สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 258 คำชี้แนะของเปาอี้
จั่วม่อเหม่อมองซิวเจ่อหนึ่งพันหนึ่งร้อยกว่าคนอย่างโง่งม สีหน้ามันน่าเกลียดอยู่บ้าง
เว่ยหยานเห็นท่าไม่ดี รีบประสานมือคารวะจั่วม่อ ก่อนจะหันกลับอย่างเด็ดเดี่ยว
พุ่งจากไปในบัดดล เพียงอึดใจเดียวก็หายลับไปกับตา
ซิวเจ่อหนึ่งพันหนึ่งร้อยกว่าคน พวกมันดูผิวเผินน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย แต่อันที่จริง
พวกมันเป็นปัญหาที่ยุ่งยากมาก คนเหล่านี้เวลานี้อาจดูเชื่อฟังเป็นอย่างดี แต่หากมี
โอกาส พวกมันอาจแว้งกัดได้ทุกเมื่อ ไฉนผู้คนใต้บังคับบัญชาของกงซุนชาจึงเรียบร้อย
เชื่อฟังนักเล่า? นั่นก็เนื่องเพราะจั่วม่อฝังอาคมหวงห้ามลงไปในร่างกายของพวกมัน
ใช้ตบะบารมีของราชันทำให้ผู้คนรอบข้างยินยอมสยบ สาบานตนว่าจะจงรักภักดี
ตราบชีพมลาย นั่นเป็นเพียงเรื่องชวนหัวล้วนๆ ไม่ว่าผู้ใดหากต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจที่
ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลายเป็นเชลย ในใจพวกมันไหนเลยจะยอมรับนับถืออย่าง
ง่ายดายปานนั้น? กระทั่งกลุ่มที่ติดตามกงซุนชามาตั้งแต่แรก จั่วม่อยังไม่กล้ามั่นใจแม้แต่
น้อย หากพวกมันหลุดรอดออกไปจากอาณาจักรขุนเขาน้อยสำเร็จ ไม่ทราบมีกี่คน
ยินยอมรั้งอยู่?
จั่วม่อคร้านเกินกว่าที่จะเพ้อฝันถึงความจงรักภักดี ในโลกแห่งกลียุคเช่นนี้ ความ
จงรักภักดีไม่นับเป็นอะไรเลย คำขอของมันเรียบง่ายยิ่ง ‘ฟังคำสั่งและอย่าก่อปัญหา’
หลังจากฝั่าออกไปจากอาณาจักรขุนเขาน้อยสำเร็จ ทุกคนสามารถสะบัดก้นจากไป
อย่างไรก็ตาม กระทั่งคำขออันเรียบง่ายทั้งสองประการของมัน ‘ฟังคำสั่งและอย่า
ก่อปัญหา’ ในทางปฏิบัติกลับไม่ใช่จะกระทำได้โดยง่าย ก่อนหน้านี้มันพึ่งพาอาคมหวง
ห้ามเพื่อให้แน่ใจในเรื่องนี้ แต่หากต้องฝังอาคมหวงห้ามลงในร่างซิวเจ่อหนึ่งพันหนึ่งร้อย
คน ต่อให้มันเป็นจินตันยังต้องเหน็ดเหนื่อยจนตาย
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ วิธีนี้ไม่ได้ผลอีกแล้ว
โชคดีที่คนกลุ่มนี้ถูกริบกระบี่บินและยุทธภัณฑ์เวทจนเกลี้ยงเกลา ในระยะเวลาอัน
สั้น พวกมันย่อมไม่สร้างปัญหา จั่วม่อยังมีเวลามากพอจะคิดหาหนทางแก้ไข
ก่อนอื่นใดทั้งหมด มันคัดเลือกซิวเจ่อที่มีฝีมือทางหลอมสร้างออกจากกลุ่มคน ส่ง
พวกมันไปยังจี๋เหว่ยกับซุนเปั่า นี่มีจำนวนไม่มากนัก เพียงเกือบสามร้อยคน แน่นอนว่า
พวกมันส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในวิชาหลอมสร้างเพียงผิวเผินเท่านั้น ผู้ที่มีฝีมือ
อย่างแท้จริงมีไม่ถึงสี่สิบคน แต่สำหรับจี๋เหว่ยกับซุนเปั่าที่ต้องการกำลังคนอย่างเร่งด่วน
รีบรับทั้งสามร้อยกว่าคนไปจนหมด จะอย่างไร แม้แต่งานอันหยาบกระด้างยังต้องการ
ผู้คนมาทำ
อย่างรวดเร็ว จั่วม่อพบว่าทั้งสองคนเป็นผู้ดูแลที่ดีมาก เหล่าเชลยหน้าใหม่ไม่มีผู้ใดมี
ปัญหา ไม่มีผู้ใดเกียจคร้าน ทุกคนโหมทำงานอย่างบ้าคลั่งไม่ผิดจากคนเก่าๆ เรื่องนี้ทำ
ให้จั่วม่องุนงงไม่น้อย
บังเอิญเปาอี้มาหาจั่วม่อเพื่อขอผู้คนเพิ่มพอดี มันเป็นทั้งผู้ดูแลคลังสินค้าและผู้
จัดสรรทรัพยากรของกองทัพ ไม่มีเวลาทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เห็นมีผู้คนจำนวนมากถูก
กวาดต้อนมาใหม่ มันก็รีบวิ่งมาเสาะหาผู้คนที่หน่วยก้านเข้าที
จั่วม่อฉวยโอกาสถามคำถามที่ทำให้มันงุนงงสงสัย
มันไม่เข้าใจจริงๆ จี๋เหว่ยกับซุนเปั่าไม่ได้มีความสามารถในการฝังอาคมหวงห้าม แต่
ซิวเจ่อสามร้อยคนอยู่ในมือพวกมัน กลับเรียบๆ ร้อยๆ เชื่อฟังพวกมันเป็นอย่างดี
พอฟังคำถามนี้ เปั่าอี้แย้มยิ้ม “เหล่าปั่าน ปัญหานี้ความจริงเป็นเรื่องง่าย ข้าให้
ค่าจ้าง มันก็มาทำงาน หากทำงานไม่ดี ข้าก็จะเตะมันออกไป” จากนั้นมันหัวร่อฮิฮะ
“สำหรับพวกเรา ยิ่งง่ายดายกว่านั้นเสียอีก ผู้ใดไม่ใช่ฟัง เราสามารถลงโทษพวกมัน”
เห็นจั่วม่อยังเต็มไปด้วยสีหน้างุนงง เปาอี้หัวใจโลดขึ้น นี่เป็นโอกาสหายากที่จะได้
อวดความสามารถต่อหน้าเหล่าปั่าน มันอดทนแยกแยะว่า “เหล่าปั่าน ท่านอย่าได้มองดู
แค่ว่าพวกมันมีกันกี่คน ฮี่ฮี่ อันที่จริงเบื้องหน้าเรา พวกมันล้วนอับจนหนทาง ประการ
แรก พวกมันกลัว พวกมันไฉนหวาดกลัว? เนื่องเพราะชีวิตน้อยๆ ของพวกมันอยู่ในกำ
มือเรา หากเราสั่งให้มันกระทำเรื่องราวบางอย่าง พวกมันย่อมไม่กล้าที่จะไม่ทำ ไม่ใช่ว่า
เจ้านายทุกคนจะมีน้ำอดน้ำทนหรือใจดีมีเมตตาเช่นเหล่าปั่านท่าน”
มันไม่ลืมประจบสอพลอเล็กๆ น้อยๆ พองาม จากนั้นกล่าวสืบต่อ
“ขั้นแรก เราต้องกำหนดกฏระเบียบให้ชัดเจน สิ่งที่พวกมันสามารถทำและสิ่งที่พวก
มันไม่สามารถทำ หากผู้ใดละเมิดกฎ เราจะเชือดมันทิ้งโดยไม่ถามไถ่ ในระยะสั้นพวกมัน
จะไม่กล้าก่อความวุ่นวาย หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง เราสามารถเลือกคนที่เชื่อฟังออกมา
จากบรรดาพวกมัน และมอบรสชาติอันหอมหวานแก่คนเหล่านี้ อย่างเช่นแต่งตั้งมันเป็น
หัวหน้ากลุ่มหรือให้รางวัลอื่น ให้พวกมันดูแลจัดการแทนท่าน ผู้ที่ได้รับประโยชน์
โดยตรงเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับประโยชน์ของเหล่าปั่านโดยตรงเช่นกัน พวกมันย่อมเป็นหู
เป็นตาให้แก่ท่านเอง แน่นอนว่าจะทุ่มเทจนสุดชีวิตของพวกมันทีเดียว”
จั่วม่อขบคิดตามอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เปาอี้จุปาก “อันที่จริงอาศัยความใจดีมีเมตตาของเหล่าปั่าน ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนไม่
ยินดีก่อปัญหาอยู่แล้ว เหล่าคนที่มีพรสวรรค์และจิตปณิธาน ก็สามารถไล่ตามวิถีบำเพ็ญ
เพียรที่สูงขึ้นของพวกมัน ทุกคนทราบกระจ่างแก่ใจ ใต้เงื้อมมือของเหล่าปั่าน พวกมัน
ไม่ได้เสียผลประโยชน์ใด คนส่วนใหญ่เพียงต้องการมีชีวิตที่ดีงาม มีไม่กี่คนเท่านั้นมีแอบ
แฝงจุดประสงค์อื่น เราเพียงระวังปั้องกันคนเหล่านี้ก็พอ ฮี่ฮี่ คนเหล่านี้หาได้มีฝีมืออันใด
ไม่ แต่อวดดีว่าพวกมันเหนือล้ำกว่าผู้อื่น ไม่รู้จักยอมแพ้ ไม่ต้องการติดตามผู้อื่น พวกมัน
ไม่ต่างจากอุจจาระเลอะขากางเกง กับคนประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองวาจากับพวก
มัน เพียงแค่เชือดทิ้งก็พอ”
ถ้อยคำของเปาอี้เปิดทางสว่างให้แก่จั่วม่อ จั่วม่อเคยชินกับการใช้ชีวิตด้วยตัวเองคน
เดียว ไม่เคยมีผู้คนจำนวนมากให้ต้องจัดการ นี่นับเป็นครั้งแรกที่มันต้องรับมือเรื่องราว
เช่นนี้
หลังจากเปาอี้คัดเลือกคนงานของมันได้สมใจ จั่วม่อก็เรียกพบหัวหน้าหมู่สองคนที่
กงซุนชาเหลือทิ้งไว้รักษาการณ์ในค่าย มันประกาศกฏระเบียบอันเข้มงวด ‘ฆ่าโดยไม่ละ
เว้น’ หัวหน้าหมู่ทั้งสองพอฟังต้องลอบสบตากันวูบ เหล่าปั่านเวลาเอาจริงเอาจังน่า
สะพรึงกลัวยิ่ง!
จากนั้นจั่วม่อสั่งการให้เชลยอีกเจ็ดร้อยกว่าคนที่เหลือทำการฝึกอบรมภายใต้การ
ควบคุมของสองหมู่ทหาร ความเข้มข้นของการฝึกอบรมทำให้ทุกผู้คนสีหน้าแปรเปลี่ยน
กระทั่งหัวหน้าหมู่ทั้งสองที่รับผิดชอบการฝึกสอนยังสีหน้าเขียวคล้ำ
ความคิดของจั่วม่อเรียบง่ายยิ่ง ไม่ใช่ว่ามันหวาดเกรงผู้คนก่อเรื่องสร้างปัญหาหรอก
หรือ? เช่นนั้นก็จัดแผนการฝึกอบรมสุดหฤโหดให้พวกมันเสียเลย หลังจากเสร็จสิ้นการ
ฝึกสุดหฤโหดทุกๆ วัน มันจึงไม่เชื่อว่ายังจะมีผู้ใดหลงเหลือเรี่ยวแรงมีความคิดเป็นอื่นอีก
เป็นไปตามคาด หลังจากฝึกปรืออย่างบ้าคลั่งทุกวัน เมื่อฝึกแล้วเสร็จในแต่ละวัน สิ่ง
เดียวที่ซิวเจ่อทั้งหมดกระทำคือล้มตัวลงนอนหลับสนิทในบัดดล กระทั่งสองหัวหน้าหมู่ที่
รับผิดชอบฝึกสอนยังเหน็ดเหนื่อยปางตาย เพื่อรับประกันความสงบและปลอดภัย
ตามปกติ พวกมันต้องใช้วิธีผลัดเวรกันแทน
สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือสามองครักษ์เกราะทองที่ลอยตัวอยู่บนท้องฟั้า
เหนือค่ายอย่างเงียบเชียบ
ทุกสายตาที่มองไปยังเหล่าองครักษ์เกราะทองมีแต่ความหวาดหวั่นขวัญผวา หลาย
คนที่กล้าก่อเรื่อง ล้วนถูกผ่าร่างออกเป็นสองส่วนในกระบี่เดียว ด้วยกระบี่ใหญ่โตเกิน
จริงอันคมกล้าสุดเปรียบปานขององครักษ์เกราะทอง การฆ่าอันหมดจดและสะดวกดาย
นี้ ทำให้ซิวเจ่อทั้งหมดถึงกับสั่นสะท้าน
จั่วม่อเห็นสถานการณ์เริ่มเข้าที่เข้าทาง จึงหันกลับไปจมอยู่กับการสร้างเมืองของมัน
ต่อ สังขารใหม่ของมันรุดหน้าไปไม่น้อย พลังของหมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟั้าทำให้มันพึง
พอใจอย่างสุดแสน มันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกระตือรือร้นในการสร้างเมือง
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาดูมึนงงเล็กน้อย เดิมทีมันคาดไว้ว่าการสร้างเมืองจะต้อง
ทรมานจั่วม่อจนปางตาย แต่เห็นร่องรอยคลั่งไคล้บนใบหน้าของจั่วม่อ มันพลันตระหนัก
ว่าประเมินเจ้าเด็กผู้นี้ต่ำทรามไปเสียแล้ว ภายใต้รูปโฉมเหมือนคนธรรมดาทั่วไป กลับ
ซ่อนหัวใจอันวิปลาสไม่แพ้มันเอาไว้!
ยอดเขาดาวสวรรค์ดูเหมือนกลับคืนสู่ความยุ่งวุ่นวายตามเดิม ทุกอย่างอยู่ใน
เส้นทางที่ถูกต้อง
“พี่ใหญ่ เราจะไปที่ใดกัน?” เจี่ยงห่าวถามอย่างสงสัยใจ พี่ใหญ่คราวนี้รวบรวมกำลัง
พลทั้งหมดมาพร้อมกัน เร่งรุดเดินทางอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง ไม่หลงเหลือผู้คนไว้
เฝั้ารังของพวกมันแม้แต่คนเดียว
“เมื่อไปถึงเจ้าก็รู้เอง” เจี่ยงเหวยผู้ซึ่งระมัดระวังโดยกำเนิด กระทั่งน้องชายร่วม
สายโลหิต ยังไม่ยอมแย้มพรายให้ฟัง มันต้องยึดเมืองดวงตะวันนั้นให้จงได้!
เจี่ยงห่าวขุ่นข้องอยู่บ้าง “พี่ใหญ่ ท่านไม่เชื่อถือกระทั่งข้า?”
เห็นสีหน้าขุ่นข้องหมองใจของผู้เป็นน้องชาย เจี่ยงเหวยคิดว่าไหนๆ ก็ใกล้จะถึงแล้ว
นี่ย่อมไม่เป็นความลับอีก หลังจากเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มันค่อยแสดงม้วน
หยกต่อเจี่ยงห่าว
เมื่อเจี่ยงห่าวชมดูภายในม้วนหยก พลันตกอยู่ในความตื่นเต้นสุดขีดทันที “พี่ใหญ่
เมืองนี้ประเสริฐยิ่ง! ยอดเยี่ยมกว่าค่ายภูเขาของเราร้อยเท่าพันทวี!”
ความคิดของเจี่ยงเหวยมีแต่ระมัดระวังมากขึ้น “กองกำลังส่วนใหญ่ของพวกมัน
ออกไปทำศึกด้านนอก นี่เป็นช่วงเวลาที่พวกมันไม่ระวังตัวมากที่สุด หากพวกเราฉวย
โอกาสนี้ยึดเมืองได้สำเร็จ แม้ว่ากองทัพหลักของพวกมันจะย้อนกลับมา ก็ไม่อาจก่อกวน
อันใดได้อีก เมืองนั้นแม้จะเล็ก แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นปั้อมปราการอันมั่นคง ง่ายต่อการ
ปั้องกัน แต่ยากที่จะโจมตี”
“อีกไกลเท่าใด? ข้ามิอาจทนรอแล้ว!” เจี่ยงห่าวกล่าวพลางถูมืออย่างตื่นเต้น
“เกือบถึงแล้ว” เจี่ยงเหวยออกคำสั่ง “บอกทุกคนระมัดระวังให้มาก ปกปิดซ่อนเร้น
ให้ดีที่สุด หากพบพานซิวเจ่ออื่น ฆ่าโดยไม่ละเว้น”
“ฮ่า ไม่มีปัญหา” เจี่ยงห่าวแล่นออกไปอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ พร้อมถ่ายทอด
คำสั่ง
หลังจากบินต่ออีกครึ่งวัน พวกมันในที่สุดบรรลุถึงเทือกเขาดาวสวรรค์ ยอดเขาดาว
สรรค์ปรากฏขึ้นในสายตาของพวกมัน ชมดูเมืองน้อยใต้แสงตะวันอันเรืองรอง ทุกผู้คน
ล้วนทอดถอนชมเชยอย่างอัศจรรย์ใจ เมื่อพวกมันทราบว่าเปั้าหมายคราวนี้เป็นเมือง
น้อยแห่งนี้เอง อารมณ์ของพวกมันพลันพลุ่งพล่านในบัดดล ทุกผู้คนโลหิตสูบฉีดอย่าง
รุนแรง
เจี่ยงเหวยผู้มีประสบการณ์โชกโชนโบกมือตัดบท “ตั้งค่าย ทุกคนพักผ่อนให้ฟืนฟู
สภาพที่ดีที่สุด เราจะจัดการพวกมันในรวดเดียว”
เห็นไพร่พลอื่นๆ จมลงสู่ห้วงฌานสมาธิ เจี่ยงเหวยกวักมือเรียกเจี่ยงห่าว ลดเสียงต่ำ
กล่าวว่า “เจ้าพาผู้คนไปตรวจดูรอบๆ ระหว่างนี้เวลาผ่านมาหลายวันแล้ว เราไม่ต้องการ
ให้มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น”
เจี่ยงห่าวกลับกล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ “พี่ใหญ่ ท่านระมัดระวังเกินไป พวกเรามีกัน
ตั้งห้าร้อยคน ล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น เราไม่ต้องกลัวพวกมัน!”
เจี่ยงเหวยสีหน้ามืดมนลง “ต่อไปอย่าได้กล่าวเช่นนี้อีก กองกำลังนี้มีความเป็นมาลี้
ลับ พวกมันแม้มีคนไม่มาก แต่แข็งแกร่งกว่าเรามาก หากมิใช่ว่ากองกำลังหลักของพวก
มันติดพันการสู้รบอยู่ด้านนอก ข้าจะไม่กล้ามุ่งเปั้ามาที่เมืองนี้เป็นอันขาด ระมัดระวังให้
มาก อย่าได้เอาชีวิตไปทิ้ง”
เจี่ยงห่าวเชื่อฟังพี่ใหญ่ของมันอย่างที่สุด ในใจแม้บ่นพึมพำ แต่ยังคงปฏิบัติโดยไม่
เกี่ยงงอน รีบแล่นไปเสาะหาซิวเจ่อที่มีฝีมือทางปกปิดซ่อนเร้น ร่วมทางไปสอดแนมกับ
มัน รูปโฉมของมันดูผิวเผินอาจหยาบกระด้าง แต่กลับช่ำชองในการลักลอบเร้นกายเป็น
ที่สุด ‘เคล็ดร้อยภูตท่องราตรี’ ที่มันฝึกปรือเป็นเคล็ดวิชาระดับห้า น่าเสียดายที่ฉบับที่
มันครอบครองนั้นไม่สมบูรณ์ หลายส่วนสูญหายไป แต่ถึงกระนั้นก็ยังร้ายกาจกว่าเคล็ด
วิชาระดับสี่ทั่วไปมาก
ร่างของมันลอยขึ้น เปลี่ยนเป็นเงาผีกลุ่มหนึ่ง เงาผีอันเลือนรางนี้ เผยให้เห็นดวงตา
ที่ไม่มีร่องรอยของชีวิตคู่หนึ่ง
คนอื่นๆ ก็เปลี่ยนร่างเช่นกัน บ้างกลายเป็นแมวปั่า บ้างกลายเป็นนกอินทรีรัตติกาล
ปรากฏรูปร่างแปลกๆ แทบทุกรูปแบบ
ทุกผู้คนร่วมมือประสานงานกันเป็นอย่างดี หลังจากเปลี่ยนร่าง พวกมันแยกย้ายกัน
ออกไป ทั้งหมดล้วนมุ่งหน้าไปยังยอดเขาดาวสวรรค์
จั่วม่อในที่สุดสร้างหอรบค่ายกลสงครามแห่งแรกแล้วเสร็จ หอรบค่ายกลสงครามนี้
สร้างขึ้นจากค่ายกลนับร้อย ล้ำเลิศกว่าหอรบค่ายกลสงครามทั่วไปมาก ตั้งแต่กำหนด
แผนการเริ่มต้น ตลอดจนลงมือก่อสร้างทุกขั้นตอน มันเป็นผู้กระทำทั้งหมดด้วยตัวเองผู้
เดียว ไม่มีผู้ใดเข้าใจสิ่งที่มันต้องการได้ดีไปกว่าตัวมันเองอีกแล้ว
เยวียนเจียงจ้องมองหอรบค่ายกลสงครามอันโดดเดี่ยวอย่างมึนเมา หอรบค่ายกล
สงครามนี้สูงสิบห้าจั้ง สูงกว่ากำแพงเมืองครึ่งหนึ่ง ทั้งหอรบก่อสร้างขึ้นจากอิฐเขียวทอง
หากกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งหอรบมีเพียงค่ายกลเดียวเท่านั้น หรือกล่าวให้ถูกต้องไปกว่า
นั้น นี่เป็นขบวนค่ายกลขนาดเล็กอันสลับซับซ้อนที่เชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่ กลายเป็นค่าย
กลที่มีพลังหนึ่งเดียว มีหลายแห่งหลายส่วนที่เยวียนเจียงไม่อาจเข้าใจได้ ขบวนค่ายกล
ห่วงโซ่ขนาดเล็กเหล่านี้แตกต่างไปจากค่ายกลใดที่มันเคยพบเห็นมาก่อน
เหล่าปั่านใช่บรรลุถึงขั้นผสานรวมค่ายกลได้อย่างไร้ข้อจำกัดหรือไม่?
เหล่าปั่านอายุเพียงเท่านี้…
อย่างไรก็ตาม หลังจากพบเห็นคุณสมบัติอันเลิศล้ำมากมายของเหล่าปั่านด้วย
สายตาตนเอง เยวียนเจียงเริ่มกลายเป็นชาด้านไปเสียแล้ว
ธรรมดา…หากเป็นคนธรรมดาผู้หนึ่งยังจะสามารถเป็นเหล่าปั่านผู้ยิ่งใหญ่ได้อีก
หรือ? มันได้แต่ปลอบใจตัวเองเช่นนี้
“เหล่าปั่าน นี่สมควรเป็นค่ายกลสายฟั้า”
เพื่อสำแดงว่าตัวเองไม่ได้โง่เขลา เยวียนเจียงแสร้งวางท่ารอบรู้
“อา มันเป็นค่ายกลสายฟั้าแกร่ง”
สาย…ฟั้าแกร่ง… เยวียนเจียงสะท้านขึ้นทั้งร่าง นี่ไม่ใช่สายฟั้า แต่เป็นสายฟั้าแกร่ง!
มันแทบไม่อาจบังคับตัวเองให้สงบใจลงได้ “เราสามารถทดลองดูหรือไม่?”
“ข้ากำลังคิดอยู่พอดี” จั่วม่อกล่าวโดยไม่เงยหน้า มันยัดจิงสือเข้าที่ในขบวนค่ายกล
“ตอนนี้เราได้แต่ใช้จิงสือไปก่อน แต่ต่อไป…” มันไม่ได้กล่าวส่วนที่เหลือให้จบประโยค
แต่เยวียนเจียงผู้ใจเต้นระทึกไหนเลยจะทันสังเกตเห็น
“โจมตีที่ใด?” จั่วม่อพอใส่จิงสือพร้อมสรรพก็กวาดตามองไปรอบๆ
เยวียนเจียงทันใดนั้นพบเห็นจุดสีดำบนท้องฟั้า นั่นเป็นนกอินทรีตัวหนึ่ง รีบชี้ไปยัง
นกอินทรีอย่างไม่ลังเล พลางร้องบอก “ตรงนั้นมีอินทรีตัวหนึ่ง!”
“ประเสริฐ!” จั่วม่อกลายเป็นคึกคักเช่นกัน ขับเคลื่อนค่ายกลในบัดดล
ผนังด้านใน เพดานและพื้นของหอรบค่ายกลสงครามที่เต็มไปด้วยลวดลายค่ายกล
ทันใดนั้นแสงสีเงินอ่อนโยนสว่างวาบ!