สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 253 กำแพงเมืองอีกาทองคำ
ก้อนอิฐเขียวทองเรียงซ้อนสูงขึ้นไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
แผ่นกระดาษไฟบัดเดี๋ยวยืดออก บัดเดี๋ยวม้วนตัว บางครั้งตรงแน่วเหมือนคมมีด
แทรกผ่านไปมาในช่องว่างระหว่างก้อนอิฐเขียวทองเหล่านั้น จั่วม่อสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
ดวงตาทั้งคู่ทอแสงเลือนรางชั้นหนึ่ง
แผ่นกระดาษไฟเต้นเร็วขึ้น เร็วขึ้นทุกขณะ ทิ้งร่องรอยสีทองงดงามไว้ในอากาศ
เนตรปราณและพลังจิตสำนึกของมันถูกเร่งเร้าไปถึงขีดสุด การไหลเวียนของพลังปราณ
โดยรอบ ยากที่จะหลุดรอดไปจากการรับรู้ของจั่วม่อได้
สองมือของมันเบ่งบานดุจบุปผาคลี่บาน กระบวนท่าดรรชนีที่จั่วม่อฝึกปรือมาเป็น
อย่างดีถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ สองมือที่กึ่งยกกึ่งยื่นออกมาข้างหน้า ถูกปกคลุมอยู่
ท่ามกลางเงาดรรชนีนับไม่ถ้วน วูบวาบเข้าออกไม่ขาดสาย
ซิวเจ่อหลายคนอดใจไม่ได้ ล้วนวางสิ่งที่พวกมันกำลังทำอยู่ในมือ เพื่อรีบรุดมาชมดู
บางครั้งเสียงหอบหายใจดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน ทุกผู้คนชมดูอย่างคลั่งไคล้มึนเมา คน
เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นซิวเจ่อสายการผลิตที่ไม่มีอำนาจต่อสู้ พวกมันเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่
มุ่งเน้นกระบวนท่าดรรชนีมากที่สุด การควบคุมพลังปราณของจั่วม่อแม่นยำหมดจดจน
น่าตระหนก ไม่มีพลังงานเสียเปล่าแม้แต่หยาดหยดเดียว ในสายตาของพวกมัน นี่เทียบ
ได้กับแบบอย่างชั้นเลิศที่สุด
เพียงแค่ชมดูก็เป็นความสุขหาใดเปรียบ
หากกล่าวว่า การที่จั่วม่อขนย้ายก้อนอิฐเขียวทองก่อนหน้านี้ เป็นแบบอย่างชั้นเลิศ
ของความแข็งแกร่ง เช่นนั้นกระบวนท่าดรรชนีอันตระการตาและการควบคุมพลังปราณ
อันน่าอัศจรรย์ใจนี้ ก็เป็นตัวแทนของระดับการควบคุมและทักษะฝีมือที่สูงส่งสุดยอด
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อทดลองใช้พลังจิตสำนึกและเนตรปราณพร้อมกัน ผ่านไปเพียง
ครู่เดียวเท่านั้น มันก็ตระหนักถึงประโยชน์ใช้สอยอันล้ำเลิศ โลกในสายตามันไม่เคย
กระจ่างชัดและมีชีวิตชีวาถึงเพียงนี้มาก่อน
จิตสำนึกของมันสามารถรับรู้ทุกรายละเอียดของวัตถุที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างปรุโปร่ง
เนตรปราณสามารถตรวจจับทุกการเปลี่ยนแปลงของพลังปราณได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
มันแทบสามารถ ‘มองเห็น’ รูปแบบที่อยู่เบื้องหลังกำแพง เพียงแค่เหลือบมองปราด
เดียว ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในครรลองสายตาก็จะกระจ่างชัดอยู่ในใจมันทันที
นี่ทำให้ประสิทธิภาพของมันพุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าตระหนก นำมาซึ่งฉากอันน่าดูชม
ที่ปรากฏขึ้นในยามนี้
เยวียนเจียงสูญเสียเรี่ยวแรงในการกล่าววาจาไปหมดสิ้น ฉากที่บังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อ
ตานี้เหนือล้ำกว่าขอบเขตที่มันจะจินตนาการถึง กำแพงเมืองอิฐเขียวทองก่อตัวขึ้นด้วย
ความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ระดับความเร็วเช่นนี้อยู่นอกเหนือวิชาความรู้และ
สามัญสำนึกของมันไปไกลโข ไม่ต้องกล่าวถึง ว่านี่ยังเกิดจากการกระทำของคนเพียงคน
เดียว
โลกนี้บ้าไปแล้ว!
ความมีเหตุผลส่วนเสี้ยวสุดท้าย ทำให้เยวียนเจียงเหลือบมองไปยังกองก้อนอิฐเขียว
ทองที่ยังเหลืออยู่ด้านข้าง ทันใดนั้นมันสะท้านขึ้นทั้งร่าง คล้ายดวงวิญญาณที่เตลิดไป
กลับเข้าร่างในทันที ก่อนหน้านี้ยังมีก้อนอิฐเขียวทองกองซ้อนเป็นภูเขาเลากา เวลานี้
กลับหลงเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยก้อน มันค่อยจดจำหน้าที่ผู้ควบคุมดูแลของตนได้ รีบเร่งรัด
ผู้คนไปขนก้อนอิฐเขียวทองมาเพิ่มเติมเป็นการด่วน
คนอื่นๆ ไม่ได้มีสังขารอันทรงพลังเช่นจั่วม่อ ได้แต่พึ่งพายุทธภัณฑ์เวท ในฉับพลัน
ทันใด ยุทธภัณฑ์เวททั้งหมดล้วนถูกนำมาใช้ กระบี่บิน จอบปราณ ไม้เท้าหยกและอื่นๆ
มากมายนับไม่ถ้วน ทั้งหมดก่อตัวเรียงรายเป็นแถวยาวเหยียด ยุทธภัณฑ์เวทแต่ละชิ้น
แขวนก้อนอิฐเขียวทองหลายก้อนไว้ที่ด้านล่าง ก้อนอิฐเหล่านี้หนักเกินไปแล้ว
หลังจากร่วมแรงร่วมใจขนย้ายกันอยู่หลายรอบ ก้อนอิฐเขียวทองก็กองซ้อนเป็น
ภูเขาอีกครั้ง เยวียนเจียงลอบถอนหายใจโล่งอก สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ขณะที่เยวียนเจียงคลายใจลง จี๋เหว่ยกับซุนเปั่ากลับมีสีหน้าตึงเครียดแทน พวกมัน
เดิมทีกำลังเคลิบเคลิ้มดื่มด่ำกับการแสดงอันยิ่งใหญ่ของเหล่าปั่าน รอจนเห็นเยวียนเจียง
เรียกผู้คนมาขนส่งอิฐเขียวทองเพิ่มเติม ทั้งสองคนค่อยมีปฏิกิริยาตอบสนอง
สองปรมาจารย์รีบคำนวณจำนวนก้อนอิฐเขียวทองที่ยังเหลืออย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น
สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
คำนวณจากความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวของเหล่าปั่าน ในระยะเวลาอันกระชั้นสั้น
ก้อนอิฐเขียวทองที่ยังเหลือจะไม่ทันต่อความต้องการของเหล่าปั่านอีกต่อไป ทั้งสองคน
เป็นผู้นำในการแปรสภาพอิฐเขียวทอง หากเกิดเรื่องก้อนอิฐไม่พอขึ้นมา พวกมันไม่
สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้
ก่อนหน้านี้หากบอกว่าพวกมันเคารพนับถือเหล่าปั่าน มิสู้บอกว่าพวกมันเกรงกลัว
เหล่าปั่านจะถูกต้องกว่า แต่บัดนี้เมื่อได้ชมดูฝีมืออันมหัศจรรย์ของเหล่าปั่าน ในใจพวก
มันก็อัดแน่นไปด้วยความเคารพนับถือจนแทบหมอบกราบกราน แต่ยิ่งเคารพนับถือมาก
เท่าใด พวกมันก็ยิ่งไม่ต้องการถ่วงแข้งถ่วงขาเหล่าปั่านเนื่องจากความผิดพลาดของพวก
มันมากเท่านั้น
สองปรมาจารย์สบตากันวูบ จากนั้นโดยไม่รีรอลังเล พวกมันช่วยกันไล่ตะเพิดซิวเจ่อ
สายหลอมสร้างที่กำลังชมดูอย่างมึนเมา
“ทำงาน ทำงาน! รีบกลับไปทำงานเดี๋ยวนี้! ผู้ใดกล้าชักช้า ข้าจะหักค่าจ้างห้าส่วน!”
“คนที่ทำอิฐเขียวทองจงฟัง ค่าจ้างสำหรับอิฐแต่ละก้อนเพิ่มขึ้นห้าส่วน!”
ทั้งสองคน หนึ่งเล่นไม้แข็ง อีกหนึ่งเล่นไม้อ่อน คนหนึ่งคาดโทษ อีกคนให้รางวัล ซิว
เจ่อที่ทำอิฐเขียวทองพอฟังก็รีบวิ่งกลับไปทำงานทันที พวกมันอาจได้รับแรงกระตุ้นจาก
เหล่าปั่าน หรือบางทีอาจเป็นเพราะค่าจ้างอันดีงามก็ไม่ทราบ แต่ทุกคนเต็มไปด้วย
กำลังใจล้นปรี่
ค่ายยุ่งวุ่นวายยิ่ง
“เจ้าม้าฝานผู้นี้ยุ่งยากจริงๆ” เหลยเผิงพึมพำพลางจ้องมองนกกระเรียนกระดาษใน
มือ แล้วส่งกระดาษแผ่นนั้นให้กับหัวหน้าหมู่ที่อยู่ด้านข้างอย่างขุ่นข้อง
หัวหน้าหมู่ผู้นั้นหลังจากอ่านเสร็จสิ้น อดถามไม่ได้ “แล้วเราจะทำอย่างไร?”
เหลยเผิงโพล่งอย่างมุทะลุดุดัน “จะทำอย่างไรได้? ก็ต้องทำตามที่มันบอกอยู่แล้ว!”
จากนั้นรำพึงว่า “เจ้าผู้นี้เคยเป็นแกนหลักของกองทัพมาก่อน มันสมควรรู้ดีกว่าพวก
เรา”
หัวหน้าหมู่ผู้นี้คุ้นชินกับน้ำเสียงใจร้อนวู่วามของเหลยเผิง มันทราบดีว่าเหลยเผิงแม้
ปากร้าย แต่ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ เหลยเผิงเพียงแค่ขุ่นข้องที่ต้องพกพาเหล่าเณรน้อย
ติดตัวไปทั่วเท่านั้น ตัวมันเองก็เป็นสมาชิกเก่ารุ่นเดียวกันกับเหลยเผิง ดังนั้นเข้าใจ
ความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี อย่าว่าแต่คนคลั่งสงครามอย่างเหลยเผิง กระทั่งตัวมันเองยังรู้สึก
หงุดหงิดไม่น้อยเช่นกัน
เมื่อคำสั่งส่งผ่านลงไป เงาร่างของกลุ่มคนก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว
ในแนวปั่ารกครึ้ม ห่างจากพวกเหลยเผิงไปราวสองร้อยลี้
“แผนของม้าฝานต้าเหรินใช้การได้หรือไม่?” หัวหน้าหมู่ทหารถามเซี่ยซานอย่างไม่
แน่ใจ
เซี่ยซานแย้มยิ้ม ตอบว่า “มันเป็นแกนหลักของกองทัพมาก่อน ในหมู่พวกเรา
ทั้งหมด มันได้รับการชี้แนะจากกงซุนต้าเหรินมากที่สุด ในบรรดาพวกเรา ทางด้านนี้ไม่มี
ผู้ใดเหนือล้ำไปกว่ามันอีกแล้ว”
“นี่เป็นแผนการใหญ่จริงๆ!” หัวหน้าหมู่ทอดถอนชมเชย
เซี่ยซานกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ลงมือกันเถอะ”
ในเวลาเดียวกัน อีกสิบกว่าหมู่ที่นำโดยยอดฝีมือคนอื่นๆ ก็พากันเร้นกายเข้าสู่ระยะ
แปดร้อยลี้จากเมืองหนานเสิ้ง ระยะห่างนี้ผ่านการคิดคำนวณมาเป็นอย่างดี
โดยทั่วไประยะลาดตระเวนของกองกำลังสอดแนมอยู่ที่ราวๆ หนึ่งพันห้าร้อยลี้จาก
ฐานทัพ จุดซุ่มโจมตีเป็นครึ่งทางของระยะลาดตระเวนพอดี
ข้อเสนอของม้าฝั้าน คือให้พวกมันลอบโจมตีอย่างระมัดระวัง ดักเชือดกองกำลังซิว
เจ่อเล็กๆ ขณะที่พวกมันกำลังหวนกลับมายังเมืองหนานเสิ้ง
ซิวเจ่อที่กำลังกลับไปยังฐานที่เมืองหนานเสิ้ง หลังจากผ่านการเดินทางสืบเสาะ
ระยะยาว ย่อมไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงและพลังปราณมากนัก ประสิทธิภาพในการสู้รบ
สมควรลดต่ำลงไม่น้อย ในใจของซิวเจ่อสังกัดหอสำนักนอกพรรคฟั้ากระจ่างเหล่านี้
ตำแหน่งนี้เป็นบริเวณที่ค่อนข้างปลอดภัย บวกกับความเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ พวกมัน
จะไม่ตื่นตัวนัก ทั้งยังผ่อนคลายความระมัดระวังของพวกมันลง
เป็นตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการดักเชือกทิ้งเป็นอย่างยิ่ง!
แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ พวกม้าฝานทุกหมู่จะต้องลอบแฝงกายเข้าสู่ตำแหน่ง
ตามแผนได้สำเร็จเสียก่อน
ขอเพียงพวกมันสามารถเข้าสู่จุดซุ่มโจมตีตามแผน แผนห่วงโซ่ของม้าฝานย่อมจะมี
โอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก
ในความเห็นของหลายคน การออกเดินทางของแม่นางน้อยดูเหมือนจะกะทันหันอยู่
บ้าง แต่เมื่อการต่อสู้เริ่มต้นขึ้น พวกมันพบว่าพวกมันผิดแล้ว ที่แท้แม่นางน้อยได้
เตรียมการเอาไว้อย่างละเอียดรอบคอบยิ่ง นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการสู้รบครั้งแรก เรื่อง
นี้ก็สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
เว่ยหยานจดจำคำสั่งของแม่นางน้อยได้อย่างแม่นยำ ในการบุกทะลวงรอบแรก
พวกมันไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดของพวกมันเหมือนที่เคยทำ เพียงแค่ใช้คลื่นระลอกแรกของ
สามคลื่นพิฆาตเท่านั้น กองร้อยที่สามที่มันนำทัพราวกับมีดที่เหนื่อยล้าสิ้นเรี่ยวแรง
เพียงตัดเข้าสู่ขบวนทัพของศัตรูได้ครึ่งทางเท่านั้น
ผู้นำกองร้อยอื่นล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง สามคลื่นพิฆาตเป็นกระบวนทัพ
สังหารที่ต้องทุ่มเททุกอย่างลงไปอย่างสุดแรงพลัง
ราวกับใบมีดหนาหนัก ที่จะผ่าสะบั้นทุกสิ่งในมีดเดียว! หากหยุดลงกลางขบวนทัพ
ของศัตรู ถูกล้อมรอบไปด้วยศัตรูทุกทิศทุกทาง อีกทั้งฝั่ายพวกมันสูญเสียสภาวะอัน
แหลมคมไป จากนั้นพวกมันก็จะตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายถึงชีวิตแล้ว
แต่แม่นางน้อยกระทั่งมองยังไม่มอง กลับส่งกองกำลังจำนวนมากบุกเข้าโจมตีศัตรู
จากทางปีกข้างอย่างต่อเนื่อง
หลังจากนั้นสักครู่ ทุกคนค่อยพบเห็นเว่ยหยาน ผู้ซึ่งพวกมันคิดว่าจะต้องประสบ
ความเสียหายอย่างรุนแรง กลับสูญเสียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ที่ต้องเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้ย่อมมีเหตุผล ภารกิจที่แท้จริงของเว่ยหยานคือการดัก
จับซิวเจ่อสิบหกคน ซิวเจ่อสิบหกคนนี้เป็นกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดในขบวนทัพของศัตรู
นี่ไม่ใช่ว่าพวกมันมีความสามารถในการสู้รบสูงส่ง แต่เป็นเพราะการหนุนเสริมที่พวกมัน
ทั้งสิบหกคนกระทำต่อกองทหารของฝั่ายเดียวกัน
ทั้งสิบหกคนนี้เป็นกลุ่มคนที่หายาก พวกมันเป็นเซียนยันต์!
เนื่องเพราะการจู่โจมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งสิบหกคนยังไม่ทันได้มีเวลา
กระจายตัวออกไป ก็ถูกกองร้อยของเว่ยหยานดักจับเอาไว้ทั้งหมดอย่างงดงาม เซียน
ยันต์ไม่ได้เลื่องลือด้านความสามารถในการต่อสู้ แต่พวกมันมีฝีมือในการใช้ยันต์คำสาป
ทุกประเภท ซึ่งอาจเพิ่มความสามารถในการสู้รบของซิวเจ่อสายต่อสู้ที่อยู่รอบกายพวก
มันได้อย่างมหาศาล
นับตั้งแต่ก่อนเผชิญหน้ากัน คนพวกแรกที่แม่นางน้อยคิดจัดการย่อมเป็นเซียนยันต์
ทั้งสิบหกคนนี้เอง มันใช้ให้เว่ยหยานจู่โจมตัดขาดทั้งสิบหกคนออกจากซิวเจ่ออื่น เมื่อลง
มือสำเร็จในคราวเดียว สมดุลของสงครามพลันโอนเอียงไปทางฝั่ายแม่นางน้อยในบัดดล
เซียนยันต์ทั้งสิบหกคนเบิกตาหวาดหวั่นจ้องมองกลุ่มศัตรูที่รายล้อมพวกมันเอาไว้
สองมือของพวกมันกำปึกยันต์กระดาษอย่างประสาทเสีย
บรรยากาศตึงเครียดเขม็งเกลียวถึงที่สุด หนึ่งในเหล่าเซียนยันต์ไม่อาจทานทนไหว
ยันต์กระดาษในมือมันเปล่งแสงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นได้ยินศิษย์พี่ใหญ่ร้องตวาด “อย่า
ลงมือ!” โชคยังดีที่ยันต์กระดาษในมือมันถูกยกเลิกในทันที
เซียนยันต์กลุ่มนี้นำโดยบุรุษกลางคนวัยประมาณสี่สิบปี เห็นสีหน้าอันเยือกเย็นของ
มัน จิตใจอันหวาดหวั่นพรั่นพรึงของคนอื่นๆ ค่อยสงบลง
ทันทีที่สงบใจลง พวกมันก็ค้นพบความแปลกประหลาด อีกฝั่ายแม้ล้อมกรอบพวก
มันเอาไว้อย่างแน่นหนา แต่ดูเหมือนไม่มีเจตนาจะโจมตีแต่อย่างใด
เซียนยันต์คนที่เกือบลงมือจู่โจมออกไปถึงกับมือเท้าเย็นเฉียบ หากเมื่อครู่มันโจมตี
ออกไป คงก่อให้เกิดภัยพิบัติใหญ่จริงๆ แล้ว
เมื่อปราศจากการหนุนเสริมของเซียนยันต์ เหล่าซิวเจ่ออื่นๆ เมื่อต้องเผชิญกับความ
คมกล้าสุดเปรียบปานของสามคลื่นพิฆาต ก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว กงซุนชายัง
บัญชาการให้กองร้อยอื่นๆ หวนกลับไปปิดกั้นเส้นทางหลบหนีทั้งหมด เพื่อยับยั้งไม่ให้
ศัตรูที่แตกทัพกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว กงซุนชาบนใบหน้าไม่ได้มีความปลาบปลื้มยินดีแม้แต่
น้อย ความแข็งแกร่งของทั้งสองฝั่ายไม่ได้อยู่ในระดับชั้นเดียวกันตั้งแต่แรก หากกระทั่ง
คนเหล่านี้มันยังเอาชนะไม่ได้ เช่นนั้นจะยอมทนถูกผูเยาทารุณกรรมมากมายถึงเพียงนี้
เพื่ออันใดกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อกงซุนชามองไปยังกลุ่มเซียนยันต์ มันก็ตาลุกวาบ
หากฉุนอวี๋เฉิงอยู่ที่นี่จะต้องตื่นตะลึง เมื่อพบว่าสายตาของกงซุนชาเวลานี้
เหมือนกับศิษย์พี่จั่วม่อเวลามองแพะอ้วนไม่มีผิดเพี้ยน!
กงซุนชาเผยรอยยิ้มเอียงอายอันเป็นปั้ายยี่ห้อของมันออกมา
การสร้างกำแพงเมืองรุดหน้าอย่างรวดเร็วดุจติดปีกบิน จั่วม่อฝังตัวลงในการทำงาน
อย่างบ้าคลั่ง หลงลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปโดยสิ้นเชิง พอหมดสิ้นเรี่ยวแรง มันก็ใช้ฟูกสมาธิ
กลั่นเกลาดำเติมเต็มพลังปราณ จากนั้นก็ลงมือทำงานต่อ
จากนั้นเติมเต็มพลังปราณ แล้วทำงานต่อ ซ้ำซากวนเวียนดุจเครื่องจักรกลไก การ
เปลี่ยนแปลงของแผ่นกระดาษไฟค่อยๆ ลดน้อยลง บรรยากาศอันยิ่งใหญ่ตระการตา
ค่อยๆ หายไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความแม่นยำและหมดจด
ตลอดทั้งวัน จั่วม่อคล้ายไม่เคยเหนื่อยล้า จวบจนถึงยามรัตติกาลเยือนกราย เมื่อหมู่
ดาวพร่างพรายเหนือศีรษะ มันก็หยุดมือ นั่งลงเข้าฌานบนกำแพงเมืองที่ยังก่อสร้างไม่
แล้วเสร็จ
พอรุ่งสาง ดวงตะวันเคลื่อนผ่านขึ้นมา มันจะลุกขึ้นทำงานต่อทันที
เผชิญหน้าเหล่าปั่านสุดคลุ้มคลั่งผู้นี้ จี๋เหว่ยกับซุนเปั่าถูกกดดันจนแทบเสียสติ ทั้ง
สองนำเหล่าซิวเจ่อที่มีฝีมือหลอมสร้างทั้งหมด ทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังสุดชีวิต ยังแทบไม่
อาจไล่ทันความเร็วในการก่อสร้างของจั่วม่อได้ พวกมันต้องโหมทำงานไม่ได้หยุดหย่อน
เพื่อไม่ให้อิฐเขียวทองต้องขาดช่วง
สิบวันให้หลัง กำแพงเมืองก็เสร็จสมบูรณ์!
กำแพงเมืองสีเขียวทองสูงสิบจั้ง ไม่อาจเรียกว่าตระหง่านง้ำ แต่ยังน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง
เนื่องเพราะกำแพงทั้งผืนไม่มีช่องว่างรอยแตกแม้แต่ริ้วรอยเล็กๆ ตลอดทั้งกำแพง
ราบเรียบดุจกระจกเงา เมื่อผู้คนยืนเผชิญหน้ากับกำแพง ไม่มีผู้ใดอดใจได้ พากันยื่นมือ
ออกไปลูบคลำอย่างมึนเมา
ทันใดนั้น หมู่เมฆเหนือยอดเขาดาวสวรรค์ จู่ๆ ก็เปิดแยกออก เสาแสงสีทองลำหนึ่ง
พุ่งลงมาจากฟากฟั้า ปกคลุมกำแพงเมืองที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์ กำแพงเมืองคล้ายฟองน้ำ
มหึมา ดูดซับลำแสงสีทองอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาครึ่งชั่วยามเต็ม
เหล่าซิวเจ่อบนยอดเขาดาวสวรรค์ได้รับการกระตุ้นโดยนิมิตแห่งฟั้าดินนี้
แสงสีทองค่อยๆ จางลง จนกระทั่งหายลับไปในที่สุด ชั้นเมฆบนท้องฟั้าปิดลงอีกครั้ง
เห็นกำแพงเมืองสีเขียวทองเปล่งแสงสีทองจางๆ ออกมา
บรรยากาศของดวงอาทิตย์อีกาทองคำสาดกระจายออกไปรอบทิศทางดุจระลอก
คลื่น โดยมีกำแพงเมืองเป็นศูนย์กลาง!