สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 257 หนึ่งก้าวเล็กๆ
(หมายถึงหนึ่งก้าวเล็กๆ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ หรือความผิดพลาด
เล็กๆ ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง คล้ายๆ เด็ดดอกไม้สะเทือนดาว หรือทฤษฎี
butterfly effect)
เฮ่อเสียงใบหน้าตึงเครียด แต่อันที่จริงอารมณ์ของมันไม่ได้ย่ำแย่เท่าที่แสดงออก คน
ของหอสำนักนอกยังคงเดินทางมารวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เหล่าผู้นำกองกำลังที่ยัง
ติดค้างอยู่ในเมืองหนานเสิ้ง ได้เห็นซึ้งถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของหอสำนักนอกด้วย
สายตาตนเอง
เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนรู้สึกถึงอันตรายอย่างแรงกล้า
ภายใต้บรรยากาศเขม็งเกลียวเช่นนี้ พันธมิตรลับของเหล่าผู้นำกองกำลังก็พังทลาย
ไปเอง โดยที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงจู่โจมแต่อย่างใด พวกมันล้วนยอมศิโรราบ
เฮ่อเสียงกดราคาได้ตามที่ต้องการในทันที
คราวนี้ เหลือเพียงแค่จัดการกลุ่มคนที่เป็นตัวปัญหาเหล่านั้นได้ ก็จะบรรลุเปั้าหมาย
ของมันอย่างสมบูรณ์ มองไปยังบรรดาซิวเจ่อมืดฟั้ามัวดินเหนือเมืองหนานเสิ้ง เฮ่อเสียง
รู้สึกคล้ายเมฆหมอกที่อยู่ในใจถูกปัดเปั่าไปหมดสิ้น จำนวนซิวเจ่อหอสำนักนอกที่มา
รวมตัวกันทวีถึงขั้นน่าสะพรึงกลัว สามพันคน! กระทั่งเมืองหนานเสิ้งยังเล็กเกินกว่าที่จะ
รองรับพวกมันทั้งหมด สามพันซิวเจ่อลอยตัวอยู่กลางเวหาประหนึ่งเมฆพายุตั้งเค้าดำ
ทะมึน ในความเห็นของมัน พลังอำนาจอันกร้าวแกร่งสุดยอดนี้แทบสามารถพิชิตทั่วทั้ง
อาณาจักรขุนเขาน้อยไว้ใต้ฝั่าเท้า หากมิใช่ว่าท่านบรรพชนมีแผนการของตัวเองในการ
กักขังเลี้ยงดูผู้คนไว้เยี่ยงปศุสัตว์ มันจะแนะนำให้รวบอาณาจักรขุนเขาน้อยทั้งหมดมาไว้
ในถุงย่ามของพรรคฟั้ากระจ่างเสียในคราวเดียว
แต่จะอย่างไรเวลานี้ก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างกันอยู่แล้ว มันคิดอย่างลำพองใจ
เฮ่อเสียงส่งกองกำลังขนาดใหญ่ออกไปเป็นจำนวนมาก เร่งสืบเสาะร่องรอยของคน
เหล่านั้น ขอเพียงค้นพบเบาะแส พวกมันสามารถระดมกำลังทั้งหมดในบัดดล เพื่อฉีก
เจ้าพวกบัดซบเหล่านั้นเป็นพันๆ ชิ้น
มันเชื่อว่าข่าวดีจะมาถึงในไม่ช้า
ครุ่นคิดถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสผู้หนึ่งพลันพลิ้วกายลงมาตรงหน้ามัน ร้องบอกอย่าง
ตื่นเต้นยินดี “พบพวกมันแล้ว! จำนวนสองร้อยถึงสามร้อยคน อยู่ห่างจากที่นี่ไปทาง
เหนือราวสองพันลี้ คนของเราจับตาดูพวกมันไว้แล้ว”
เฮ่อเสียงเบิกบานใจยิ่ง หัวร่อเสียงเหี้ยมเกรียม “ขอเพียงหาพวกมันพบ พวกมัน
ย่อมต้องตายแน่แล้ว สั่งการให้หน่วยสอดแนมที่แนวหน้าระมัดระวังให้มาก อย่าได้
สูญเสียร่องรอยของพวกมันไป ถึงคราวที่เราจะเชือดไก่ให้วานรดูแล้ว!”
“ฮ่าฮ่า ให้พวกมันได้เห็นพลังของหอสำนักนอกของเรา” ผู้อาวุโสร่วมหัวร่อไปด้วย
“กวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก!” เฮ่อเสียงเต็มไปด้วยความเหี้ยมหาญ “รอจนเจ้า
กลับมา ข้าจะจัดงานเลี้ยงฉลองไว้รอท่า!” ผู้อาวุโสผู้นี้เป็นพันธมิตรที่มันคาดหวัง
“ฮ่าฮ่า! รอฟังข่าวดีจากข้าเถอะ!” ผู้อาวุโสหัวร่ออย่างถือดี ก่อนจะเหินร่างขึ้นไปใน
อากาศ
เหล่าซิวเจ่อเต็มท้องฟั้าเริ่มจัดตั้งขบวนอย่างรวดเร็ว
นอกจากเว่ยหยานที่อึดอัดขัดข้องแล้ว เหนียนลู่ผู้อยู่คนละทิศละทาง กลับรู้สึก
เช่นเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน
สองเท้าของมันโลดลิ่วบนดอกบัว ล่องลอยไปตามสายลม ชุดยาวสีขาวหิมะ
กลายเป็นสีเทาขมุกขมอม หลังจากรับประทานลมชมเมฆร่วมสิบกว่าวัน ใบหน้าหล่อ
เหลาชวนสบายใจดูมึนงงซึมเซาอยู่บ้าง หัวหน้าหมู่ที่อยู่ข้างกายมันก็มีสีหน้าขุ่นข้อง
เหนียนลู่สบถว่า “เจ้าพวกผีรองเท้ากลุ่มนี้น่ารำคาญยิ่ง! ทุกวี่วันยังคงโผล่หน้ามาทักทาย
ไม่เคยขาด แต่ก็ล้วนเป็นใบหน้าเก่าๆ ไม่มีอะไรสดใหม่เลย แต่พวกมันไม่ใช่จะจัดการได้
โดยง่าย!”
ประโยคสุดท้ายเต็มไปด้วยอารมณ์ ที่ก่นด่าย่อมเป็นเหล่าหน่วยสอดแนมที่ตามก้น
พวกมันไม่หยุดหย่อน
มันหันกลับไปตะโกนใส่เหล่าซิวเจ่อที่อยู่ด้านหลัง “พวกเจ้าจงตื่นตัวตลอดเวลา
อย่าได้คิดเล่นลูกไม้กับข้า ผู้ใดไม่เชื่อฟัง อย่าได้ตำหนิกระบี่บินของบิดา”
รอบกายมัน นอกเหนือจากบรรดาลูกสมุนของมันหนึ่งหมู่แล้ว ยังมีซิวเจ่อแปลก
หน้าอีกสองร้อยกว่าคน คนเหล่านี้ล้วนก้มหน้าก้มตาอย่างอ่อนแรง นี่เป็นกลุ่มนักโทษที่
จับกุมได้จากการใช้เวลากวาดล้างสองกองกำลังเป็นการเฉพาะ ผู้ที่ร่วมลงมือเป็นหมู่ของ
เหลยเผิง จงหยูและตัวมันเอง แต่เหนียนลู่โชคร้ายที่สุดในการจับไม้สั้นไม้ยาว ดังนั้น
ภาระที่เลวร้ายที่สุดอย่างเช่นการเป็นเหยื่อลวงศัตรู จึงตกอยู่กับมัน
เชลยศึกกลุ่มนี้ ดูผิวเผินคล้ายเพียบพร้อมไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์เตรียมทำศึก แต่
ที่จริงนอกเหนือจากเกราะปราณครบชุดแล้ว ทั้งกระบี่บินและยุทธภัณฑ์เวทอื่นๆ ล้วน
ถูกริบไว้หมดตั้งแต่แรก
เช่นนี้เอง เหนียนลู่นำหมู่ทหารของตนกับซิวเจ่อสองร้อยกว่าคนมุ่งหน้าไปทางทิศ
เหนือ โดยแสร้งทำเป็นไม่รู้ตัวว่าถูกพบเห็นร่องรอย
และเพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝั่ายจะไม่คลาดจากเบาะแสนี้ พวกมันต้องรักษาความเร็ว
ระดับปานกลางนี้ไว้ สิ่งที่น่าเศร้าเสียดายที่สุด คือพวกมันไม่อาจเข้าร่วมการสู้รบที่กำลัง
จะเกิดขึ้น ได้แต่ก้มหน้าก้มตาชักนำทัพหลักของอีกฝั่ายไปเรื่อยๆ เท่านั้น
เรื่องนี้นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของมันเลยทีเดียว เหนียนลู่
กล่าวเตือนด้วยความโศกเศร้าระคนขุ่นแค้น “ช้าลงหน่อย ช้าลงหน่อย อย่าให้พวกมัน
สูญเสียร่องรอยของเรา”
ที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง ห่างจากเมืองหนานเสิ้งราวๆ สี่ร้อยลี้ เป็นถ้ำภูเขาที่ซ่อนเร้นอย่าง
มิดชิด
“พวกเรารออันใด? ทุกวี่วันเอาแต่หมกตัวอยู่ในสถานที่ที่แม้แต่นกยังไม่อยากอึ
เมื่อใดจะออกไปก่อการมารดามันให้สมใจ!” เหลยเผิงคำราม
ไม่มีผู้ใดแยแสสนใจมัน จงหยูนั่งนิ่งอยู่ในฌาน เซี่ยซานหลับตาพักผ่อน บรรดา
หัวหน้าหมู่หุบปากเงียบอย่างรู้ความ กับเหล่าคนเก่าแก่หลายคนในที่นี้ ย่อมไม่มีที่ให้
พวกมันต้องออกความเห็น
ม้าฝานสั่นศีรษะอย่างอับจนปัญญา แต่นี่เป็นความคิดของมัน ช่างยุ่งยากเสียจริง ได้
แต่ลากเสียงตอบงึมงำ “ใกล้แล้วใกล้แล้ว”
เหลยเผิงหัวร่อฮิฮะ กล่าวว่า “เสี่ยวเหนียนเหนียนยามนี้น่าจะกำลังถูกเปั่าด้วยสาย
ลมสดชื่นอันแสนสุขสบาย”
เสียงหัวร่อเบาๆ ดังขึ้นรอบด้าน กระทั่งจงหยูยังมีร่องรอยสนุกสนานจุดขึ้นตรงมุม
ปาก
หลังจากดักเชือดกลุ่มย่อยทิ้งไปหลายกลุ่มในคราวที่แล้ว พวกมันฉวยโอกาสช่วง
วุ่นวายอันกระชั้นสั้น ลอบเร้นกายเข้ามายังบริเวณใกล้เคียงเมืองหนานเสิ้งอย่างเงียบ
เชียบ
การลอบเร้นกายเข้ามาครั้งนี้ใช้เวลาไปเจ็ดวัน พวกมันโชคดีไม่น้อย พอมาถึงบริเวณ
นี้ก็เสาะพบถ้ำภูเขาที่ทั้งลึกล้ำและซับซ้อน ทำการอำพรางบางส่วนเพิ่มเติม ก็กลายเป็น
สถานที่ที่มีศักยภาพในการซุ่มโจมตีอันยอดเยี่ยม ที่นี่อยู่ใกล้กับเมืองหนานเสิ้งมาก อยู่ใต้
เปลือกตาของฝั่ายตรงข้ามเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นจุดไต้ตำตออย่างสมบูรณ์
ทันใดนั้นเซี่ยซานลืมตาขึ้น คนอื่นๆ หันไปมองมันด้วยสายตาระแวดระวัง เซี่ยซาน
กล่าวเบาๆ “พวกมันมาแล้ว”
ทุกผู้คนเงียบเสียงในบัดดล เซี่ยซานโบกมือดับเวทวิชาแสงสว่างดวงน้อยที่อยู่ในถ้ำ
ทั้งถ้ำกลายเป็นมืดมิดอย่างฉับพลัน หลังจากนั้นเพียงชั่วอึดใจ พวกมันพลันรู้สึกถึง
กระแสพลังจิตสำนึกกับพลังปราณอันแปลกประหลาดกวาดผ่านร่างกายของพวกมัน
ทั้งหมดใจหายวาบ!
กำลังพลที่เคลื่อนออกจากเมืองหนานเสิ้งในคราวนี้ มีไม่ต่ำกว่าสองพันคน! เห็นได้
ชัดว่าเพื่อที่จะทำลายล้างพวกมัน หอสำนักนอกแทบทุ่มเทเรี่ยวแรงมาทั้งรัง
ไม่มีผู้ใดกล้าขยับเคลื่อนไหว สัญญาณชีวิตทั้งหมดบนร่างกายของพวกมันเลือน
หายไป ลมหายใจกับการเต้นของหัวใจหยุดชะงัก แม้แต่อุณหภูมิของร่างกายก็ลดต่ำลง
พวกมันไม่ต่างอันใดกับกองหินหลายกอง ม้าฝานผู้มีฝีมือในการปกปิดซ่อนเร้นมากที่สุด
ได้สอนเวทวิชาในการปกปิดซ่อนเร้นทั้งหมดให้แก่พวกมันตั้งแต่แรก เพื่อใช้ในเวลาเช่นนี้
เอง
พวกมันไม่ได้ใช้เวทวิชาหรือค่ายกลอำพรางทางเข้าถ้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงจากการดึงดูด
ความสนใจ แม้ว่าค่ายกลจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการอำพราง แต่นั่นเฉพาะยอดฝีมือเชิงค่าย
กลเท่านั้น หากไม่ใช่ค่ายกลที่ก่อตั้งโดยยอดฝีมือ ค่ายกลอำพรางแทนที่จะได้ผล กลับจะ
กลายเป็นสะกิดใจผู้คนแทน
พวกมันใช้เพียงก้อนหินต้นไม้เพื่อปกปิดอำพรางร่องรอยของตน ทั้งยังจับสัตว์เล็กๆ
อย่างเช่นกระต่ายใส่ไว้ในถ้ำเป็นการเฉพาะ
ในบริเวณโดยรอบมีถ้ำน้อยใหญ่มากมายนับไม่ถ้วน ม้าฝานคาดการณ์ไว้ถูกต้อง ว่า
ฝั่ายตรงข้ามจะไม่เสียเวลาตรวจดูอย่างละเอียดทีละถ้ำ
ตลอดหนึ่งชั่วยามเต็ม คลื่นพลังกวาดสำรวจอย่างต่อเนื่อง คลื่นแล้วคลื่นเล่า ไม่มี
ช่องว่างรอยโหว่ กระทั่งเซี่ยซานผู้มีพลังบำเพ็ญเพียรสูงส่งที่สุดยังอดตะลึงลานกับพลัง
อำนาจของหอสำนักนอกไม่ได้ ดูจากระลอกพลังจิตสำนึกกับพลังปราณที่กวาดผ่าน
ร่างกายพวกมันไม่หยุดยั้ง อีกฝั่ายสมควรมีชนชั้นหนิงม่ายขั้นสามไม่ต่ำกว่าสิบคน! มัน
แน่ใจว่าชนชั้นหนิงม่ายขั้นสามทั่วทั้งอาณาจักรขุนเขาน้อย เกินเจ็ดส่วนเข้าสวามิภักดิ์ต่อ
หอสำนักนอกเรียบร้อยแล้ว
หนิงม่ายขั้นสามหนึ่งคนไม่นับเป็นตัวอะไร แต่หนิงม่ายขั้นสามมากกว่าสิบคนย่อม
เป็นพลังอันน่าหวาดหวั่น หากมันเป็นผู้บัญชาการรบ แน่นอนว่ามันจะต้องจัดให้ทั้งสิบ
คนรวมตัวอยู่ด้วยกัน ซิวเจ่ออันทรงพลังเช่นนี้หากลงมือประสานกัน ไม่ทราบเป็นความ
น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงไหน ลองนึกดู แม่นางน้อยไฉนจับซิวเจ่อที่เข้าใจเจตจำนงกระบี่
อย่างพวกมันมารวมกันเป็นหมู่เดียว? ทีแรกมันไม่เข้าใจ แต่หลังจากติดตามแม่นางน้อย
ระยะหนึ่ง มีประสบการณ์ตรงกับเรื่องนี้ เวลานี้มันเข้าใจกระจ่างถึงประโยชน์อันดีงาม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มันต้องนับถือเลื่อมใสมากที่สุดในยามนี้ กลับเป็นความรอบคอบ
ระมัดระวังของม้าฝาน ภายใต้การเคี่ยวเข็ญของม้าฝาน พวกมันขุดลึกเข้าไปในถ้ำจนลึก
มาก จากนั้นยังใช้แผ่นหินปิดผนึกปากหลุมอย่างแน่นหนา ชั้นหินอัคนีเหล่านี้หนา
มากกว่าสิบจั้ง ในเวลานั้นเรื่องนี้ทำเอาพวกมันเหน็ดเหนื่อยแทบตาย สุดท้ายถ้ำทั้งหมด
ถูกแยกออกเป็นสองชั้น สัตว์เล็กๆ ที่พวกมันจับมาอาศัยอยู่ชั้นนอก ส่วนพวกมันล้วน
ซ่อนตัวอยู่ด้านใน
ในเวลานั้น หลายคนบ่นพึมพำว่าม้าฝานทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เกินจริง แต่ดู
จากตอนนี้ เป็นมาตรการเหล่านี้ที่ช่วยชีวิตพวกมันเอาไว้!
ทว่าสิ่งที่เซี่ยซานไม่ล่วงรู้ก็คือ ม้าฝานยังอกสั่นขวัญแขวนยิ่งกว่าพวกมันเสียอีก หาก
มาตรการของมันมีข้อผิดพลาดสักเล็กน้อย จากนั้นพวกมันก็จะกลายเป็นตะพาบในไห
ไม่มีผู้ใดสามารถหนีรอดได้
แม้ว่าคลื่นพลังกวาดสำรวจทั้งหมดจะหายไปแล้ว แต่พวกมันยังไม่กล้าขยับเขยื้อน
เคลื่อนไหว ทุกคนต่างหวาดกลัวกับสถานการณ์ในตอนนี้
หลังจากผ่านไปห้าชั่วยามเต็ม พวกมันค่อยฟืนคืนจากสภาพแสร้งตาย
“ท่านย่าของข้า พวกมันร้ายกาจยิ่ง อย่างน้อยสองพันคน!” เหลยเผิงอุทาน ใบหน้า
เผือดสีเล็กน้อย
“เป็นสามพันคน” จงหยูโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน “ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีหนิงม่ายขั้น
สามทั้งหมดสิบสามคน”
ทุกผู้คนสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปันยาก เซี่ยซานลอบมองจงหยูอย่างคาดไม่ถึง มันตื่น
ตะลึงกับญานสัมผัสอันเฉียบไวของจงหยูมากกว่าสิ่งอื่นใด
“พวกมันให้เกียรติเราอย่างสูงจริงๆ!”
“ฮ่าฮ่า ตอนนี้บิดาหวาดกลัวจนแทบปัสสาวะราดแล้ว มือเท้าของบิดายังอ่อนยวบ
จนไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืน”
ทุกผู้คนแย่งกันกล่าววาจาอื้ออึงไปทั้งถ้ำ พวกมันแม้ตื่นตกใจและหวาดหวั่นอยู่บ้าง
แต่ตื่นเต้นฮึกเหิมยิ่งกว่า หอสำนักนอกถึงกับส่งผู้คนมากกว่าสามพันออกมาตามล่าพวก
มัน บ่งบอกความสำคัญของพวกมันได้เป็นอย่างดี ภายในอาณาจักรขุนเขาน้อย
นอกจากพวกมันแล้ว ไม่มีกองกำลังใดที่สามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาอันรุนแรงถึงเพียงนี้
อีก คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นนักสู้เดนตาย คนคลั่งสงครามเช่นเหลยเผิงไม่ใช่ของหายาก
ยิ่งเป็นเช่นนี้ พวกมันก็ยิ่งฮึกเหิมมากกว่าเดิม
ม้าฝานกลับไม่ได้คลุ้มๆ คลั่งๆ ตามคนอื่น มันพยายามสงบใจ พลางลอบปาดเหงื่อ
เย็นเยียบ มันผ่านศึกมากมาย เป็นแกนหลักของกองทัพมานาน ยังไม่เคยพบพาน
สถานการณ์อันน่าหวาดเสียวถึงเพียงนี้มาก่อน
“เราจะลงมือเมื่อใด?” เหลยเผิงถูมืออย่างกระเหี้ยนกระหือรือ สายตาที่มองมายัง
ม้าฝานเป็นประกายแวววาว
ม้าฝานระงับใจอย่างยากเย็นไม่ให้ชักกระบี่ฟันเจ้าบ้าผู้นี้ตายในกระบี่เดียว ได้แต่
เหลือกตาแทน “เจ้ารำคาญว่าตายช้าเกินไปหรือ? คนยังไม่ได้ไปไหนไกล หากพวกมัน
ย้อนกลับมา จะไม่มีผู้ใดหลบหนีจากคนเหล่านี้ได้”
เหลยเผิงค่อยตระหนักว่าคำถามของมันคล้ายจะมีปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เห็นทุกสายตาหันมามองมันราวกับมองคนปัญญาอ่อน มันรีบหัวร่อแก้ขวย “ดูเอาเถอะ
ถูกพวกมันขู่ขวัญเสียจนสมองข้าเลอะเลือนไปเสียแล้ว”
“ห้าวัน” เมื่อสงบใจลง ม้าฝานก็เปลี่ยนเป็นเยือกเย็นมีเหตุมีผล “รออีกแค่ห้าวัน
ถึงตอนนั้น ต่อให้พวกมันคิดหวนกลับมาก็ไม่ทันการณ์”
“ทุกคน ห้าวันนี้ต้องพักผ่อนฟืนฟูเรี่ยวแรงให้ดี มิเช่นนั้น ขณะที่เจ้าเงอะๆ งะๆ ไม่
มีเรี่ยวแรง เหล่าสหายจะอาละวาดกันอย่างสนุกสนาน” เซี่ยซานกล่าวอย่างยิ้มแย้มมา
จากอีกด้านหนึ่ง
เสียงสนทนาพลันจางหายไปจากถ้ำ ทุกผู้คนระงับความตื่นเต้นในใจ ต่างคนต่างนั่ง
ท่าดอกบัวเข้าฌาน พวกมันราวกับกลุ่มนายพรานมากประสบการณ์ กำลังตระเตรียม
ความพร้อมขั้นสุดท้าย ก่อนจะรวบปิดร่างแหสังหาร
เจี่ยงเหวยรับม้วนหยกที่ลูกสมุนยื่นส่งมาให้ สุดท้ายมันตัดสินใจส่งซิวเจ่อที่มีฝีมือ
ทางปกปิดซ่อนเร้นมากที่สุด ลอบสะกดรอยกลุ่มของเว่ยหยานจากระยะไกล จนประสบ
ความสำเร็จในการเสาะหารังของกองกำลังลึกลับกลุ่มนี้
ทันทีที่กวาดตามองในม้วนหยก มันก็ตัวแข็งทื่อ
ในภาพมายาของม้วนหยก ที่จุดสูงสุดของยอดเขา เห็นเมืองแห่งดวงตะวันที่สร้าง
จากอิฐสีเขียวทองทั้งเมือง แสงตะวันส่องเป็นลำประดุจกระบี่คมกล้า แทงผ่านหมู่เมฆลง
จากฟากฟั้า สาดส่องลงยังเมืองแห่งนี้โดยตรง เมืองน้อยเปล่งประกายสีทองเลือนราง ให้
ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนดุจแสงตะวัน
หัวใจของเจี่ยงเหวยราวกับถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น ในชั่วขณะนั้น หัวใจมันถึงกับ
หยุดเต้น
ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด เจี่ยงเหวยค่อยๆ ฟืนคืนสติสัมปชัญญะ เมืองที่ว่างเปล่า
นี้แทบไม่มีซิวเจ่ออยู่เลย โลหิตทั้งร่างของมันพลุ่งพล่านขึ้นศีรษะ มองแวบเดียวก็ทราบ
ว่าเมืองนี้อ่อนแอถึงเพียงไหน! กระทั่งกองร้อยที่คุมเชลยศึกส่งกลับไป หลังจากทิ้งเหล่า
เชลยศึกเอาไว้ในค่าย ก็รีบรุดจากไปในทันที
ความละโมบกระหายอยากอันสุดจะระงับยับยั้ง อัดแน่นอยู่ทุกรูขุมขนในร่างกาย
ของเจี่ยงเหวย!