สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 260 สตรีผู้น่ากลัว
ซิวเจ่อแถวหน้าสุดตะลีตะลานเปิดใช้งานโล่ปราณของพวกมันอย่างเต็มที่ เกราะ
ปราณบนร่างพวกมันสาดแสงเรืองรองงดงาม แต่แสงที่มักทำให้พวกมันรู้สึกปลอดภัยอยู่
เสมอ เวลานี้กลับสะท้อนให้เห็นความแตกตื่นลนลานบนใบหน้าของพวกมันอย่างชัดเจน
หลายคนแม้หวาดกลัวแต่อดเงยหน้าขึ้นมองไม่ได้
ในครรลองสายตาอันสั่นไหวของพวกมัน ลูกไฟที่ทีแรกยังห่างไกล ทันใดนั้นขยาย
ใหญ่พรวดพราด ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าพวกมันในบัดดล
ตูม!
จั่วม่อชนใส่กลุ่มคนอย่างหนักหน่วง
สามคนที่ด้านหน้าสุด ราวกับลูกหินถูกกระแทกอย่างรุนแรง ไม่มีเวลากระทั่งจะกรีด
ร้อง พวกมันถูกตอกอัดจมลงไปในดิน ภายใต้การโจมตีอันดุดันเช่นนี้ นอกจากซิวเจ่อที่
ฝึกปรือสังขารแล้ว เซียนประเภทอื่นไม่มีโอกาสรอดแม้แต่น้อย
โล่พลังปราณที่เกราะปราณแผ่ออกมาไม่ต่างจากกระดาษบาง ถูกกระแสอากาศที่
คมกริบดุจคมมีดฉีกออกเป็นชิ้นๆ ในทันที
กระแทกชนอย่างเกรี้ยวกราดเช่นนี้ จั่วม่อก็ไม่ได้อยู่ในสภาพดีสักเท่าใด เปลวไฟ
รอบกายมันยุบตัวลงอย่างฉับพลัน ในเวลาเดียวกัน มันก็พ่นกลุ่มหมอกโลหิตออกมา
หมอกโลหิตเมื่อพ่นลงบนเปลวไฟสีแดงเหล่านั้น เปลวไฟพลันระเบิดวาบอย่างรุนแรง
ซิวเจ่อหลายคนที่ไม่อาจหลบหนีได้ทันเวลา ถูกเปลวไฟกวาดใส่ สีหน้าแปรเปลี่ยน
อย่างรุนแรง
ไฟเวิ้งว้าง! ไฟเวิ้งว้างที่เป็นอันตรายถึงชีวิต!
จั่วม่อไม่เข้าใจกระบวนท่าอันทรงพลังของมันเอง แต่สองสามคนในกลุ่มนี้กลับล่วงรู้
เพลิงดาวตกเวิ้งว้าง นอกเหนือจากพลังสภาวะเยี่ยงดาวตกที่ยากจะต้านรับแล้ว พลังอีก
ครึ่งหนึ่งของมันมาจากไฟเวิ้งว้างนี้เอง
ไฟเวิ้งว้างเป็นเปลวไฟที่พิเศษเฉพาะเป็นอย่างยิ่ง ถือกำเนิดจากความปันปั่วนของ
กระแสอากาศ ราวกับว่าออกมาได้จากทุกหนแห่ง ไฟเวิ้งว้างยากจะดับถึงที่สุด
โดยเฉพาะพลังธาตุน้ำไม่มีผล คุณสมบัติอื่นของมันคือแข็งแกร่งสุดเปรียบปาน แม้ว่า
ความร้อนไม่สูงนัก แต่สามารถกัดกร่อนจิตใจมนุษย์
โลหิตที่จั่วม่อพ่นออกมาบรรจุไว้ด้วยแก่นโลหิตในร่างกายของมันเอง โลหิตทำให้
เปลวไฟลุกโชน ซิวเจ่อเจ็ดแปดคนถูกทำร้ายอย่างฉับพลัน บาดแผลในจิตวิญญาณนั้น
เจ็บปวดปางตาย หลายคนกรีดร้องโหยหวนในบัดดล
นี่ยังไม่ใช่พลังทั้งหมดของมัน จั่วม่อทะลวงผ่านคนทั้งกลุ่ม พุ่งลงเข้าหาพื้นดิน
หลังจากกระแทกอย่างรุนแรงเช่นนี้ เลือดที่เดือดพล่านค่อยๆ เย็นลง จั่วม่อฟืนคืน
สติในทันที จนกระทั่งเห็นสภาพแวดล้อมรอบข้าง มันก็หนังศีรษะชาซ่าน ในใจลอบคร่ำ
ครวญอย่างหวนโหย
นี่อันตรายอย่างยิ่ง! มันเสียสติไปแล้วหรือไร?
มันไฉนพุ่งโจมตีออกมา…
จั่วม่อใบหน้าซีดเผือด ปากพึมพำโดยไม่รู้ตัว ปลายหางตาเห็นพื้นดินใกล้เข้ามา
อย่างรวดเร็ว ต้องรีบเก็บคองอเข่า ปรับท่าทางร่างกายอย่างตาลีตาเหลือก ตง! มัน
กระแทกพื้นอย่างถนัดถนี่ จมลึกลงไปในสภาพน่าอเนจอนาถ ทันทีที่กระแทกพื้น มันไม่
สนใจความเจ็บปวด รีบดึงขาขึ้น เริ่มวิ่งหนีในบัดดล
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นกะทันหันเกินไป ราวกับความฝันตื่นหนึ่ง สิ่งเดียวที่เห็นได้
ชัดเจนคือการพุ่งโจมตีที่มันกระทำไปโดยไม่รู้ตัวนี้ได้ผลค่อนข้างดี แต่สิ้นเปลืองพลัง
ปราณและพลังจิตสำนึกมากมาย ทั้งสองพลังลดต่ำลงถึงขีดอันตราย
ตอนนี้ยังไม่วิ่ง จะรออันใด?
ในเวลานี้ผลของการฝึกปรือสังขารในที่สุดก็สำแดงพลังออกมา ไม่มีพลังปราณหนุน
เสริม มันเพียงพึ่งพาสองขาวิ่งห้อ ยังเร็วกว่าเหินบินเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้น การโจมตีด้วย
เพลิงดาวตกเวิ้งว้างอันงดงามของมัน ขู่ขวัญทุกผู้คนจนไม่มีผู้ใดกล้าไล่ติดตามอีก
หลังจากวิ่งไปพลางหอบหายใจไปพลางเป็นเวลานาน เห็นไม่มีผู้ใดไล่ติดตามมา
จั่วม่อหยุดพักหอบหายใจอย่างหนักหน่วง แรงกระแทกที่เกิดขึ้นทำให้มันบาดเจ็บไม่เบา
ร่างกายและกระดูกทั้งหมดราวกับจะหลุดเป็นชิ้นๆ
มันไฉนพุ่งออกมาโจมตี…
เวทวิชาชั่วร้าย … นี่ต้องเป็นเวทวิชาชั่วร้ายแน่ๆ…
จั่วม่อคิดถึงปัญหานี้อย่างเดือดดาล ต้องเป็นสตรีนางนั้นร่ายเวทวิชาชั่วร้ายใส่มัน
แน่ๆ! มิเช่นนั้น มันไม่มีทางพุ่งออกมาโจมตีโดยไม่คิดชีวิตเช่นนี้ กระโจนเข้าหาความตาย
ด้วยตัวเองเช่นนั้นหรือ มันไหนเลยจะทำเรื่องราวที่ไร้หัวคิดเยี่ยงนี้ได้?
มีปัญหา! ต้องมีปัญหาแน่ๆ!
หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ยังคงไม่มีผู้ใดไล่ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเห็นสาม
องครักษ์เกราะทอง กับหัวหน้าหมู่ผู้หนึ่งโลดลิ่วออกมาอย่างไม่คิดชีวิตล้ำหน้าทหารใน
หมู่ออกมา
เห็นสภาพจั่วม่อไม่ย่ำแย่นัก หัวหน้าหมู่ผู้นั้นถอนหายใจอย่างโล่งอก “เหล่าปั่าน
ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่! ไพร่พลอีกหมู่หนึ่งกำลังฟืนฟูพลังปราณ จะตามมาในไม่ช้า”
จั่วม่อโบกมือ ใช้อีกมือหนึ่งยันเข่า กล่าวพลางหอบหายใจว่า “ข้าไม่เป็นไร พวกเจ้า
ไปช่วยสตรีบ้าบิ่นนั่นก่อน!”
“รับคำสั่ง!” หัวหน้าหมู่ตอบรับ แต่ทันทีที่มันเยหน้าขึ้นมอง กลับยืนแข็งทื่ออยู่กับที่
“เหล่าปั่าน…”
ได้ยินเสียงหัวหน้าหมู่ผู้นี้กล่าวด้วยสุ้มเสียงปานละเมอ จั่วม่อรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
พอเงยหน้ามอง เห็นหัวหน้าหมู่ผู้นั้นสีหน้าแปลกพิกลยิ่ง กำลังเหม่อมองไปด้านหลังของ
จั่วม่ออย่างมึนงง
จั่วม่อรีบหันกลับไป มองตามสายตาของหัวหน้าหมู่ ทันใดนั้นยืนตัวแข็งทื่อไม่
ต่างกัน
กลางเวหา เห็นสตรีซิวเจ่อพลิ้วกายประดุจภูตพรายที่ไร้น้ำหนัก ลอยละล่องไปตาม
ขบวนทัพของศัตรู ท่าร่างของนางไม่ได้รวดเร็วอันใด การลงมือของนางก็ไม่ได้เฉียบคม
ทั้งยังไม่ปรากฏแสงพลังปราณแม้แต่แวบเดียว
แต่ไม่ว่านางผ่านไปยังที่ใด ศัตรูจะร่วงลงมาประหนึ่งเกี๊ยวหล่นลงหม้อ แล้วฟาดพื้น
แน่นิ่งจมอยู่ในดินโคลน ไม่ไหวติงอีกเลย
วิชาของมารร้าย!
จั่วม่อหัวใจเย็นเฉียบ!
นั่นมัน…น่ากลัวเกินไป! เป็นเวทวิชาอันใด? เป็นเคล็ดวิชาประเภทใด?
ในช่วงเวลาอันกระชั้นสั้น หลงเหลือซิวเจ่อเพียงสามสิบกว่าคนแตกฮือกระจัด
กระจายอยู่บนท้องฟั้า
อึก!
จั่วม่อกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ใบหน้าขาวซีด ปราศจากสีเลือด! ฉากเบื้องหน้าไม่มี
พลังกดดัน ไม่มีแสงเจิดจ้าบาดตา ไม่มีเจตจำนงกระบี่คมกล้า ไม่มีระเบิดดังสนั่นลั่นโลก
ไม่มีอะไรเลย
เงียบเชียบและเรียบง่ายจนน่าขนลุก!
ด้วยสองเท้าเปล่า นางโลดแล่นผ่านไปมาท่ามกลางผู้คนอย่างเชื่อมั่น
ต่อหน้านาง ซิวเจ่อที่ดุร้ายกระหายเลือดมากมายร่วงหล่นลงฟาดพื้นไม่ผิดอันใดกับ
ถุงทรายเก่าไร้ค่า ทีละร่าง ทีละร่าง คู่เท้าเปล่าที่จั่วม่อลอบทอดถอนชมเชยนับครั้งไม่
ถ้วย เวลานี้นำมาซึ่งกลิ่นอายแห่งความตายอันหนักข้น
จั่วม่อรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงไขกระดูกดำ ราวกับว่ากระดูกทั้งร่างจมอยู่ในหล่ม
น้ำแข็ง มันยืนอ้าปากกว้าง แข็งทื่อดุจรูปปันหิน ด้านข้างมัน ซิวเจ่อคนอื่นๆ ใบหน้าเต็ม
ไปด้วยความหวาดหวั่นขวัญผวา แทบไม่กล้าหายใจออกมา
นับตั้งแต่จำความได้ นี่เป็นฉากแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่จั่ว
ม่อเคยพบเห็นมา
กระทั่งพวกมันยังรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น แล้วซิวเจ่อฝั่ายศัตรูที่กำลังเบิกตามองจุด
จบของตัวเองเหล่านั้นเล่า ไม่ทราบในใจพวกมันหวาดกลัวถึงเพียงไหน?
เตาจื่อผู้ซึ่งเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมปั่าเถื่อนจนถึงเมื่อครู่ มันคล้ายพบพานผีสาง
กล้ามเนื้อบนใบหน้าสั่นระริกไม่ยอมหยุด ตะลีตะลานหมุนตัวกลับ ต้องการหลบหนีไป
ให้สุดหล้าฟั้าเขียว แต่กลับพบว่ามันไม่สามารถขยับได้ ขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว
เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่งลงในขณะนี้ ซิวเจ่อศัตรูที่เหลือทั้งหมดติดค้างอยู่กลาง
อากาศด้วยท่าทางพิกลพิการ ราวกับหุ่นเชิดที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
คู่เท้าเปล่าที่ราวกับกระเบื้องเคลือบสุดประณีต เมื่อเหยียบย่างผ่านข้างกายผู้ใด คน
ผู้นั้นจะร่วงหล่มลงมาจากฟั้า
ภายในชั่วกะพริบตาเดียว ในสนามรบกลางเวหาอันกว้างไพศาล นอกจากซิวเจ่อ
สตรีสวมหน้ากากดำนางนั้นแล้ว ร้างไร้ผู้คนโดยสิ้นเชิง
เงียบสนิทดุจปั่าช้า ราวกับผู้คนที่ชมดูอยู่ทั้งมวลล้วนตกตายตามกันไปหมดสิ้น
สายลมรำเพยผ่าน สตรีซิวเจ่อลอยเงียบงันกลางนภาอย่างเดียวดาย
เสียงกึกๆ แปลกหูดังผ่านเข้ามาในโสตประสาทของจั่วม่อ มันหันไปมองรอบๆ เห็น
ซิวเจ่อด้านข้างมันทั้งหมดตัวสั่นเทา จนฟันสั่นกระทบกัน
จั่วม่อเดิมทีหัวใจเต้นระส่ำไม่หยุด ต้องเย็นวาบไปถึงไขสันหลัง อย่างไรก็ตาม มัน
พอเห็นสภาพของเหล่าลูกสมุน จู่ๆ ความกลัวในหัวใจก็เบาบางลง
เจี่ยงเหวยกับเจี่ยงห่าวหน้าซีดเหมือนศพ ร่างกายของพวกมันสั่นระริกอย่างไม่อาจ
ควบคุม เหล่าลูกสมุนทั้งหมดล้วนเป็นเช่นเดียวกัน
สตรีซิวเจ่อทันใดนั้นหันหน้ามา มองตรงมายังพวกมัน
“อ๊าก!” เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจดังขึ้นสะท้านแก้วหูผู้คน เห็น
ซิวเจ่อผู้หนึ่งใบหน้าบิดเบี้ยว สองตาถลนออกมา โลหิตหลายสายไหลทะลักออกจากจมูก
ปาก มันยืนแข็งค้างอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ทรุดร่างลงกับพื้น
เสียงกรีดร้องนี้แทบจะทำให้เจี่ยงเหวยหัวใจหยุดเต้น มันอยากจะสบถด่าทอ แต่พอ
เห็นใบหน้าสยดสยองของคนผู้นั้นชัดตา ในใจมันยิ่งตื่นตะลึงมากขึ้น! ลูกสมุนมือดีผู้นี้
ติดตามมันมานาน ล้วนผ่านพบเผชิญสถานการณ์สารพัด คิดไม่ถึงวันนี้ถึงกับหวาดกลัว
จนตาย!
พอมองคนอื่นๆ มันพลันตระหนักว่า เวลานี้หากมันสั่งให้ต่อสู้อีกครั้ง จะเป็นคนแรก
ที่ถูกสับสังหารด้วยกระบี่ทั้งหมด!
มันเหลือบมองสตรีประหลาดผู้สวมหน้ากากดำราวกับตัวตลกอย่างหวาดผวา รู้ดีว่า
ชั่วชีวิตนี้จะไม่มีทางลืมร่างประหลาดนี้อย่างแน่นอน
“หนี!” มันระงับหัวใจที่เต้นกระหน่ำอย่างดุเดือด โคจรพลังตวาดสุดเสียง ปลุกทุก
ผู้คนในคำเดียว จากนั้นหมุนตัว หลบลี้หนีหน้าเป็นคนแรก
คนอื่นแตกตื่นจนขวัญหาย ใบหน้าซีดจนขาว หมุนตัวหลบหนีอย่างบ้าคลั่งดุจนก
แตกรัง
ซิวเจ่อสตรีไม่ไล่ตามพวกมัน เพียงเฝั้ามองอย่างเงียบเชียบ ใต้เท้าเปล่าสะท้านขวัญ
กระชากวิญญาณของนางคู่นั้น เป็นซากศพหนึ่งร้อยศพกลาดเกลื่อนเต็มพื้น
จั่วม่อไม่ทราบกระทั่งว่ามันกลับมาที่เมืองอย่างไรในตอนสุดท้าย จิตใจของมันว่าง
เปล่า ฉากสุดท้ายนั้นสร้างความสะท้านสะเทือนให้แก่มันมากเกินไป ไม่ใช่แค่มันคนเดียว
ซิวเจ่อทั้งเมืองคล้ายสูญเสียวิญญาณของพวกมันไป พวกมันล้วนเห็นการต่อสู้อันแปลก
พิสดารสุดหยั่งคาดของซิวเจ่อสตรีผู้นั้นด้วยสายตาตัวเอง ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าขึ้นมอง
นาง ไม่มีผู้ใดกล้าสบตานางแม้แต่แวบเดียว
ซิวเจ่อซิวเจ่อยืนเงียบงันอยู่ข้างกายจั่วม่อเหมือนเคย
ในทะเลแห่งจิตสำนึก เบื้องหน้าจั่วม่อเป็นผูเยาที่มีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง นี่เป็นครั้ง
แรกที่จั่วม่อเห็นผูเยาเคร่งขรึมจริงจังถึงเพียงนี้
“นั่นเป็นวิชาอันใด?” จั่วม่อถามเสียงหนัก
“ข้าไม่ทราบ” ผูเยาเห็นได้ชัดว่าหวาดเกรงสตรีซิวเจ่อผู้นี้ไม่น้อย มันกล่าวเสียงต่ำ
ลึก “ข้าไม่อาจนึกหาเวทวิชาหรือศาสตร์วิชาลับใดที่เกี่ยวข้องได้”
“เมื่อตอนที่ข้าตรวจสอบร่างกายนาง ข้าพบพลังประหลาดอยู่ในร่างนาง ร่างกาย
นางแทบจะแตกสลายลงแล้วชัดๆ เต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บเก่า สะสมจนนับไม่ถ้วน”
จั่วม่อขบคิดชั่วครู่ ก่อนจะเล่าทวนความอีกครั้ง หวังให้ผูเยาไขว่คว้าเบาะแสเพิ่มเติม
“หากเป็นเช่นนั้น สมควรเป็นเวทวิชาประเภททำร้ายตัวเองหรือศาสตร์วิชาลับ
บางอย่าง เวทวิชาประเภทนี้และศาสตร์วิชาลับทรงพลังมาก แต่อายุขัยของพวกมันก็สั้น
จนน่าสมเพช” ผูเยากล่าวอย่างเครียดขรึม “เจ้าต้องระมัดระวังให้มาก ความเป็นมาของ
นางเกรงว่าไม่ใช่เรียบง่าย”
“ระวัง…” จั่วม่อสีหน้าขมขื่นยิ่งกว่ายาต้ม แบสองมือออกกว้าง “จะให้ข้าระวัง
อย่างไร?”
ผูเยาไม่ทราบจะกล่าวอะไรดี สีหน้าท่าทีมันก็ไม่ได้ดีไปกว่าจั่วม่อเท่าใด การพบพาน
ผู้คนที่ไม่ทราบประวัติความเป็นมา ทั้งมันยังไม่ใช่คู่มือของฝั่ายตรงข้าม ต่อให้มันเคยเป็น
ถึงอสูรฟั้า ยังอดสลดหดหู่ไม่ได้
“ไม่ทราบว่าข้าสามารถขอให้นางช่วยจัดการกับบรรพชนฟั้ากระจ่างได้หรือไม่?”
จั่วม่อกล่าวอย่างฉับพลัน
“นางยังเยาว์วัยเกินไป” ผูเยาสั่นศีรษะ “ต่อให้เป็นเวทวิชาประเภททำร้ายตัวเอง
ซึ่งยิ่งบาดเจ็บสะสมเท่าไรยิ่งร้ายกาจเท่านั้น เวลาที่นางฝึกปรือก็ยังสั้นเกินไป นางอาจ
ร้ายกาจ แต่ยังไม่อาจเทียบกับจินตัน นางอาจสามารถเข่นฆ่าหนิงม่ายดุจสับผักผ่าผล
แตง แต่กับจินตัน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว”
“จินตันกับหนิงม่ายไม่ได้แตกต่างกันที่รูปแบบของพลัง แต่แตกต่างกันที่แก่นแท้
ของพลัง” ผูเยาแยกแยะ “ความแตกต่างในแก่นแท้ของพลัง ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเอาชัยได้
ด้วยวิธีการอื่น”
จั่วม่อขบคิดตาม ก็พบว่าเป็นไปตามที่ผูเยากล่าวา
“เช่นนั้นเจ้าบอกข้า นางใช่ใช้เวทวิชาประเภทจิตใจสับสนบ้างหรือไม่?” จั่วม่อถาม
อย่างกะทันหัน “ไฉนข้าพุ่งออกไปโจมตี? นั่นไม่ใช่ข้าเลย! ข้าจำได้ว่าเห็นแสงสีม่วงใน
ดวงตานางแวบหนึ่ง”
“นางไม่ได้ใช้เวทวิชาประเภทนั้นอย่างแน่นอน เรื่องนี้ข้ายืนยันได้”
คำตอบของผูเยาเห็นได้ว่ามั่นใจเป็นอย่างยิ่ง แต่จากนั้นสุ้มเสียงของมันก็เต็มไปด้วย
ความสับสนงุนงง “แต่ข้าก็ประหลาดใจเช่นกัน เจ้าไฉนจู่ๆ พุ่งออกไปโจมตี? เจ้าเป็นคน
ที่กลัวตายมากที่สุด”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” จั่วม่อเห็นพ้องอย่างไม่รู้สึกละอายใจสักนิด พลางพยักหน้าอย่าง
ลึกซึ้ง “นางไม่ได้ให้จิงสือข้าเสียหน่อย ไฉนข้าต้องพุ่งออกไปโจมตี? นี่มันวิชามารชัดๆ!”
“นางไม่ใช่โฉมสะคราญ หากนางเป็นโฉมสะคราญผู้หนึ่ง…” ผูเยาลูบคางทำท่า
ครุ่นคิด
“โฉมสะคราญ?” จั่วม่อจ้องเขม็ง ค่อยๆ เสียงดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว “หากไม่ให้จิงสือ!
แม้แต่โฉมสะคราญก็ไม่มีทาง!”
“เช่นนั้นเพราะเหตุใด?” ผูเยาไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิง
“เพราะเหตุใด…” จั่วม่อขมวดคิ้วนิ่วหน้า สีหน้าเป็นทุกข์
ปัญหานี้แปลกประหลาดยิ่ง ทำให้มันสับสนและอึดอัดขัดข้อง หากคิดไม่ออก มันก็
รู้สึกไม่วางใจ หากมันยังโถมออกไปเช่นนี้อีกครั้ง โดยไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ชีวิตน้อยๆ
ของมันอาจรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว
ขณะที่จั่วม่อกำลังห่วงกังวลกับปัญหาแปลกประหลาดนี้ ในถ้ำน้อยอันเงียบสงบ ไม่
ห่างไกลจากเมืองหนานเสิ้ง
ม้าฝานกับเซี่ยซานพลันลืมตาขึ้นอย่างพร้อมเพรียง