สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 259 เพลิงดาวตกเวิ้งว้าง
ลูกระเบิดสายฟั้าแกร่งลอยขึ้นตรงหน้าจั่วม่อ
จั่วม่อไม่ได้ทำอะไรเลย เห็นเพียงเส้นสีเงินตกค้างอยู่ในสายตา สายฟั้าแกร่งคล้าย
หายวับไปในอากาศธาตุ
ไม่มีเสียงคำรามสะท้านฟั้าสะเทือนดิน ไม่มีสภาวะเกรี้ยวกราดดุดัน แต่รวดเร็วยิ่ง
เร็วเสียจนเยวียนเจียงยังไม่ทันมีปฏิกิริยา รอจนกว่ามันจะตอบสนอง รีบหันไปดู ท้องฟั้า
ก็กลายเป็นว่างเปล่าไปเสียแล้ว ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่เลย ไม่มีฉากเลือดเนื้อแตกระเบิด
แขนขากระจัดกระจาย ไม่มีร่องรอยของควันที่เกิดจากการแผดเผาด้วยความร้อนสูง
อย่างที่ควรมี ท้องฟั้าสดใสกระจ่างจ้าราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
“เรียบร้อยแล้ว?” เยวียนเจียงถามอย่างลังเล
“น่าจะ” จั่วม่อก็ตอบกลับอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ความเร็วของสายฟั้าแกร่งที่จู่โจม
ออกจากหอรบค่ายกลสงครามเหนือความคาดหมายของมันมาก มันแทบจะยืนตะลึงอยู่
กับที่ มันเพิ่งจะกำหนดเปั้าโจมตี สายฟั้าแกร่งก็พุ่งออกไปทันควัน
หนึ่งนายหนึ่งบ่าวพากันกวาดตามองไปรอบๆ อยู่พักใหญ่ จนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มี
ร่องรอยของนกอินทรีตัวนั้นหลงเหลืออยู่แล้วจริงๆ ค่อยมั่นใจได้ว่ามันถูกสังหารไปแล้ว
จริงๆ
“ดูเหมือนว่าจะต้องฝึกซ้อมกันเสียหน่อย” จั่วม่อพึมพำ
เยวียนเจียงไม่รู้จะออกความเห็นว่ากระไร แม้ว่าเหล่าปั่านบอกว่านี่เป็นสายฟั้าแกร่ง
แต่มันไม่ทันจะได้รู้สึกถึงพลังสภาวะสุดแกร่งกร้าวของสายฟั้าแกร่งอย่างที่เล่าลือกันเลย
หรือว่านี่จะเป็นสายฟั้าแกร่งฉบับที่อ่อนด้อยลงมา? มันรู้สึกว่านี่เป็นไปได้มาก น่า
เสียดายที่เปั้าโจมตีเป็นแค่นกอินทรีตัวหนึ่ง หากเป็นสัตว์ปราณที่แข็งแกร่งกว่านี้ คง
ทดสอบพลังที่แท้จริงได้ง่ายดายกว่านี้ แต่จะอย่างไร ดูเหมือนว่าหอรบค่ายกลสงคราม
ของเหล่าปั่านมีข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือความเร็ว
ภายในชั่วกะพริบตาเดียว สามารถโจมตีออกไปหนึ่งรอบ
“เหล่าปั่าน ที่นี่สามารถรองรับผู้คนได้มากเท่าใด ที่จะสามารถใช้สายฟั้าแกร่งได้ใน
เวลาเดียวกัน?” มันตัดสินใจที่จะถามคำถามจากมุมมองของผู้ชำนาญการ
“สิบคน ทั้งหมดต้องเป็นหนิงม่ายขึ้นไป เฉลี่ยแล้วสายฟั้าแกร่งโจมตีหนึ่งครั้งจะ
สิ้นเปลืองพลังปราณห้าจิง” จั่วม่อตอบ “เวลานี้ข้าทำได้เพียงเท่านี้ หากสามารถทำให้
การโจมตีหนึ่งครั้งสิ้นเปลืองพลังปราณเพียงสองจิง นั่นคงประเสริญยิ่ง”
“พลังปราณห้าจิง?” เยวียนเจียงสะดุ้ง ค่ายกลขบวนนี้ใช้พลังปราณมากถึงเพียงนี้
เชียว?
ที่พวกมันกำลังกล่าวไม่ใช่การใช้พลังปราณจากจิงสือ แต่จะใช้พลังปราณของซิวเจ่อ
ใช้พลังปราณของซิวเจ่อเป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนค่ายกลและควบคุมสายฟั้าแกร่ง
จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ หอรบค่ายกลสงครามที่เหล่าปั่านออกแบบถูกเยวียน
เจียงจัดเป็นผลงานที่ล้มเหลว ก่อนหน้านี้มันคิดว่าหอรบค่ายกลสงครามนี้ อย่างน้อยยังมี
ข้อได้เปรียบที่ความรวดเร็วของสายฟั้าแกร่ง แต่มองจากตอนนี้ นี่เป็นความล้มเหลว
อย่างแท้จริง
ระดับพลังปราณของหนิงม่ายขั้นแรกอยู่ระหว่างสิบถึงสามสิบจิง หนิงม่ายขั้นสอง
อยู่ที่สามสิบถึงเก้าสิบจิง สายฟั้าแกร่งเมื่อโจมตีหนึ่งครั้งสูบกลืนพลังปราณของซิวเจ่อห้า
จิง นั่นหมายความว่าซิวเจ่อด่านหนิงม่ายที่บรรลุจุดสูงสุดของขั้นแรกสามารถยิงสายฟั้า
แกร่งได้เพียงหกสาย ส่วนซิวเจ่อที่อยู่จุดสูงสุดของหนิงม่ายขั้นที่สอง สามารถยิงสายฟั้า
แกร่งได้สิบแปดครั้งเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ อัตราการโจมตีความเร็วสูงของหอรบค่ายกลสงครามกลับกลายเป็น
ช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุด การยิงสายฟั้าแกร่งหกสายออกไปจะใช้เวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว
หลังจากซิวเจ่อพลังปราณถูกใช้จนเกลี้ยงเกลา หอรบค่ายกลสงครามก็เป็นได้แค่แท่งหิน
ยักษ์ก้อนหนึ่งเท่านั้น
“เหล่าปั่าน ค่าใช้จ่ายนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว” เยวียนเจียงยังคงออกความเห็นอย่างมือ
อาชีพ “ด้วยอัตราสิ้นเปลืองพลังปราณสูงถึงเพียงนี้ เราสามารถใช้ค่ายกลที่มีพลังโจมตี
สูงกว่านี้ได้”
“นี่เป็นค่ายกลโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดที่ข้ารู้จักแล้ว” จั่วม่อแบสองมือ
“แต่คนของเราจะยืนหยัดไม่ไหว พลังปราณของพวกมันจะหมดสิ้นในระยะเวลา
สั้นๆ หลังจากนั้นเราจะสูญเสียความสามารถในการรบอย่างสิ้นเชิง” เยวียนเจียง
พยายามเกลี้ยกล่อมจั่วม่อ อัจฉริยะก็ไม่ใช่ว่าจะร้ายกาจไปเสียทุกอย่าง มันลอบครุ่นคิด
ในใจ
“อ้อ นั่นเป็นปัญหาจริงๆ” จั่วม่อรำพึง ทันใดนั้นมันดวงตาเป็นประกาย ปรบมือ
เสียงดัง กล่าวว่า “ฮ่า นี่แก้ไขไม่ยาก เรามีผู้คนมากมาย ไม่ใช่ว่ามีเจ็ดร้อยกว่าคนนั่นอยู่
หรอกหรือ? ทุกคนสามารถสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน จะอย่างไรรอบหนึ่งต้องการเพียงสิบ
คนเท่านั้น”
จั่วม่อยิ่งคิดเท่าใด ยิ่งลิงโลดยินดีเท่านั้น มันกล่าวราวพึมพำกับตัวเอง
“ก่อนจะถึงตอนนั้น ข้าต้องให้พวกมันฝึกโหดเสียก่อน สิบคนจัดเป็นหนึ่งหน่วย ให้
พวกมันสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันตามลำดับ พวกเรามีฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำ สามารถฟืนฟู
พลังปราณได้อย่างรวดเร็ว เมื่อหน่วยหนึ่งหมดพลัง หน่วยอื่นก็เข้าแทนที่ทันที อย่าให้
ขาดช่วง ด้วยวิธีนี้เราจะสามารถโจมตีได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นั่นก็ใช่แล้ว ที่เราพึ่งพาคือกล
ยุทธ์ทะเลคน ใช้พวกมากเอาชนะคนผู้เดียว หากคนหนึ่งไม่สามารถฆ่ามันได้ เช่นนั้นพัน
คนจะช่วยกันรุมเชือดมันด้วยกัน!”
ประโยคสุดท้าย จั่วม่อเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างดุดันอำมหิต
เยวียนเจียงพอฟังถึงกับอ้าปากค้าง ที่แท้ ที่แท้สามารถทำเช่นนี้ได้!
พอหวนคิดทบทวนดู มันรู้สึกว่าแผนการของเหล่าปั่านมีความเป็นไปได้สูง แม้ว่าจะ
เสื่อมเสียศักดิ์ศรีอยู่บ้าง แต่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ต้องดูว่าผู้ใดดุดันอำมหิตกว่าหรอกหรือ?
นอกเหนือจากความแตกตื่นตะลึงลาน มันยังตัดสินใจแน่วแน่ว่าต่อจากนี้ ไม่ว่าใน
กรณีใด มันจะต้องไม่ล่วงเกินเหล่าปั่านเป็นอันขาด!
อัจฉริยะทั้งหมดล้วนเป็นจอมวายร้ายหรือไม่ เยวียนเจียงไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่หาก
อัจฉริยะผู้หนึ่งต้องกลายเป็นจอมวายร้าย จะกลายเป็นจอมวายร้ายใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัว
ที่สุด นี่คือข้อสรุปล่าสุดที่มันกลั่นกรองออกมาได้
แสงสีเงินเจิดจ้าเพรียวบางเส้นหนึ่งวาบผ่านท้องนภา เจี่ยวห่าวผู้อยู่ในรูปโฉมของ
วิญญาณผี ทันใดนั้นตัวแข็งทื่อ พลังสภาวะของแสงสีเงินเส้นนี้ทำให้มันหวาดหวั่นพรั่น
พรึงจากก้นบึ้งของหัวใจ
นั่นเป็นกลิ่นอายของสายฟั้า… …
ยังไม่ทันจะได้ระงับความแตกตื่น ต้องเงยหน้าอย่างฉับพลัน กลางเวหา สหายที่
แปลงร่างเป็นนกอินทรีหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ร่างวิญญาณผีแตกตื่นลนลาน มันแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝั่อ! บัดซบ! ศัตรูค้นพบพวก
มันได้อย่างไร? สิ่งที่ทำให้มันหวาดผวายิ่งไปกว่านั้น คือซิวเจ่อที่แปลงร่างเป็นนกอินทรี
คล้ายหายตัวไปในอากาศธาตุเสียเฉยๆ ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือแม้แต่เศษธุลี
นั่นเป็นไปไม่ได้!
นั่นเป็นซิวเจ่อด่านหนิงม่ายขั้นสองผู้หนึ่ง! แม้ว่าการแปลงร่างเป็นนกอินทรีจะทำให้
มันไม่สามารถใช้เวทวิชาได้ แต่ร่างกายที่แท้จริงของมันก็ยังคงเป็นหนิงม่ายขั้นสอง! เวท
วิชาผีสางอันใดจึงสามารถลบซิวเจ่อด่านหนิงม่ายขั้นสองผู้หนึ่งทิ้งในชั่วพริบตาอย่างไร้
ร่องรอย? ในบรรดาเวทวิชาที่มันรู้จักทั้งหมด ไม่มีวิชาใดทำเรื่องเช่นนี้ได้!
ในเวลาเดียวกัน หน่วยสอดแนมคนอื่นที่กำลังรุดหน้า ก็พลันหยุดชะงักตัวแข็งทื่อ
อย่างพร้อมเพรียง
พวกมันถูกค้นพบแล้ว?
ทุกผู้คนหัวใจเต้นระส่ำ สำหรับหน่วยสอดแนม หากศัตรูมีการเตรียมพร้อม และเข้า
ใกล้เกินไป โอกาสที่พวกมันจะรอดชีวิตกลับไปนั้นน้อยนิดจนน่าเวทนา ฝั่ายศัตรูเห็นได้
ชัดว่ายังมียุทธภัณฑ์เวทหรือเวทวิชาอันทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่ออยู่ด้วย
ทุกสายตาหันไปมองเจี่ยงห่าวเป็นตาเดียว
ในใจเจี่ยงห่าวบังเกิดแรงกระตุ้นให้ล่าถอยอย่างรุนแรง มันแม้ดูหยาบกระด้าง แต่
เมื่อสามารถกลายร่างเป็นวิญญาณผี มันกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ยิ่ง ถึงตอนนี้หากยังคิดลอบ
เข้าไปสืบข่าวอีกครั้ง เกรงว่าชีวิตของมันยังรักษาเอาไว้ไม่ได้ แสงสีเงินอันแปลก
ประหลาดนั้น เห็นได้ชัดว่าดาวพิฆาตของมันโดยแท้!
ขณะที่เจี่ยงห่าวไม่รู้จะรุดหน้าดีหรือล่าถอยดี เจี่ยงเหวยซึ่งเฝั้าระวังอยู่ไม่ไกลก็ตื่น
ตะลึงเพราะสายฟั้าแกร่งสายนี้เช่นกัน เจี่ยงเหวยเผยสีหน้าไม่มั่นใจขึ้นมา พลังอำนาจ
ของเมืองน้อยแห่งนี้ ดูเหมือนจะไม่อ่อนแออย่างที่มันคิด
ศัตรูได้ค้นพบพวกมันเรียบร้อยแล้ว ความคิดของมันเหมือนกับเจี่ยงห่าว
เจี่ยงเหวยเข้าใจว่าแผนการของมันล้มเหลวแล้ว ถึงตอนนี้ส่งหน่วยสอดแนมเข้าไป
ยังจะมีความหมายใด มันรีบเรียกน้องชายของมันกลับมา มันมีน้องชายเพียงคนเดียว
มักจะห่วงใยเอาใจใส่น้องชายผู้นี้มาก
“เตาจื่อ พาหนึ่งร้อยคนไปดูว่าพวกมันมีฝีมืออันใด” หลังจากขบคิดแวบหนึ่ง มัน
ตัดสินใจโยนหินถามทางดูเสียก่อน หากเห็นผิดท่า พวกมันจะหันหลังหลบลี้หนีหน้า
ทันที หากไม่ถึงความจำเป็นขั้นสุดท้ายจริงๆ พวกมันจะไม่ต่อสู้เสี่ยงตายสุดชีวิต นี่เป็น
เคล็ดลับที่ทำให้พวกมันมีชีวิตรอดมาถึงบัดนี้
“ทราบแล้ว!” เตาจื่อผู้นี้ร่างใหญ่โตดุจยักษ์ปักหลั่น ใบหน้าถมึงทึง ดวงตาโปนตา
สาดประกายโหดเหี้ยม เป็นสมุนมือดีของเจี่ยงเหวย ชมชอบสู้รบ คลั่งไคล้ในการฆ่าฟัน
เมื่อลงมือจะอาละวาดอย่างคลุ้มคลั่ง ไม่เคยปล่อยให้ผู้ใดเหลือรอด มันโหดร้ายทั้งต่อ
ศัตรูและตัวเอง ดุดันอำมหิตไม่กลัวตาย
เตาจื่อแบ่งคนออกมาหนึ่งร้อยคนอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองน้อยบนยอด
เขาดาวสวรรค์
ในเมื่อพวกมันถูกค้นพบแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป
จั่วม่อกำลังขบคิดแก้ไขปัญหาของหอรบค่ายกลสงคราม ไม่ได้ตระหนักถึงอันตรายที่
กำลังคืบคลานเข้าใกล้ มันทันใดนั้นรู้สึกคล้ายแสงวาบประกาย พอเงยหน้าขึ้น เห็นแสงสี
ม่วงอันแปลกพิสดารในดวงตาของสตรีซิวเจ่อที่ข้างกาย
ยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง
สตรีซิวเจ่อพลันโผพุ่งขึ้นฟั้าอย่างกะทันหัน
จั่วม่อรีบลุกยืน แล้วเหินร่างขึ้นฟั้าติดตามนางไป
เมื่อเห็นคนหนึ่งร้อยคนมุ่งตรงเข้ามาด้วยเจตนาสังหารอันเปียมล้น จั่วม่อศีรษะลั่น
อึงอลดุจถูกค้อนหวดใส่
ศัตรูบุก!
ก่อนที่มันจะทันตอบโต้ สตรีซิวเจ่อลันกางแขนออกกว้าง ดีดร่างโถมลงหาศัตรู
ประหนึ่งวิหคมหึมา!
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
อันตราย!
เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วเกินไป ราวกับสายฟั้าแลบ กว่ามันจะตอบสนอง สตรีซิวเจ่อ
ก็ห่างจากกลุ่มศัตรูไม่ถึงห้าร้อยจั้ง!
เตาจื่อเพ่งมองสตรีซิวเจ่อโถมเข้าใกล้ หัวร่อฮิฮะ “เป็นเด็กหญิงผู้หนึ่ง! มารดามัน
เถอะ! ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าคิดแย่งชิงกับข้า!”
คนอื่นๆ หัวร่ออย่างชั่วช้า
ในช่วงคับขันอันตรายนี้เอง จั่วม่อสมองขาวว่างเปล่า รอจนมันรู้สึกตัว มันก็อยู่กลาง
อากาศแล้ว
ทุกสรรพสิ่งเบื้องหน้ากลายเป็นภาพเชื่องช้า มันสามารถมองเห็นรอยยิ้มบิดเบี้ยวบน
ใบหน้าเหล่าซิวเจ่อทั้งหนึ่งร้อยคนนี้ สามารถมองเห็นแสงกระบี่บินของพวกมันเจิดจ้าขึ้น
สามารถมองเห็นแขนเสื้อที่นางสวมใส่สะบัดพลิ้วในสายลม…
ทุกสิ่งทุกอย่างในสายตากลายเป็นพร่าเลือน
ใบหน้าบิดเบี้ยวชั่วร้ายเหล่านั้นพร่าเลือนประดุจหมอก เจตนาสังหารอันแรงกล้าที่
แฝงอยู่เบื้องหลังใบหน้าคลุมเครือเหล่านั้นราวกับสัตว์ประหลาดกระหายเลือด ท้องฟั้าสี
ครามคล้ายถูกบังอยู่ในเงา มีเพียงเงาร่างที่ห่อหุ้มด้วยเศษผ้า สองแขนแผ่กว้างดุจนก
ใหญ่เต็มไปด้วยเต็มไปด้วยความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เท้าเปล่าขาวผ่องปานเย้ยหิมะ
เตือนจั่วม่อให้นึกถึงกระเบื้องเคลือบที่สมบูรณ์แบบถึงขีดสุด
มันเหม่อมองอย่างงงงวย สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าเชื่องช้าเสียจนจั่วม่อสามารถ
มองเห็นทุกรายละเอียดได้อย่างชัดเจน
ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันคล้ายในสมองลัดวงจร จั่วม่อทันใดนั้นดวงตาแดงฉาน
ความปรารถนาต่อสู้ประดุจคลื่นหินหลอมเหลวที่คลุ้มคลั่ง ไม่ผิดอันใดกับมวลน้ำระเบิด
เขื่อน กวาดวาบออกจากร่างในบัดดล แผดเผาทั่วร่างของมันอย่างดุร้าย
“ฆ่า!” เสียงคำรามต่ำลึกประหนึ่งสัตว์ร้ายบรรพกาล ดุจก้องกังวานมาจากที่
ห่างไกล
พลังปราณในร่างถูกเร่งเร้าไปถึงขีดสุด กลุ่มแสงจู่ๆ ระเบิดออกมาจากร่างท่อนบนที่
เปลือยเปล่าอย่างกะทันหัน ผิวหนังกระจ่างใสเหมือนหยกดำ ใสเสียจนสามารถมองเห็น
ร่องรอยพลังงานสีดำโคจรอยู่ใต้ผิวหนังอย่างต่อเนื่อง
มันพลันพุ่งทะยานขึ้นฟั้า ในชั่วพริบตาก็เหินลิ่วขึ้นไปกว่าหนึ่งร้อยจั้ง ทันใดนั้นร่าง
ของมันก็พลิกกลับ เป็นศีรษะอยู่ล่างเท้าอยู่บน ดีดเท้าถีบใส่อากาศว่างเปล่าอย่างดุดัน
เปรี้ยง!
เห็นชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย แต่ราวกับว่าเท้าของมันถีบใส่
วัตถุที่มองไม่เห็น มันพุ่งดิ่งลงมา เต็มไปด้วยพลังอำนาจอย่างเปียมล้น!
ร่างของจั่วม่อเปลี่ยนทิศทาง พุ่งดิ่งลงหากลุ่มซิวเจ่อร้อยคนด้วยพลังเต็มพิกัด
เสียงคำรามของอากาศดังกึกก้องอยู่ในหู ระดับความเร็วของมันทะลุทะลวง
ขีดจำกัดดั้งเดิมของมัน เสียงคำรามนั้นแบ่งแยกมันออกจากโลกภายนอก ร่างกายทุก
ตารางนิ้วสั่นระริก ไม่ทราบเป็นความหวาดกลัวหรือตื่นเต้นเร้าใจ
ซี่ ซี่ ซี่!
กระแสอากาศปันปั่วนไหลผ่านร่างมัน ทันใดนั้นร่องรอยสีแดงพลันปรากฏ ไฟ! นี่คือ
ไฟ! พลังจิตสำนึกของจั่วม่อราวกับมือที่มองไม่เห็น กระตุ้นงูไฟไฟขนาดเล็กเหล่านี้ ใน
พริบตาเดียว ไฟพลันแตกระเบิด กระแสอากาศอันปันปั่วนรอบกายเป็นเหมือนท่อนฟืน
แห้ง งูไฟนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น ว่ายเวียนอย่างพลุ่งพล่านในกระแสอากาศปันปั่วนรอบ
กายจั่วม่อ
กลางเวหา แสงเพลิงเจิดจ้าบาดตากับเสียงระเบิดอากาศต่ำลึกดังสะท้าน ทำให้
เตาจื่อกับพวกหันเหความสนใจไปยังลูกไฟที่พวยพุ่งลงมาจากสวรรค์
เตาจื่อสีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล “แยกย้ายกันออกไป เร็ว!”
แต่ชั่วพริบตานั้น ใบหน้าของพวกมันพลันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
อากาศรอบกายพวกมันคล้ายแข็งตัว ร่างกายของพวกมันถูกตรึงเอาไว้อย่างแน่น
หนาด้วยแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น
“เพลิงดาวตกเวิ้งว้าง! มารดามันเถอะ…”
ทันใดนั้น ท่ามกลางเสียงอากาศระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ลูกไฟลากหางยาวเจิดจ้า
บาดตา จั่วม่อราวกับพญามัจจุราช กระแทกลงด้วยพลังอันหนักหน่วงกว่าสามหมื่นจิน!