สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 254 การเปลี่ยนแปลงของศีรษะเหล็กหยก
ความสมบูรณ์แบบของกำแพงเมือง รวมถึงภาพนิมิตเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ช่วยเพิ่ม
ขวัญกำลังใจให้แก่ผู้คน นี่เป็นกำแพงเมืองที่เล็กที่สุดเท่าที่พวกมันเคยพบเห็นมา เพียงสูง
สิบจั้งเท่านั้น ทั้งยังเป็นกำแพงเมืองที่สั้นที่สุดเท่าที่พวกมันเคยเห็นมาเช่นกัน แต่ในเวลา
นี้ กำแพงเมืองสั้นๆ นี้มักดึงดูดสายตาของพวกมันไว้ตลอดเวลา กำแพงเมืองพื้นผิว
ราบเรียบดุจกระจกเงาสีเขียวทอง อบอวลไปด้วยกลิ่นอายอบอุ่นของแสงอาทิตย์
ทุกครั้งที่พวกมันอยู่ในค่าย เงยหน้าขึ้นมองเมืองเล็กๆ บนยอดเขาแห่งนั้น พวกมัน
คล้ายเปียมล้นไปด้วยเรี่ยวแรงกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกเช้า ดวงอาทิตย์จะฉายแสงสี
ทองเป็นลำที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ครอบคลุมเมืองเล็กๆ ไว้ทั้งเมือง
อีกไม่นานพวกมันจะย้ายเข้าไป…อาศัยอยู่ด้านหลังกำแพงเมืองนั้น คงอบอุ่นไม่เลว
ทีเดียว…
ทุกผู้คนล้วนครุ่นคิดเช่นนี้อยู่ในใจ ในอาณาจักรขุนเขาน้อยที่กลายเป็นกลียุคอัน
โหดร้าย เมืองอีกาทองคำเล็กๆ แห่งนี้ ช่วยเติมเต็มความอบอุ่นในหัวใจของพวกมันโดย
ไม่รู้ตัว นี่เป็นความโหยหาตามสัญชาตญาณที่มีต่อแสงแดดและความอบอุ่น ทุกผู้คนโหม
ทำงานทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ต้องให้ผู้ใดกระตุ้นเตือน
จั่วม่อไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ มันยังคงสร้างเมืองอย่างบ้าคลั่ง หลงลืมสิ้นทุกสิ่งทุก
อย่าง กำแพงเมืองที่เสร็จสมบูรณ์เป็นเพียงก้าวแรกของการสร้างเมืองทั้งหมดเท่านั้น
ปริมาณงานที่เหลือยังคงมหาศาลยิ่ง
เยวียนเจียงเลิกกล่าวถึงการขาดแคลนกำลังคนอีก มันพยายามอย่างสุด
ความสามารถที่จะชี้ให้เห็นจุดที่เหล่าปั่านจะต้องให้ความสำคัญ ทุกครั้งที่มันเหลือบมอง
ผ่านกำแพงเมืองอีกาทองคำเล็กๆ นั้น ในใจยังคงมึนเมาอยู่เสมอ
นี่เป็นกำแพงเมืองที่งดงามสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่มันเคยพบเห็นมาชั่วชีวิต!
ในใจมันทอดถอนชมเชยนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งที่ทำให้มันอัศจรรย์ใจยิ่งกว่านั้น คือฝีมือ
ค่ายกลอันลึกล้ำปานเทพยดาของเหล่าปั่าน เหล่าปั่านเป็นซิวเจ่อที่มีฝีมือทางค่ายกลเลิศ
ล้ำที่สุดที่มันเคยพบเห็นมาเช่นกัน
กำแพงเมืองสูงสิบจั้ง มีรากฐานกำแพงลึกยี่สิบจั้ง กำแพงเมืองทั้งหมดหลอมรวม
เป็นผืนเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ในส่วนลึกที่สุดของรากฐานกำแพง ทุกระยะสองก้าวจะ
สลักค่ายกลธาตุดินเอาไว้หลายชุด พวกมันล้วนเป็นค่ายกลระดับสี่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น
‘ค่ายกลรากชีพจรปฐพี’ ‘ค่ายกลศิลาเหล็กกล้าแผ่กิ่งก้าน’ และ ‘ค่ายกลรากฐานบัว
เพลิง’ ค่ายกลทั้งสามแบบถูกสลักเรียงตามแนวแทยงสลับฟันปลา
ทุกครั้งที่เยวียนเจียงหวนคิดว่าเหล่าปั่านเลือกสรรค่ายกลสามชนิดนี้มาใช้งาน มัน
อดทอดถอนชมเชยไม่ได้
‘ค่ายกลรากชีพจรปฐพี’ ทำหน้าที่เสมือนรากนับพันนับหมื่นที่เจาะลึกลงไปใต้ดิน
ยากจะโยกคลอน ‘ค่ายกลศิลาเหล็กกล้าแผ่กิ่งก้าน’ เป็นค่ายกลที่ลึกลับคลุมเครือยิ่ง
สามารถทำให้แผ่นหินรอบด้านแข็งแกร่งขึ้น ทั้งยังแพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ ดุจเถาวัลย์
เติบโต
เยวียนเจียงรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง หากไม่มีพรรคฟั้ากระจ่าง ให้เวลาอีกยี่สิบสามสิบปี
ชั้นหินทั้งหมดบนยอดเขาดาวสวรรค์แห่งนี้จะแข็งแกร่งถึงที่สุด ในเวลานั้นพวกมันจะ
ยากเจาะทำลายอย่างแท้จริง
สิ่งที่มันรู้สึกว่าชาญฉลาดที่สุด เป็น ‘ค่ายกลรากฐานบัวเพลิง’ ‘ค่ายกลรากฐานบัว
เพลิง’ ไม่ใช่ค่ายกลที่พิเศษเฉพาะอันใด ตรงกันข้าม กลับเป็นค่ายกลที่ธรรมดาสามัญยิ่ง
ส่วนใหญ่ใช้ในการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์และหลอมกลั่นโอสถอย่างแพร่หลาย ค่ายกลนี้
สามารถสร้างฐานดอกบัวเพลิง โอสถปราณหรือยุทธภัณฑ์เวทจะสร้างขึ้นบนฐานดอกบัว
เพลิง ช่วยดูดซับปราณไฟเพื่อเพิ่มพลังของสิ่งที่อยู่บนฐานดอกบัว อย่างไรก็ตาม เมื่อ
นำมาใช้กับรากฐานกำแพงเมือง นับเป็นความคิดที่โดดเด่นหาผู้ใดเสมอเหมือน อาจทำ
ให้กำแพงเมืองอีกาทองคำสามารถดูดซับไฟอีกาทองคำได้ เมื่อเวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า
ไม่ทราบว่าจะบรรลุระดับที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงไหน
‘ค่ายกลรากฐานบัวเพลิง’ นี้สามารถกลั่นเกลากำแพงเมืองอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า
ผลลัพธ์ไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ก็น่าประทับใจมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ไฟ
ก่อเกิดดิน ค่ายกลนี้ยังช่วยหนุนเสริมพลังของค่ายกลธาตุดินอีกสองค่ายกลให้เพิ่มสูงขึ้น
อีกด้วย
น่าเสียดาย น่าเสียดายเหลือเกิน!
เยวียนเจียงยิ่งพิศดูเท่าใด ก็ยิ่งชมชอบเท่านั้น แต่เมื่อคิดว่ากำแพงเมืองนี้จะ
กลายเป็นสมรภูมิหลักในการต่อสู้กับบรรพชนฟั้ากระจ่าง สุดท้ายอาจถูกทำลายทั้งหมด
ต้องรู้สึกเศร้าเสียดายยิ่งกว่าเดิม
จั่วม่อเองกลับไม่รู้สึกรู้สาอันใด ภายในตัวเมืองแบ่งออกเป็นเขตพื้นที่ย่อยๆ หลาย
ส่วน สถานที่เช่นค่ายทหารหรือบริเวณที่พำนัก ถูกมันกันเอาไว้เช่นนั้น รอให้คนเหล่านั้น
มาสร้างด้วยตัวเอง
สิ่งที่มันกำลังสร้างอยู่ในตอนนี้ เป็นหอรบค่ายกลสงคราม
หอรบค่ายกลสงครามเป็นหน่วยรบที่สำคัญที่สุดในแต่ละเมือง ภายในหอรบก่อตั้ง
ค่ายกลโจมตีทุกรูปแบบเอาไว้ อาศัยซิวเจ่อที่อยู่ภายในหอรบ คอยควบคุมค่ายกลจู่โจม
ใส่ศัตรู ทุกค่ายกลที่ใช้กันในหอรบค่ายกลสงครามล้วนเป็นค่ายกลโจมตีอันทรงพลัง
โดยทั่วไปจำเป็นต้องใช้ซิวเจ่อจำนวนมากร่วมมือกันควบคุมบังคับใช้
ท่านสามารถรักษาเมืองเอาไว้ได้หรือไม่ นอกเหนือจากการปั้องกันของกำแพงเมือง
แล้ว หอรบค่ายกลสงครามยังเป็นหนึ่งในหน่วยรบที่สำคัญที่สุดอีกด้วย
จั่วม่อไม่เคยคิดจะสร้างเมืองใหญ่ตั้งแต่แรกแล้ว เปั้าหมายเดียวของเมืองเล็กแห่งนี้
คือการต่อสู้ นอกเหนือจากพื้นที่ใช้สอยจำเป็นแล้ว จั่วม่อตัดสินใจใช้พื้นที่ที่เหลือทั้งหมด
สร้างเป็นหอรบค่ายกลสงคราม
เผชิญหน้ากับยอดคนด่านจินตัน ต่อให้ใช้พวกมากเข้ากลุ้มรุม ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย
อันใด
การก่อสร้างหอรบค่ายกลสงครามไม่ใช่เรื่องยาก ทั้งยังไม่ใช่ความลับ ในม้วนหยกที่
เยวียนเจียงมอบให้มันมีคำอธิบายอย่างละเอียดยิ่ง แน่นอนว่าจั่วม่อไม่ได้คิดจะทำตามสิ่ง
ที่ม้วนหยกบอกไว้ทุกกระเบียดนิ้ว เพียงใช้เป็นแนวทางหลักเท่านั้น
หากต้องการบางสิ่งที่ดีเลิศ มันต้องทุ่มเทใช้ความคิดด้วยตัวเอง
ยังไม่ทันจะลงมือสร้างหอรบค่ายกลสงครามสำเร็จ สังขารปิศาจศีรษะเหล็กหยก
ของจั่วม่อ จู่ๆ ก็รุดหน้าโดยไม่คาดคิด! การฝั่าด่านเกิดขึ้นอย่างกะทันหันในเวลานี้ โดย
ไม่มีเค้าลางล่วงหน้าแม้แต่น้อย กระทั่งผูเยายังไม่อาจล่วงรู้ได้ อย่าว่าแต่จั่วม่อผู้จมลึกอยู่
กับการศึกษาวิธีสร้างหอรบค่ายกลสงคราม
การเปลี่ยนแปลงรุดหน้าของสังขารปิศาจ กลายเป็นสภาพเลวร้ายสุดคาดคิด
ขณะที่มันกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับหอรบค่ายกลสงคราม ทันใดนั้นเมฆหมอกโลหิต
พลันแตกระเบิดออกจากร่างกายของจั่วม่อ
สตรีซิวเจ่อที่อยู่ใกล้ชิดกับมัน จู่ๆ ดวงตาก็ทอแสงสีม่วงเจิดจ้าอันแปลกพิสดาร นาง
ไม่ขยับเคลื่อนไหว หมอกเลือดอันทรงพลังโถมทะลักเข้าสู่ระยะสองก้าวเบื้องหน้านาง
ก่อนที่จะหยุดยั้งลง คล้ายชนกับกำแพงที่มองไม่เห็นชั้นหนึ่ง
ดวงตาอันว่างเปล่าของสามองครักษ์เกราะทองสาดประกายวาบ พวกมันทั้งสามยก
กระบี่ขึ้น สกัดกั้นการพุ่งโจมตีของหมอกเลือดอย่างทุลักทุเล
เยวียนเจียงผู้อยู่ไม่ไกลจากจั่วม่อกลับไม่มีพลังพอจะต้านทาน มันคล้ายถูกหวดฟาด
ด้วยค้อนหนัก รู้สึกพลังมหาศาลกระแทกผ่านร่าง ส่งมันปลิวลิ่วไปด้านหลัง สิ้นสติไปใน
บัดดล
นี่ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
ปัง ปัง ปัง!
เมฆหมอกโลหิตแตกระเบิดออกจากร่างของจั่วม่ออย่างต่อเนื่อง การระเบิดแต่ละ
ครั้งอัดแน่นไปด้วยพลังสภาวะอันแกร่งกร้าวถึงที่สุด พื้นดินใต้ฝั่าเท้าของมันเปลี่ยนเป็น
หลุมลึกเนื่องจากแรงระเบิด
ชุดเกราะทองคำของสามองครักษ์เกราะทองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พวกมันรีบ
ถ่วงกำลังลงไปยังเอวและสองเท้า ดวงตาสาดประกายเจิดจ้าถึงขีดสุด ต้านทานแรง
กระหน่ำของหมอกเลือดเอาไว้อย่างยากลำบาก
จนกระทั่งหมอกโลหิตแตกระเบิดเป็นระลอกที่สาม พลังของหมอกโลหิตก็บรรลุถึง
ขั้นน่าสะพรึงกลัว สามองครักษ์เกราะทองไม่อาจยืนหยัดได้อีกต่อไป ตง ตง ตง พวกมัน
กระแทกเท้าถอยหลังไปสิบห้าก้าว ก่อนที่จะยั้งร่างเอาไว้ได้
ตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ สตรีซิวเจ่อไม่ได้ขยับแม้แต่ก้าวเดียว เห็นหน้ากากดำที่ไม่
สมจริงกับดวงตาสีม่วงเปล่งประกายวูบวาบน่าขนพองสยองเกล้าอยู่ท่ามกลางหมอก
โลหิต
ทันใดนั้นนางยื่นมือขวาออก ทำท่าคว้าจับไปยังกลุ่มหมอกโลหิต หมอกโลหิตที่อยู่
ตรงหน้าพลันควบรวม แล้วไข่มุกโลหิตขนาดเท่าเม็ดถั่วก็ปรากฏอยู่ในมือนาง จากนั้น
สองมือนางก็คว้าจับกลางอากาศว่างเปล่าอย่างต่อเนื่อง หมอกโลหิตทั้งมวลถูกควบรวม
เป็นไข่มุกโลหิตจนหมดสิ้นในไม่กี่อึดใจ
ติง ติง ตง ตง ไข่มุกโลหิตร่วงเกลื่อนพื้น เปล่งเสียงสดใสกังวาน
เมื่อหมอกโลหิตถูกกวาดออกไป เผยให้เห็นร่างกายที่แท้จริงของจั่วม่อ เห็นทั้งร่าง
ของจั่วม่อปกคลุมไปด้วยเกล็ดเลือดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เกล็ดเลือดเหล่านั้นราวกับมีชีวิต
ค่อยๆ คืบคลานอย่างแช่มช้า มันดูน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
สตรีซิวเจ่อยืนนิ่ง มองร่างท่วมโลหิตของจั่วม่ออย่างเงียบงัน
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ ผูเยาอดทอดถอนชมเชยระคนตื่นตะลึงไม่ได้
“เด็กหญิงอันร้ายกาจ!” จากนั้นมันก้มหน้าลง พึมพำกับตัวเอง “รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียว?
หรือเจ้าเด็กผู้นี้จะเหมาะกับวิถีทางนี้จริงๆ?”
ทันใดนั้นมันคล้ายค้นพบบางสิ่งบางอย่าง เงยหน้าขึ้น เห็นเมฆดำรอบปั้ายศิลา
สุสานหายตัวไป
แสงสีม่วงในดวงตาสตรีซิวเจ่อพลันระเบิดวาบ
เห็นร่องรอยพลังงานสีดำทันใดนั้นปรากฏขึ้นบนเกล็ดเลือดที่ห่อหุ้มอยู่รอบกายของ
จั่วม่อ เส้นใยพลังงานสีดำเหล่านี้เบาบางดุจเส้นผม ยากจะสังเกตเห็น
สตรีซิวเจ่อจ้องมองอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่แสงสีม่วงในดวงตานางจะค่อยๆ มืดมัวลง
ชั้นเกล็ดเลือดบนร่างจั่วม่อไหลเวียนอย่างเกรี้ยวกราดเป็นเวลากว่าสองชั่วยาม
ก่อนที่จะค่อยๆ สงบราบคาบลง อีกสองชั่วยามให้หลัง ในหลุมลึกก็ปรากฏรังไหมโลหิต
สูงเท่าตัวคนขึ้นมา
“กลุ่มที่สองแล้ว” หัวหน้าหมู่ตื่นเต้นยินดียิ่ง รวมกับกลุ่มที่พวกมันเชือดทิ้งไปก่อน
หน้านี้ พวกมันก็ประสบความสำเร็จในการซุ่มโจมตีซิวเจ่อหอสำนักนอกของพรรคฟั้า
กระจ่างที่กำลังย้อนกลับเข้าเมืองถึงสองกลุ่ม โชคของพวกมันไม่เลวเลยทีเดียว จาก
ข่าวสารที่ส่งผ่านนกกระเรียนกระดาษ สหายของพวกมันอีกหลายหมู่ไม่ได้พบพานศัตรู
แม้แต่คนเดียว
การสู้รบอย่างต่อเนื่อง ทำให้หมู่ทหารของพวกมันเติบโตอย่างรวดเร็ว การต่อสู้ของ
พวกมันในที่สุดเริ่มแสดงร่องรอยของกองทัพที่ดี แต่เพื่อการนี้ พวกมันต้องจ่าย
ค่าตอบแทนด้วยการสูญเสียชีวิตสหายไปสามคน
ม้าฝานทำเสียงตอบรับในลำคออย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก มันกำลังขบคิดถึงแง่มุมที่มัน
อาจยังไม่ได้พิจารณาในแผนการก่อนหน้านี้
อันที่จริงเจตนาของแม่นางน้อยกระจ่างชัดยิ่ง นั่นคือทุ่มเทสุดกำลังเพื่อถ่วงเวลา
ศัตรู ไม่ให้ค้นหาค่ายหลักของพวกมันพบ และพยายามซื้อเวลาสำหรับการสร้างเมืองให้
ได้มากที่สุด แต่อีกทางหนึ่ง พวกมันไม่อาจก่อการรุนแรงเกินไป จนชักนำบรรพชนฟั้า
กระจ่างออกมาด้วยตัวเอง หากเป็นเช่นนั้นไม่มีผู้ใดจะรับมือได้
เพื่อการนี้ มีหนทางที่พวกมันต้องไตร่ตรองมากเกินไป
แต่ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน ความคืบหน้าของเรื่องราวยังไม่ได้อยู่เหนือความ
คาดหมายของมัน
คาบก้านหญ้าเขียวไว้ในปาก ม้าฝานเงยหน้าขึ้นมองออกไปในท้องฟั้าห่างไกล
การรบเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น…
เมืองหนานเสิ้ง
“กองทหารเล็กๆ สิบกลุ่มถูกฆ่าตาย? อ๋า! เจ้าพวกสัดใส่ข้าว! สองร้อยคน! นั่นคือ
สองร้อยคน! ต่อให้มารดามันเป็นก้อนหิน ก้อนหินสองร้อยก้อนโยนลงไปในน้ำยังเกิด
เสียงดัง! แต่พวกเจ้ากลับบอกว่าไม่พบร่องรอยอันใด? โง่เง่า!”
ภายใต้แรงกดดันมหาศาล เฮ่อเสียงในที่สุดมิอาจระงับยับยั้ง ตวาดด่าทออย่าง
เกรี้ยวกราด
เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาตัวสั่นเทา บรรดาผู้อาวุโสยังคงนิ่งเงียบ หลายคนในดวงตา
ปรากฏเค้าความยินดีอันมุ่งร้ายแวบหนึ่ง
เฮ่อเสียงทันใดนั้นหันขวับมา จ้องเขม็งไปยังบรรดาผู้อาวุโส ดวงตาแดงฉานด้วย
สายเลือด ใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด เส้นเลือดตรงขมับโปั่งพองดุจไส้เดือน สุ้มเสียง
แหบลึกปานราชสีห์ที่ถูกไล่ต้อนจนมุม “ตกลง! พวกเจ้าเพียงแค่เฝั้าดูกันไปเถอะ! ฮ่า
หากเราไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าจะมีเพียงข้าคนเดียวที่ถูก
ลงโทษ? ข้าบอกพวกเจ้า พวกเจ้าไม่มีผู้ใดสามารถรอดพ้นเช่นกัน! อย่าได้ลืมเลือนนิสัย
ใจคอของท่านบรรพชนไป!”
ผู้อาวุโสทั้งหมดใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
เฮ่อเสียงเงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยสุ้มเสียงดูถูกเหยียดหยาม “ข้าคือผู้อาวุโสสูงสุด แต่
สำหรับท่านบรรพชน ข้าไม่นับเป็นตัวอะไรเลย แล้วพวกเจ้าเล่า พวกเจ้าคนใดที่ไม่อาจ
หาคนมาแทนที่ได้? อย่าได้ลืมเลือนไป หอสำนักนอกจะจ้างซิวเจ่อสักคนนั้นง่ายดายยิ่ง
คิดหาผู้อาวุโสใหม่สักคนยังจะยากเย็นอันใด?
พวกเจ้าสมควรทราบกระจ่างว่าเรื่องนี้สำคัญเพียงใด หากเราไม่อาจบรรลุกระทั่ง
งานแรกของหอสำนักนอก ถึงตอนนั้น ฮ่า! คงไม่ต้องให้ข้ากล่าวต่อกระมัง”
เหล่าผู้อาวุโสล้วนพบเห็นเค้าความหวาดหวั่นในดวงตาอีกฝั่าย แม้ว่าผู้อาวุโสสูงสุด
จะต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ควบคุมหอสำนักนอกในเวลานี้ แต่หากบรรพชนฟั้ากระจ่าง
สืบสาวราวเรื่องขึ้นมา ย่อมไม่มีผู้ใดในหมู่พวกมันรอดพ้นไปได้ สิ่งที่พวกมันกำลังกระทำ
อยู่ในตอนนี้ เกี่ยวพันกับรากฐานที่พรรคฟั้ากระจ่างจะปกครองอาณาจักรขุนเขาน้อย
อย่างแยกไม่ออก
ผู้อาวุโสคนหนึ่งลุกขึ้นยืน “นั่นก็ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาสู้กันเอง พวกเรา
สมควรร่วมมือร่วมใจฝั่าฟันอุปสรรคนี้ไปให้ได้”
“ข้าเห็นด้วย!” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งลุกขึ้นกล่าว
เหล่าผู้อาวุโสที่เหลือพากันลุกขึ้นยืนแสดงอาการเห็นพ้อง ผู้อาวุโสที่สองสีหน้าน่า
เกลียดอยู่บ้าง แต่ยังคงลุกขึ้นยืนเช่นกัน “ข้าก็เห็นด้วย”
ผู้อาวุโสสูงสุดเฮ่อเสียงโทสะสลายคลายในบัดดล กระทั่งมีรอยยิ้มบนใบหน้า “ขอ
เพียงพวกเราร่วมแรงร่วมใจกัน ย่อมจะลากตัวกลุ่มตัวตลกนี้ออกมาได้อย่างรวดเร็ว!”
ในบรรดาผู้อาวุโสทั้งเจ็ดคน นอกจากมันแล้ว ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือด่านหนิงม่าย
ขั้นสาม!
บรรยากาศของเมืองหนานเสิ้งเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน ทุกคนที่เดินอยู่บนถนน
หนทางถูกสั่งให้กลับไปยังเคหสถานของตน การค้าขายทั้งหมดหยุดชะงักลง ทุกผู้คนถูก
ห้ามไม่ให้ออกจากเมือง แม้ว่าเหล่าผู้นำกองกำลังต่างๆ จะคัดค้าน แต่ก็ถูกสยบเอาไว้
ในทันที พวกมันถูกกักบริเวณอยู่ในบ้าน
หอสำนักนอกพรรคฟั้ากระจ่าง ได้เปิดใช้งานคำสั่งหมื่นสัญญาณฉุกเฉินเป็นครั้งแรก
นับแต่ก่อตั้งขึ้นมา!
เหล่าซิวเจ่อของหอสำนักนอกที่เตรียมจะส่งไปยังสถานที่อื่นในอาณาจักรขุนเขา
น้อยล้วนถูกเรียกตัวกลับมาทั้งหมด
จำนวนซิวเจ่อในเมืองหนานเสิ้งยังคงเพิ่มขึ้นทุกขณะ เหล่าผู้นำกองกำลังที่ถูกกัก
บริเวณอยู่ในบ้านพอเห็นฉากนี้ ถึงกับอกสั่นขวัญแขวนขึ้นมา พวกมันฉลาดพอที่จะเก็บ
ตัวอยู่ในบ้านอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
หอสำนักนอกอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร รวบรวมกำลังด้วยประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมี
มาก่อน!