สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 256 แปรเปลี่ยน
“เจ้า? เจ้าเพิ่งจะสุกงอมขั้นแรกเท่านั้น” ผูเยามองใบหน้าคาดหวังของจั่วม่อ และ
หวดฟาดใส่แสกหน้าของมันโดยไม่ลังเล “โดยทั่วไปความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นเมื่อสุกงอม
ครั้งที่สาม น้องชาย เจ้าเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง”
ได้ยินเช่นนี้ จั่วม่ออดผิดหวังไม่ได้ “ไฉนก้าวหน้ายากนัก?”
“ยาก?” ผูเยาแค่นหัวร่อเย็นชา “ยากอันใด? สิ่งที่ดีย่อมไม่ใช่ได้มาโดยง่ายดาย”
“นั่นก็ใช่แล้ว” จั่วม่อขบคิดวูบหนึ่ง และพบว่าผูเยากล่าวไม่ผิด มันยังจำช่วงเวลาที่
มันเพาะปลูกข้าวปราณได้ ไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งที่ดีเหล่านี้ กระทั่งเวทวิชาชั้นต่ำเหล่านั้น
เพื่อที่จะบรรลุถึงระดับที่ต้องการ ในเวลานั้นมันยังต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังทั้งหมด
เพื่อให้ได้มา
วันคืนของมันดีงามขึ้นหลังจากพบพานผูเยา ผูเยาบางครั้งอาจกระทำเรื่องไม่ดีต่อ
มัน แต่อันที่จริงจั่วม่อไม่เคยจดจำใส่ใจ หากปราศจากผูเยา จนถึงตอนนี้มันอาจยังคง
เป็นเพียงศิษย์ฝั่ายนอกของสำนักกระบี่สุญตา
มุมมองที่มันมีต่อผูเยาไม่ได้แตกต่างจากมุมมองที่มันมีต่อปั้ายหินสุสานลึกลับ เมื่อ
เสนอการค้า มันก็สามารถน้อมสนอง เพื่อได้รับสิ่งที่ดี มันย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทน นี่
สมเหตุสมผลยิ่ง เป็นเรื่องของความยินยอมพร้อมใจ แต่หากผู้อื่นใช้กำลังบีบบังคับ มัน
ย่อมไม่ชมชอบ
“มุกโลหิตเหล่านี้คืออะไร?”
“ไม่มีใด เพียงแค่ไข่มุกที่สร้างจากแก่นโลหิตของเจ้าเท่านั้น”
จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหายในทันที “แก่นโลหิตของข้า? ตั้งแต่เมื่อใด? ไฉนเกอไม่
รู้ตัว?” มันจ้องมองผูเยาอย่างคาดโทษอยู่บ้าง สุ้มเสียงเข้มขึ้น หรือเจ้าผู้นี้คิดก่อกวนอีก
แล้ว?
“ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเกอ!” ผูเยาเหลือกตา เลียนเสียงจั่วม่อ “นี่เป็นฝีมือของ
สตรีของเจ้า”
“สตรีของเกอ?” จั่วม่อชะงักกึก “เกอมีสตรีของเกอตั้งแต่เมื่อใด?”
“คนที่สวมหน้ากาก” ผูเยาไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีพรสวรรค์ในการเป็นอันธพาล หาก
มันระแคะระคายสักเล็กน้อย ความสามารถในการถากถางจะเกิดขึ้นเอง เห็นได้ชัดว่า
เป็นอันธพาลชั้นสูงที่มีสถานะสูงส่งและคร่ำหวอด กอรปด้วยความสง่างามและไม่
อินังขังขอบ ตรงกันข้ามกับจั่วม่อที่ใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราดและเส้นผมแข็งเหมือน
ลวดเหล็ก นี่เป็นเพียงชนชั้นอันธพาลข้างถนนที่ถือก้อนอิฐวิ่งไล่ทุบตีผู้คน
“นางทำเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด?” จั่วม่อขมวดคิ้วนิ่วหน้า
“อย่าได้ไม่รู้จักชั่วดี ไม่รับรู้ความช่วยเหลือของผู้คนไป” ผูเยาเหลือบมองอย่างเฉื่อย
ชา จากนั้นอ้าปากหาวหวอด กล่าวอย่างเกียจคร้านว่า “ได้รับประโยชน์แล้วยังจะแกล้ง
ทำเป็นไม่รู้ความ สังขารปิศาจเมื่อสุกงอมย่อมมีการเปลี่ยนแปลง โอ้ แต่เจ้าห้าวหาญยิ่ง
ถึงกับเล่นระเบิดแก่นโลหิตออกมาเลยทีเดียว ผู้อื่นเป็นเด็กหญิงที่ดีงาม ช่วยเหลือเจ้า
ควบรวมแก่นโลหิตให้เป็นไข่มุกโลหิต ดังนั้นจึงไม่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่างไรก็
ตาม นางเป็นเด็กหญิงที่ทรงพลังอำนาจอย่างแท้จริง!”
จั่วม่อสีหน้ากลายเป็นกระดากใจ สำหรับสตรีที่ไม่ทราบความเป็นมานางนี้ มันเต็ม
ไปด้วยความระแวงระวังอยู่ตลอดเวลา
“ของนี้ใช้ทำอะไร?” จั่วม่อผู้ยึดถือความเป็นจริง รีบดึงหัวเรื่องกลับมายังไข่มุก
โลหิตอย่างรวดเร็ว
“มีประโยชน์ใช้สอยมากมาย หากเจ้าฝึกปรือทักษะปิศาจด้วยโลหิตและภูต ของนี้
อาจเป็นสมบัติล้ำค่า อ้อ แต่ตอนนี้ข้านึกไม่ออก” ผูเยากล่าวอย่างไร้ความรับผิดชอบ
ครั้นเมื่อออกมาจากทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อก็เผชิญหน้ากับซิวเจ่อสตรีที่มักติดตาม
อยู่ข้างกายมัน ไม่ทราบว่าเป็นเพราะสิ่งที่ล่วงรู้จากผูเยาหรือไม่ แต่มันจู่ๆ ก็พบว่ามอง
นางแล้วรู้สึกสบายตาขึ้นมาก
“ขอบคุณเจ้ามาก” มันคีบไข่มุกโลหิตขึ้น พลางกล่าวขอบคุณนาง
มันทราบว่าซิวเจ่อสตรีนางนี้ย่อมไม่ตอบสนอง หลังจากขอบคุณนางแล้ว มันก็หัน
ไปกลับไปทำงานสร้างเมืองของมันต่อ
จั่วม่อไม่ทราบ เมื่อมันหันกลับไป ดวงตาด้านหลังหน้ากากพลันสาดประกายสีม่วง
วูบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไป
กงซุนชาจ้องมองการเปลี่ยนแปลงในสนามรบไม่คลาดสายตา มันทดลองใช้กลยุทธ์
ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ากลยุทธ์ใด นับตั้งแต่ชมดู ทำความคุ้นเคย ตลอดจนทำความ
เข้าใจ กระบวนการทั้งหมดจะต้องทุ่มเทกำลังความคิดอย่างมหาศาล แต่ที่สำคัญยิ่งไป
กว่านั้นคือการทดลองใช้จริง
ในหมากรุกสงคราม ผูเยามักสำแดงยุทธวิธีสู้รบมากมายต่อกงซุนชา แต่ละกลยุทธ์มี
ความอัศจรรย์ของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกกลยุทธ์จะเหมือนกับสามคลื่นพิฆาต ที่เพียงแค่
ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยก็สามารถนำมาใช้ได้ กลยุทธ์เหล่านั้นล้วนเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ
ของไพร่พล โครงสร้างของกองกำลัง และอื่นๆ อีกมากมาย
ในหมากรุกสงครามยังมีเพียงอสูรปิศาจ นี่ไม่ต้องกล่าวถึงว่ายุทธวิธีการต่อสู้ของซิว
เจ่อกับอสูรปิศาจนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่ปรับแต่งกลยุทธ์ เห็นได้ชัดว่าไม่
อาจประสบความสำเร็จได้
อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกกลยุทธ์เหล่านี้ทุบตีจนหาทิศเหนือไม่พบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
วิชาความรู้ของกงซุนชาก็กว้างขวางไพศาล ไม่มีผู้ใดบอกมันว่าสมควรทำเช่นไร มันได้แต่
ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ เพื่อหาทางยืดระยะเวลาที่มันสามารถยืนหยัดใต้เงื้อมมือสุด
หฤโหดของผูเยา
ลอกเลียน หาข้อสรุป ลองผิดลองถูก
หากเป็นผู้คนทั่วไป หลังจากลิ้มรสชาติอันหอมหวานของสามคลื่นพิฆษตอันแหลม
คมสุดเปรียบปาน พวกมันย่อมเทิดทูนบูชายกขึ้นหิ้ง เป็นอาวุธสูงสุดของพวกมันไป
อย่างไรก็ตาม
กงซุนชากลับลองผิดลองถูกด้วยกลยุทธ์ที่ตกต่างหลากหลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เนื่อง
เพราะการเสาะหาม้วนหยกเกี่ยวกับกระบวนทัพค่ายกลนั้นยากเย็นยิ่ง มันกระทั่งร้องขอ
ต่อจั่วม่อไว้แต่แรก หวังว่าจะได้พบกับกระบวนทัพค่ายกลมากกว่านี้
โดยไม่รู้ตัว กงซุนชาก้าวรุดไปในเส้นทางที่ไกลเกินกว่าจินตนาการของทุกผู้คน
ห่างจากพวกมันออกไปยี่สิบลี้ มีเซียนสัญจรสองคนกำลังจับตาดูความเปลี่ยนแปลง
ในสนามรบจากระยะไกล กงซุนชาไม่แย่แสสนใจพวกมัน ทุกครั้งที่พวกมันต่อสู้ จะพบ
พานหน่วยสอดแนมจากฝั่ายอื่นๆ เช่นนี้อยู่เป็นประจำ เหล่าหน่วยสอดแนมมีฝีมือ
ทางการบินสูงมาก พวกมันยังชมดูจากระยะไกลเท่านั้น หากพวกมันพบว่าสถานการณ์
ไม่ถูกต้อง จะรีบขี่กระบี่บินหลบลี้หนีหน้าไปในทันที ยามกะทันหันไม่มีทางจัดการกับ
หน่วยสอดแนมเหล่านี้ได้
ดังนั้นแม้ว่าจะพบเห็นหน่วยสอดแนมเหล่านี้ กงซุนชาก็ได้แต่ปล่อยปละละเว้นพวก
มัน เพียงแค่ตระเตรียมการปั้องกันที่จำเป็น เพื่อปั้องกันหน่อยสอดแนมเหล่านี้
สอดแทรกเข้ามาในการสู้รบเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สองคนที่เฝั้าชมดูอยู่ในขณะนี้กลับไม่ใช่หน่วยสอดแนม เจี่ยงเหวย
เป็นผู้นำของกองกำลังหนึ่ง ก่อนหน้านี้มันไม่ได้สังเกตเห็นพวกกงซุนชา แต่หลังจากกง
ซุนชาทยอยปราบปรามกองกำลังต่างๆ อย่างต่อเนื่อง มันก็ตื่นตัวทันที
มันไม่คุ้นหน้ากองกำลังนี้ พวกมันไม่เคยคบค้าสมาคมกันมาก่อน แม้ว่ากงซุนชา
ยังคงอยู่ห่างไกลจากฐานทัพของมัน แต่เจี่ยงเหวยรู้สึกไม่สบายใจ ดังนั้นมันติดตาม
ลูกสมุนของตนมา แสร้งทำเป็นหน่วยสอดแนมเพื่อชมดูกองกำลังลึกลับนี้ด้วยสายตา
ตนเอง
“เหล่าต้า พวกมันอยู่ที่นั่น” ลูกสมุนชี้ไปยังกองกำลังของกงซุนชาที่อยู่ไกลออกไป
เจี่ยงเหวยทำเสียงรับคำในลำคอ แต่หัวใจมันเต้นไม่เป็นระส่ำ สีหน้าแปรเปลี่ยนไป
เล็กน้อย สนามรบดูคล้ายสับสนวุ่นวาย แต่เมื่อเป็นผู้นำกองกำลังหนึ่ง มันไหนเลยจะไม่
มีสายตาที่ดีได้?
กองกำลังลึกลับนี้เห็นได้ชัดว่ากำลังจูงจมูกอีกฝั่าย เวลานี้ พวกมันกำลังเล่นกับฝั่าย
ตรงข้ามประดุจแมวหยอกเย้ามุสิก
แต่เพ่งพิศอีกครู่หนึ่ง เจี่ยงเหวยพลันสะท้านขึ้นทั้งร่าง
ไม่ถูกต้อง! นี่ไม่ใช่กำลังหยอกเล่น
สนามรบอันวุ่นวายค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้น เนื่องเพราะคนกลุ่มนี้เริ่มจัดระเบียบตัวเอง
มีร่องรอยที่ชัดเจนของขบวนทัพ
ยิ่งชมดู สีหน้าของเจี่ยงเหวยก็ยิ่งเผือดสีลง หัวใจมันจมลงอย่างต่อเนื่อง ขบวนทัพ
และกลยุทธ์ของกองกำลังนี้อยู่นอกเหนือจากความเข้าใจของมัน ที่แท้คนเหล่านี้กำลัง
ทดลองใช้กลยุทธ์ใหม่! ความสับสนวุ่นวายไม่ได้ถูกฝั่ายศัตรูสร้างขึ้น แต่เป็นพวกมัน
กระทำด้วยตัวเอง เมื่อพวกมันเริ่มคุ้นเคยกับกลยุทธ์ใหม่ สนามรบก็กลายเป็นกระจ่างชัด
อย่างรวดเร็ว
มันจดจำฝั่ายตรงข้ามในสนามรบได้ นั่นคือหวังหูจื่อ (เจ้าหนวดหวัง) หวังหูจื่อเหี้ยม
หาญดุดัน ทั้งยังมีฝีมือในการรบ รวบรวมกลุ่มนักสู้ที่ไร้กฎเกณฑ์ไว้ใต้บังคับบัญชา ต่อให้
เป็นตัวมันพบพานอีกฝั่าย ยังต้องเรียกหาว่าหวังเกอ
แต่คนที่ร้ายกาจอย่างหวังหูจื่อ ถึงกับถูกอีกฝั่ายใช้เป็นเปั้าซ้อมกลยุทธ์เท่านั้น! เห็น
ได้ชัดว่ามันยากจะต่อต้านดิ้นรน!
เฝั้ามองหวังหูจื่อพากองกองกำลังของมันบุกทะลวงไปทางซ้ายที ทางขวาที แต่กลับ
คลับคล้ายพวกมันกำลังจมอยู่ในบ่อโคลนดูด ไม่มีทางหนีพ้น เจี่ยงเหวยในใจอดสลดใจ
ไม่ได้
กองกำลังนี้ร้ายกาจยิ่ง!
การร่วมมือประสานงานของพวกมันสูงส่งยิ่ง นี่ไม่ใช่ว่ากลยุทธ์ของพวกมันดูราบรื่น
ตระการตา อันที่จริง เพียงมองแวบแรกมันก็มองเห็นความไม่คุ้นเคยในการร่วมมือ
ประสานงานของคนเหล่านี้ได้ทันที นี่สมควรเป็นกลยุทธ์ที่พวกมันไม่เคยใช้มาก่อน
หวังหูจื่อยิ่งไม่ใช่ลูกพลับอ่อนนิ่ม มันค้นพบช่องโหว่ของศัตรูหลายครั้ง แต่ทันทีที่
ฝั่ายตนเริ่มจะเพลี่ยงพล้ำ คนกลุ่มนี้จะเปลี่ยนไปใช้อีกกลยุทธ์หนึ่งในบัดดล
นั่นย่อมเป็นกลยุทธ์ที่พวกมันใช้เป็นประจำและช่ำชองชำนาญ มันคมกล้าอย่างน่า
อัศจรรย์ ชั่วพริบตาที่ใช้ออก การตอบโต้อย่างรุนแรงของฝั่ายหวังหูจื่อก็ถูกตัดขาดเป็น
ชิ้นๆ ทันที
หลังจากนั้น กองกำลังนี้ก็จะกลับไปใช้กลยุทธ์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคย เพื่อแสวงหาการ
ร่วมมือประสานงานของพวกมันต่อไป
เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“น่ากลัวจริงๆ!” เจี่ยงเหวยรำพึงกับตัวเอง
ผู้ใต้บังคับบัญชากลับไม่เข้าใจว่าไฉนเหล่าต้าบอกว่าน่ากลัว ในความเห็นของมัน ทั้ง
สองฝั่ายต่อสู้กันมาเป็นเวลานาน ก่อนที่กองกำลังนี้จะช่วงชิงเป็นฝั่ายมีเปรียบได้ พวก
มันไม่เห็นจะร้ายกาจสมดังคำร่ำลือเอาเสียเลย
เจี่ยงเหวยไม่คิดจะแจกแจง ในใจมันลอบชื่นชมยินดีที่วันนี้มันตัดสินใจถูกต้อง ด้วย
การเดินทางมาชมดูด้วยตัวเอง
กงซุนชาในที่สุดมีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก เหล่าซิวเจ่อใต้บังคับบัญชา
ของมันในที่สุดก็จับจังหวะกลยุทธ์ใหม่ของมันได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ประเภทใด
ไม่ว่าไพร่พลจะฝึกปรือมาดีเพียงใด หากยังไม่ได้ผ่านการต่อสู้ที่แท้จริง พลังของกลยุทธ์ก็
ไม่อาจแสดงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สถานการณ์ในสนามรบพันเปลี่ยนหมื่น
แปร แตกต่างจากการฝึกอบรมอย่างสิ้นเชิง ต่อให้ลอกเลียนสิ่งที่กระทำในตอนฝึกอบรม
ก็ไม่มีประโยชน์
ซิวเจ่อที่อยู่รอบข้าง เห็นแม่นางน้อยในที่สุดก็แย้มยิ้ม ก้อนหินในใจพวกมันค่อยร่วง
ลงมา
การสู้รบจบลงอย่างรวดเร็ว พวกมันจับกุมเชลยศึกได้หนึ่งร้อยห้าสิบซิวเจ่อ
มองดูเหล่าซิวเจ่อแน่นขนัดเป็นกลุ่มก้อนอยู่ด้านข้างพวกมัน กงซุนชาอดนวดขมับ
ไม่ได้ “เราจับผู้คนมาได้เท่าใดแล้ว?”
“หนึ่งพันหนึ่งร้อยสิบห้าคนขอรับ” ลูกสมุนให้จำนวนที่ถูกต้องแม่นยำ
ขบคิดแวบหนึ่ง กงซุนชาค่อยมีคำสั่ง “นำพวกมันกลับไปก่อน เรายังต้องรบอีก
หลายครั้ง ไม่ปลอดภัยที่จะนำพวกมันติดไปกับเราด้วย จัดกองร้อยหนึ่งคุมพวกมัน
กลับไปดีกว่า”
จั่วม่อไม่ได้อยู่ที่นี่ ย่อมไม่อาจใส่อาคมหวงห้ามลงไปในร่างของเชลยศึกเหล่านี้ ด้วย
เหตุนี้ มันได้แต่ริบยุทธภันฑ์เวทกับทรัพย์สินทั้งหมดของเหล่าเชลย และจัดผู้คนคอย
ควบคุมพวกมันไว้ ซิวเจ่อบางส่วนถูกนำเข้าร่วมกองกำลังโดยตรง อย่างเช่นเซียนยันต์ทั้ง
สิบหกคน รวมถึงสามเซียนกระบี่ที่บรรลุเจตจำนงกระบี่ หวังหูจื่อเป็นหนึ่งในสามเซียน
กระบี่นี้เอง
เชลยศึกเหล่านี้เชื่อฟังยิ่ง
ทุกสองสามวัน พวกมันจะเห็นกงซุนชากับกองกำลังของมันพิชิตกองกำลังอื่น
แน่นอนว่าทุกคนย่อมเชื่อฟัง พวกมันมองกองกำลังสามร้อยกว่าคนของแม่นางน้อยอย่าง
หวาดหวั่นขวัญผวา ต่อให้พวกมันจะมีจำนวนรวมมากกว่ากองกำลังนี้ถึงสามสี่เท่าตัว แต่
ไม่มีผู้ใดกล้ากระด้างกระเดื่องแม้แต่น้อย
ก่อนหน้านี้ พวกมันไหนเลยจะเคยคาดคิดว่าจะมีกองทัพอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้อยู่
ในอาณาจักรขุนเขาน้อย แน่นอนว่าซิวเจ่อที่ได้พบเห็นกองทัพอสูรในคราวนั้น ย่อมกล่าว
ว่ากองทัพอสูรแข็งแกร่งที่สุด แต่กระทั่งคนเหล่านี้ยังต้องยอมรับ ว่านอกเหนือจาก
กองทัพอสูรแล้ว กองกำลังของกงซุนชาเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่พวกมันเคยพบ
เห้นมา
เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาเคยเสนอให้แม่นางน้อยส่งเชลยศึกกลับไปยังค่ายมานานแล้ว
สำหรับการใช้คนหนึ่งร้อยกว่าคน ควบคุมส่งเชลยศึกพันกว่าคนกลับไปยังค่าย กลับ
ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าน้อยเกินไป
ภารกิจนี้สุดท้ายตกลงมายังเว่ยหยานอีกครั้ง แม่นางน้อยรู้สึกมึความสามารถส่วน
บุคคลของเว่ยหยานดาษดื่นธรรมดา แต่มันจิตใจมั่นคงและเยือกเย็น นี่ย่อมเป็นบุคคลที่
ควรค่าแก่การส่งเสริม แต่กล่าวตามความสัตย์ เว่ยหยานกลับไม่ค่อยยินดีนัก มันกำลัง
สนุกสนานกับการสู้รบ หากมันต้องนำส่งเชลยศึกกลับไป ไยมิใช่ต้องล้าหลังเหล่าสหาย?
มันเพิ่งจะได้ลิ้มรสชาติกลยุทธ์ใหม่แท้ๆ
อย่างไรก็ตาม มันไหนเลยจะกล้าฝั่าฝืนคำสั่งของแม่นางน้อย ได้แต่นำพากองร้อยใต้
บังคับบัญชาของมัน ควบคุมเหล่าเชลยศึกกลับไปยังค่าย
เฝั้ามองกองกำลังส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายกลุ่มซิวเจ่อแน่นขนัดจากไป เจี่ยงเหวยงงงัน
วูบ จากนั้นพลันเข้าใจในบัดดล มันอดสั่นศีรษะทอดถอนใจไม่ได้ ในความเห็นของมัน
ต่อให้รวมนักโทษเหล่านี้ไว้ในกองกำลัง ก็มีแต่จะทำให้ความสามารถในการรบอันน่า
สะพรึงกลัวของกองทัพนี้ลดน้อยลง ตราบเท่าที่มีไพร่พลชั้นยอดสามร้อยคนนี้ ยังมีที่ใดที่
พวกมันไม่สามารถไป?
บางทีพวกมันอาจจะมีความคิดอื่น เจี่ยงเหวยครุ่นคิด แต่ทันใดนั้นเอง ดวงตามัน
พลันลุกวาบ
ความคิดอันหาญกล้าบ้าบิ่นผุดขึ้นในใจ