สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 262 การค้าที่ไม่มีกำไร
บนยอดเขาแห่งหนึ่ง เฮ่อเสียงเหม่อมองเมืองหนานเสิ้งที่พินาศย่อยยับ นิ่งงันไปครู่
ใหญ่ ก่อนจะทรุดลงร่ำไห้คร่ำครวญดังกึกก้อง
จั่วม่อเหลือบมองสตรีซิวเจ่อที่อยู่ข้างกายด้วยสายตาหวาดผวาอยู่บ้าง นางคล้าย
กลับสู่สภาพนิ่งงันเหมือนเช่นปกติ แต่หลังจากการต่อสู้เมื่อวานนี้ สตรีซิวเจ่อในสายตา
มัน ไม่ว่ามองจากมุมใด ล้วนดูน่าหวาดหวั่นขวัญผวามากขึ้นกว่าเดิม
นี่ทำให้มันรู้สึกไม่มั่นคงอยู่บ้าง
มันหวงแหนชีวิตของตน พยายามอยู่ห่างจากสตรีซิวเจ่อนางนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สตรีที่ใช้วิชามารชั่วร้ายเช่นนี้
เมื่อวานจั่วม่อปรึกษาหารือกับผูเยาเป็นเวลานาน แต่ไม่ได้เรื่องได้ราวอันใด มันยัง
ต้องทำงานสร้างเมืองสืบต่อ ดังนั้นหลังจากพักผ่อนสงบจิตใจหนึ่งคืน มันก็เริ่ม
ดำเนินการสร้างหอรบค่ายกลสงครามต่อไป
อย่างไรก็ตาม หลังจากการต่อสู้คราวนี้ บรรดานักโทษในค่ายต่างก็เชื่อฟังเต็มที่จน
ไม่อาจเชื่อฟังไปมากกว่านี้อีก แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้จั่วม่อเกิน
ระยะสามจั้ง
จั่วม่อเดิมทีมีคำถามอยากถามเยวียนเจียง แต่เมื่อมันเดินเข้าไปหาเยวียนเจียงอีก
สองก้าว เห็นอีกฝั่ายหน้าซีดเผือด ขาสั่นพั่บๆ จั่วม่อพลันฉุกคิดถึงศัตรูบางคนที่
หวาดกลัวเด็กหญิงร้ายกาจผู้นี้จนขาดใจตาย ฝีเท้าของมันชักค้างทันที เยวียนเจียง
นับเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยาก หากปล่อยให้อีกฝั่ายหวาดกลัวจนตายไปเปล่าๆ นั่นก็
ขาดทุนยิ่งแล้ว มันได้แต่ตัดใจ
นึกถึงว่าเด็กหญิงร้ายกาจจะไม่ยอมปล่อยให้มันอยู่ตามลำพัง นี่ไม่ใช่ว่าตัวมันเอง
กลายเป็นเทพแห่งโรคระบาดที่ผู้คนพากันรังเกียจเดียดฉันท์ไปเสียแล้วหรือ?
จั่วม่ออารมณ์กลายเป็นย่ำแย่ลงทันที มันโบกมือให้เยวียนเจียงไปได้ เห็นเยวียน
เจียงราวกับได้ละเว้นโทษตาย เผ่นหนีเร็วเสียยิ่งกว่ากระต่ายเปรียว อารมณ์ของมันยิ่ง
ย่ำแย่ลงอีก แต่เมื่อหวนนึกถึงใบหน้าเขียวคล้ำของผูเยากับความเดือดดาลที่ไม่ได้
เปิดเผย ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาก
อย่างที่คาดไว้ ความสุขมักเกิดจากความเจ็บปวดของผู้อื่นเสมอ จั่วม่อหัวร่อฮี่ฮี่
กลับไปสร้างเมืองของมันต่อ
ไม่ต่างจากที่จั่วม่อเห็น อารมณ์ของผูเยาย่ำแย่มากจริงๆ การปรากฏตัวของเด็กหญิง
ร้ายกาจนางนี้ ทำให้มันรู้สึกล้มเหลวอย่างรุนแรง มันไม่อาจคาดเดาความเป็นมาของนาง
ไม่ล่วงรู้เคล็ดวิชาที่นางใช้ ไม่ทราบว่าพลังที่แท้จริงของนางเป็นอย่างไร
ไม่ล่วงรู้…สิ่งใดเลย
แต่มันก็ไม่มีหนทางแก้ไข หากนี่ยังเป็นยุคสมัยที่ความแข็งแกร่งของมันไม่ได้รับ
ความเสียหาย หากมันไม่พึงใจ สามารถดีดนิ้วระเบิดร่างคนผู้นั้นได้โดยตรง แต่เวลานี้
ของมันเสียหายอย่างหนัก มันต้องกระทำอย่างระมัดระวัง ได้แต่พึ่งพาจั่วม่อเท่านั้น
จั่วม่อเป็นสถานที่ที่ดวงวิญญาณของมันอาศัยอยู่ และเวลานี้ต้องตกอยู่ภายใต้การ
คุกคามของสตรีซิวเจ่อ จะให้ผูเยารู้สึกสบายใจได้อย่างไร?
นอกจากนี้มันยังไม่อาจมองสตรีนางนี้ได้ทะลุปรุโปร่ง นี่ทำให้ความหวาดวิตกในใจ
มันยิ่งเพิ่มมากกว่าเดิม หากมีอะไรผิดพลาด มันก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย พลังอำนาจของ
มันตกลงไปยังจุดต่ำสุดในชีวิตของมัน พลังของสตรีนางนี้ไม่เพียงแต่เข็มแข็งอย่าง
เหลือเชื่อเท่านั้น แต่ยังแปลกพิสดารถึงที่สุด
“ดูเหมือนว่าเราต้องให้ความร่วมมือชั่วคราวเสียแล้วละ” ผูเยาเค้นกัดฟันกล่าวกับ
ปั้ายหินสุสาน “สตรีนางนี้อันตรายเกินไป!”
ปั้ายศิลาไม่ส่งเสียงตอบ
ผูเยาแค่นหัวร่อเย็นชา “เจ้าไม่กลัวว่าจะเกิดปัญหาอันใดขึ้นกับมันหรือ? นอกจาก
มัน เจ้ายังมีทางเลือกอื่นหรือไม่?”
ทันใดนั้นปั้ายศิลาสุสานเปลี่ยนเป็นราบเรียบใสกระจ่างดุจกระจก รูปเงารางเลือน
ของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้น
ผูเยาแย้มยิ้ม
เมื่อหอรบค่ายกลสงครามหอแรกเสร็จสมบูรณ์ ความเร็วในการก่อสร้างของจั่วม่อก็
ดีดทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่เป็นเพราะมันค่อยๆ คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ
ภายในร่างกายของตน จั่วม่อขนานนามให้กับกระบวนท่าที่มันบังเอิญสร้างขึ้นในวันนั้น
ว่า ‘ดิ่งจากสวรรค์’ กระบวนท่าดิ่งจากสวรรค์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจนี้ ทำให้มัน
ตระหนักถึงความยอดเยี่ยมมากมายของสังขารใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังจิตสำนึกของมันเห็นได้ชัดที่สุด ที่ผ่านมาพลังจิตสำนึกของ
มันไม่มีการคืบหน้ามากนัก ราวกับว่ามันติดค้างอยู่ที่อุปสรรคด่านหนึ่ง วันนั้นบนท้องฟั้า
เมื่อมันจุดเปลวเพลิงในกระแสอากาศปันปั่วนขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ในใจมันพลันรู้แจ้งอย่าง
ฉับพลัน ทะลวงผ่านอุปสรรคด่านนั้นในบัดดล
พลังจิตสำนึกของมันรุดหน้าอย่างใหญ่หลวง ทั้งยังส่งผลให้ความเร็วในการก่อสร้าง
หอรบค่ายกลสงครามของมันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ส่วนที่ยากที่สุดของหอรบค่ายกลสงครามคือการแกะสลักขบวนค่ายกล หลังจากที่
พลังจิตสำนึกของมันรุดหน้า การสลักขบวนค่ายกลก็กลายเป็นง่ายดาย รวมกับ
ประสบการณ์ในการสร้างหอรบแล้วเสร็จไปหนึ่งแห่ง ความเร็วในการก่อสร้างของมันทำ
ให้ผู้คนต้องอ้าปากค้าง เยวียนเจียงผู้เฝั้าดูแต่ไกล รู้สึกว่าเหล่าปั่านเป็นสัตว์ประหลาด
มากขึ้นทุกที
หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี สัตว์ประหลาดตัวผู้ตัวเมียสองตัว
ความต้องการทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน จี๋เหว่ยกับซุนเปั่ากลายเป็นยุ่งวุ่นวาย
จนหัวหมุนทันที
จั่วม่อบรรลุถึงระดับความเร็วในการก่อสร้างอันบ้าคลั่ง ทุกสองวันสร้างหอรบค่าย
กลสงครามแล้วเสร็จหนึ่งหอ หอรบหอแล้วหอเล่าผุดขึ้นไม่ขาดระยะ พื้นที่ว่างเปล่าแทบ
ทั้งเมือง ถูกจั่วม่อนำมาใช้สร้างหอรบค่ายกลสงครามทั้งหมด
จั่วม่อมีความรู้สึกอย่างรุนแรง ศักยภาพทางร่างกายของมันกำลังค่อยๆ เผยตัว
ออกมาทีละนิด
การใช้แรงงานอย่างหนักหน่วงทุกประเภท จะรีดเค้นเรี่ยวแรงพลังในร่างกายของ
มันออกมาทุกหยาดหยด การควบคุมกระดาษไฟสูบกลืนพลังปราณของมันทุกหยด การ
สลักขบวนค่ายกลช่วยเผาผลาญพลังจิตสำนึกของมันจนเกลี้ยงฉาด
มันจู่ๆ ก็บังเกิดความคาดหวังอย่างเต็มเปียม เมื่อเมืองนี้เสร็จสมบูรณ์ ตัวมันจะ
กลายเป็นอะไร?
ความคาดหวังและความปรารถนาของซิวเจ่อในค่ายก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เมืองที่
แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เสริมด้วยหอรบค่ายกลสงครามจำนวนมาก ในความเห็นของพวกมัน
ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายได้
ขณะที่จั่วม่อยุ่งวุ่นวายอย่างเบิกบานใจ ม้าฝานกับพวกก็กลับมาถึงค่ายพร้อมด้วย
เรือขนส่งทาสขนาดยักษ์
เหม่อมองเหล่าทาสฝึกตนยืนกันหน้าสลอน จั่วม่อพูดไม่ออกอย่างสิ้นเชิง เชลยพัน
กว่าคนที่กงซุนชาส่งกลับมาในคราวก่อนทำให้มันปวดเศียรเวียรเกล้าไปหลายวัน เพิ่งจะ
จัดการพวกมันเสร็จสิ้น ม้าฝานกับพวกก็พาทาสฝึกตนพันกว่าคนกลับมาอีก มิหนำซ้ำยัง
เป็นเพียงทาสฝึกตนด่านเลี่ยนชี่…
จั่วม่อบันดาลโทสะ ชี้ไปยังเหล่าทาสฝึกตนที่อยู่เบื้องหน้า ถามด้วยสีหน้าราบเรียบ
ว่า “จะให้ข้าทำอย่างไรกับพวกมัน?”
ม้าฝาน เซี่ยซานกับคนอื่นๆ ท่าทางระมัดระวังยิ่ง พวกมันก็คิดว่าสินสงครามเที่ยวนี้
ไร้เหตุผลอยู่บ้าง เซี่ยซานรีบปันรอยยิ้ม กล่าวว่า
“ทาสฝึกตนสามารถใช้ทำเหมืองได้”
“ทำเหมือง? ข้าจึงไม่เชื่อว่าพวกมันจะยอดเยี่ยมเท่าเจดีย์น้อย”
จั่วม่อกล่าวด้วยใบหน้าดำคล้ำ เจดีย์น้อยกับจั่วม่อเชื่อมโยงจิตใจ ฟังว่าจั่วม่อชมเชย
มัน เจดีย์น้อยโผพุ่งออกมาจากที่ใดสักแห่ง ร่างอ้วนกลมบิดไปมาเล็กน้อยอย่าง
ภาคภูมิใจ แต่พอเห็นจั่วม่อหน้าดำเหมือนก้นกระทะ มันก็ตัวแข็งทื่อ รีบหลบลี้หนีหน้า
ไปทันที
เหตุการณ์หลายอย่างบอกเจดีย์น้อย ว่าเมื่อบิดาของมันไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่ดี ไม่มี
อะไรจะดีไปกว่าอย่าเสนอหน้าออกมาให้เห็น
ม้าฝานยิ้มอย่างระมัดระวัง กล่าวว่า “เหล่าปั่าน ท่านไม่ทราบว่าหอสำนักนอก
บัดซบนั่นยากจนเพียงใด ยากจนถึงขนาดที่พวกมันมีแต่ทาสฝึกตนเหล่านี้เท่านั้น พวก
เราไม่มีทางเลือกเลย หากเรายินยอมกลับมามือเปล่า ไยมิใช่ขัดแย้งกลับสิ่งที่ท่านมักจะ
สอนพวกเรา”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว!” เหลยเผิงรีบตามน้ำ พยักหน้าเห็นพ้องรัวๆ
จั่วม่อแย้มยิ้มเย็นเยียบ “ไม่เลว ไม่เลว! พวกเจ้าจดจำวาจาของข้าได้ดีจริงๆ”
“ย่อมแน่นอน!” เหลยเผิงตบอกอันดกดำของมันเสียงดังสนั่น เซี่ยซานกับม้าฝาน
สบตากันวูบ รีบหุบปากอย่างเรียบๆ ร้อยๆ ทั้งสองมองเหลยเผิงอย่างเวทนา
“เช่นนั้นเจ้าสามารถเลี้ยงดูพวกมัน” จั่วม่อชายตามองเหลยเผิง “เจ้าลืมเลือนอีก
หนึ่งประโยคที่ข้าเคยกล่าว เราไม่ทำการค้าที่ไม่ได้กำไร! ประเสริฐ ข้าจะหักค่าเลี้ยงดู
พวกมันจากรางวัลของเจ้า”
เหลยเผิงกรีดร้องโหยหวนดังก้องฟั้า ถลาเข้าไปกอดขาจั่วม่อ “เหล่าปั่าน! ข้าผิดไป
แล้ว! ข้าผิดไปแล้วจริงๆ!”
ความเดือดดาลในใจจั่วม่อระเบิดออกมาทันที เตะเหลยเผิงกระเด็นไปยี่สิบจั้ง
บริภาษอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้ายังรู้ด้วยหรือว่าเจ้าผิด! ฮ่า! เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเจ้า
สวาปามจิงสือเท่าใดในแต่ละวัน?
ห้าชิ้น! เจ็ดร้อยคน สามพันห้าร้อยชิ้นจิงสือระดับสามต่อหนึ่งวัน! เจ้าคิดว่าเกอจ
ริงๆ แล้วเป็นมหาเศรษฐีหรือ? ตอนนี้เกอ ยากจนมากจนแทบไม่มีข้าวกิน!”
ทุกผู้คนหวาดหวั่นต่อความเดือดดาลของจั่วม่อจนตัวสั่นสะท้าน ลองคิดทบทวนดู
พวกมันพบว่าวาจาประดานี้ไม่มีที่ใดผิดพลาด ทุกวันพวกมันสูบกลืนจิงสือจำนวนมากใน
การฝึกปรือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จัดให้โดยเหล่าปั่าน พวกมันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
เวลานี้ฟังจากการคำนวณของเหล่าปั่าน พวกมันถึงกับอกสั่นขวัญแขวนกับตัวเลขอันน่า
สะพรึงกลัวนี้ หลายคนรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน ตราบเท่าที่เป็นจิงสือเพื่อการฝึกปรือ
เหล่าปั่านจะเปิดกว้างให้พวกมันตลอดมา ไม่เคยมีปัญหาการขาดแคลน
“ฮา! คราวนี้พวกเจ้านำทาสฝึกตนกลับมามากมายถึงเพียงนี้ ตำหนิว่าเกอยังไม่
ล้มละลายในเร็ววันหรือ!” จั่วม่อโทสะไม่สลายคลาย ไม่มีอะไรทำให้มันเดือดดาลยิ่งไป
กว่าการล้มละลายอีกแล้ว!
“เหล่าปั่าน พวกเราจะไปปล้นจิงสือมาให้ท่าน!” เหลยเผิงเกลือกกลิ้งแล้วตะกาย
ขึ้นมา ประกาศความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยว
“ถูกต้อง เหล่าปั่าน พวกเราจะไม่ให้ท่านต้องขาดทุน!”
“เราจะปล้นพวกมันทั้งหมด!”
กลุ่มคนเริ่มร่ำร้องทันที เจตนาสังหารของพวกมัน ขู่ขวัญทาสฝึกตนพันกว่าคนจน
หน้าเผือดขาว
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรกับทาสฝึกตนเหล่านี้? ขายพวกมันหรือ?” ม้าฝานถามอย่าง
ระมัดระวัง
“ขายให้ผู้ใด?” จั่วม่อแค่นเสียงอย่างเย็นชา โทสะในใจสลายคลายลงไม่น้อย “ไม่
เท่ากับปั่าวประกาศให้ผู้อื่นทราบว่าเรื่องที่เมืองหนานเสิ้งเป็นฝีมือพวกเจ้าหรอกหรือ?”
ทุกผู้คนเจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ทันใดนั้นรู้สึกลำบากใจขึ้นมา
“เราสมควรฆ่าพวกมันหรือ?” เซี่ยซานถามอย่างลังเล หลายคนรอบข้างสีหน้าไม่
เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง
เมื่อเซี่ยซานกล่าวออกมา บรรดาทาสฝึกตนที่อยู่ใกล้ที่สุดหน้าขาวเผือดอย่าง
กะทันหัน รีบคุกเข่าเสียงดังสนั่น พร้อมใจกันโขกศีรษะวิงวอนอย่างบ้าคลั่ง
“ต้าเหริน! กรุณาเถอะ พวกเราทำงานได้! เรายินดีทำงานทุกอย่าง! ต้าเหริน เราขอ
เพียงอาหารประทังชีวิตเท่านั้น…”
“ลุกขึ้น! รีบลุกขึ้น!” จั่วม่อปวดเศียรเวียนเกล้า มันไม่เคยพบเห็นสถานการณ์เช่นนี้
มาก่อน
เหล่าทาสฝึกตนย่อมไม่กล้าลุกขึ้น ทั้งหมดคุกเข่าโขกคำนับไม่หยุด เห็นเป็นคลื่นฝูง
ชนยาวเหยียด “ต้าเหริน กรุณาเถอะ…”
จั่วม่อผู้หงุดหงิดร้อนใจอยู่แล้ว พลันบันดาลโทสะอีกรอบ “พวกเจ้าหุบปาก ไสหัว
มารดามันขึ้นมาให้หมด! ใครกล้าคุกเข่าข้าจะเชือดทิ้ง!”
ประโยคเหล่านี้ได้ผลชะงัด ทุกคนไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงอีก
จั่วม่อไม่กล่าวคำใด หมุนตัว จากไปทั้งอย่างนั้น
ม้าฝานกับพวกถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ข้ามองดูเจ้า เจ้ามองดูข้า ล้วนหน้านิ่วคิ้วขมวด
หลายคนที่เสนอให้นำทาสฝึกตนเหล่านี้กลับมาด้วยสำนึกเสียใจเป็นที่สุด แต่ในเวลานี้ไม่
มีผู้ใดมีอารมณ์จะกล่าววาจา
จั่วม่อเสาะหาหอรบค่ายกลสงครามด้วยอารมณ์ท้อแท้หดหู่ ทรุดนั่งลง จากนั้นนอน
แผ่เหยียดยาว อย่าได้เห็นว่ามันควบคุมดูแลผู้คนมากมายไว้ในอุ้งมือ แต่อันที่จริง มัน
ยังคงเป็นเด็กหนุ่มอายุเยาว์ที่ไม่ได้เห็นโลกมามากเท่าใด
สำนักกระบี่สุญตาก็เคยมีทาสฝึกตน สำหรับทาสฝึกตน โดยส่วนตัวมันค่อนข้างเห็น
อกเห็นใจ พวกมันเป็นกลุ่มคนที่น่าเวทนา
แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายดายปานนั้น ความเห็นอกเห็นใจของมันจะไม่เผื่อแผ่ไปยังพวกทาส
ที่มันไม่รู้จักหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทาสฝึกตนกลุ่มนี้เป็นภาระอันหนักหน่วง แต่มันก็ไม่
อาจกระทำเรื่องอย่างการสังหารหมู่ทาสฝึกตนได้
โดยทั่วไป มันคุ้นชินกับการเผชิญหน้ากับเรื่องเช่นนี้ด้วยมุมมองที่ปล่อยวาง แต่ผู้ใด
จะคาดคิดว่าวันหนึ่งเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับมันโดยตรง?
อาณาจักรขุนเขาน้อยเต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้าน จุดประสงค์ของพวกมันคือ
หลบหนีออกไปให้เร็วที่สุด จะให้มันเอาเรี่ยวแรงจากที่ใดมาดูแลเหล่าทาสฝึกตนที่
ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เหล่านี้? สิ่งที่จั่วม่อต้องการในเวลานี้ย่อมเป็นซิวเจ่อที่มีพลังสู้รบ
ไม่ใช่ทาสฝึกตนที่ไม่มีเรี่ยวแรงฆ่าไก่
ทาสฝึกตนเหล่านี้ยังจำเป็นต้องสิ้นเปลืองข้าวปราณหรือจิงสือ แม้ว่าจะไม่ใช่จำนวน
ใหญ่โต แต่เนื่องจากพวกมันมีคนมาก นี่ย่อมไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย ภาระที่หนักหนา
สาหัสอยู่แล้ว จะยิ่งหนักหน่วงกว่าเดิม
ไฉนมันต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายเช่นนี้?
จั่วม่อนอนแผ่อย่างเดือดดาลระคนไร้เรี่ยวแรงพลัง เหม่อมองค่ายกลอันวิจิตรบรรจง
บนเพดาน มันจมลงไปในความสับสนงุนงง
ทันใดนั้น สุ้มเสียงของผูเยาดังขึ้นในใจ “ข้ามีหนทาง”