าสิบจิง นี่มันมากกว่าพลังปราณทั้งหมดในร่างของพวกมันเสีย
อีก!
ในอาณาบริเวณที่ปกคลุมด้วยพิรุณสายรุ้ง ไม่มีเหลือซิวเจ่อคนใดที่ยังยืนอยู่ เห็นชุด
เกราะปราณ ยุทธภัณฑ์เวทและกระบี่บินกลาดเกลื่อนเต็มพื้น แต่ในเวลานี้ ไม่มีผู้ใดอาจ
หาญเข้าไปเลือกเก็บสมบัติอันไร้วิญญาณเจ้าของเหล่านั้น หยาดน้ำสายรุ้งยังไหลนองอยู่
ทุกหนทุกแห่ง ประหนึ่งพิษร้ายอันงดงาม แต่สามารถคร่าชีวิตผู้คนในชั่วพริบตา
เฮ่อเสียงเหม่อมองฉากเบื้องหน้าอย่างซึมเซา สมองขาวว่างเปล่า…จบสิ้นแล้ว!
จั่วม่อที่อยู่แต่ในค่าย ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าเรื่องราวถูกก่อกวนจนสะท้านสะเทือนถึง
เพียงไหน มันกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับกลุ่มซิวเจ่อชุดแรกที่เพิ่งมาถึง ซิวเจ่อสามคนที่มีฝีมือ
ในการสร้างเมืองถูกส่งตรงไปยังภูเขาดาวสวรรค์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เห็นรอบข้างมีเพียงภูเขา ผืนปั่ารกร้างและค่ายพักอันหยาบกร้าน หลายคนเผยสี
หน้าผิดหวังสุดระงับ
จั่วม่อไม่แยแสสนใจคนเหล่านี้ มันเดินตรงไปยังซิวเจ่อที่มีฝีมือสร้างเมือง เอ่ยปาก
แสดงความต้องการของมัน
“สร้างเมืองได้หรือไม่?”
คนทั้งสามข้ามองเจ้า เจ้ามองข้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ คนผู้นี้คิด
ว่าการสร้างเมืองคืออะไร? เพียงเอาก้อนอิฐก้อนหินมาก่อซ้อนกันเท่านั้นหรือ?
“มีปัญหาอันใด?” จั่วม่อเขม้นมองคนทั้งสามอย่างขุ่นข้องอยู่บ้าง
คนทั้งสามไม่ได้โง่งม ทราบดีว่านับตั้งแต่พวกมันมาถึงที่นี่ ก็ไม่มีหนทางให้หวนคืน
อีก หากเวลานี้ยังล่วงเกินเหล่าปั่านด้วย จากนี้พวกมันก็ไม่ต้องคิดถึงอนาคตที่ดีแล้ว
“เหล่าปั่านต้องการสร้างเมืองใหญ่โตเท่าใด?” หนึ่งในสามรีบถามอย่างรวดเร็ว
“ทอดยาวไปตามแนวเทือกเขานี้ ต้องรวมยอดเขาทางนั้นเข้าไปด้วย ต้องสามารถ
ปั้องกันการโจมตีของจินตัน ต้องสามารถ…”
ทั้งสามคนอ้าปากหวอ ตกอยู่ในภาวะซึมเซาอีกครั้ง
“เกรงว่าค่าใช้จ่ายจะสูงอยู่บ้าง” อีกคนลองเลียบๆ เคียงๆ
“ไม่มีปัญหา เรามีจิงสือมากพอ” จั่วม่อทำท่าลำพองใจราวกับเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวย
ด้วยลาภลอย
“เรายังจำเป็นต้องมีกำลังคนจำนวนมาก”
“อ้อ ซิวเจ่อเจ็ดร้อยกว่าคนไม่เพียงพอหรือ? ข้ายังสามารถสร้างหุ่นเชิดได้บ้าง”
จั่วม่อลูบคาง กล่าวพึมพำกับตัวเอง “ดูท่าคงต้องให้ศิษย์น้องกงซุนออกไปกวาดต้อน
ผู้คนมาเพิ่มกระมัง”
ประโยคนี้ทำให้คนทั้งสามหัวใจเย็นเฉียบ คนผู้นี้คงไม่ใช่พ่อค้าทาสหรอกนะ?
อย่างไรก็ตาม คนทั้งสามเคยประจักษ์ต่อพลังสู้รบอันแข็งแกร่งของกองกำลังนี้มา
ด้วยตาตัวเอง พวกมันจึงไม่เชื่อว่าพ่อค้าทาสสามารถมีกองทัพที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้
คนทั้งสามเห็นจั่วม่อเป็นจริงเป็นจังยิ่ง ก็เริ่มให้ความสำคัญกับการสำรวจสภาพภูมิ
ประเทศอย่างละเอียดเช่นกัน
ไม่กี่วันให้หลัง กองร้อยที่สองก็กลับถึงค่ายอย่างราบรื่น เมื่อเว่ยเฉิงปินมาถึงที่ตั้ง
ค่ายอันหยาบกร้าน ต้องบังเกิดความผิดหวังจนแทบร่ำไห้ออกมา แต่ไม่รอให้มันได้ฟืนตัว
จากความผิดหวัง พวกมันก็ถูกนำไปอยู่เบื้องหน้าคนผู้หนึ่ง
จี๋เหว่ยมองกลุ่มคนที่ดูหวาดหวั่นอยู่บ้าง ร้องบอกว่า “คนที่มีฝีมือหลอมสร้าง ก้าว
ออกมา”
รออยู่ครึ่งค่อนวัน แต่ละคนเจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า แต่ไม่มีผู้ใดกล้าออกมา
จี๋เหว่ยคล้ายคาดเอาไว้แล้ว แค่นเสียงคำหนึ่ง แล้วกล่าวสืบต่อ “ผู้ที่มีฝีมือหลอม
สร้างสามารถเริ่มงานได้ทันที ข้าบอกพวกเจ้า ที่นี่จ่ายค่าจ้างตามหน่วยของผลงาน หาก
เจ้าเริ่มงานล่าช้า ตำแหน่งว่างถูกผู้คนครอบครองไปหมด ก็ไม่อาจโทษว่าผู้ใดได้”
หนนี้เพียงกล่าวจบคำ ผู้คนก็ตอบสนองทันควัน
“ข้าสามารถหลอมสร้าง!”
“ข้าด้วย!”
เสียงเสนอตัวดังติดต่อตามกัน จี๋เหว่ยก็ไม่ได้จู้จี้มากความ เพียงโบกมือเรียก “พวก
เจ้าทั้งหมดตามข้ามา”
แปดคนรีบติดตามจี๋เหว่ยไป เว่ยเฉิงปินเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เนื่องเพราะมันเคย
ศึกษาค่ายกลลวงตาขนาดเล็ก ดังนั้นเคยใช้ความพยายามกับการหลอมสร้างอยู่บ้าง การ
หลอมสร้างชิ้นใหญ่มันทำได้ไม่ดีนัก แต่หากเป็นหลอมสร้างสิ่งของชิ้นเล็กมันกลับมีฝีมือ
ไม่น้อย
พวกมันถูกนำตัวไปยังถ้ำใหญ่ เห็นได้ชัดว่าเป็นถ้ำที่ขุดขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ ผู้ที่ลงมือ
ขุดถ้ำคล้ายไม่คิดจะตกแต่งแม้แต่น้อย ผนังถ้ำล้อมรอบไปด้วยหินและโคลน
เมื่อพวกมันเดินลึกเข้าไปถึงด้านใน ค่อยพบว่าพื้นที่ใหญ่โตกว้างขวางยิ่ง แต่ทั้งหมด
ล้วนว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
บางคนอดรนทนไม่ได้ “บ่อไฟสำหรับการหลอมสร้างอยู่ที่ใดเล่า? ดอกสว่านเพชร
อีกเล่า? หากไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้พวกเราจะหลอมสร้างได้อย่างไร?”
จี๋เหว่ยมองคนผู้นั้นอย่างไม่พอใจ ตวาดว่า “หุบปาก! เรื่องราวเล็กน้อยเช่นนั้นยัง
ต้องให้เจ้ามาบอกอีกหรือ!” เห็นคนผู้นั้นหดกลับไปด้วยความหวาดหวั่น มันแค่นเสียง
อย่างเย็นชา ไม่ชายตามองคนผู้นั้นอีก
“เริ่มตั้งแต่วันนี้ พวกเจ้าจะทำงานที่นี่”
คนอื่นๆ แม้งุนงงสงสัย แต่ไม่มีผู้ใดกล่าววาจา จี๋เหว่ยพออกพอใจยิ่ง
“ส่วนเรื่องที่เจ้าว่าที่แห่งนี้ไม่มีอุปกรณ์” จี๋เหว่ยกล่าวอย่างถือดี “นับตั้งแต่วันนี้ไป
พวกเจ้าต้องปรับตัวให้เข้ากับวิธีการหลอมสร้างแบบใหม่”
ในเวลานี้เอง ซิวเจ่อที่อยู่ด้านข้างจี๋เหว่ยเริ่มแจกจ่ายกล่องหยกให้แก่คนทั้งแปด
เว่ยเฉิงปินประคองกล่องหยกอย่างสงสัยใจ กล่องหยกนี้ถืออยู่ในมือน้ำหนักเบายิ่ง
สิ่งที่อยู่ภายในสมควรมีขนาดเล็กมาก
มันเหลือบมองจี๋เหว่ยอย่างหวาดระแวง เห็นผู้อื่นไม่ได้มีท่าทีหวงห้ามไม่ให้พวกมัน
เปิดกล่องหยก จึงค่อยๆ เปิดกล่องหยกออกอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้นดวงตามันก็เบิกกว้างเท่าไข่ห่าน สมองขาวว่างเปล่า
“ไฟอีกาทองคำ!”